<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74382</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 07:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;หมอยง&#039;เผยนักเรียนเปิดเทอมในยุคโควิดพบไข้หวัดจะติดกันเป็นกลุ่มก้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 ส.ค.63 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความระบุว่า
เมื่อนักเรียนเปิดเทอม ในยุค โควิด-19
ขณะนี้ไข้หวัด ในเด็กนักเรียน พบได้บ่อยมากขึ้น
เด็กเริ่มเจ็บป่วยมากขึ้น เริ่มเห็นเป็นกลุ่มก้อน และจากการตรวจ ที่ศูนย์ไวรัส จุฬา จะพบเป็น Rhinovirus
Rhinovirus จะมี 3 กลุ่ม คือ A B และ C
Rhinovirus C จะมีอาการมากวาง A และ B
Rhinovirus C บางรายลงหลอดลมจะมีหายใจเร็วและหอบ คล้าย RSV
พบในเด็กอนุบาล เด็กประถมเป็นส่วนใหญ่
หลานที่บ้าน 3 คน เริ่มจากอนุบาลก่อน และเป็นไล่กันหมด ตามมา
อาการจะมีไข้ต่ำๆเท่านั้น แล้วตามมาด้วย หวัดและไอ
และจะติดกันเป็นกลุ่มก้อนในเด็กนักเรียน
น้องจะไปให้พี่ จึงพบได้บ่อยในขณะนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74382</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระบาดของไวรัสโควิด-19, นพ.ยง ภู่วรวรรณ, โรคไข้หวัดใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f35f215f2f1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65819</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 14:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์สถาบันบำราศนราดูร เตือนหน้าฝนนี้ ต้องระวังไข้หวัดใหญ่ พร้อมกับโควิด หากเป็นซ้ำซ้อนสองโรค จะมีความรุนแรงมาก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 พ.ค. 63- นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบัน กลุ่มแผนปฏิบัติการชาติฯ สถาบันบำราศนราดูร เสวนา &amp;nbsp;ในหัวข้อ &amp;ldquo;ความร้ายแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ ในภาวะการระบาดของโควิด-19&amp;rdquo; เพื่อเป็นความรู้และแนวในการดูแลรักษาป้องกันจากไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูฝนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีรวัฒน์ ให้ข้อมูลว่า โรคไข้หวัดใหญ่ที่มักระบาดในหน้าฝน &amp;nbsp;ซึ่งมีความน่ากังวลเพราะมาในช่วงที่มีการการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้งอาการของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 มีความคล้ายคลึงกันมาก &amp;nbsp;คือมีอาการไข้ 38-40 องศา &amp;nbsp;ไอ ปวดศีรษะเจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ร่างกายอ่อนเพลีย ในทางการแพทย์ที่วินิจฉัยในการแยกโรคนั้นค่อนข้างยาก แต่ก็มีอาการที่แตกต่างกันเล็กน้อยคือ น้ำมูก เพราะโควิด-19 จะมีน้ำมูกไม่เยอะ ซึ่งยังต้องอาศัยการเช็คประวัติและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังมีการแพร่กระจายสู่ผู้อื่นเมื่อมีการไอหรือจาม การสัมผัสทางตรงหรือทางอ้อม &amp;nbsp;ทำให้มีความสามารถในแพร่การเชื้อจาก 1 คนไปสู่ 2 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของอัตราการเสียชีวิตของไข้หวัดใหญ่ในทั่วโลกอยู่ที่ 1-2% โดยสถิติย้อนหลังไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยย้อนหลัง 5 ปี พบว่าทั้งในปี 2561-2562 จะพบว่าช่วงที่เป็นไข้หวัดใหญ่มากสุดในฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน และในปี 2563 ที่มีการสำรวจพบว่ามีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สูงในเดือนมกราคม และลดลงมาโดยหลังจากเดือนเมษายน(ยังไม่ครบเดือน) มีตัวเลขที่ลดลงมา จะเห็นว่าในไทยที่มีผู้เป็นไข้หวัดใหญ่สูงกว่าโควิด-19 ถึง 33 เท่า เพราะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกคนมีความใส่ใจในการดูแลป้องกัน และให้ความสนใจในเฝ้าระวัง การคัดกรองโรค รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ดังนั้นโควิด-19 อาจจะระบาดขึ้นอีกในช่วงเข้าสู่ฤดูฝน สิ่งที่ควรต้องระวังคือการติดเชื้อร่วมกันทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากข้อมูลในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าคนที่ติดโควิด-19 มีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสอื่นได้ถึง 20% ส่วนข้อมูลจากประเทศจีน พบว่าประมาณ 80% มีโอกาสติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียอื่นๆ โดยสามารถติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ได้ถึง 60% ซึ่งการติดเชื้อซ้ำ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงถึง 29-55% ซึ่งทางสถาบันฯ ก็เจอเคสที่มีอาการใกล้คล้ายกับไข้หวัดใหญ่มาตรวจโควิด-19 และตรวจเจอเคสที่เป็นการติดเชื้อร่วม คือเป็นทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 &amp;nbsp;ซึ่งต้องมีการรักษาและใช้ยาทั้ง 2 โรคพร้อมกัน ให้เร็วที่สุด เพราะคนไข้อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือมีความรุนแรงของโรคมากขึ้น&amp;rdquo; นพ.วีรวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีรวัฒน์ กล่าวเสริมว่า ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นไข้หวัดใหญ่ อาทิ หญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ที่จะมีความรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ และกลุ่มบุคคากรทางการแพทย์ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย อย่างกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นถึง 26 เท่า โดยวิธีจัดการกับไข้หวัดใหญ่ แบ่งเป็น 1.การป้องกันก่อนเกิดเหตุ คือการการรักษาสุขอนามัยที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือ การใส่หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ที่เหมือนกับการป้องกันโควิด-19 &amp;nbsp;และฉีควัคซีนประจำปีที่มี 3 สายพันธุ์และ 4 สายพันธุ์ &amp;nbsp;แต่การฉีดวัคซีนอาจจะป้องกันได้ประมาณ 40-60% &amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในแต่ละปี ซึ่งในปัจจุบันสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ก็มีให้บริการฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง ส่วนประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน 2.การรับยาต้านไวรัส เพราะสามารถลดปริมาณเชื้อไวรัสในร่างกาย บรรเทาอาการไข้หวัดใหญ่ และลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสสู่คนรอบข้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยการใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีอยู่ในประเทศไทย นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า ในปัจจุบันมี 3 ชนิด คือ บาลอกซาเวียร์ ที่ช่วยลดเชื้อไวรัสใน 24 ชั่วโมง รับประทานครั้งเดียว( 2-4 เม็ด ตามน้ำหนักตัว) อาจจะมีอาการข้างเคียงและข้อควรระวัง คือ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หลอดลมอักเสบ ฯลฯ , โอเซลทามิเวียร์ จะช่วยลดเชื้อไวรัสใน 72 ชั่วโมง รับประทานวันละ 2 ครั้ง นาน 5 วัน มีอาการข้างเคียงและข้อควรระวัง คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียประสาทหลอน และซานามิเวียร์(ชนิดสูดพ่น) จะช่วยลดเชื้อไวรัสใน 96 &amp;nbsp;ชั่วโมง ต้องพ่นวันละ 2 ครั้ง 5 วัน อาการข้างเคียงและข้อควรระวัง คือ ไซนัสอักเสบ มึนงง มีไข้ หนาวสั่น ฯลฯ ทั้งนี้การทานยาจะดีที่สุดเมื่อรับประทานใน 48 ชั่วโมงหลังจากมีอาการ และหากจะซื้อยาทานเองควรมีใบสั่งยาจากแพทย์ แต่ทางที่ดีคือการเข้าพบแพทย์ เพื่อป้องกันการภาวะแทรกซ้อน ส่วนโอเซลทามิเวียร์และบาลอกซาเวียร์ อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาวิจัยว่าจะมีผลต่อการรักษาโควิด-19 หรือไม่ แต่ในปัจจุบันยาทั้ง 2 ตัวนี้ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้รักษาโควิด-19 แต่ในประเทศญี่ปุ่นได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ในการรักษาไข้หวัดใหญ่ และใช้รักษาโควิด-19 เป็นประเทศแรก ซึ่งก็ใช้รักษาโควิด-19 ในไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับสถาณการณ์โควิด-19 ของทางสถาบันฯดีขึ้น จากการที่มีผู้ป่วยเข้ามารักษาจำนวน &amp;nbsp;214 &amp;nbsp;ราย ซึ่งมีการรักษาหายหมดแล้ว &amp;nbsp;เหลือเพียง 1 ราย ที่อยู่ในระยะพักฟื้น ซึ่งในภาพรวมของประเทศสถานการณ์ของคนไข้โควิด-19 ก็เป็นในทิศทางที่ดีขึ้นในผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ในเฟสแรก แต่ทั้งนี้ก็ต้องคอยจับตาดูในเฟสที่ 2 เพราะไทยเข้าสู่ฤดูฝนพอดี ซึ่งจะมีการคลายล็อคในส่วนต่างๆ ทั้งการเดินทาง การใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ ทั้งการทำงาน สัมนา ท่องเที่ยว แต่ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้โควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้งได้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อจำกัดของทรัพยากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ จึงต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด&amp;rdquo; นพ.วีรวัฒน์ ทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65819</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ, สถาบันบำราศนราดูร, หน้าฝน, โรคไข้หวัดใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebba010e6cb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2020 13:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2020 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;หมอมนูญ&#039;ติดตามข้อมูลระบาดวิทยาล่าสุดทุกเดือนรู้ทันว่ามีโรคไวรัสอะไรระบาดบ้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 เม.ย.63 - นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC มีเนื้อหาดังนี้
ติดตามข้อมูลระบาดวิทยาล่าสุดทุกเดือน รู้ทันว่ามีโรคไวรัสอะไรระบาดบ้าง
เดือนมีนาคม 2563 ที่เพิ่งผ่านมา ข้อมูลของโรงพยาบาลวิชัยยุทธพบโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัสประจำถิ่นที่เราติดตาม ลดลงมากทุกโรคตามฤดูกาล
อุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ลดลงกว่าเดือนที่แล้วมาก (ดูกราฟ) ยังพบสายพันธุ์ A มากกว่า B
เชื้อไวรัสทางเดินหายใจ RSV พบน้อยมาก และเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ hMPV Human metapneumovirus เดือนที่แล้วไม่พบเลย
อุบัติการณ์โรคไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ เดือนที่แล้วลดลงมาก(ดูกราฟ) โรคชิคุนกุนยาเดือนที่แล้วไม่พบเลย
โรคไวรัส Noro (โนโร) และ Rota(โรตา) ทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ไวรัสโนโรและไวรัสโรตาก็ลดลงกว่าเดือนที่แล้วมากเช่นเดียวกัน (ดูกราฟ)
ประโยชน์ของการหมั่นล้างมือบ่อยๆด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลโดยเฉพาะก่อนเอามือมาขยี้ตา แคะจมูก จับปากตัวเอง และใส่หน้ากากอนามัยเวลาอยู่ร่วมกันกับคนอื่น นอกจากจะป้องกันการติดเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 แล้ว ยังช่วยป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากไข้หวัดใหญ่และจากไวรัสอื่นๆอย่างน้อย 13 ชนิดด้วยเมื่อเข้าหน้าฝน
เดือนเมษายนจะเป็นอย่างไร ติดตามรายงานเดือนหน้าครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62690</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19, นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ, โรคไข้หวัดใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e83e0db998fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวเย็นจัด-คนพลุกพล่าน  ตัวช่วยวัยเก๋าพักผ่อนส่งท้ายปีเก่าสุขภาพดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เครื่องดื่มอุ่นๆ และการหมั่นขยับเขยื้อนร่างกายตัวช่วยที่ทำให้วัยเก๋าเที่ยวอย่างสนุก และทำให้ร่างกายเกิดความสมดุล รับมือกับอากาศเย็นได้ดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เข้าสู่หน้าหนาวนับเป็นสัญญาณของการท่องเที่ยวไทย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาหยุดพักร้อนใกล้สิ้นปีที่หลายคนรอคอย เพื่อที่จะได้ชวนผู้สูงวัยไปเที่ยวพักผ่อนกันทั้งครอบครัว เพื่อรับอากาศเย็นๆ แต่ทั้งนี้การดูแลสุขภาพ ในตลอดระยะเวลาของท่องเที่ยวก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อย เพราะผู้สูงวัยส่วนใหญ่มักเจ็บป่วยได้ค่อนข้างง่ายกว่าคนหนุ่มสาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย ผู้ก่อตั้งลลลนาคลินิก (Lollana Clinic) มีคำแนะนำสำหรับคนวัยเก๋าที่ต้องเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบอากาศเย็นทางภาคเหนือของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.พลอยลดาให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ในช่วงที่อาการเริ่มหนาวเย็น ร่างกายของผู้สูงอายุจะไม่แข็งแรงเหมือนกับคนวัยหนุ่มสาว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่นอยู่ตลอดเวลา โดยการใส่เสื้อผ้าหนาๆ หรือต้องพกผ้าพันคอหรือสวมหมวกไหมพรม และต้องหมั่นออกกำลัง อีกทั้งต้องเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะหากต้องไปท่องเที่ยวในสถานที่อากาศเย็น นอกจากนี้ให้กินและดื่มอาหารที่มีรสอุ่นๆ อีกทั้งต้องดื่มน้ำเปล่าวันละ 6-8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเสริมภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่มีปัญหาโรคปอดควรเลี่ยงการเดินขึ้นเขาสูง และมีสภาพอากาศเย็นจัด เพราะเสี่ยงต่อการเป็นลมหน้ามืด เนื่องจากพื้นที่สูงจะทำให้ความกดอากาศต่ำ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ก็ให้ระมัดระวังเรื่องเกี่ยวกับ &amp;ldquo;โรคทางเดินหายใจ&amp;rdquo; เช่น โรคไข้หวัด และโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งมีคนอยู่เยอะ โดยเฉพาะตลาดหรือห้างสรรพสินค้า เพราะผู้สูงอายุจะเสี่ยงติดเชื้อโรคดังกล่าวได้ค่อนข้างง่าย ดังนั้นการป้องกันคือการไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพปอด ซึ่งต้องอยู่ในพื้นที่อากาศเย็นและคนพลุกพล่าน หรือถ้าหากผู้สูงวัยมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก มีอาการเป็นไข้ ก็ควรรีบไปพบแพทย์จะดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกหนึ่งภาวะที่พบได้บ่อยในแหล่งท่องเที่ยวที่มีอากาศเย็น คือผู้สูงอายุมีปัญหาเรื่อง &amp;ldquo;ผิวแห้ง&amp;rdquo; เนื่องจากไขมันในร่างกายทำงานลดน้อยลง จึงทำให้ผิวขาดความชุ่มชื่นจึงแห้งแตก การรักษาความชุ่มชื่นในร่างกายก็ยังจำเป็นต้องทำอยู่สม่ำเสมอ โดยการใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่น และไม่ควรอาบน้ำอุ่น หรือหลีกเลี่ยงการอาบนานๆ เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้งมากขึ้นไปอีก หลังจากอาบน้ำก็ให้ทาโลชั่นบ่อยๆ โดยใน 1 วันควรทาโลชั่น 2-3 รอบ หรือทาลิปบาล์มที่ปากเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนผู้สูงวัยที่มีปัญหาเกี่ยวโรคระบบไหลเวียนโลหิต หรือ &amp;ldquo;โรคความดันโลหิตสูง&amp;rdquo; แนะนำว่าไม่ควรบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง และเค็มจัด เพราะจะทำให้ความดันโลหิตสูงหรือกำเริบ ซึ่งจะส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือทำให้หายใจไม่ออกและหมดสติได้เช่นกัน ดังนั้นผู้สูงวัยที่ป่วยโรคดังกล่าวควรบริโภคอาหารอุ่นในช่วงหน้าหนาว และไม่กินไขมันมากเกินไป รวมถึงอาหารรสหวานจัดด้วยเช่นกัน ที่สำคัญให้หมั่นออกกำลังกายในช่วงหน้าหนาว เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงและอบอุ่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่เตรียมตัวท่องเที่ยวช่วงหน้าหนาวควรใส่เสื้อผ้าที่หนาและมีผ้าพันคอ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสรุปในช่วงหน้าหนาว หากผู้สูงอายุต้องการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ ให้ &amp;ldquo;หลีกเลี่ยงสถานที่อากาศเย็นจัด&amp;rdquo; ที่สำคัญลูกหลานเองก็จำเป็นต้องเช็กสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการเตรียมเครื่องนุ่งห่มให้เหมาะกันแหล่งเที่ยวที่จะไป เช่น ผ้าพันคอ เสื้อผ้าหนานุ่ม ถ้าเป็นไปได้ไม่แนะนำให้ผู้สูงอายุเดินขึ้นเขาสูงในระยะทางไกลๆ รวมกับอากาศเย็น หรือมีอุณหภูมิเลขตัวเดียว โดยเฉพาะผู้ที่เจ็บป่วยเกี่ยวกับ &amp;ldquo;ปอด&amp;rdquo; เพราะยิ่งสูงความกดอากาศจะยิ่งต่ำ ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุมีอาการหน้าบวม ตัวบวม ตลอดจนหายใจไม่ออก เนื่องจากหัวใจทำงานมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดอาการวูบและหมดสติได้ เป็นไปได้ก็ไม่ควรเดินขึ้นเขา ที่สำคัญให้ &amp;ldquo;หลีกเลี่ยงสถานที่ท่องเที่ยวผู้คนหนาแน่น&amp;rdquo; เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ค่อนข้างง่ายเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21392</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ผิวแห้ง, พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล, โรคความดันโลหิตสูง, โรคทางเดินหายใจ, โรคไข้หวัดใหญ่, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181105/image_big_5be03db869a2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้สูงวัยหมั่นเช็กปัจจัยเสี่ยง ยิ้มได้-สุขภาพดีรับหน้าฝน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน้าฝนมาเร็วอย่างนี้ การให้ความเอาใจใส่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะบางครั้งการเลินเล่อหรือการไม่ระวัง เพียงแค่ผู้สูงอายุสะดุดแอ่งน้ำท่วมขังและลื่นล้ม ก็อาจทำให้กระดูกหัก บางรายอาจทำให้ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือน ถึงขั้นที่สามารถเสียชีวิตได้จากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการเตือนภัยเกี่ยวกับอันตรายที่มาพร้อมกับช่วงฝนชุก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ ให้ข้อมูลดูแลสุขภาพคนวัยเกษียณไว้น่าสนใจว่า &amp;ldquo;ในช่วงหน้าฝน โรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ หรือ &amp;ldquo;โรคหวัด&amp;rdquo; ที่เกิดจากการโดนละอองฝน เป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุพึงระวัง หากอยู่ในที่โล่งแจ้งและเปียกฝน ก็ควรรีบเช็ดศีรษะให้แห้งสนิทอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังพบ &amp;ldquo;โรคไข้หวัดใหญ่&amp;rdquo; ได้เช่นเดียวกัน การป้องกันที่ดีที่สุด ลูกหลานควรพาผู้สูงอายุไปรับวัคซีนป้องกันโรคตามสถานพยาบาลภายใต้กระทรวงสาธารณสุขปีละ 1 เข็ม นอกจากนี้ ช่วงหน้าฝนที่มีอากาศค่อนข้างเย็นและชื้น ผู้สูงวัยควรใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่น ใส่ถุงเท้า เวลานอนก็ต้องห่มผ้า และพยายามปรับแอร์ไม่ให้ลงที่ตัวมากเกินไป อีกทั้งต้องหมั่นรับประทานอาหารอุ่นๆ หรือปรุงสุกใหม่ อีกทั้งต้องงดการบริโภคน้ำแข็ง เพื่อป้องกันอาการเป็นหวัดด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่ล้างรถช่วงหน้าฝนอาจเสี่ยงต่อการลื่นหกล้มจากรองเท้าเก่าที่ไม่มีดอกยาง ควรหมั่นเช็กรองเท้าว่ายังอยู่ในสภาพดีหรือไม่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ลืมไม่ได้คือ &amp;ldquo;การลื่นหกล้ม&amp;rdquo; ในขณะช่วงฝนตก ก็ค่อนข้างพบได้บ่อยเช่นเดียวกัน เนื่องจากผู้สูงวัยบางรายจะเกิดความขยันเป็นพิเศษในช่วงนี้ เช่น การออกไปล้างรถขณะที่ฝนพรำ ประกอบกับพื้นรองเท้าที่ไม่มีดอกยาง จึงทำให้ท่านลื่นหรือสะดุดหกล้มได้ง่าย สิ่งสำคัญลูกหลานต้องหมั่นตรวจสภาพของรองเท้าที่ไม่มีดอกยาง หรือเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่แทนที่คู่เก่าที่เสี่ยงต่อการหกล้มให้กับท่าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งสำคัญอีกอย่างในช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะบางพื้นที่ใน กทม.หรือต่างจังหวัดที่น้ำท่วมขัง การที่ผู้สูงอายุมักต้องเดินลุยน้ำก็อาจทำเกิด &amp;ldquo;โรคเท้าเปื่อย&amp;rdquo; ได้ ตรงนี้อยากให้คนชราที่ป่วยโรค NCDs เช่น โรคเบาหวาน ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อลุกลาม หากว่าเท้าเป็นแผลอยู่แล้ว ตรงนี้หมอแนะนำว่าให้รีบล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง หรือหากเป็นไปได้ก็ไม่ควรลงไปเดินหรือย่ำบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงฝนตกชุกและมีน้ำแช่ขังรอบๆ บ้าน ก็สามารถทำให้คุณตาคุณยายเป็น &amp;ldquo;โรคไข้เลือดออก&amp;rdquo; ได้เช่นกัน ซึ่งวิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง โดยการคว่ำกระถางแตก โอ่งน้ำแตก หรือแม้แต่ที่รองตู้กับข้าว ที่จำเป็นต้องหาทรายอะเบทมาโรย เพื่อป้องกันยุงลายมาไข่ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ช่วงหน้าฝน ผู้สูงอายุควรกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก และการคันเกาแผลเรื้อรัง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในช่วงหน้าฝนมักจะมียุงค่อนข้างเยอะและไปกัดผู้สูงอายุ ก็จะทำให้ &amp;ldquo;คันและเกา&amp;rdquo; จนกระทั่ง &amp;ldquo;ผิวหนังเป็นแผลติดเชื้อ&amp;rdquo; ได้ ตรงนี้ลูกหลานควรหายาสเตียรอยด์มาทาให้ท่านเพื่อช่วยยับยั้งอาการจากผื่นคัน เป็นต้น ปิดท้ายกันที่ไม่สวมเครื่องประดับที่เป็นโลหะออกไปนอกบ้าน เพราะเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าในช่วงฝนตกคะนองเช่นเดียวกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9095</URL_LINK>
                <HASHTAG>การดูแลสุขภาพ, การลื่นหกล้ม, คนชราที่ป่วยโรค NCDs, คุณภาพชีวิต, ช่วงฝนชุก, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, ผู้สูงอายุ, โรคเท้าเปื่อย, โรคเบาหวาน, โรคไข้หวัดใหญ่, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180513/image_big_5af8333208024.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
