<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77501</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 12:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 12:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทัพไทยแจงเหตุ &#039;พลทหาร&#039; ดับปริศนาในค่าย แพทย์สันนิษฐานหัวใจเต้นผิดจังหวะ ไร้ประทุษร้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.63 - จากกรณีพลทหารเสรี บุตรวงค์ ทหารกองประจำการ รุ่นปี 2563 ผลัดที่ 1 เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 14 ก.ย.2563 เวลาประมาณ 02.45 น. ณ โรงพยาบาลทหารอากาศ สีกัน แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลตรีธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าวแล้ว และแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมสั่งการให้เร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริงโดยละเอียด เพื่อให้ความกระจ่างและเป็นธรรมกับครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยเน้นย้ำให้ต้นสังกัดดูแล จัดงานศพอย่างดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนข้อเท็จจริงและจากผลการสันนิษฐานสาเหตุการเสียชีวิตโดยแพทย์ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2563 เวลาประมาณ 12.00 น .สันนิษฐานว่า สาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ (ลักษณะไหลตาย โดยไม่ได้เกิดจากการถูกประทุษร้าย) ทั้งนี้ นายสมทรง บุตรวงค์ (บิดา พลทหาร เสรีฯ) ได้รับทราบสาเหตุการเสียชีวิตจากแพทย์และได้ร่วมขอดูศพแล้ว ซึ่งไม่ติดใจและมีความเข้าใจดีถึงสาเหตุการเสียชีวิตดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในเบื้องต้น กรมการสื่อสารทหารซึ่งเป็นหน่วยต้นสังกัด ได้จัดผู้แทนหน่วย ได้แก่ ผู้บังคับกองพัน กรมการสื่อสารทหาร และผู้แทนหน่วยฝึกฯ จำนวน 7 นาย ร่วมเดินทางนำศพกลับภูมิลำเนา และจะอยู่ร่วมในงานสวดพระอภิธรรมศพทุกวัน จนกว่าจะถึงวันฌาปนกิจศพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หน่วยต้นสังกัดได้ดำเนินการออกค่าใช้จ่ายในการนำศพ พลทหาร เสรีฯ กลับภูมิลำเนา รวมทั้งออกค่าใช้จ่ายในพิธีสวดพระอภิธรรมทุกคืน ตลอดจนออกค่าใช้จ่ายในงานฌาปนกิจศพ และเก็บอัฐิ กับทั้งยินดีมอบทุนทรัพย์ให้แก่บิดา พลทหาร เสรีฯ เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อแบ่งเบาภาระความเป็นอยู่ของครอบครัวต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77501</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการกองทัพไทย, พลทหารเสียชีวิต, โรคไหลตาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f604f302c112.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2018 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไขความลับโรคไหลตาย-ไฟฟ้าลัดวงจรในหัวใจ/ไม่ใช่ผีแม่ม่าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รพ.จุฬาฯ แถลง&amp;ldquo;ไขความลับ ทำอย่างไรคนไทยจะไม่ไหลตาย&amp;rdquo; ชี้คนไทยเป็นโรคนี้ &amp;nbsp;40 ต่อแสนคนถุือว่าอยู่ในระดับสูง สาเหตุจาก &amp;nbsp; เกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรในหัวใจ &amp;nbsp;ผลจากพันธุกรรมส่วนหนึ่งพบได้ทุกภาคในไทยแต่ส่วนใหญ่อยู่ที่อีสาน &amp;nbsp; ชี้อาการโรคยังปฎิสัมพันธ์กับอากาศร้อนอีกด้วย การรักษาใช้วิธีการฝังเครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AICD) หวังวิจัยหาสาเหตุอื่นๆอีก &amp;nbsp;และอีกด้านต้องการสะท้อนผีแม่ม่ายไม่มีจริง

8มี.ค.- ณ ห้องประชุมยาใจ ณ สงขลา อาคารหอพักและพัฒนาคณาจารย์ ชั้น 25 มีงานแถลงข่าว &amp;ldquo;ไขความลับ ทำอย่างไรคนไทยจะไม่ไหลตาย&amp;rdquo; โดยมี ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ ศ.นพ.กุลวี เนตรมณี อาจารย์พิเศษ &amp;nbsp;ฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พล.อ.ท.นพ.กัมปนาท วีรกุล อดีตเจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ ศ.นพ.ยง ภู่วรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิกภาคกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และผศ.นพ.สมชาย ปรีชาวัฒน์ หัวหน้าสาขาสรีระไฟฟ้าหัวใจ สาขาวิชาหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกันแถลงข่าว&amp;nbsp;
ผศ.นพ.สมชาย กล่าวว่า อาการใหลตายใช้เรียกการเสียชีวิตขนาดหลับ โดยมักมีอาการหายใจไม่สะดวกอาจเกิดคล้ายการละเมอขนาดเสียชีวิต มักเกิดในผู้ชายภาคอีสานอายุระหว่าง 30-50 ปี &amp;nbsp;เป็นโรคที่ฆ่าชีวิตคนไทยมาหลายชั่วอายุคน และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของชายไทยรองจากอุบัติเหตุ ซึ่งที่มานั้นขาดงานวิจัย ปชช.จึงคิดวิธีรักษาตัวเองตามความเชื่อต่างๆ ว่ามาจากเรื่องของภูตผีปีศาจ เช่นการใส่ผ้าถุง การทาปากแดง ซึ่งที่ผ่านมาโรคดังกล่าวก็ไม่เป็นที่สนใจของประชาชนมากนัก จนกระทั่งมีการเสียชีวิตของชายไทยที่ไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์จำนวน 160 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายที่มาจากภาคอีสาน และมีประวัติพันธุกรรม 18-40 % &amp;nbsp;จึงเชื่อมโยงได้ว่ามีกรรมพันธุ์บางอย่างกำหนดอยู่ และแม้ว่าดรคดังกล่าวจะเกิดได้ในเด็ก แต่ก็พบในวัยผู้ใหญ่ 30-50 ปีมากกว่า ซึ่งอาจจะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมติดตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่พึ่งมาออกอาการ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และทางทีมวิจัยเองก็กำลังสนใจศึกษาในเรื่องดังกล่าว ซึ่งการวิจัยไม่ใช่การหลบหลู่ แต่เป็นการสะท้อนว่าผีแม่ม่ายไม่จริง ซึ่งมีงานวิจัยและกลไกลต่างๆที่ทำสำเร็จ ชัดเจนขึ้นเรื่อย&amp;nbsp;
พล.อ.ท.นพ.กัมปนาท กล่าวว่า จากการศึกษาในผู้ป่วยที่เป็นชายรายหนึ่งอายุ 37 ปี ซึ่งหมดสติประมาณ 5-6 ครั้ง และไปตรวจหลายโรงพยาบาลมีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชัก และเมื่อนำมาตรวจร่างกายก็พบว่าผลการตรวจทุกส่วนมีความปกติ ยกเว้นคลื่นไฟฟ้าหัวใจ คือมีอาการหัวใจระริก หากนอนไปอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรหัวใจและมีวิธีการรักษาคือการให้ยาและการฝังเครื่องช็อกหัวใจอัตโนมัติเพื่อใช้กระตุ้นหัวใจให้มีการเต้นปกติ &amp;nbsp;และจากการวิจัยพบว่า ผู้ที่ได้รับการฝังเครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ &amp;nbsp;จะมีคลื่นไฟฟ้าปกติร้อยละ 90 และ ร้อยละ10-20 ของผู้เคยมีอาการจะเกิดอาการใหลซ้ำในปีถัดไป ทั้งนี้พบว่าการเต้นระริกของหัวใจสามารถหยุดเองได้ โดยคนไข้ไม่ตาย แต่ระยะเวลาเต้นที่นานไปอาจส่งผลให้คนไข้หมดสติ หรืออาจทำให้สมองขาดออกซิเจนได้ ทั้งนี้พบว่าการฝังจะดีกว่าการให้ยา แต่ในขณะที่ทำการศึกษานั้นเครื่องมีราคา 4 แสนบาท ซึ่งแพงมาก แต่จากงานวิจัยทำให้ประกันสังคมเห็นถึงความสำคัญ และสามารถให้เบิกได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.กุลวี กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยมาตลอดกว่า 30 ปี ทำให้ทราบว่า โรคใหลตายในเมืองไทยเกิดขึ้นได้บ่อย โดยในคนอายุ 30-50 ปีนั้นพบอัตราการใหลตายประมาณ 40 ต่อแสนประชากร ซึ่งถือว่าสูงมาก &amp;nbsp; เกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรในหัวใจ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการมีผังพืดบริเวณผิวของหัวใจด้านนอกช่องล้างด้านขวา ทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นระริก หากดูจากกราฟหัวใจก็จะพบว่ามีลักษณะคล้ายกับขาตั๊กแตน &amp;nbsp;ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากพันธุกรรม ส่วนปัจจัยอื่นยังไม่ทราบอย่างชัดเจน จึงต้องมาศึกษาเพิ่มเติมว่าเกิดจากอะไร อย่างการติดเชื้อไวรัสก็สามารถเข้าไปเปลี่ยนดีเอ็นเอให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน ต้องศึกษาต่อไป ทั้งนี้พบได้ทุกภาคทั่วประเทศไทย แต่อาจพบในคนอีสานมากกว่า อย่างเชียงใหม่ก็พบมากปัจจัยอื่นที่อาจมีความเกี่ยวข้องคือ ภาคอีสานมีสภาพอากาศที่ร้อนมาก โรคพวกนี้จะอ่อนไหวกับความร้อน ถ้าอุณหภูมิมากกว่า 40 องศาเซลเซียส ก็จะมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.กุลวี กล่าวว่า สำหรับคนที่มีความเสี่ยงโรคใหลตายนั้น คือผู้รอดชีวิตจากการใหลตาย ผู้ที่มีญาติสายตรงมีอาการใหลตาย หรือผู้ที่ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชินด Brugada ซึ่งการรักษานั้นที่ผ่านมาจะใช้วิธีการฝังเครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AICD) ไม่ต่ำกว่า 4 แสนบาท แต่ปัจจุบันอยู่ในสิทธิการรักษา เนื่องจากประสิทธิผลชัดเจนว่าลดอัตราการตายได้ 0% แต่หากเป็นการรักษาด้วยยายังพบการตายอยู่ประมาณ 14% อย่างไรก็ตาม เครื่องจะสามารถช็อกได้ประมาณ 200 ครั้ง &amp;nbsp;ก็จะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี ซึ่งหากผู้ป่วยเกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะบ่อยก็ต้องเปลี่ยนแบตเตอรีบ่อยครั้ง และไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ จึงมีการพัฒนาการรักษาที่ต้นเหตุคือ การจี้ผังพืดหัวใจด้วยคลื่นวิทยุ ได้ทำมาประมาณกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งทั่วโลกก็มาร่วมกับเรา โดยในเมืองไทยไดแล้วกว่า 70 ราย ซึ่งผลลัพธ์ออกมาก็พบว่า อาการคลื่นไฟฟ้าผิดปกตินั้นหายไป ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และจากการติดตามต่อเนื่องมา 4-5 ปี ก็ไม่พบการเกิดอาการคลื่นหัวใจเต้นผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยบางรายก็สามารถถอดเครื่อง AICD ออกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การรักษาด้วยการจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุจะมีการใช้เทคโนโลยี 3-Dimention Electroanatomical Mapping) มาจำลองภาพ 3 มิติของหัวใจ เพื่อให้แพทย์มองเห็นการทำงานของกระแสไฟฟ้าหัวใจได้ชัดเจน และค้นหาตำแหน่งที่มีความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ จากนั้นจะใช้สายสวนหัวใจเข้าไปโดยใช้ความร้อนจี้ตรงที่มีปัญหาให้หายไป ซึ่ง 85-90% สามารถทำสำเร็จได้ด้วยการจี้ครั้งเดียว แต่บางคนที่เป็นเยอะอาจต้องกลับมาจี้ซ้ำ ประมาณ 10-15% อย่างไรก็ตาม แมจะเห็นผลชัดเจนว่าสามารถรักษาการเกิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติได้ แต่เพื่อความมั่นใจจึงต้องมีการเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีการจี้ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพื่อความแน่ใจ ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 2 ปีก็จะได้ข้อสรุป ซึ่งหากมีประสิทธิผลที่ดีก็จะผลักดันให้เป็นสิทธิการรักษาแทนการฝังเครื่อง AICD เพราะมีราคาถูกกว่า &amp;quot; ศ.นพ.กุลวี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากข้อมูลที่พบคือ คนใหลตายมักมีประวัติในครอบครัวรุ่นจึงคาดว่าน่าจะมาจากพันธุกรรมด้วย จึงต้องมีการศึกษาต่อ ซึ่งในการวิจัยในครั้งนี้ จะเก็บข้อมูลพันธุกรรมและถอดรหัสพันธุกรรมทั้งหมดของคนที่เป็นโรคใหลตายจำนวน 250 คน เปรียบเทียบกับการถอดรหัสพันธุกรรมของคนปกติอีก 500 คน หรือในอัตรา 1 ต่อ 2 ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อดูว่าแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งขณะนี้เก็บข้อมูลคนไข้ใหลตายได้แล้วกว่า 200 คน คนปกติอีกประมาณ 300 กว่าคน กำลังอยู่ในช่วงถอดรหัสและเก็บข้อมูลให้ครบจำนวน 250 และ 500 คน คาดว่าใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปีจึงจะรู้คำตอบที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม การเก็บข้อมูลและถอดรหัสพันธุกรรมคนปกติ 500 คนนั้น หากเก็บเพิ่มอีก 500 คน เป็น 1,000 คน จะช่วยให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลเรื่องพันธุกรรมที่ใช้ในการเปรียบเทียบโรคจากพันธุกรรมอื่นๆ ด้วย ซึ่งจะกลายเป็นฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อประเทศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4561</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรักษาโรคไหลตาย, การวิจัยโรคไหลตาย, อัตราเกิดโรคไหลตายกับคนไทย, โรคไหลตาย, โรงพยาบาลจุฬา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa0f7b3be8f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
