<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114596</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 11:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 11:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัย แนะโรงงานพบพนง.ติดเชื้อเกิน 10% ไม่ควรปิดบัง ให้แจ้งภายใน 3 ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค.64 - ​นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ยังเกิดคลัสเตอร์โรงงานกระจายในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;ซึ่งกรมอนามัยได้ขอความร่วมมือโรงงานขนาดใหญ่ที่มีคนงานตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป จำนวน 3,300 แห่ง ประเมินผ่าน Thai Stop COVID Plus (GOOD FACTORY PRACTICE) โดยโรงงานที่ยังไม่พบพนักงานติดเชื้อ ขอให้ยังคุมเข้ม มาตรการที่ 1-3 ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. มาตรการด้านการป้องกันโรค มีการคัดกรองวัดอุณหภูมิ สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา จัดให้มีที่ล้างมือพร้อมสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ไว้บริการ ลดความแออัด&amp;nbsp; การเว้นระยะห่าง ติดตามข้อมูลของผู้ปฏิบัติงาน จัดให้มีที่ล้างมือพร้อมสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ไว้บริการ รวมถึงการให้ผู้ที่อยู่ในโรงงานปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตรการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส การจัดการขยะมูลฝอย จัดให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม หอพักสำหรับผู้ปฏิบัติงานต้องสะอาด ไม่แออัด และหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่ม หากมีรถรับ-ส่ง ต้องมีการทำความสะอาด สำหรับการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในโรงอาหาร ต้องกำหนดเส้นทางการเดิน จุดนั่ง เดิน ยืน หรือที่พักรอ&amp;nbsp;ให้ชัดเจน แยกสำรับอาหาร และไม่ใช้แก้วน้ำ จาน ชาม ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มาตรการเสริมสำหรับโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่ ต้องมีกลไกการจัดการและแผนเผชิญเหตุ เมื่อเกิดเหตุกรณีพบพนักงานติดเชื้อต้องมีการซักซ้อมแผน หากมีแรงงานต่างด้าวต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และสำหรับโรงงานขนาดใหญ่&amp;nbsp;ต้องเข้มเรื่องการคัดกรองผู้ปฏิบัติงานและผู้มาติดต่อ โดยใช้ระบบประเมินตนเองผ่านเว็บไซต์ &amp;ldquo;ไทยเซฟไทย&amp;rdquo; ก่อนเข้าปฏิบัติงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงรายบุคคล กรณีมีรถรับ-ส่ง ให้พนักงานสวมหน้ากากตลอดเวลา เว้นระยะห่าง วัดอุณหภูมิก่อนขึ้นรถ และเช็ดฆ่าเชื้อในรถหลังใช้งาน ทำความสะอาดฆ่าเชื้อในพื้นที่ส่วนกลาง และจุดสัมผัสร่วมให้เปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติ เช่น ประตู ก๊อกน้ำ เป็นต้น เพื่อเป็นการลดการสัมผัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากโรงงานพบพนักงานติดเชื้อโควิด-19 มากกว่าร้อยละ 10 ของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด ไม่ควรปิดบัง ให้ใช้มาตรการหลักที่ 4 คือ มาตรการเมื่อพบผู้ติดเชื้อแจ้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สั่งการและคำแนะนำ หลังจากนั้นให้พิจารณาปิดพื้นที่หรือสถานที่และทำความสะอาดพื้นผิวทันที โดยจัดการแบบ Bubble and Seal เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และให้กระบวนการผลิตสามารถดำเนินการต่อไปได้ ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ให้ส่งตรวจเชื้อและกักตนเองทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้เสี่ยงต่ำให้มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สำหรับแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ ผู้ปฏิบัติงาน และแนวทางการปฏิบัติกรณีพบผู้ติดเชื้อ โดยให้ผู้ประกอบการต้องประเมินตนเองอย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์ สำหรับพนักงานทุกคนยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน D-M-H-T-T อย่างเคร่งครัด พร้อมยกระดับคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงด้วยชุดตรวจ ATK&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114596</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, โควิด, โรงงานอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210826/image_big_61271cc73e568.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108963</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.อุตฯ ร่อนหนังสือถึง สภาอุตฯ-สภาหอฯ-การนิคมฯ และอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เร่งรัดดึงสถานประกอบการเข้า Platform ประเมินโควิด-19!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กระทรวงอุตสาหกรรมร่อนหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดําเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด ของโรคโควิด-19 ในสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม โดยให้เร่งรัดการเข้าสู่ Platform Online Thai Stop Covid Plus เพื่อประเมินตนเอง โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก หลังครบกำหนดระยะเวลาแต่มีผู้เข้ามาทำแบบประเมินน้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ส่วนโรงงานขนาดใหญ่ที่มีแรงงานตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป เข้ารับการประเมินแล้วกว่า 98%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายจากที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ให้เป็นเจ้าภาพหลักขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในสถานประกอบกิจการโรงงาน ด้วยการประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ในการขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าว ตั้งเป้ากลุ่มเป้าหมายในสถานประกอบกิจการโรงงาน กว่า 60,000 โรงทั่วประเทศ โดยการประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Thai Stop Covid Plus ทุกสองสัปดาห์ และให้พนักงานประเมินด้วย Thai Save Thai ก่อนเข้าปฏิบัติงาน โดยกำหนดให้โรงงานทุกแห่งดำเนินการภายใน 30 มิถุนายนนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลสรุปโรงงานที่ประเมินตนเองใน Platform Online Thai Stop Covid Plus &amp;nbsp;ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2564 พบว่าผลการประเมินตนเองยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กําหนด จึงได้ขอความร่วมมือให้ทุกหน่วยงานเร่งประชาสัมพันธ์ และเร่งรัดให้สถานประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานประเมินตนเองด้วย Platform Online Thai Stop Covid Plus ให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่น่าวิตกกังวลมากที่สุดในขณะนี้คือตัวเลขของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีจำนวนสูงขึ้น โดยมักจะพบผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนในแรงงานภาคอุตสาหกรรมทำให้ต้องหยุดประกอบกิจการ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการโรงงาน และเศรษฐกิจในภาพรวม ดังนั้น การประเมินตนเองตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ผ่านแพลตฟอร์ม Thai Stop Covid Plus ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;ได้พัฒนาขึ้น จะช่วยในการป้องกันการแพร่ระบาดฯ รวมทั้งสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ ผู้ปฏิบัติงาน และแนวทางการปฏิบัติกรณีพบผู้ติดเชื้อ ขณะเดียวกันในส่วนของพนักงานก็ต้องประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์ม Thai Save Thai เพื่อยกระดับการคัดกรองคนก่อนเข้าโรงงานอย่างเข้มงวดป้องกันผู้มีความเสี่ยงไม่ให้เข้ามาปฏิบัติงานและแพร่เชื้อในสถานประกอบการ&amp;rdquo;ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ จากตัวเลข ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2564 มีผู้ประกอบโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศทยอยประเมินตนเองผ่าน Thai Stop Covid Plus แล้วจำนวน 15,152 แห่ง (โรงงานทุกขนาด) คิดเป็น 24% จากเป้าหมาย64,038 แห่ง โดยเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่มีคนงานมากกว่า 200 คน รวมทั้งสิ้น 3,290 แห่ง คิดเป็น 99.5% จากเป้าหมาย 3,304 แห่ง ผ่านเกณฑ์ 2,353 แห่ง และไม่ผ่านเกณฑ์ 880 แห่ง &amp;nbsp;โดยโรงงานที่ประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ จะต้องใช้มาตรการเพื่อ Upgrade ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้วยการประเมินซ้ำทุก 2 สัปดาห์ ส่วนโรงงานที่ประเมินผ่านเกณฑ์ จะได้ร่วมในการสัมมนาออนไลน์ Fight Covid -19 เรียนรู้แนวทางบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงฯ รวมทั้งได้รับการคัดเลือกเข้าสู่โครงการฟื้นฟูและเสริมแกร่งสถานประกอบการอีกด้วย นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ของกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และสภาอุตสาหกรรม เพื่อลงพื้นที่สุ่มตรวจประเมินโรงงานในพื้นที่ (On-site) ในโรงงาน เป้าหมายจำนวน 955 แห่ง โดยขณะนี้ตรวจประเมินโรงงาน On-site ไปแล้วกว่า 953 แห่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108963</URL_LINK>
                <HASHTAG>Fight Covid -19, Platform Online Thai Stop Covid Plus, thai save thai, Thai Stop Covid Plus, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงอุตสาหกรรม, นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส, ศปก.ศบค., ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19, สถานประกอบการ, โรงงานอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e5781307a99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68062</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2020 17:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2020 17:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;หมอยง&#039;แนะรง.อุตสาหกรรมเตรียมพร้อมป้องกันโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย.63-ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง&amp;quot;โควิด 19 การเตรียมการสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในการป้องกัน&amp;quot; ระบุว่า ถ้ามีการระบาดในโรงงาน จะมีผู้ป่วยจำนวนมากและมีความเสียหายมาก บางครั้งยากต่อการควบคุม เพราะคนงานแต่ละคน อาจจะส่งต่อไปให้บุคคลอื่นภายนอกได้อีก ในการเตรียมพร้อมสำหรับโรงงานป้องกันการระบาดของ โควิด 19 จะต้องประกอบไปด้วย วิธีการ เช่นเดียวกับที่เราเปิดห้าง เช่น มีการตรวจอุณหภูมิณจุดเข้าออก มีการลงทะเบียน เวลาเข้าออกแต่ละจุด &amp;nbsp;ใส่หน้ากากอนามัยหน้ากากผ้า เพื่อป้องกันเขาและป้องกันเรา มีจุดล้างมือและแอลกอฮอล์เจล ให้หมั่นทำความสะอาด และมีผู้คอยดูแล ในระเบียบวินัยในโรงงานจะต้องมีคนอยู่น้อยที่สุด และระยะเวลาที่สั้นที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตามกระบวนการการทำงาน ในจุดทำงานของแต่ละคนใกล้ชิดกัน ควรมีฉากกำบังระหว่างบุคคล การยืนในที่ทำงานควรหันหลังให้กัน ไม่ใช่หันหน้าใส่กัน &amp;nbsp;การจัดการทำงาน ทีมทำงาน มีความสำคัญ แต่ละทีมให้สัมผัสกันน้อยที่สุด และลดการสัมผัสระหว่างทีมทุกอย่างต้องอยู่ในภาวะเตรียมพร้อม ให้สมกับ วิถีชีวิตใหม่&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68062</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, โควิด-19, โรงงานอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200320/image_big_5e74056de27f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทรนด์มาแรงหยุดไม่อยู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของประเทศไทย ถือว่ามีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในด้านนโยบายของรัฐ การตื่นตัวของภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคประชาชนที่ประเมินว่า มีความคุ้มค่าในการติดตั้ง โดยเฉพาะการติดตั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ทำให้การเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ต้องรอจนกว่าจะมีการจัดทำแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ฉบับใหม่แล้วเสร็จ ซึ่งคาดกันว่าจะเป็นช่วงสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาที่อยู่อาศัย หรือโซลาร์รูฟท็อปนั้น แม้ว่ารัฐยังคงไม่มีนโยบายรับซื้อไฟเข้าระบบ แต่การติดตั้งเพื่อผลิตไฟใช้เองก็ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเทคโนโลยีมีการพัฒนาทำให้ต้นทุนค่าติดตั้งคุ้มทุนมากขึ้นตามลำดับ จึงไม่แปลกที่จะเห็นภาคธุรกิจทุกประเภทและภาคครัวเรือนต่างแห่กันติดตั้งเพื่อลดค่าใช้จ่ายกันแบบถ้วนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันโซลาร์รูฟท็อปขนาด 2 กิโลวัตต์ ราคาประมาณ 120,000 บาท ทำให้ผู้ลงทุนที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ทั้งด้านการรับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) &amp;nbsp;หรือมาตรการรับซื้อไฟฟ้าก็สามารถคืนทุนได้ภายใน 7-8 ปี และอีก 17-18 ปี ที่เหลือถือเป็นการใช้ไฟในราคาที่ถูกมาก&amp;nbsp; เนื่องจากแผงโซลาร์เซลล์มีอายุการใช้งาน 25 ปี และค่าไฟฟ้าที่ได้เฉลี่ยไม่ถึง 3 บาทต่อหน่วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าผู้ลงทุนรายใดเป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนำโครงการโซลาร์รูฟท็อปเข้าไปขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอได้ สมมติว่าโครงการมีมูลค่า 10 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากนำไปเข้าขอรับส่งเสริมในหมวดที่ 7 ว่าด้วยกิจการบริการและสาธารณูปโภคของบีโอไอ ก็จะได้รับการลดหย่อนภาษีครึ่งหนึ่งของมูลค่าโครงการคือประมาณ&amp;nbsp; 5 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปหักภาษีได้ทันที เท่ากับว่าจ่ายค่าก่อสร้างให้ผู้รับเหมาไปสิบล้านแล้วได้เงินคืนมาห้าล้าน วงเงินลงทุนก็จะลดลงเหลือแค่ 5 ล้าน หรือ 50% ระยะเวลาคืนทุนก็จะลดลงเหลือแค่ 3-4 ปีเท่านั้น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความคุ้มค่าทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกันมากขึ้นนั่นเอง อาทิ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ได้แตกไลน์ธุรกิจ ตั้ง บริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่&amp;nbsp; ภายใต้การบริหารของ เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร ทั้งธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) โซลาร์รูฟท็อปการให้คำปรึกษาการออกแบบการติดตั้ง ตลอดจนการบริการหลังการขาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ บอสใหญ่ของ SENA ถึงกับออกปากทันทีว่า &amp;ldquo;ขณะนี้มีผู้สนใจติดตั้งแผงโซลาร์มากยิ่งขึ้น เพราะมีความคุ้มทุนในการประหยัดพลังงานประกอบกับแผงโซลาร์มีราคาลดลงต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ลูกบ้านในโครงการของเราเท่านั้น แต่รวมทั้งลูกค้าทั่วไปสนใจต้องการติดตั้งเพิ่มด้วยเช่นกัน โดยมีอัตราการเติบโตปีละกว่า 20% และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม กระแสการตื่นตัวในเรื่องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐเองที่ผ่านมาโดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้มีการวางแนวทางการปฏิรูปพลังงานเอาไว้ ซึ่งหนึ่งในแนวทางการปฏิรูปคือ การการส่งเสริมให้เกิดโซลาร์รูฟท็อปเสรี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็ดูเหมือนว่ากติกาต่างๆ ที่จะตอบโจทย์ของคำว่าเสรีในเรื่องนี้ จะยังไม่ชัดเจนนักในทางปฏิบัติ ดังนั้นรัฐจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในทุกๆ ด้าน เพราะโซลาร์รูฟท็อปถึงรัฐจะไม่เปิดรับซื้อไฟยังไงก็มาแน่!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และที่ลืมกันไม่ได้คือ เมื่อถึงเวลาสิ้นอายุการใช้งานของแผงโซลาร์ ก็ต้องมีกระบวนการกำจัดอย่างถูกวิธีเพราะอย่าลืมว่านั่นคือขยะอุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม!.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บุญช่วย&amp;nbsp; ค้ายาดี &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13525</URL_LINK>
                <HASHTAG>SENA, กระจกไร้เงา, บริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่, บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน), บีโอไอ, บุญช่วย  ค้ายาดี, โซลาร์รูฟท็อป, โรงงานอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2018 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2018 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.ปลื้มโรงงานในนิคมผ่านเกณฑ์ธงขาวดาวเขียวเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนอ.ปลื้มปี 60 กลุ่มนิคมมาบตาพุด มีโรงงานที่ผ่านเกณฑ์ธงขาวดาวเขียว จำนวน 110 แห่ง พร้อมเผยโรงงาน 126 แห่ง จากอีก 28 นิคมฯ ทั่วไทยที่เข้าร่วมโครงการเกณฑ์ถึง 99%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย. 2561 - นายไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินโครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม (ธงขาวดาวเขียว) ในปี 2560 ของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและท่าเรือมาบตาพุด ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้น 127 แห่งนั้น มีโรงงานที่ผ่านธงขาวดาวเขียว จำนวน 110 แห่ง หรือคิดเป็น 86.61% โดยในจำนวนนี้ยังมีโรงงานอีก 57 แห่งที่มีการรักษามาตรฐานในการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม และได้รับรางวัลธงขาวดาวเขียวติดต่อกันเป็นเวลา 6 ปี กนอ.จึงได้มอบรางวัลพิเศษประกาศเกียรติคุณธงธรรมาภิบาลยอดเยี่ยม หรือ ธงขาว- ดาวทอง ให้แก่โรงงานเหล่านี้เพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีโรงงานในอีก 28 นิคมอุตสาหกรรมที่ผ่านเกณฑ์เข้ารับรางวัลธรรมมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย หรือธงขาวดาวเขียว จำนวน 125 แห่ง หรือคิดเป็น 99 % จากจำนวนโรงงานที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 126 แห่ง ซึ่งแยกเป็น โรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม จํานวน 111 แห่ง คิดเป็น 88% โรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ดี จํานวน 14 แห่ง คิดเป็น 11.09% &amp;nbsp;ทั้งนี้ โรงงานอุตสาหกรรมที่ผ่านเกณฑ์เข้ารับรางวัลทั้งหมดนี้ ล้วนมีการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมตามแผนลดและขจัดมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งนำผลการประเมินศักยภาพจากการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการรับผิดชอบต่อสังคม ในช่วงระยะเวลา 1 ปี โดยคณะทำงานจากหลายภาคส่วนแบบพหุภาคี ได้แก่ กนอ. ผู้แทนชุมชน ผู้แทนส่วนราชการในพื้นที่ และสื่อมวลชนท้องถิ่น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6214</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนอ., การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ธงขาวดาวเขียว, วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม, โครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม, โรงงาน, โรงงานอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180401/image_big_5ac07334c1764.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
