<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114000</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 19:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กล่องเสียงบอบช้ำ &quot;อาการข้างเคียง&quot; เมื่อหายจากCOVID</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ที่อาการรุนแรงและจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจขณะทำการรักษาเป็นเวลานาน เมื่อหายแล้วอาจส่งผลให้กล่องเสียงได้รับการบาดเจ็บ เกิดการบวม อักเสบ หรือมีแผลได้ เพื่อรักษากล่องเสียงที่บอบช้ำจากการรักษาจึงควรหมั่นสังเกตตนเอง เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้วควรรีบพบแพทย์ทันที &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;แพทย์หญิงจิราวดี จัตุทะศรื แพทย์ด้านหู คอ จมูก ศูนย์หูคอจมูก โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ในผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ที่มีการอักเสบของปอดอย่างรุนแรง จนส่งผลให้ระบบการหายใจล้มเหลว หายใจได้ยากจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator) เพื่อช่วยในการรักษาโดยวิธีการใส่ท่อช่วยหายใจ (Endotracheal Intubation) ทางปากผ่านกล่องเสียงไปยังหลอดลม ท่อนี้จะเป็นตัวนำออกซิเจนจากเครื่องช่วยหายใจส่งไปยังปอด ช่วยให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งใช้เวลาในการรักษาที่ค่อนข้างนาน ตัวท่ออาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อภายในกล่องเสียงจนเกิดการบวม ช้ำ อักเสบ มีแผล แผลเป็น หรือบวมจนกลายเป็นเนื้องอกได้ ส่งผลให้เกิดภาวะกล่องเสียงทำงานผิดปกติไปจากเดิม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อาการที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการใส่ท่อช่วยหายใจ คือ 1.ภาวะกล่องเสียงหดเกร็ง (Laryngospasm) จะเกิดขึ้นเมื่อถอดท่อช่วยหายใจออกแล้ว เป็นการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นในทางเดินหายใจขณะที่กล้ามเนื้อของกล่องเสียงยังหย่อนตัวไม่เต็มที่จึงเกิดการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อกล่องเสียงและสายเสียง เช่น&amp;nbsp; ทำให้ออกซิเจนไม่สามารถผ่านเข้าปอดได้ 2.ภาวะกล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis) นอกจากการใส่ท่อช่วยหายใจแล้วยังสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น&amp;nbsp; เชื้อโรค ไวรัส&amp;nbsp; แบคทีเรีย เชื้อรา วัณโรค&amp;nbsp; การใช้งานกล่องเสียงมากที่มากเกินไป อาทิ พูดดัง พูดนาน ร้องเพลงผิดวิธี&amp;nbsp; ไอแรง ไอเรื้อรัง ขากเสมหะบ่อย ๆ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีสิ่งระคายเคืองกล่องเสียง เช่น การหายใจเอามลภาวะในอากาศเข้าไป การสูบบุหรี่ การสำลักอาหาร&amp;nbsp; อาเจียน กรดไหลย้อน&amp;nbsp; การกระแทกเสียดสีจากภายนอกกล่องเสียง เช่น&amp;nbsp; อุบัติเหตุของแข็งกระแทกลำคอทางด้านหน้า การกระแทกจากภายในกล่องเสียง ที่เกิดจากการใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อดมยาสลบ หรือเพื่อให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วยหนักที่ไม่สามารถหายใจได้เองตามปกติ ถ้ากล่องเสียงเกิดการอักเสบแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ที่รักษาด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา เมื่อหายแล้วอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาได้ ควรที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ถ้ารู้สึกว่าเกิดอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อได้รับการรักษาที่ทันท่วงที &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114000</URL_LINK>
                <HASHTAG>Endotracheal Intubation, Laryngitis, Laryngospasm, Ventilator, กล่องเสียงได้รับการบาดเจ็บ, ผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19, ภาวะกล่องเสียงหดเกร็ง, ภาวะกล่องเสียงอักเสบ, ระบบการหายใจล้มเหลว, อาการรุนแรง, เครื่องช่วยหายใจ, แพทย์หญิงจิราวดี จัตุทะศรื, โรงพยาบาลกรุงเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611fa2123ab2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Computer Vision Syndrome โรคภัยกำเนิดจากยุคดิจิทัล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ต่างก็เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ทำให้หลายคนที่นั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์ติดกันเป็นเวลานานอาจเกิดอาการปวดเมื่อยตา ตาแห้ง แสบตา เคืองตา ตาพร่ามัว ซึ่งอาจบ่งบอกว่ากำลังเสี่ยงกับกลุ่มอาการที่เรียกว่า Computer Vision Syndrome (CVS) กลุ่มอาการนี้แม้ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อดวงตาหรือการมองเห็น แต่มักทำให้เกิดความไม่สบายตา และอาจเป็นปัญหารบกวนการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.วีรยา พิมลรัฐ จักษุแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า Computer Vision Syndrome (CVS) คือ กลุ่มอาการทางตาที่เกิดจากการใช้สายตากับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน โดยความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการใช้งานและจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง มีการศึกษาพบว่า ประมาณ 90% ของผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน จะมีอาการ Computer Vision Syndrome อย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจเป็นร่วมกันจนส่งผลกระทบกับคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน โดยลักษณะของกลุ่มอาการ CVS มีดังนี้ ปวดเมื่อยตา ตาแห้ง แสบตา เคืองตา ตาพร่ามัว โฟกัสได้ช้าลง ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดกระบอกตา ปวดศีรษะ หรือบางครั้งอาจมีอาการปวดหลัง ไหล่ หรือต้นคอร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ก็ส่งผลให้มีโอกาสที่จะเกิดความไม่สบายดวงตาเกิดขึ้นได้ เช่น 1.ขณะจดจ่อกับการอ่านหนังสือหรือจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ จะมีการกะพริบตาน้อยลง ทำให้เกิดอาการตาแห้งง่ายขึ้น 2.แสงสว่างภายในห้องไม่เหมาะสม 3.มีแสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ 4.การที่ตัวอักษรบนจอคอมพิวเตอร์ไม่เรียบคมชัดเท่าตัวพิมพ์บนหน้าหนังสือ หรือมีความไม่นิ่งของสัญญาณในจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ต้องพยายามใช้สายตาโฟกัสเพิ่มมากขึ้น จึงก่อให้เกิดอาการตาเมื่อยล้าได้ง่าย 5.ระยะห่างจากหน้าจอถึงตัวเรา 6.ระดับสายตาในการมองจอคอมพิวเตอร์ และ 7.ท่าทางในการในการนั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การป้องกัน Computer Vision Syndrome (CVS) สามารถทำได้โดย 1.ปรับระดับการมองระหว่างจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน ปรับท่านั่งในการทำงานให้เหมาะสม จุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ห่างจากตาประมาณ 20-28 นิ้ว โดยแป้นพิมพ์ควรวางอยู่ระดับต่ำกว่าจอ ให้ข้อมือและแขนขนานไปกับพื้น ข้อศอกตั้งฉาก ไม่อยู่ในลักษณะเอื้อมไปข้างหน้า ปรับระดับเก้าอี้ โดยให้ฝ่าเท้าวางราบไปกับพื้น เข่าตั้งฉาก ต้นขาขนานกับพื้น อาจมีที่วางข้อศอกและแขนเพื่อลดอาการเมื่อยล้าที่หัวไหล่ แขน และข้อมือ เอกสารสิ่งพิมพ์หรือหนังสือควรวางอยู่ในระดับและระยะเดียวกับจอ เพื่อจะได้ไม่ต้องขยับหรือหันศีรษะ และเปลี่ยนการปรับโฟกัสมากเกินไป 2.ปรับแสงสว่างจากภายนอกและจากจอคอมพิวเตอร์ ควรปิดม่านหน้าต่างเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีแสงแดดหรือแสงสว่างจากภายนอกส่องกระทบกับจอคอมพิวเตอร์ แสงภายในห้องทำงานที่สว่างเกินไปจะก่อให้เกิดแสงสะท้อนที่จอได้ง่าย ทำให้รู้สึกไม่สบายตาได้ หรืออาจใช้แผ่นกันแสงสะท้อนติดหน้าจอภาพ ปรับความสว่างของหน้าจอ และความแตกต่างของสีระหว่างพื้นจอและตัวอักษรให้มองเห็นได้คมชัดและสบายตาที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.พักสายตาระหว่างการทำงาน เมื่อใช้สายตาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานกว่า 20 นาที ควรละสายตาออกจากจอคอมพิวเตอร์ และมองออกไปให้ไกลประมาณ 20 วินาที ทุกๆ 2 ชั่วโมง ควรพักสายตาหรือลุกจากโต๊ะทำงานเพื่อเป็นการผ่อนคลายอย่างน้อย 15-20 นาที 4.กะพริบตาบ่อยขึ้น หรืออาจหยอดน้ำตาเทียม เพื่อช่วยลดอาการตาแห้งและช่วยให้สบายตาขึ้น 5.ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวัดสายตา หรือความผิดปกติของดวงตาที่อาจเกิดขึ้นได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70671</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พญ.วีรยา พิมลรัฐ, โรงพยาบาลกรุงเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200706/image_big_5f03147bd4dc5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2018 17:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2018 17:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เอมมี่ มรกต’ลุ้นทุกวินาที’เมื่อไหร่จะได้อุ้มลูก’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังผ่าคลอดลูกชายตั้งแต่วันอังคารที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา คุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงอย่าง เอมมี่ มรกต และสามี หนุ่ม-จิรยุทธ แสงทวีป ก็ยังไม่มีโอกาสได้อุ้มลูกชายสักครั้ง โดยวันนี้ทั้งคู่ได้มาเล่าถึงบรรยากาศในวันคลอด พร้อมบอกถึงเหตุผลว่าทำไมยังไม่สามารถพาลูกชายออกมาโชว์กับทุกคนได้ ณ ห้อง Tea Room อาคาร R โรงพยาบาลกรุงเทพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรู้สึกของเราตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอมมี่ : &amp;ldquo;ดีใจและโล่งมากค่ะ เพราะตอนนี้เขาก็อยู่ในมือของคุณหมอที่เก่งมีความสามารถ แต่เรื่องของอาการและอื่นๆ อันนี้ต้องให้พี่หนุ่มเป็นคนเล่าค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุ่ม : &amp;ldquo;ผมต้องเล่าก่อนว่า เอมมี่เขามีอาการรกเกาะต่ำมาตั้งแต่แรก ดังนั้นเราสองคนจึงต้องเฝ้าระวังกันมาตลอด เนื่องจากน้องต้องคลอดในสัปดาห์ที่ 38 แต่ว่าพอเข้าสู่สัปดาห์ที่ 35 คุณหมอก็เริ่มเตือนแล้วว่าให้เราระวังตัวนะ เพราะน้องสามารถมาในช่วงเวลาไหนก็ได้ ดังนั้นผมกับเอมมี่จึงตัดสินใจว่าจะให้เขาอยู่เฉยๆ ตั้งแต่วันที่ 1 - 11 เพื่อป้องกันไม่น้องออกมาก่อนที่จะผ่าตลอด และถ้าถามว่าเราตื่นเต้นไหม แน่นอนครับเราตื่นเต้น เราตื่นเต้นทุกอย่าง เพราะเราไม่รู้เลยว่าลูกออกมาแล้วจะเป็นยังไง และอาการของคุณแม่จะเป็นยังไงบ้าง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอมมี่ : &amp;ldquo;คือถ้าเขาคลอดออกมาแบบฉุกเฉินตัวเอมมี่จะเสียเลือดเยอะ และถ้าหากเอมมี่เสียเลือดเยอะ มันก็หมายความว่าจะเป็นอันตรายต่อแม่ถึงขั้นตัดมดลูกทิ้งได้เลย ดังนั้นเราจึงต้องป้องกันไว้ก่อนค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตื่นเต้นไหมตอนที่ได้เห็นหน้าเขาครั้งแรก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุ่ม : &amp;ldquo;จริงๆ ผมตื่นเต้นในมุมที่เป็นห่วงเอมมี่ด้วย เพราะตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าเลือดเขาออกเยอะขนาดไหน และอีกทางหนึ่งก็เป็นห่วงลูกด้วยเหมือนกัน แต่สุดท้ายพอได้ยินเสียงเขาร้องก็รู้สึกแฮปปี้ แสดงว่าน่าจะโอเค&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอมมี่ : &amp;ldquo;พี่หนุ่มบอกเห็นน้องตอนที่คุณหมอนำน้องไปที่โต๊ะชั่ง ก็ได้เห็นแว๊บๆ แล้วคุณหมอก็เข้ามาบอกว่าอาจจะไม่ได้ถ่ายรูปแรก เหมือนที่คนอื่นเขาถ่ายกัน มี่ก็เลยบอกไม่เป็นไรค่ะ เอาความปลอดภัยของน้องไว้ก่อน คุณหมอก็เลยเอาไปที่ NICU เด็กค่ะ (ห้องอภิบาลทารกแรกเกิดหรือบางที่เรียกว่าหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดระยะวิกฤต Neonatal Intensive Care Unit )&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้ได้อุ้มน้องหรือยัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอมมี่ : &amp;ldquo;ยังเลย ยังอยู่ในตู้อบอยู่ ที่ทุกคนถามและสงสัยว่าทำไมไม่มีรูป ทำไมไม่เปิดเผย จริงๆ ไม่ได้อะไรเลยนะคะ แต่ว่าอย่างตัวมี่เอง พออยู่ในไอซียูเขาก็ไม่ให้ถ่ายรูปไม่ให้อะไรเลย แล้วก็ยังไม่ได้อุ้มเลย วันๆ ก็ได้แค่ไปเยี่ยมเช้ากับเย็น คือเยี่ยมได้ตลอดแหละ แต่ว่าอยากให้เขาได้พักด้วย เพราะตัวน้องเอง ด้วยความที่เขาเกิดก่อนกำหนด แล้วก็รกเกาะต่ำมาตั้งแต่แรก ทำให้เขาหายใจไม่ได้คล่องเหมือนเด็กคนอื่นๆ ก็เลยต้องใช้เครื่องช่วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณหมอบอกไหม ว่าต้องอยู่ในตู้อบนานเท่าไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอมมี่ : &amp;ldquo;ตอนนี้ดูวันต่อวันอยู่ค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุ่ม : &amp;ldquo;จริงๆ ปกติเขาก็จะอยู่ครบ 38 สัปดาห์ เท่าที่คุณหมอเล่านะครับ คือออกมาเท่าไหร่ก็จะอยู่ในตู้อบ เพราะตู้อบก็เปรียบเสมือนท้องแม่ ปกติเขาจะอยู่ถึง 38 สัปดาห์ แต่ว่าก็แล้วแต่คน บางคนถ้าเขาสามารถโตได้ไว ปรับตัวได้ไวก็ออกมาเร็วครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้ยังกังวลอะไรอยู่ไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอมมี่ : &amp;ldquo;ก็กังวลนะคะ คือลุ้นทุกวัน เพราะว่าเห็นตัวเขาแล้ว แต่เราก็ยังแบบไม่ได้อุ้ม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุ่ม : &amp;ldquo;แต่เขาดีขึ้นทุกวันแล้วครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอมมี่ : &amp;ldquo;ตอนนี้ก็คือเขาเริ่มต้องการนมแม่แล้ว เราก็ต้องตั้งใจที่จะปั๊มนมให้เขาเพียงพอ เราอยากเห็นเขาฟูขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนแรกที่รู้ว่าลูกต้องไปอยู่ในตู้อบ หัวอกคนเป็นพ่อแม่รู้สึกยังไง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอมมี่ : &amp;ldquo;ในความเป็นแม่ก็กังวลตลอดเวลาว่าพัฒนาการเขานะเป็นยังไง แต่มี่เชื่อมั่นในทีมคุณหมอที่นี่มากๆ &amp;nbsp;แล้วเขาก็เข้าใจเราด้วย ก่อนหน้านี้แม้กระทั่งคุณหมอหรือเพื่อนๆ ใครที่เคยมีน้องที่เป็นเด็กพรีมี่ เขาก็พูดให้เราสบายใจในระดับหนึ่งว่าสมัยนี้ สำหรับผู้หญิงที่เป็นเวิร์คกิ้ง วูแมน หรือทำงาน อย่างช่วงที่มี่ท้องก็ทำงานตลอดเลย ก็อาจจะมีออกก่อนกำหนดบ้าง อยู่ที่ 36 สัปดาห์ แต่อาการของเด็กแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน เจอหมอทุกครั้งเราก็สบายใจขึ้นทุกครั้ง เพราะเขาพูดให้เราสงบและมีสติมากพอที่จะปั้มนมให้ลูกได้ เพราะถ้าเครียดจะทำให้น้ำนมไม่มา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งชื่อไว้หรือยัง เห็นมีตัวย่อ SS&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุ่ม : &amp;ldquo;S ตัวแรกเราอยากให้เป็นนามสกุลแสงทวีป ชื่อก็น่าจะเป็น ส. นำหน้า ตั้งชื่อไว้แล้วแต่ตอนนี้ขอเห็นหน้าลูกก่อนว่าเขาเหมาะไหมกับชื่อนี้ ชื่อมันตั้งยากนะแต่เรามีชื่อให้เขาตั้งแต่รู้ว่าท้องแล้ว ผมดูง่ายๆ คือ เปิดอินเตอร์เน็ตดูว่าอักษรตัวไหนเป็นกาลกิณีก็ไม่ใช้เท่านั้นเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอมมี่ : &amp;ldquo;พี่หนุ่มเขาจะเป็นคนซีเรียสเรื่องชื่อ เขาจะดูเรื่องตัวอักษร เรื่องวันเกิด เพราะแต่ละวันก็จะมีตัวอักษรที่เป็นกาลกิณี หรือตัวไหนต้องใช้วันไหน เราก็ตามใจเขา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรู้สึกเราตอนนี้เป็นยังไงบ้างเพราะก่อนหน้านี้ไม่ค่อยอยากมีลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุ่ม : &amp;ldquo;ถามว่าความรู้สึกเปลี่ยนไปไหม คือ ตอนนี้ผมยังไม่ได้เลี้ยงเลยยังไม่รู้สึกว่าเป็นยังไง แต่เรายอมรับว่าเราห่วง ก็น่ารักดี อยากเห็นหน้าชัด ๆ ครับ ตอนนี้ยังไม่เห็นหน้าเลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอมมี่ : &amp;ldquo;เมื่อวานเขาบอกคิดถึงลูก ไปหาลูกกันเถอะ มี่ก็ตกใจในตัวเขาเหมือนกันนะ เขาก็ดูตื่นเต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณหมอบอกไหม ว่าน้องจะสมบูรณ์ และสามารถพาน้องกลับบ้านได้เมื่อไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุ่ม : &amp;ldquo;พากลับบ้านยังไม่แน่ใจ แต่คุณหมอบอกว่าอีก 2 วัน น่าจะได้อุ้ม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม @aimeemorakot @jamesjirayuth&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24233</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนุ่ม-จิรยุทธ แสงทวีป, อุ้มลูก, เอมมี่ มรกต, โรงพยาบาลกรุงเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181214/image_big_5c1381a2881e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตรวจเช็กสมรรถภาพผู้สูงวัย ลดความเสี่ยงจากความเสื่อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อเริ่มสูงวัย ร่างกายย่อมเสื่อมลงไปตามกาลเวลา การเอาใจใส่ต่อสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็น มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่กว่าจะทราบถึงสุขภาพของตนเองก็ต่อเมื่อมีความเจ็บป่วยเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานลดลง หลายคนคิดว่าการตรวจสุขภาพประจำปีทั่วไปก็เพียงพอ แต่ไม่จริงเสมอไป หลายคนพบว่าตนเองออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยก็มีอาการอ่อนเพลียมาก ทั้งๆ ที่ผลการตรวจสุขภาพประจำปีอยู่ในเกณฑ์ปกติ ฉะนั้นการรู้เท่าทันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากความเสื่อม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจเพื่อจะได้ดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.ธันยาภรณ์ ตันสกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า การดูแลรักษาสุขภาพที่ดีและถูกสุขลักษณะ จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหรือปัญหาทางสุขภาพที่มักเกิดขึ้นเมื่อย่างเข้าสู่วัยสูงอายุ ที่อายุประมาณ 60-65 ปีขึ้นไป ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราส่วนของผู้สูงอายุเป็น 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งหมด และมากกว่าประชากรเด็กประมาณ 11 ล้านคน จาก 66 ล้านคน ซึ่งนับเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชียรองจากประเทศสิงคโปร์ ทางโรงพยาบาลกรุงเทพได้เห็นความสำคัญของสุขภาพในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในวัยที่มีความเสื่อมทางร่างกายมากขึ้น จึงได้จัดตรวจประเมินสมรรถภาพสำหรับผู้สูงวัย เพื่อให้ทราบถึงความเหมาะสมของสมรรถภาพทางกายตามวัย ซึ่งผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ลดโอกาสการเกิดโรคหรือปัญหาสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีในยามสูงวัยด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการประเมินสมรรถภาพผู้สูงอายุ ประกอบด้วย การตรวจประเมินผู้สูงอายุ โดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู การตรวจประเมินภาวะทางด้านร่างกาย ความจำและอารมณ์ โดยนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัด เช่น การตรวจความสมดุลของกล้ามเนื้อ ไขมันและน้ำในร่างกาย ด้วยเครื่อง Body Composition Evaluation การตรวจประเมินความเสี่ยงในการหกล้ม ด้วยแบบทดสอบ Time up and Go test ตรวจประเมินการทรงตัวสำหรับผู้สูงอายุ โดย Tandem Standing Test ตรวจประเมินกำลังกล้ามเนื้อขา Five Time Sit to Stand การตรวจวัดความเร็วในการเดินเพื่อประเมินความเร็วและระยะการก้าวเท้า และสำรวจการควบคุมความสมดุลในการเดิน 4 Meter Gait Speed Test รวมถึงการตรวจความสามารถด้านการเรียนรู้และการรับรู้ และการตรวจประเมินความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และความผิดปกติทางด้านอารมณ์ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.ธันยาภรณ์กล่าวเสริมว่า การตรวจสมรรถภาพในผู้สูงอายุ จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคต่างๆ ได้ อาทิ อาการซึมเศร้า หรือการหกล้มจนเกิดภาวะทุพพลภาพ ซึ่งพบได้บ่อยๆ โดยมี 10 ความเสี่ยงดังต่อไปนี้คือสิ่งที่ผู้สูงอายุควรรู้ 1.อารมณ์ซึมเศร้า (Depression) 2.การล้ม (Fall) เป็นปัญหาที่พบบ่อยและอันตรายมากในวัยสูงอายุ จากสถิติของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเสี่ยงต่อการล้ม 28-35% ส่วนในผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปเสี่ยงต่อการหกล้มเพิ่มขึ้นเป็น 32-42%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.สมองเสื่อม (Dementia Disease) ภาวะสมองเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการรู้คิด (Cognitive Function) ซึ่งเป็นกระบวนการรับรู้ เรียนรู้ และวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากสมองทำหน้าที่ผิดปกติไปจากเดิม เสื่อมลง จากการที่อายุมากขึ้น 4.กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Weakness) ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงกล้ามเนื้ออ่อนแรง เพราะจำนวนขนาดและเส้นใยของกล้ามเนื้อบวกกับกำลังการหดตัวของกล้ามเนื้อลดลง ทำให้เคลื่อนไหวไม่คล่องตัว ซึ่งอาการอ่อนแรงมีหลายระดับ ตั้งแต่กำมือแน่น ไม่แน่น ไปจนถึงการยกขา บางคนเมื่อเป็นแล้วอาจมีอาการช่วงสั้นๆ แล้วหายไป แต่บางครั้งไม่มีสัญญาณเตือนและมีอาการรุนแรงได้เช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.การเดินผิดปกติ (Abnormal Walking) 6.ประสาทสัมผัส (Sense) ทางหู การได้ยินลดลง มีอาการหูตึงมากขึ้น การเสื่อมของอวัยวะในหูชั้นในมีมากขึ้น เสียงพูดเปลี่ยนไป 7.ระบบขับถ่าย (Bowel and Bladder System จากการเสื่อมของเซลล์และกล้ามเนื้อหูรูดต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาระบบขับถ่าย 8.กระดูกพรุน (Senile Osteoporosis) 9.ท่าทางและการทรงตัว (Posture and Balance) ท่าทางของผู้สูงอายุในการดำเนินชีวิตประจำวันมีความสำคัญ เพราะอวัยวะต่างๆ ในร่างกายต้องทำงานร่วมกัน ที่สำคัญท่าทางและการทรงตัว ที่ดีส่งผลต่อความคล่องตัวในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ และ 10.ความอึด (Endurance) เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นความอึดย่อมลดลงยกตัวอย่างเช่น เมื่ออายุ 40 ปี และอายุ 50 ปีขณะที่ขึ้นบันไดในจำนวนขั้นที่เท่ากัน ความอึดอาจไม่เท่ากัน ในวัย 50 ปีอาจจะรู้สึกเหนื่อยง่ายมากขึ้นและอดทนได้น้อยกว่า เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12584</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระดูกพรุน, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, การล้ม, การเดินผิดปกติ, ความอึด, คุณภาพชีวิต, ท่าทางและการทรงตัว, ประสาทสัมผัส, พญ.ธันยาภรณ์ ตันสกุล, ระบบขับถ่าย, สมองเสื่อม, อารมณ์ซึมเศร้า, โรงพยาบาลกรุงเทพ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180702/image_big_5b3a36a84c121.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2018 20:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลดบาดเจ็บช่วง 7 วันอตร. ต้องรู้รักษาอย่างทันท่วงที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ภาพจำลองการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากการขับขี่รถจักรยานยนต์แบบทันท่วงทีจากทีมสหสาขาวิชาชีพ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก รพ.กรุงเทพ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;อุบัติเหตุ&amp;rdquo; นำมาซึ่งการบาดเจ็บ การสูญเสียชีวิต หรือความพิการ ผู้บาดเจ็บควรได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและเคลื่อนย้ายนำผู้ป่วยส่งถึงโรงพยาบาลอย่างถูกวิธี เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ลดอัตราการเสียชีวิต และลดความพิการของผู้บาดเจ็บ โรงพยาบาลกรุงเทพให้ความสำคัญ และร่วมรณรงค์เนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยการเตรียมความพร้อมของทีมแพทย์ พยาบาล ทีมสหสาขาวิชาชีพ และเทคโนโลยีในการตรวจรักษาผู้ป่วยที่ทันสมัย เพื่อรับมือกับอุบัติเหตุฉุกเฉินทุกรูปแบบ พร้อมแนะวิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บอย่างถูกวิธี ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดความสูญเสียในช่วง 7 วันอันตราย โดยเฉพาะอุบัติเหตุฉุกเฉิน กระดูกหักหลายจุด เช่น กระดูกมือ กระดูกขากรรไกรและใบหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.เอกกิตติ์ สุรการ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.เอกกิตติ์ สุรการ ผู้อำนวยการอาวุโสแผนกฉุกเฉิน และศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า &amp;ldquo;สำหรับรายงานสถิติอุบัติเหตุทางถนนระหว่างวันที่ 28 ธ.ค.-3 ม.ค.2561 หรือช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) พบว่า เกิดอุบัติเหตุ 3,841 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 423 ราย ผู้บาดเจ็บ 4,005 คน ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ รองลงมาคือรถปิกอัพ การเข้าช่วยชีวิตผู้ได้รับบาดเจ็บ และการเข้าถึงจุดเกิดเหตุด้วยความรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละนาทีที่ผ่านไป สำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บคือช่วงเวลาระหว่างความเป็นความตาย สิ่งสำคัญสิ่งเดียวที่จะลดโอกาสความสูญเสียในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ได้คือ การดูแลรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.วัชระ พิภพมงคล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ นพ.วัชระ พิภพมงคล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ กล่าวว่า &amp;ldquo;ในกรณีเกิดการบาดเจ็บที่เห็นได้ชัด เช่น กระดูกหัก ข้อเคลื่อน การช่วยเหลือคือพยายามไม่ให้มีการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์นอกจากจะพบกระดูกหักแล้วยังพบความเสียหายของเยื่อหุ้มกระดูก เส้นเลือดและเนื้อเยื่อโดยรอบถูกทำลาย กระดูกเกยกัน หรือโค้งงอ ทำให้เจ็บปวดอย่างมากและไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่หลายครั้งคนที่อยู่ใกล้เคียงเห็นคนไข้กระดูกหักงออย่างชัดเจน แล้วหวังดีจับดัดให้เข้าที่โดยขาดความรู้ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติมกับเส้นเลือด เส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียงกับส่วนของกระดูกที่หัก ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำคือ ประคองให้อยู่นิ่งที่สุด หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ขอให้ประคองส่วนที่หัก หรือให้มีการเคลื่อนตัวน้อยที่สุด เพื่อป้องกันการบาดเจ็บเพิ่ม หากคนเจ็บสามารถตอบคำถามได้ ก่อนขยับขอให้สอบถามก่อนว่ามีอาการปวดคอหรือปวดที่ส่วนหลัง ส่วนเอวหรือไม่ หรือหากไม่แน่ใจ การเคลื่อนย้ายขอให้รอทีมช่วยเหลือ เช่น หน่วยกู้ชีพหรือทีมแพทย์และพยาบาลจะปลอดภัยกว่า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.ยงค์ศักดิ์ เลียงอุดม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ยงค์ศักดิ์ เลียงอุดม ผู้อำนวยการศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ กล่าวว่า &amp;ldquo;มือเป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อนมาก การทำงานของมือที่สมบูรณ์ ต้องประกอบไปด้วย กระดูกและข้อเล็กๆ เส้นเอ็น เส้นประสาทมือ เส้นเลือด รวมถึงผิวหนัง ปัญหาทางมือที่พบได้บ่อยมีสาเหตุมาจาก 1.อุบัติเหตุ เช่น กระดูกหัก เส้นเอ็นขาด เส้นเลือดขาด เส้นประสาทขาด หรือผิวหนังบอบช้ำ โดยกระดูกส่วนที่หักบ่อยคือ กระดูกนิ้วมือและข้อมือ เพราะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย พบได้จากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือ Big Bike รวมไปถึงผู้สูงอายุที่เวลาล้มจะใช้มือยันพื้นป้องกันตัว
2.ปัญหาที่เกิดจากการทำงาน เช่น เส้นเอ็นอักเสบ พังผืดเส้นประสาทที่ข้อมือ นิ้วล็อก (เกิดจากการใช้งานมากไป) การรักษามือจึงมีความซับซ้อนและความละเอียด หลักการรักษาแบ่งออกตามส่วนประกอบสำคัญของมือ คือ &amp;ldquo;กระดูกและข้อ&amp;rdquo; ควรทำให้กระดูกแข็งแรง เพื่อให้เคลื่อนไหวได้เร็วที่สุด หากปล่อยไว้นานยิ่งเคลื่อนไหวช้า ข้อนิ้วก็จะยิ่งยึด (ข้อติด) ได้ง่าย แพทย์จะใส่เหล็กเล็กๆ เข้าไปเพื่อทำการยึดกระดูกมือให้ติดกันได้ไวที่สุด ส่วน &amp;ldquo;เส้นเอ็น&amp;rdquo; ถ้าเอ็นขาดที่มือ หลักการต่อเส้นเอ็นมือคล้ายกันกับกระดูกคือ ต้องต่อให้แข็งแรง เพื่อให้เคลื่อนไหวได้เร็วที่สุด ถ้ายิ่งรักษาช้าก็จะทำให้เกิดแผลหรือผังพืดเป็นในเส้นเอ็น เนื่องมาจากช่องว่างในนิ้วมือค่อนข้างเล็ก หากเกิดแผลเป็นเส้นเอ็นจะเคลื่อนที่ลำบาก ข้อก็จะยิ่งยึดติดง่ายขึ้น เส้นเอ็นส่วนที่เกิดแผลเป็น ถ้ามีความหนาจากแผลเป็นจะทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่ดี เพราะฉะนั้นการต่อเส้นเอ็นต้องต่อให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดแผลหรือพังผืด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ทพ.ชัยณรงค์ โกศลศุภศิริชัย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปิดท้ายกันที่ ทพ.ชัยณรงค์ โกศลศุภศิริชัย ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกขากรรไกรและใบหน้า กล่าวว่า &amp;ldquo;ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโดยมากมักเป็นผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุบริเวณใบหน้า เช่น รถชน รถล้ม หรือถูกทำร้ายร่างกาย การตกจากที่สูง เป็นต้น ปกติแล้วการรักษากระดูกหักถ้ารีบมาเข้ารับการรักษาโดยเร็ว โอกาสทำแล้วประสบผลสำเร็จและได้ผลดีจะมีมากกว่ากรณีที่มาเข้ารับการรักษาช้า สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุ ที่บริเวณใบหน้ามักมีอาการบาดเจ็บของสมองร่วมด้วย ซึ่งทีมแพทย์ได้มีการประสานกับศัลยแพทย์ระบบประสาท เพื่อประเมินสภาวะของสมองว่าเหมาะสมสำหรับการผ่าตัดหรือไม่
สำหรับการรับมือกับอุบัติเหตุที่ดีที่สุด โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่ประชาชนเดินทางคับคั่ง ต้องเพิ่มความไม่ประมาทและลดความเร็วในการขับขี่รถยนต์ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ สิ่งสำคัญต้องคาดเข็มขัดหรือสวมอุปกรณ์ป้องกันภัยอย่างหมวกกันน็อก ทั้งนี้การเฝ้าระวังเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 7 วันอันตราย ศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ มีทีมแพทย์เฉพาะทางสหสาขาที่มีประสบการณ์ประจำโรงพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง สามารถแจ้งเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงที่เบอร์โทร.1724 ศูนย์แจ้งเหตุฉุกเฉิน BDMS Alarm Center และเบอร์สายด่วน โทร.1669.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6775</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 วันอันตราย, BDMS Alarm Center, คุณภาพชีวิต, ทพ.ชัยณรงค์ โกศลศุภศิริชัย, นพ.ยงค์ศักดิ์ เลียงอุดม, นพ.วัชระ พิภพมงคล, นพ.เอกกิตติ์ สุรการ, ลดอัตราการเสียชีวิต, ลดอุบัติเหตุ, วันหยุดเทศกาลสงกรานต์, ศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ, ศูนย์แจ้งเหตุฉุกเฉิน, สตรี, โรงพยาบาลกรุงเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb6390cee53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2018 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉลองเทศกาลสงกรานต์กับสว. เตรียมสุขภาพให้พร้อมเดินทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ขณะแวะปั๊มพักรถ แนะนำว่าให้ผู้สูงอายุลงมาเดินยืดเส้นยืดสาย เพื่อป้องกันการปวดเมื่อยตามร่างกาย สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกล)

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการเดินทางหลั่งไหลกลับต่างจังหวัด เพื่อไปเยี่ยมญาติหรือไปท่องเที่ยว คือข้อควรปฏิบัติในการดูแลสุขภาพระหว่างทาง โดยเฉพาะคุณตาคุณยายที่ต้องโดยสารทั้งรถประจำทางและรถส่วนตัว ในสภาพการจราจรมักติดขัด อีกทั้งการที่ผู้สูงอายุต้องนั่งอยู่ในรถนานๆ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้มากกว่าวัยอื่นๆ ไม่ว่าจะอาการของโรคประจำตัวกำเริบ หรืออาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการเป็นลมหน้ามืด เนื่องจากอากาศในช่วงเดือนเมษายนค่อนข้างร้อนจัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.เอกกิตติ์ สุรการ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในงาน &amp;ldquo;Trauma Day 2018 : ป้องกันและเตรียมรับมือช่วง 7 วันอันตรายก่อนสงกรานต์&amp;rdquo; นพ.เอกกิตติ์ สุรการ ผู้อำนวยการอาวุโสแผนกฉุกเฉินและศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติตัว ขณะเดินทางของผู้สูงอายุในช่วงวันปีใหม่ไทยไว้น่าสนใจว่า &amp;ldquo;ผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องนั่งรถกลับบ้านในช่วงสงกรานต์ หลักๆ แล้วประกอบด้วย &amp;ldquo;การป้องตัวเอง&amp;rdquo; เพราะอย่าลืมว่าปัญหาหนึ่งของคุณตาคุณยายคือการเคลื่อนไหว้ที่ช้าลง รวมถึงการก้าวเดินที่จะไม่ค่อยมั่นคง ดังนั้นการขึ้น-ลงรถขอให้ทำอย่างช้าๆ ที่สำคัญก็ควรจะมีลูกหลานคอยประคองด้วย นอกจากนี้ การป้องกันตัวเองเกี่ยวกับระบบปัญหากระดูกและมวลเนื้อเยื่อที่ลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ &amp;ldquo;กระดูกหักง่าย&amp;rdquo; และยังส่งผลให้อวัยวะภายในอาจเกิดการชอกช้ำหรือมีการแตกหัก และมีเลือดออกภายใน โอกาสรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นหากต้องโดยสารรถยนต์ส่วนตัว หรือรถประจำทาง อาจจำเป็นต้องนั่งในที่นั่งที่มีเข็มขัดนิรภัยและต้องคาดด้วย บางครั้งผู้สูงอายุอาจจะไม่คุ้นเคยหรือไม่สบายตัว แต่ขอให้คิดอยู่เสมอถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพราะหากเกิดอุบัติเหตุ การใส่อุปกรณ์ป้องกันจะช่วยลดการสูญเสียและการบาดเจ็บได้เป็นอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การเดินทางในช่วงวันหยุดปีใหม่ไทย ผู้สูงอายุควรพกยาประจำตัวไปด้วยทุกครั้ง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรายของคุณตาคุณยายที่มีอายุมาก มักจะมีปัญหา &amp;ldquo;เรื่องของโรคประจำตัว&amp;rdquo; และจำเป็นต้องยาใช้ต่อเนื่อง หมอแนะนำว่า 1.ให้พกยาประจำตัวไปด้วย 2.จดหรือทำบันทึกเล่มเล็กๆ ว่าผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวอะไร และต้องกินยาอะไรต่อเนื่อง เมื่อเกิดการบาดเจ็บ คุณหมอจะได้ให้การรักษาเบื้องต้นจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และโรคประจำตัวไปด้วยเช่นกัน เพราะว่าโรคเรื้อรังบางชนิดค่อนข้างมีความอันตรายสูง เช่น โรคสมอง หัวใจ ปอด เบาหวานที่มีอาการรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเสียชีวิต และการหายของแผลได้ จึงจำเป็นต้องรู้ประวัติของผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผู้สูงอายุที่ต้องเดินทางกลับต่างจังหวัดหรือไปเยี่ยมญาติ ควรมีลูกหลานคอยประคองขณะขึ้น-ลงรถ เพราะผู้สูงวัยมักจะมีปัญหาเรื่องกระดูกที่เสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่าย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อาการที่เกิดได้ในช่วงสภาพอากาศร้อน และต้องโดยสารบนรถที่ค่อนข้างแออัด อย่าง &amp;ldquo;อาการวูบ-อ่อนเพลีย&amp;rdquo; ถ้าต้องเดินทางไกลๆ อันที่จริงสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุหมอแนะนำให้ลูกหลานที่ดูแลหมั่นจอดรถเพื่อให้ท่านได้พักบ่อยๆ ที่สำคัญยังทำให้คนขับได้พัก ได้สดชื่น นอกจากนี้ก็อย่าให้ผู้สูงอายุนั่งติดต่อกันนานๆ โดยขณะที่จอดพักรถก็ให้พาท่านลงมาเดินเพื่อยืดเส้นยืดสาย และอีกหนึ่งข้อปฏิบัติที่ลืมไม่ได้นั้น แนะนำว่าต้องการกินน้ำและอาหารให้มาก เพื่อป้องกันการหิวหรือขาดอาหารขณะเดินทาง เรื่องสำคัญอีกเรื่อง จะต้องระวังรูปแบบการขับรถ โดยห้ามขับขี่ในลักษณะกระตุกไปมา เพราะจะทำให้กระเทือนและรู้สึกเวียนหัว &amp;nbsp;หน้ามืด เป็นลม ในช่วงการจราจรหนาแน่นครับ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6771</URL_LINK>
                <HASHTAG>Trauma Day 2018, การดูแลสุขภาพ, คุณภาพชีวิต, จราจรติดขัด, ปัญหาสุขภาพ, อาการวูบ-อ่อนเพลีย, เทศกาลสงกรานต์, โรคประจำตัวกำเริบ, โรงพยาบาลกรุงเทพ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb5ab5c9476.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตรวจต้อหิน รู้ทันก่อนสาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องในสัปดาห์ต้อหินโลกที่จัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมทุกปี โรงพยาบาลกรุงเทพร่วมรณรงค์อยากให้คนไทยทุกคนใส่ใจรู้เท่าทันโรคต้อหิน เข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาต้อหินแต่เนิ่นๆ เพราะต้อหินเป็นโรคทางดวงตาที่พบได้บ่อย หากไม่รักษามีอันตรายถึงขั้นตาบอด ซึ่งการสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินนั้นเป็นการสูญเสียแบบถาวร ไม่สามารถที่จะแก้ไขให้กลับคืนมามองเห็นดังเดิมได้ และจากข้อมูลของชมรมต้อหินแห่งประเทศไทยระบุว่า ในปี 2560 มีผู้ป่วยต้อหินทั่วโลกมากกว่า 65 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มถึง 76 ล้านคนในปี 2020 หรือ พ.ศ.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.เกศรินท์ เกียรติเสวี จักษุแพทย์โรคต้อหิน โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคต้อหินแบบเฉียบพลันมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ สาเหตุของการเกิดต้อหินโดยส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย และเป็นกลุ่มโรคที่มีการเปลี่ยนแปลงการทำลายขั้วประสาทตา ไม่มีสาเหตุและปัจจัยภายนอก ผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าตนเองป่วยด้วยโรคนี้ ไม่มีอาการบอกล่วงหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชนิดของต้อหินแบ่งออกเป็น 1.ต้อหินปฐมภูมิ (Secondary Glaucoma) ได้แก่ ต้อหินชนิดมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma) เป็นต้อหินที่พบได้บ่อยกว่าต้อหินประเภทอื่น เกิดจากการอุดตันของ Trabecular meshwork (ทางระบายออกของน้ำในลูกตาอยู่ที่มุมตา) ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนออกได้ตามปกติ เกิดความดันลูกตาสูง ส่งผลให้ประสาทตาถูกทำลาย ต้อหินชนิดมุมปิด (Primary Angle-Closure Glaucoma) ต้อหินประเภทนี้พบได้น้อยกว่าต้อหินมุมเปิด เกิดจากมุมตาถูกม่านตาปิดกั้น ส่งผลให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ แบ่งออกเป็นต้อหินมุมปิดชนิดเฉียบพลันและต้อหินชนิดเรื้อรัง หากเป็นต้อหินแบบเฉียบพลันอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย และพบในผู้หญิงเอเชียค่อนข้างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ต้อหินทุติยภูมิ (Secondary Glaucoma) เกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุทางตา เบาหวานขึ้นจอตา เป็นต้น และ 3.ต้อหินแต่กำเนิด (Congenital Glaucoma) มักพบในเด็กแรกคลอด-3 ปี เกิดจากพันธุกรรมหรือสาเหตุอื่นๆ &amp;nbsp;ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดต้อหินได้แก่ คนมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป การใช้ยาหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน เกิดอุบัติเหตุทางตา เช่น การกระทบกระแทกที่ดวงตา จากพันธุกรรม เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน มีสายตาที่ผิดปกติมาก เช่น สั้นมากๆ หรือยาวมากๆ (กรณีที่ไม่ใช่ภาวะสายตายาวในผู้สูงอายุ)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความรุนแรงของโรคต้อหินคือ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาเพื่อควบคุมอาการไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิมได้ โดยคนไข้จะต้องมาพบจักษุแพทย์ทุกๆ 3 เดือน ที่สำคัญเมื่อพบว่าเป็นโรคนี้ต้องรีบมารักษาโดยเร็วไม่ปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอดในทันทีได้ ขณะที่การรักษาต้อหินแม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ควบคุมอาการไม่ให้แย่ลงได้ภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยมี 3 วิธีการหลักๆ ได้แก่ 1.การใช้ยา เช่น ยาหยอดตา ยารับประทาน และยาฉีด ซึ่งจักษุแพทย์จะรักษาทีละขั้นตอนแล้วดูผลการตอบสนองต่อการรักษาอย่างใกล้ชิด 2.เลเซอร์ ขึ้นอยู่กับชนิดต้อหิน ใช้เวลารักษาเพียงไม่นาน ส่วนใหญ่มักมีการให้ยาควบคู่ไปด้วยกัน 3.การผ่าตัด วิธีนี้จะใช้เมื่อผู้ป่วยรักษาด้วยยาและเลเซอร์แล้วไม่ได้ผล โดยการผ่าตัดขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของต้อหิน สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ การผ่าตัดรักษาต้อหินเป็นไปเพื่อลดความดันตาไม่ใช่ผ่าตัดต้อออกไปแล้วหายขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตรวจวินิจฉัยเพื่อเฝ้าระวังโรคต้อหินมีความสำคัญมาก เพราะโรคนี้ไม่มีสัญญาณเตือน ปัจจุบันโรคต้อหินพบในคนที่มีอายุเพียง 30 กว่าๆ เพิ่มขึ้น บ่งบอกว่าในอนาคตคนที่เป็นโรคนี้มีอายุน้อยลง ดังนั้นถ้าใครที่มีประวัติเสี่ยงหรือสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาโดยเร็ว แต่ถ้าหากเป็นคนทั่วไปแนะนำให้ตรวจช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งการตรวจต้อหินในปัจจุบันสามารถทราบผลได้ทันที ด้วยการตรวจอย่างละเอียด โดยเครื่องสแกนวิเคราะห์จอประสาทตาและขั้วประสาทตา (Optical Coherence Tomography) และเครื่องตรวจลานสายตา (Computerized Static Perimetry) ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคต้อหินได้อย่างชัดเจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น เรียกได้ว่าแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดวงตาของคนเรากับการใช้งานสมาร์ทโฟน หากต้องใช้งานตอนกลางคืนควรเปิดไฟให้สว่าง เพื่อช่วยให้สบายตา ไม่ควรปิดไฟแล้วมองหน้าจอสมาร์ทโฟนที่มีแสงจ้า ทุกๆ 20 นาทีถึงครึ่งชั่วโมงควรพักสายตาประมาณ 20 วินาทีถึงครึ่งนาที และควรหยอดน้ำตาเทียมแบบไม่มีสารกันเสียเพื่อป้องกันไม่ให้ตาแห้ง ใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตากันตั้งแต่วันนี้ เพราะดวงตาของเรามีเพียงคู่เดียวเท่านั้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์จักษุกรุงเทพ หรือ Call Center โทร.1719.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6390</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, จักษุแพทย์, ตาบอด, ผู้ป่วยต้อหิน, พญ.เกศรินท์ เกียรติเสวี, สุขภาพ, โรคต้อหิน, โรงพยาบาลกรุงเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac37732cab91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
