<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธนบุรีเปิดรับลูกค้าองค์กรลงทะเบียนวัคซีนทางเลือก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย. 64- นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทฯ ปิดรับลงทะเบียนแสดงความสนใจวัคซีนทางเลือกสำหรับลูกค้าทั่วไปเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้ลงทะเบียนแสดงความสนใจตั้งแต่วันที่ 1-6 มิถุนายน 2564 มากกว่า 1 ล้านราย โดยปัจจุบันได้เปิดรับลงทะเบียนแก่ลูกค้าองค์กร บริษัท ห้าง ร้าน ผ่านช่องทางออนไลน์ https://vaccine-b2b.thg.co.th &amp;nbsp;ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เพื่อเสริมทางเลือกในการสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดว่าจะได้รับวัคซีนทางเลือกประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2564 โดยสามารถเลือกรับบริการวัคซีนกับโรงพยาบาลในเครือข่าย THG 17 แห่ง ที่กระจายอยู่ในหลายจังหวัด ซึ่งจะเปิดให้ชำระค่าวัคซีนภายหลัง คาดว่าราคาเข็มละประมาณ 1,900 บาท รวมค่าบริการโรงพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์และค่าประกัน โดยไม่รวมค่าแพทย์ในกรณีที่มีโรคประจำตัวและจำเป็นต้องรับการวินิจฉัยจากแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เราสนับสนุนทุกคนให้เข้ารับการฉีดวัคซีนจากรัฐบาลให้ครบโดสโดยเร็วที่สุดก่อน เพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศ ลดการแพร่ระบาดและอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ส่วนการรับวัคซีนทางเลือกนั้นสามารถใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายและช่วยเพิ่มความมั่นใจในการป้องกันโควิด-19 ที่ดียิ่งขึ้น&amp;rdquo; นายแพทย์ธนาธิป กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106035</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีนทางเลือก, วัคซีนโมเดอร์นา, โรงพยาบาลธนบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c30fb2067f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชวนสร้างภูมิเตรียมพร้อม รับมือโรคที่มากับหน้าฝน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูฝน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ชื้นขึ้น อุณหภูมิที่ลดลงในช่วงฝนตก เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายของเราอ่อนแอลง เกิดภาวะภูมิตกจากปัจจัยกระตุ้นต่างๆ รวมไปถึงการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่เกิดขึ้นง่ายและรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะโรคประจำฤดูกาลอย่างไข้หวัดใหญ่ที่มีแนวโน้มการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นทุกปี และยิ่งในปีนี้โรคโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายคนกังวลว่าจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งมีภูมิต้านทานที่ไม่แข็งแรง จะทำให้ได้รับเชื้อโรคง่ายกว่าคนทั่วไป การมีภูมิคุ้มกันของร่างกายที่แข็งแรงย่อมดีที่สุด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีภูมิคุ้มกันที่มากพอ แล้วจะทำอย่างไรให้ร่างกายรับมือกับโรคภัยได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการทางการแพทย์ จิณณ์ เวลเนส คลินิก (Jin Wellness Clinic) โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง กล่าวว่า เราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้ เช่น ในกรณีของไข้หวัดใหญ่ที่หลายคนทราบดี คือ การรับวัคซีนเป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อที่สามารถกลายพันธุ์ได้ตามธรรมชาติ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในทุกๆ ปี เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเชื้อไวรัส และยิ่งในปัจจุบันมีโรคโควิด-19 เพิ่มเข้ามา ซึ่งยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ การทำให้ร่างกายแข็งแรงและสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะเปรียบเสมือนป้อมปราการด่านสำคัญที่คอยต้านทานและกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาสู่ร่างกาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เซลล์ในร่างกายที่สำคัญที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ คือ เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cells : WBC) ที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดและตามอวัยวะต่างๆ โดยหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของเม็ดเลือดขาว ได้แก่ Natural Killer cell : NK Cell หรือเซลล์เม็ดเลือดขาวนักฆ่า ที่มีหน้าที่สำคัญในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและรวมไปถึงเซลล์มะเร็ง พบในหลายกรณีว่ากลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกัน หรือ NK Cell ค่อนข้างต่ำ มักจะรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่า ทำให้เราป่วยได้บ่อยๆ นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีและศาสตร์การรักษาสมัยใหม่ ซึ่งเป็นทางเลือกในการสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงด้วยการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Immune) เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานตามธรรมชาติที่มีอยู่ ให้สามารถสร้างเกราะป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ได้แบบองค์รวม ซึ่งสามารถทำได้หลากหลายวิธี เช่น การตรวจเช็กคุณภาพของภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ว่าเรามีโอกาสที่จะเป็นหรือไม่เป็นโรคต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด หรือการนำเอา NK Cell ออกมาบ่มเพาะและฉีดกลับเข้าร่างกายเพื่อกระตุ้นกระบวนการการสร้างภูมิคุ้มกัน ให้พร้อมต่อสู้กับเชื้อไวรัสอื่นๆ ที่แพร่ระบาดอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นไวรัสตามฤดูกาลอย่างไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 หรือโรคอื่นๆ ก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีมาช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย เรายังต้องพยายามทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ ด้วยการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสมรรถนะของปอด เช่น การทำคาร์ดิโอ หรือการเดินเร็ว ที่ช่วยให้สุขภาพปอดและหัวใจแข็งแรงยิ่งขึ้น การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ สวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น ไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่บางจนเกินไป โดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุ ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ ถูกสุขอนามัย กินร้อน ช้อนเรา ที่สำคัญควรอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเท ปลอดโปร่ง ไม่อยู่ใกล้ชิดกันจนเกินไป (Social Distancing) ยังมีความสำคัญอยู่เสมอ ล้างมือและฟอกสบู่ให้สะอาดและถูกต้องตามหลักบ่อยๆ เท่ากับเป็นแนวทางการป้องกันให้เราห่างไกลจากโรคร้ายได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นการมีสุขภาพที่ดีต้องเริ่มต้นจากภายในสู่ภายนอก ด้วยการใช้หลักความสมดุลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68337</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล, โรงพยาบาลธนบุรี, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200610/image_big_5ee0bdc25b44c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2018 07:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2018 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรงพยาบาลธนบุรีทุ่มงบ 800 ล้านสร้างตึกใหม่รองรับผู้ป่วยเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงพยาบาลธนบุรี ทุ่มงบขยายอาคารใหม่ รองรับผู้ป่วยขยายตัวเพิ่ม เล็งใช้เทคโนโลยีเข้ามายกระดับบริการ ชี้ภาพรวมตลาดยังเติบโตต่อเนื่อง หลังพบปัจจัยหนุนเพียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุทธิชัย โชคกิจชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธนบุรี เปิดเผยกับ &amp;ldquo;ไทยโพสต์&amp;rdquo; ว่า ยังคงลงทุนเพื่อยกระดับการรักษาคนไข้อย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นเตรียมงบประมาณไว้กว่า 800 ล้านบาท ในการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ เพื่อรองรับผู้ป่วยนอกให้มากขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,600 คนต่อวัน นับว่าสูงมาก จึงต้องขยายพื้นที่ใหม่เพิ่ม คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2563 ส่งผลให้รองรับเพิ่มเป็น 2,000 คนต่อวัน &amp;nbsp;หลังจากนั้นจะลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยในช่วงปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังมองเห็นแนวโน้มของการใช้เทคโนโลยีทางด้านเทเลเมดิซีน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริการผู้ป่วย โดยจะมีแพทย์เป็นที่ปรึกษากับผู้ป่วย ซึ่งไม่ต้องเดินทางมายังโรงพยาบาล หรือหลังจากได้รับการเข้าตรวจและรักษาเพื่อติดตามผล ก็สามาถใช้เทเลเมดิซีนเข้ามาช่วยได้ ในส่วนนี้น่าจะใช้เงินลงทุนหลัก 100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุทธิชัย กล่าวว่า นอกเหนือจากกลุ่มตลาดคนไทยแล้ว ในช่วงที่ผ่านมายังขยายไปยังกลุ่มต่างประเทศด้วย ขณะนี้คิดเป็นสัดส่วน 2% แม้ยังไม่สูงมาก แต่ยังมีโอกาสอยู่ โดยเฉพาะทางแถบเพื่อนบ้านที่โรงพยาบาลธนบุรีค่อนข้างมีผลตอบรับดี ผ่านกลยุทธ์ปากต่อปาก หลังจากผู้ป่วยจากประเทศกัมพูชาเข้ามาใช้บริการแล้วเกิดการบอกต่อ กลุ่มผู้ป่วยต่างต่างชาติน่าจะมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่า หรือปี 2561 คาดว่าจะโตขึ้น 10-20%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของกลุ่มชนชั้นกลางที่มีอำนาจซื้อสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจ และรายได้ของประชากรโดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลาง ที่จะหนุนความต้องการใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาอัตราการใช้จ่าย ด้านการรักษาพยาบาลต่อจีดีพีของคนไทยยังอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก เมื่อผนวกกับชนชั้นกลางในกลุ่มอาเซียน สะท้อนโอกาสในการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนของไทยยังมีอยู่อีกมาก โดยการขยายตัวของชุมชนเมือง องค์กรสหประชาชาติ คาดว่าระดับความเป็นเมืองของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 50.4% ปี 2558 เป็น 60.4% ในปี 2568 เพิ่มโอกาสในการขยายการให้บริการทางการแพทย์ไปสู่พื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้นในอนาคตเมื่อเทียบกับความต้องการใช้บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ค่อนข้างอิ่มตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะหนุนความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ที่ทันสมัยและเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย สศช.คาดว่า จำนวนผู้สูงอายุหรือผู้มีอายนุมากกว่า 60 ปี จะเพิ่มขึ้นจาก 9.1 ล้านคนในปัจจุบันเป็น 10.3 ล้านคนในปี 2562 ขณะที่ทางการประเมินว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นจาก 6.3 หมื่นล้านบาทในปี 2553(2.1% ของ GDP) เป็น 22.8 หมื่นล้านบาท(2.8% ของ GDP) ในปี 2565(จากแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560-2564)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9517</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจโรงพยาบาล, สุทธิชัย โชคกิจชัย, โรงพยาบาลธนบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180519/image_big_5aff68caa1363.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
