<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2021 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2021 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภัยภูเบศร์ แจงข้อสับสน&quot;ฟ้าทะลายโจร  &quot;ในโลกโซเฃียล ยันยังไม่ใช่ยารักษาโควิด แต่มีโอกาสพัฒนาได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
17 เม.ย.64- โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ชี้แจงกรณีมีการแชร์ข้อมูลฟ้าทะลายโจรในโลกโซเชียล ที่มีทั้งจริงและเท็จ สร้างความสับสนในเรื่องของสรรพคุณ โดย ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร กล่าวว่า ในฐานะที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นผู้ให้ข้อมูลเรื่องฟ้าทะลายโจรในการต้านโควิดเป็นคนแรกตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 จึงขอไขข้อข้องใจในประเด็นต่างๆ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรก ฟ้าทะลายโจร รักษาโควิด-19 ได้จริงหรือไม่นั้น ก็ต้องบอกว่า โควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ไม่มียา หรือ วัคซีนใดที่จะตอบได้อย่างเต็มปากว่ารักษาหรือป้องกันได้จริง แต่จากการวิจัยเอกสารที่มีการทำการศึกษาวิจัยมากมายหลายฉบับทำให้เรามั่นใจว่าฟ้าทะลายโจรมีประโยชน์ในการนำมาใช้กับผู้ป่วยโควิดและได้ส่งมอบเอกสารให้กับทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในการระบาดระลอกแรก จนนำไปสู่การใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาผู้ป่วยโควิดรายที่มีอาการน้อยและไม่มีอาการในโรงพยาบาลสังกัด กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพบว่าผู้ที่มีอาการน้อยหลังจากได้รับยาฟ้าทะลายโจรมีอาการดีขึ้นทุกราย โดยไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด ส่วนในรายที่ไม่มีอาการ ก็ไม่พบว่ามีอาการภายหลังและปลอดภัยดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;อภัยภูเบศรจึงอยากให้มีการวิจัยฟ้าทลายโจร เพื่อให้เกิดผลเป็นที่ประจักษ์ จึงได้เตรียมสารสกัดฟ้าทะลายโจร ส่งให้คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อศึกษากลไกในการต้านโควิด-19 ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจร และสารแอนโดรกราโฟไลด์ ซึ่งเป็นสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร มีความสามารถในการยับยั้งกระบวนการติดเชื้อไวรัสของเซลล์ปอด โดยผ่านกลไกที่สำคัญ คือ การยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสโควิดในทุกระยะ จึงมีโอกาสที่จะพัฒนาการใช้ฟ้าทะลายโจรเป็นยาเดี่ยว หรือใช้ควบรวมกับสูตรยามาตรฐานในการรักษาผู้ที่ติดเชื้อโควิด ปัจจุบันผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร &amp;ldquo;Natural Products&amp;rdquo; เป็นที่เรียบร้อยแล้ว&amp;rdquo; ดร.สุภาภรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็นที่สอง ฟ้าทะลายโจรป้องกันโควิด-19 ได้หรือไม่ ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจนสนับสนุนการใช้ฟ้าทะลายโจรป้องกันโควิด-19 ได้ แต่มีการศึกษาพบว่าการใช้ฟ้าทะลายโจรขนาดต่ำๆ (แอนโดรกราโฟไลด์ 11.2 มิลลิกรัม/วัน) กิน 5 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 3 เดือน ช่วยป้องกันหวัดได้ โดยนักวิจัยได้กล่าวถึงผลในการป้องกันหวัดว่า น่าจะเกิดจากฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งก็มีงานวิจัยที่สนับสนุนอยู่มากพอควรว่าฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ในส่วนตัวเองที่เก็บข้อมูลจากหมอพื้นบ้าน ก็เห็นในช่วงฤดูหนาวชาวบ้านจะกินฟ้ากัน 2-3 ใบทุกวัน สำหรับผู้ประสงค์จะใช้ฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ต้องกินฟ้าทะลายโจรขนาดต่ำๆ &amp;nbsp;และต้องไม่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ตับและไตต้องดี ไม่ได้กินยาละลายลิ่มเลือดที่ชื่อวาร์ฟาริน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สาม ใช้ฟ้าทะลายโจร ไม่ต้องฉีดวัคซีนใช่หรือไม่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การฉีดวัคซีนเป็นการเสริมภูมิคุ้มกันที่จำเพาะสำหรับเชื้อโควิด ถึงแม้จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่อย่างน้อยก็ป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง ลดภาระของระบบบริการสุขภาพได้ &amp;nbsp;การใช้ฟ้าทะลายโจรมีข้อมูลสนับสนุนว่ามีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกันทั้งภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิดและภูมิคุ้มกันจำเพาะแต่ยังไม่มีการศึกษากับเชื้อโควิดโดยตรง ดังนั้นประชาชนควรฉีดวัคซีน ซึ่งจะเห็นได้จากประเทศอังกฤษที่มีการฉีดวัคซีนกันอย่างกว้างขวางทำให้อัตราการติดเชื้อลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สี่ ฟ้าทะลายโจรที่เป็นสารสกัดมีฤทธิ์ดีและปลอดภัยกว่าผงบดหยาบใช่หรือไม่ ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่จริงเสมอไป ขึ้นกับมาตรฐานการผลิตและโรคที่นำไปใช้ &amp;nbsp;ใน Thai Herbal Pharmacopoeia กำหนดไว้ว่า ต้องมีปริมาณแลคโตนรวมไม่น้อยกว่า 6% และแอนโดรกราโฟไลด์ไม่น้อยกว่า 1% ซึ่งในมาตรฐานดังกล่าวใช้สำหรับบรรเทาอาการเจ็บคอและบรรเทาอาการของโรคหวัด (common cold) เช่น เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยขนาดที่แนะนำ 1500-3000 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้งหลังอาหารและก่อนนอน หรือใช้สารสกัดแอนโดรกราโฟไลด์ก็ได้ ประมาณ 60-120 มิลลิกรัม/วันในการบรรเทาอาการเจ็บคอและหวัด
ในส่วนของโควิด-19 ที่มีใช้ในระบบบริการสุขภาพตอนนี้ ก็มีทั้งผงหยาบที่ทราบปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์ และสารสกัด ดังนั้นประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ผงบดหยาบหรือสารสกัด แต่อยู่ที่ว่าผู้ป่วยได้รับปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์ในปริมาณที่เพียงพอต่อการรักษาหรือไม่ ในส่วนของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็ใช้ผงบดหยาบที่มีปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์ไม่น้อยกว่า 3% ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทุกคนก็อาการดีขึ้น ไม่มีผลข้างเคียง การสกัดนั้นโดยปกติเป็นการสกัดที่มุ่งเน้นจะให้ปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์สูงๆ แต่โดยทั่วไปในภาคอุตสาหกรรมเราก็สกัด แอนโดรกราโฟไลด์ได้อยู่ที่ 6% ในขณะที่เราให้เกษตรกรปลูกให้จนเริ่มออกดอก แล้วนำส่วนเหนือดินมาใช้ก็ได้ถึง 3-4% ในช่วงระบาดระลอกแรก โรงพยาบาลก็แจกเมล็ดพันธุ์พร้อมส่งวิธีปลูกให้ผู้สนใจ ตอนนี้หลายคนก็นำมาใช้บรรเทาหวัด ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่ควรปลูกไว้ที่บ้าน ใช้ดูแลสุขภาพยามเจ็บป่วยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่มีการส่งไลน์ต่อๆ กันว่า สาร 14-deoxy-11 12-didehydroandrographolide(AP 3) ที่พบในผงฟ้าทะลายโจรอาจทำให้ความดันโลหิตลดลง แขนขาอ่อนแรงได้นั้น ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ยังไม่เคยเห็นรายงานดังกล่าว และฟ้าทะลายโจรในรูปแบบผงอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มีการใช้อย่างกว้างขวางในโรงพยาบาล มีความปลอดภัยดี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ดร.สุภาภรณ์ ย้ำว่า การสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นเกราะสำคัญในการป้องกันโรค ตั้งแต่มาตรการ DMHTT เว้นระยะ ใส่หน้ากาก ล้างมือ การรับประทานอาหาร เน้นเครื่องเทศ ผัก ผลไม้ พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกาย และสัมผัสแดดในช่วงเช้าหรือเย็น ล้วนแล้วแต่ต้องดำเนินการเป็นองค์รวม อย่าใช้เครื่องมือเดียว เพราะโควิด-19 เป็นโรคใหม่ที่เรายังไม่เข้าใจทั้งหมด ยังคงต้องผนึกกำลังของเครื่องมือในการดูแลสุขภาพทุกเครื่องมือเข้าด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอนาคตอภัยภูเบศรปรารถนาให้ ประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย ได้ปลูก เก็บเกี่ยว &amp;nbsp;บด บริโภค แจกจ่าย และขาย ฟ้าทะลายโจร เพื่อการดูแลรักษาตนเองเป็นเบื้องต้น โดยมีการสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกภาคส่วน โดยการส่งเสริมสนับสนุน ด้วยองค์ความรู้บนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม
สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ฟ้าทะลายโจรหรือสมุนไพรอื่นๆ สามารถสอบถามรายละเอียดเพื่อเติมได้ที่ศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ในวันและเวลาราชการที่เบอร์ 037-211-289 หรือ เฟซบุ๊ค สมุนไพรอภัยภูเบศร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99736</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฟ้าทะลายโจร, #โควิด-19, โรงพยาบาลอภัยภูเบศร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210417/image_big_607a65c1cfad7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2019 15:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2019 15:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ชี้ช่องเกษตรกรใช้เอฟทีเอเปิดตลาดต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจับมือสภาเกษตรกรแห่งชาติ สกว. ลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรผลไม้ สมุนไพร และไม้ดอกไม้ประดับในจังหวัดปราจีนบุรี ชี้ช่องใช้ประโยชน์จาก FTA ในการเปิดตลาดส่งออกไปยังประเทศต่างๆ หลังลดภาษีให้กับไทยเหลือ 0% แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
09 ม.ค. 62 -นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการลงพื้นที่ของกรมฯ ร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรี และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ระหว่างวันที่ 7-9 ม.ค.2562 ณ จังหวัดปราจีนบุรี ว่า ได้มีโอกาสพบปะกับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มต่างๆ ได้แก่ กลุ่มผลไม้สดและแปรรูป ซึ่งผลิตพืชสมุนไพรวัตถุดิบส่งให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร และกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับบ้านดงบัง ที่เพาะปลูกต้นไม้จำหน่ายทั่วประเทศและตลาดออนไลน์ ซึ่งพบว่าเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง และสามารถทำตลาดในประเทศได้เป็นอย่างดีแล้ว และหลายๆ รายก็มีโอกาสที่จะทำตลาดส่งออกได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;กรมฯ ได้เข้าไปให้คำแนะนำกับเกษตรกรว่าปัจจุบันไทยมีการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศต่างๆ จึงเป็นโอกาสของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรที่จะใช้ FTA ในการขยายตลาดส่งออกได้ เช่น พืชสมุนไพรสดและแห้งรวมถึงขมิ้นชัน ไพล กระชายดำ ไปญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สารสกัดจากพืชรวมขมิ้นชัน ใบบัวบก ไปจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ผลไม้สด แห้ง ไปญี่ปุ่น อินเดีย ตลอดจนไม้ดอกไม้ประดับไปจีน เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่ประเทศปลายทางได้ลดภาษีศุลกากรนำเข้าจากไทยเป็น 0% แล้ว&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ในการลงพื้นที่ กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรได้ให้คำแนะนำกับเกษตรกร จะต้องให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยมาใช้ในการยืดอายุผลไม้แปรรูป การหาปริมาณสารสรรพคุณในพืชสมุนไพรเฉพาะถิ่น รวมถึงการพัฒนาต่อยอดการแปรรูปผลไม้และสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วย ขณะเดียวกัน ได้จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง &amp;ldquo;ช่องทางรวยของสินค้าเกษตรจาก FTA&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ทำอย่างไรให้สินค้าเกษตรสู่ตลาดต่างประเทศ&amp;rdquo; ในวันที่ 8 ม.ค.2562 ณ โรงแรมแคนทารี 304 อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีเกษตรกรกว่า 120 คน จากปราจีนบุรี นครนายก จันทบุรี ตราด และสระแก้วเข้าร่วม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26149</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, ปราจีนบุรี, พืชสมุนไพร, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, โรงพยาบาลอภัยภูเบศร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af14c0fdaad4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
