<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73587</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2020 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2020 14:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EU หนุนโครงการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพ “โรงเรียนขนาดเล็ก” นำร่อง 400   โรงเรียน 8 จังหวัด สร้างครูเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรุงเทพฯ / สหภาพยุโรป(EU) หนุนเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษาและชุมชน&amp;nbsp; แถลงเปิดตัวโครงการพัฒนา &amp;ldquo;โมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก&amp;rdquo; ขับเคลื่อนนวัตกรรมการศึกษาเพื่อเด็กและชุมชน ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;ACCESS School : ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน&amp;rdquo; โดยมีเป้าหมายนำร่องใน 400 โรงเรียน 8 จังหวัด &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม น่าน&amp;nbsp; ระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ.2563-2566)&amp;nbsp; มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก โรงเรียน และชุมชน รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถของ &amp;ldquo;ครูแกนนำ&amp;rdquo; ให้เป็นพลังขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนเพื่อสร้างโรงเรียน และโรงเรียนสร้างชุมชนไปพร้อมกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากการที่โรงเรียนขนาดเล็กระดับขั้นพื้นฐาน (โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คน) จำนวนกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดย 2 ใน 3 มีความเสี่ยงที่อาจจะถูกยุบหรือควบรวมกับโรงเรียนอื่นๆ &amp;nbsp;ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ &amp;nbsp;สะท้อนให้เห็นประเด็นด้านสิทธิการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก&amp;nbsp; รวมทั้งความเหลื่อมล้ำต่อเด็กและชุมชนในสิทธิขั้นพื้นฐาน &amp;nbsp;ด้านการศึกษา เศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม และวัฒนธรรมนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ที่โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษา ได้แก่ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.), สมาคมไทบ้านร่วมกับเครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา-ภาคกลาง, สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.น่าน เขต 1 และสมาคมพัฒนาการศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์ และสมาคมพัฒนาการศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด &amp;nbsp;ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ &amp;ldquo;ส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา&amp;rdquo; (ACCESS School Project) สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป (EU) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของภาคประชาสังคมในประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งในการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก &amp;nbsp;ผ่านการพัฒนา &amp;ldquo;โมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก&amp;rdquo; ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนและชุมชน &amp;nbsp;และเพื่อให้เป็นกลไกการทำงานร่วมกันขององค์กรภาคประชาสังคม ชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;สังคม&amp;nbsp; กับหน่วยงานภาครัฐ &amp;nbsp;กระทรวงศึกษาธิการ &amp;nbsp;กระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ทั้งในระดับพื้นที่และระดับเชิงนโยบาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้องค์กรภาคประชาสังคม &amp;nbsp;ครูแกนนำ &amp;nbsp;ผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก นักวิชาการ &amp;nbsp;นักการศึกษา &amp;nbsp;ภาครัฐ &amp;nbsp;ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ &amp;nbsp;หาแนวทางการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กร่วมกัน &amp;nbsp;เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อคุณภาพและสิทธิทางการศึกษาของเด็กนักเรียนในชุมชนยากจนให้มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายเทาฮีด อิบเน่ ฟาริด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายเทาฮีด อิบเน่ ฟาริด &amp;nbsp;ผู้อำนวยการมูลนิธิแอ็คชั่นเอด &amp;nbsp;อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการนี้มุ่งเสริมสร้างโมเดลโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งเป็นกระบวนการหนุนเสริมให้ชุมชนและองค์กรภาคประชาสังคมสามารถพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบททางนิเวศ &amp;nbsp;วัฒนธรรม &amp;nbsp;สิ่งแวดล้อมของชุมชน&amp;nbsp; และความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ &amp;nbsp;โดยเสริมสร้างทักษะ &amp;ldquo;ครู&amp;rdquo; ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง &amp;nbsp;รวมถึงการพัฒนาบุคลากรภาคประชาสังคมให้มีความรู้ความสามารถ&amp;nbsp; มีความเสมอภาค &amp;nbsp;และความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งจะเน้นการพัฒนาบทบาทสตรีและเด็กผู้หญิงให้มีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม &amp;nbsp;โดยการสนับสนุนให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโรงเรียน &amp;nbsp;มุ่งสู่เป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายพัชกร พัทธวิภาส &amp;nbsp;ผู้จัดการโครงการ ACCESS School กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสหภาพยุโรป(EU) ซึ่งวันนี้ ฯพณฯ เปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ได้เดินทางมาร่วมแถลงเปิดตัวโครงการพร้อมกับบรรยายเรื่องนโยบายของสหภาพยุโรปในการสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและนานาประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;และกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นองค์กรหลักของภาครัฐในการพัฒนาการศึกษา&amp;nbsp; โดยคุณภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบาย &amp;nbsp;รัฐมนตรีช่วยการกระทรวงศึกษาธิการ (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ได้มาร่วมบรรยายพิเศษ &amp;ldquo;เรื่องนโยบายและความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการในการหนุนเสริมภาคประชาสังคมและชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตามนโยบายการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4&amp;rdquo; (Sustainable Development Goal: SDG 4) โดยมีองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วม &amp;nbsp;ถือเป็นภาพของการเริ่มต้นทำงานในการยกระดับโรงเรียนขนาดเล็กร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายเทวินฏฐ์ &amp;nbsp;อัครศิลาชัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;นายเทวินฏฐ์ &amp;nbsp;อัครศิลาชัย ผู้ประสานงานโครงการ &amp;nbsp;และเลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย &amp;nbsp;กล่าวว่า จะเห็นว่าในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 &amp;nbsp;รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของประเทศในทุกด้าน&amp;nbsp; ทั้งเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม &amp;nbsp;สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติต่างๆ จะเห็นว่าการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก&amp;nbsp; คือโอกาสและคำตอบของการจัดการศึกษาแนวใหม่ที่เหมาะสมกับการศึกษาของโลกยุคปัจจุบันและอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;โครงการ &amp;lsquo;แอ็คเซส สคลู&amp;rsquo;&amp;nbsp; คือโครงการที่จะเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานของครูและโรงเรียนขนาดเล็กที่มีการพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนที่สอดคล้องกับความต้องการของเด็กหรือผู้เรียนที่มีความหลากหลายและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา &amp;nbsp;โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคประชาสังคมในทุกระดับ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายเทวินฏฐ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้โครงการพัฒนา &amp;ldquo;โมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก&amp;rdquo; ขับเคลื่อนนวัตกรรมการศึกษาเพื่อเด็กและชุมชน &amp;nbsp;ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;ACCESS School : ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน&amp;rdquo; &amp;nbsp;มีเป้าหมายนำร่องใน 400 โรงเรียน 8 จังหวัด &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และน่าน&amp;nbsp; ระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ.2563-2566)&amp;nbsp; มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก &amp;nbsp;โรงเรียน &amp;nbsp;และชุมชน &amp;nbsp;รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถของ &amp;ldquo;ครูแกนนำ&amp;rdquo; ให้เป็นพลังขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนเพื่อสร้างโรงเรียน &amp;nbsp;&amp;nbsp;และโรงเรียนสร้างชุมชนไปพร้อมกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;มอบรางวัลให้แก่เด็กชายธีรเดช &amp;nbsp;ทิพวงศ์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ในการแถลงข่าวดังกล่าว &amp;nbsp;โครงการฯ ได้เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กเข้ามามีส่วนในการดำเนินโครงการผ่านการประกวดออกแบบโลโก้ของโครงการ ACCESS School &amp;nbsp;โดยมีการมอบรางวัลให้แก่เด็กชายธีรเดช &amp;nbsp;ทิพวงศ์ &amp;nbsp;นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านฮากฮาน &amp;nbsp;อ.เวียงสา &amp;nbsp;จ.น่าน ที่ชนะเลิศการประกวดออกแบบโลโก้ครั้งนี้&amp;nbsp; โดยได้รับทุนการศึกษาจำนวน 8,000 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73587</URL_LINK>
                <HASHTAG>พอช, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., โรงเรียนขนาดเล็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2badbc4792f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2019 19:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2019 18:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;กสศ.&quot; ลุยสำรวจรร.ขนาดเล็กชนบทห่างไกลทั่วประเทศ หวังลดเหลื่อมล้ำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18ธ.ค.62-นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศ โจทย์สำคัญโจทย์หนึ่ง คือ เรื่องของโรงเรียนขนาดเล็กที่ถือว่าเป็นโจทย์ที่มีความซับซ้อน และ กสศ. พยายามวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อตีโจทย์โรงเรียนขนาดเล็กให้เห็นภาพ และแนวทางการปฏิรูปเชิงระบบที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุนกระบวนการวิจัยเชิงระบบที่จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และสอดคล้องกับกำลังของ กสศ. ที่มีงบประมาณจำกัดเพียงร้อยละ 0.5 ของงบประมาณในระบบการศึกษา เราจึงกำหนดโจทย์การทำงานไปที่กลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลของชุมชน (Small Protected School) ที่ไม่สามารถยุบและควบรวมได้ ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (iSEE) พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คนต่อโรงเรียน และมีระยะห่างจากโรงเรียนข้างเคียงที่ใกล้ที่สุดไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตรอยู่จำนวน 1,594 โรง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลบนดอย เกาะแก่ง และปัจจุบันโรงเรียนกลุ่มนี้ทั่วประเทศจัดการศึกษาให้นักเรียนอยู่ราว 100,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรยส กล่าวต่อว่า สำหรับโรงเรียนกลุ่มดังกล่าว กสศ. จะใช้กระบวนการวิจัยเชิงระบบเพื่อกำหนดโจทย์การทำงานที่จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูปความเสมอภาคทางการศึกษาของโรงเรียน Protected School เหล่านี้ ให้สามารถยืนหยัดจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เด็กเยาวชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย 3 โจทย์ย่อย ได้แก่ 1.การแก้ไขปัญหาด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่ง กสศ. ได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่เป็นระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ทุกคนเห็นสภาพปัญหาที่จริง ชี้พิกัดในแผนที่ให้เห็นชัดว่าโรงเรียน 1,594 โรงที่ต้องการการคุ้มครองนี้อยู่จังหวัดใด และอยู่ระหว่างการพัฒนาขั้นตอนวิธี (Algorithm) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและปัจจัยสภาพแวดล้อมในมิติต่างๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากระยะห่างระหว่างโรงเรียน&amp;nbsp;
2.การจัดสรรทรัพยากรด้วยหลักความเสมอภาค เนื่องจากการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพและความเสมอภาคในการจัดการศึกษาระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดใหญ่ และยังทำให้เห็นได้ว่าการปฏิรูปแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทยสามารถทำได้โดยการจัดสรรงบประมาณ &amp;nbsp;ด้วยหลักความเสมอภาค โดยการมีสูตรการจัดสรรงบประมาณที่สามารถโยกทรัพยากรจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง และไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเลยเสียด้วยซ้ำ ทั้งทรัพยากรที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน เพราะการจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กเยาวชนในโรงเรียนขนาดเล็กจำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมในการจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ โดย 2 นวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น และ Teaching at the Right Level (TaRL) ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากร กำลังคน และสภาพแวดล้อมสาธารณูปโภคที่มีอยู่อย่างจำกัดในโรงเรียนขนาดเล็กนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด &amp;nbsp;รวมทั้งสามารถจัดการศึกษาได้สอดคล้องต่อความต้องการและศักยภาพของผู้เรียนได้เป็นรายบุคคล &amp;nbsp;ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียน
&amp;quot;อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กต้องเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน และนำเอาปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้เห็นสภาพปัญหาอย่างแท้จริง กสศ. อยากชักชวนให้มองปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถควบรวมได้อีกนับ 1,000 แห่ง การแก้ปัญหาในส่วนนี้มีอีกหลายวิธีการตั้งแต่การเปลี่ยนวิธีการจัดสรรทรัพยากรให้เป็นไปตามหลักความเสมอภาคมากขึ้น และสร้างความเสมอภาคทางคุณภาพการศึกษาผ่านการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพการศึกษาในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กได้อย่างยั่งยืน&amp;rdquo;รองผู้จัดการ กสศ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52776</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., โรงเรียนขนาดเล็ก, ไกรยศ ภัทราวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190816/image_big_5d568b52117b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44030</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2019 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2019 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานกพฐ.วอนทุกฝ่ายช่วยกันหาทางออกให้รร.ขนาดเล็ก การยุบหรือควบรวม ไม่ใช่การแก้ปัญหาหนทางเดียว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
22ส.ค.62-นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ว่า นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้มอบนโยบายเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียนไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด &amp;nbsp;โดยส่วนตัวตนมองว่าการที่จะทำให้คุณภาพการศึกษาที่ต้องการให้เกิดขึ้นนั้นต้องมีปัจจัยอย่างน้อย คือ ครูครบชั้น จำนวนนักเรียนต่อห้องที่เหมาะสม ทั้งนี้ ในส่วนของอาคารสถานที่สนามเด็กเล่น ห้องปฏิบัติการ ระบบสาธารณูปโภค ก็ต้องมีความพร้อม รวมไปถึงสื่อ เทคโนโลยี ระบบสารสนเทศ อีกทั้งยังมีเรื่องของความสัมพันธ์กับชุมชน การสนับสนุนจากชุมชน และประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณด้วย เพราะหลักการสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คือ เด็กทุกคนต้องมีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ดังนั้นการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก จึงไม่ใช่ต้องยุบหรือควบรวมสถานเพียงอย่างเดียว อีกทั้งการควบรวม หรือ การเลิกสถานศึกษา ถือเป็นอำนาจของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และศึกษาจังหวัด (ศธจ.) โดยยึดหลักการ คือ โรงเรียนที่ใกล้กันสามารถควบรวมได้ &amp;nbsp;โดยไม่มีปัญหาการเดินทางของนักเรียนำ ส่วนโรงเรียนที่ทำไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ก็ไม่ควรควบรวม &amp;nbsp;และหากสามารถสร้างเรือนพักนอนเพิ่มเพื่อให้เด็กที่มีปัญหาการเดินทางมาเรียนได้พักนอน กลับบ้านเฉพาะเสาร์ อาทิตย์ หรือวันหยุดยาวหรือปิดเทอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;บางพื้นที่ขณะนี้เด็กที่พ่อแม่มีฐานะพร้อม จะยอมส่งลูกของตัวเองไปเรียนโรงเรียนอื่นที่คิดว่ามีคุณภาพมากกว่า กลายเป็นว่าเด็กที่พ่อแม่ยากจนไม่มีต้นทุนต้องทนเรียนในโรงเรียนเล็กใกล้บ้านที่ด้อยคุณภาพการศึกษา เพราะพ่อแม่ไม่มีฐานะพอที่จะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่มีคุณภาพมากกว่าได้ เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำที่อยู่ในสภาพจำยอม ดังนั้น รัฐจะต้องไม่ทิ้งเด็กเหล่านี้ และการควบรวมโรงเรียน เด็กและครูจะได้รับการสนับสนุนค่าเดินทางจากรัฐ หรือมีบริการจัดรถรับส่งนักเรียนให้ไปเรียนในโรงเรียนที่มีความพร้อม ผมคิดว่าพวกเราต้องยอมรับความจริงที่ว่าคุณภาพการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างโอกาสให้เด็กได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม&amp;rdquo;ประธาน กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกชัย กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกระดับควรจะมาร่วมมือกัน หาหนทางพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กร่วมกัน &amp;nbsp;โรงเรียนใดควบรวมได้ก็ควรทำ &amp;nbsp;โรงเรียนใดควบรวมไม่ได้ หากมีเด็กน้อยและมีความจำเป็นต้องอยู่จะจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้มีคุณภาพ &amp;nbsp;การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาทางเลือกจะเข้ามาช่วยกันอย่างไร ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพราะหากเราค้านเรื่องการไม่ยุบ &amp;nbsp;ไม่ควบรวมโรงเรียน &amp;nbsp;แต่ไม่ช่วยกันเสนอหาแนวทางพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กว่าจะทำอย่างไร &amp;nbsp;ตนห่วงอนาคตคุณภาพการศึกษาของเด็ก มากกว่าสถานภาพตำแหน่งของตน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44030</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอร์ดสพฐ., เอกชัย กี่สุขพันธุ์, โรงเรียนขนาดเล็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190822/image_big_5d5e42d7cffa5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2018 08:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2018 08:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤติ! โรงเรียนในชนบทขาดครู-นร.แห่เข้าเมือง ส่อแววถูกยุบ13แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย. 61 &amp;ndash; ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าปัญหาขาดแคลนครูของโรงเรียนระดับประถมศึกษาในพื้นที่ชนบทของจังหวัดพิจิตร ซึ่งก่อนหน้านี้ มีโรงเรียนหลายแห่งเหลือครูเพียงแค่คนเดียว &amp;nbsp;เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กนักเรียน 20-30 คน ขาดแคลนครูถึงขนาดที่ว่ากรรมการสถานศึกษารวมถึงผู้นำชุมชนต้องประกาศหาครูจิตอาสาหรือจัดการทอดผ้าป่าหาเงินไปจ้างครูให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนของรัฐบาล ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ว่าที่ พ.ต.สุวิศิษฎ์ กันทา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 1 เปิดเผยว่า สพป.พิจิตร เขต 1 มีโรงเรียนระดับประถมศึกษาอยู่ในความดูแล 137 โรงเรียน มีครูอยู่ในความดูแล 1,137 คน มีเด็กนักเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบ 17,944 คน&amp;nbsp; สำหรับปัญหาของโรงเรียนที่มีครูเพียง 1 คน ขณะนี้มี 3โรงเรียน คือโรงเรียนวัดหงษ์ ต.ย่านยาว อ.เมืองพิจิตร มีเด็กนักเรียน 26 คน , โรงเรียนลำชะล่า ต.หัวดง อ.เมืองพิจิตร มีเด็กนักเรียน 6 คน และ โรงเรียนวังกระโดน ต.โพธิ์ประทับช้าง อ.โพธิ์ประทับช้าง มีเด็กนักเรียน 12 คน จากปัญหาที่เกิดขึ้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 1 ได้ดำเนินการจัดหาบุคลากรเข้าไปช่วยเหลือในด้านการเรียนการสอนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนปัญหาที่น่ากังวลว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต คือโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครู 2 คน จำนวน 13 โรงเรียน ได้แก่ 1.โรงเรียนวัดวังมะเดื่อ ต.ท่าฬ่อ อ.เมืองพิจิตร มีเด็กนักเรียน 27 คน 2.โรงเรียนวัดเนินสมอ ต.ป่ามะคาบ อ.เมืองพิจิตร มีเด็กนักเรียน 41 คน 3.โรงเรียนบ้านเนินยาว ต.หัวดง อ.เมืองพิจิตร มีเด็กนักเรียน 42 คน 4.โรงเรียนบ้านยางสามต้น ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน ขณะนี้ไม่มีเด็กนักเรียน มีครู 2 คนก็ให้ย้ายไปช่วยสอนที่โรงเรียนใกล้เคียงแต่ตำแหน่งครูและโรงเรียนยังไม่ได้ปรับยุบอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.โรงเรียนบ้านห้วยคำตาล ต.ทุ่งใหญ่ อ.โพธิ์ประทับช้าง มีเด็กนักเรียน 20 คน 6.โรงเรียนบ้านหนองคล้า ต.เนินสว่าง อ.โพธิ์ประทับช้าง มีเด็กนักเรียน 41 คน 7.โรงเรียนวัดไผ่รอบ ต.ไผ่รอบ อ.โพธิ์ประทับช้าง มีเด็กนักเรียน 31 คน 8.โรงเรียนบ้านหนองไม้แดง ต.ไผ่รอบ อ.โพธิ์ประทับช้าง มีเด็กนักเรียน 32 คน 9.โรงเรียนวัดใหม่ราษฎร์บำรุง ต.สามง่าม&amp;nbsp; มีเด็กนักเรียน 41 คน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.โรงเรียนบ้านหนองจั่ว ต.คลองทราย อ.สากเหล็ก มีเด็กนักเรียน 36 คน 11.โรงเรียนบ้านหนองสองห้อง ต.วังทับไทร&amp;nbsp; อ.สากเหล็ก มีเด็กนักเรียน 31 คน แต่หลังจากวันที่ 1 ต.ค. 2561 จะมีครูปลดเกษียณ 1 คน โรงเรียนนี้ก็จะเหลือครูเพียงคนเดียว 12.โรงเรียนบ้านคลองทรายราษฎร์อุทิศ&amp;nbsp; ต.หนองหญ้าไทร อ.สากเหล็ก มีเด็กนักเรียน 24 คน และ 13. โรงเรียนบ้านบัวยาง ต.หนองหลุม อ.วชิรบารมี&amp;nbsp; มีเด็กนักเรียน 26 คน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงเรียนทั้ง 13 แห่งนี้ วันนี้ยังมีครู 2 คน ซึ่งถ้าพิจารณาดูแล้วในอนาคตไม่มีเด็กนักเรียนเพิ่มขึ้นก็จะหนีไม่พ้นที่จะต้องเข้าสู่ภาวะวิกฤติที่ไม่มีเด็กนักเรียนก็ไม่ได้อัตรากำลังครูผู้สอนเพิ่มตามหลักการที่วางเอาไว้ ว่า ถ้ามีเด็กนักเรียน 20 คน ก็จะได้ครู 1 คน ดังนั้นหากไม่เป็นไปตามหลักการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 1 ก็มีความจำเป็นที่จะต้องยุบรวมโรงเรียนที่ไม่เข้าหลักการให้เด็กนักเรียนไปเรียนรวมกันในโรงเรียนที่ใกล้เคียง ซึ่งทุกวันนี้ก็มีการดำเนินการแบบนี้แล้วหลายแห่ง โดย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 1 มีงบประมาณในการว่าจ้างรถรับส่งนักเรียนให้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง ผอ.สพป.พิจิตรเขต 1&amp;nbsp; กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2551-2561 มีการประกาศเลิกสถานศึกษา หรือปิดโรงเรียนในพื้นที่ชนบทที่มีนักเรียนเหลือน้อย ไปแล้วไม่น้อยกว่า 40 โรงเรียน ล่าสุดวันที่ 1 ต.ค. 2561 โรงเรียนดงป่าคำ ต.ดงป่าคำ อ.เมือง จ.พิจิตร โรงเรียนนี้มีเด็กนักเรียน 12 คน ก็จะต้องถูกยุบโรงเรียนให้ย้ายรวมไปเรียนรวมกันที่โรงเรียนดงกลาง ซึ่งอยู่ในตำบลเดียวกัน เช่นเดียวกับ อีกทั้งเมื่อเร็วๆนี้ โรงเรียนวัดหนองจิกเภา ต.หนองปล้อง อ.วังทรายพูน , โรงเรียนบ้านหนองปลาไหล ต.หนองปลาไหล ก็ได้ถูกประกาศยุบโรงเรียนไปแล้วเนื่องจากไม่มีเด็กนักเรียนด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สาเหตุของการยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทเนื่องจากจำนวนประชากรหรือจำนวนของเด็กที่เกิดใหม่มีจำนวนลดลง , การคมนาคมสะดวกขึ้น ผู้ปกครองจึงมีค่านิยมส่งลูกหลานให้ขึ้นรถรับ-ส่งนักเรียนเสียเงินค่ารถ 800-1,000 บาท มาจากพื้นที่ต่างอำเภอเดินทางระยะทาง 15- 40 กม. เพื่อเข้ามาเรียนในเมืองพิจิตรทั้งโรงเรียนของรัฐและของเอกชน ซึ่งเด็กๆต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 กลับถึงบ้าน 5 โมงเย็น จึงทำให้เกิดธุรกิจโรงเรียนเอกชนผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดแถมได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งการอุดหนุนเงินให้เป็นค่าจ้างครูและเงินอุดหนุนให้กับโรงเรียนเอกชนที่มีนักเรียนตามจำนวนรายหัวอีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงเกิดธุรกิจรถรับ-ส่งนักเรียน จากชนบทพาเด็กๆเข้ามาเรียนในเมืองจำนวนหลายร้อยคัน อีกทั้งครูที่วิ่งเต้นขอย้ายหนีจากโรงเรียนบ้านนอกเข้ามาอยู่ในเมืองเพื่อรับจ้างสอนพิเศษมีรายได้เพิ่ม ดีกว่าเป็นครูอยู่โรงเรียนบ้านนอก ครูโรงเรียนบ้านนอกที่อยู่จนถึงปลดเกษียณพอถึงเวลาปลดเกษียณออกไปแล้วก็ไม่มีครูใหม่มาทดแทน ผู้ปกครองที่พอมีฐานะเล็งเห็นแล้วว่าถ้าให้ลูกหลานฝืนเรียนอยู่ในโรงเรียนใกล้บ้านที่ไม่มีครูอนาคตก็จะไม่สดใส จึงต้องกัดฟันทนหาเงินส่งลูกเข้ามาเรียนในเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโรงเรียนใกล้บ้านหรือโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลความเจริญเด็กที่ยังมีเรียนอยู่ก็ล้วนเป็นลูกของชาวไร่ชาวนา หรือลูกของชนชั้นแรงงานที่หาเช้ากินค่ำ แต่พอถึงวันนี้โรงเรียนใกล้บ้านที่ฝากความหวังว่าลูกคนจนจะมีสิทธิมีเสรีภาพทางด้านการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันตามที่เขียนไว้อย่างสวยหรูในรัฐธรรมนูญ แต่ความเป็นจริงคือ วิกฤติปัญหาการศึกษาที่เกิดขึ้นดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18010</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดพิจิตร, ทอดผ้าป่าหาเงินจ้างครู, ปิดโรงเรียนในพื้นที่ชนบท, ยุบรวมโรงเรียน, วิกฤติการศึกษาไทย, สพป.พิจิตร เขต 1, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 1, โรงเรียนขนาดเล็ก, โรงเรียนชนบทขาดครู, โรงเรียนบ้านหนองสองห้อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180920/image_big_5ba2f263ef1ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 21:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 21:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น่าห่วง!หลัง30ก.ย.โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งขาดแคลนครูเหลือแค่คนเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย. 61 - ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดพิจิตร รายงานว่าโรงเรียนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลความเจริญของจังหวัดพิจิตร กำลังประสบปัญหาขาดแคลนครูผู้สอนหนังสือให้กับเด็กๆ โดยพบว่าหลังวันที่ 30 กันยายน &amp;nbsp;2561 จะมีครูในโรงเรียนขนาดเล็กหลายสิบแห่งปลดเกษียณแล้วจะทำให้โรงเรียนต่างๆเหล่านั้นเหลือครูเพียงคนเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดพบว่า ที่โรงเรียนเนินสมอ ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 8 ตำบลป่ามะคาบ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ก็กำลังจะประสบกับปัญหาเหลือครูแค่เพียงคนเดียว ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่และได้พบกับ นางสรัญญา จันทร์สิงห์ &amp;nbsp;อายุ 60 ปี ที่เป็นครูและกำลังจะปลดเกษียณในวันที่ 30 กันยายน 2561&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ก็ยังได้พบกับ นายสุภาพ สุขเจริญ อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นครูประจำการอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ เล่าว่า คงต้องยอมรับชะตากรรมหรือเหตุการณ์ที่จะต้องเป็นครูคนเดียวภายในโรงเรียนเนินสมอแห่งนี้ &amp;nbsp; ทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบที่ถูกวางไว้ว่าถ้ามีจำนวนเด็ก 20 คน &amp;nbsp;ก็จะได้ครูเพิ่ม 1 คน แต่ปรากฏว่า ที่โรงเรียนแห่งนี้ &amp;nbsp;มีเด็กนักเรียนทั้งหมด 41 คน แบ่งออกเป็นชั้นอนุบาล = 15 คน , ชั้น ป.1 = 7 คน , ชั้น ป.2 = 4 คน ,ชั้น ป.3 = 3 คน ,ชั้น ป.4 = 2 คน ,ชั้น ป.5 = 5 คน ,ชั้น ป.6 = 5 คน &amp;nbsp;ซึ่งวันนี้มีครู 2 คนและมีจิตอาสาที่มาเป็นครูพี่เลี้ยงเด็กชั้นอนุบาล 1 คน ใช้เงินจากการบริจาคเป็นค่าตอบแทน ซึ่งก็ไม่มากนักแต่หลังจากวันที่ 30 กันยายน 2561 นี้ ครูสรัญญา จะต้องปลดเกษียณ &amp;nbsp;ซึ่งจะส่งผลให้โรงเรียนแห่งนี้เหลือครูสุภาพแค่เพียงคนเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดังนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การเรียนการสอนรวมถึงภาระหน้าที่ที่จะต้องทำรายงานส่งผู้บังคับบัญชานอกเหนือจากการสอนหนังสือที่มีภารกิจเยอะมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนขนาดใหญ่ ทุกโรงเรียนมีพันธกิจเท่าเทียมกัน ซึ่งปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้วจะพูดหรือร้องทุกข์ก็คงไม่ก่อประโยชน์ เพราะเป็นกฎระเบียบที่ถูกวางขึ้นให้ครูผู้น้อยต้องปฏิบัติ ซึ่งโดยส่วนตัว&amp;quot; ครูสุภาพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สถานการณ์โรงเรียนเล็กในพื้นที่ชนบทที่กำลังจะขาดแคลนครู หลังจากวันที่ 30 กันยายน &amp;nbsp;2561 นี้ ที่จะมีครูที่ปลดเกษียณมีปัญหาแบบนี้อีกหลายสิบแห่ง ซึ่งก็มีครูหลายท่านให้ข้อมูลว่า ถ้าโรงเรียนขนาดเล็กอยากจะอยู่ต่อก็ต้องหาทางช่วยเหลือตนเอง เช่น การทอดผ้าป่าหาเงินมาจ้างครูช่วยสอน หรือ ต้องไปหาครูจิตอาสามาดำเนินการเอง แต่ถ้าทำไม่ได้แล้วมีโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ใกล้กัน 2-3 โรง ในรัศมีตำบลเดียวกันก็จะต้องยุบรวมและปล่อยให้สถานที่หรืออาคารเรียนทิ้งร้างไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนครูถ้ามารวมกันได้ก็จะต้องมาปรับเกลี่ยตำแหน่งว่าใครจะเป็นครูใหญ่ ใครจะเป็นครูน้อย แต่ปัญหาที่พบเจอ คือเด็กนักเรียนที่เรียนอยู่ตามโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่ผู้ปกครองมีฐานะยากจน ต้องไปทำงานในเมืองหลวง หรือต่างถิ่น จึงทำให้ต้องทิ้งลูกหรือเด็กๆให้อยู่กับ ปู่-ย่า &amp;nbsp;ตา-ยาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังมีเด็กที่กำพร้า พ่อ-แม่ หรือเด็กที่เกิดจากความไม่พร้อมของแม่วัยใส , เด็กที่พ่อแม่ติดยาเสพติดแล้วติดคุกติดตารางขาดคนส่งเสียเล่าเรียน จึงต้องอาศัยเรียนในโรงเรียนใกล้บ้านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ได้กินข้าวฟรีในโรงเรียน แต่เมื่อโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ไกลปืนเที่ยงกำลังจะประสบกับปัญหาขาดแคลนครูผู้สอนและมีแนวโน้มว่าจะต้องถูกยุบควบรวมหากไม่ได้รับการแก้ปัญหา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17253</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทั้งโรงเรียนมีครูคนเดียว, นางสรัญญา จันทร์สิงห์, นายสุภาพ สุขเจริญ, พิจิตร, โรงเรียนขนาดเล็ก, โรงเรียนเนินสมอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180910/image_big_5b9676693b3b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
