<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 17:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สามี&#039;นุ้ย สุจิรา&#039;เผยภาพน้ำท่วมโรงเรียนนานาชาติธุรกิจครอบครัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักธุรกิจหนุ่ม ปอนด์-ชยพล หลีระพันธ์ สามีของนักแสดงสาว นุ้ย สุจิรา ได้ออกมาโพสต์ภาพสถานการณ์น้ำที่ได้ทะลักเข้ามาภายในโรงเรียนนานาชาติธุรกิจของครอบครัว งานนี้ต้องเฝ้าระวังอย่างหนักเพื่อไม่ให้น้ำทะลักเข้าตัวอาคารหอประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย ปอนด์ ชยพล ได้โพสต์ภาพโรงเรียนที่น้ำเริ่มเข้าท่วม พร้อมกับข้อความว่า &amp;quot;ไม่รอด ท่วมแล้วจ้า !!! #thaiinternationalschool #weareTIS&amp;quot; นอกจากนั้น ยังได้แจ้งอีกว่า&amp;quot;น้ำเพิ่มมาอีก สนามไปหมดแล้ว ตอนนี้กั้นไม่ให้เข้าอาคารหอประชุม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรมpondyentafo&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119543</URL_LINK>
                <HASHTAG>นุ้ย สุจิรา, น้ำท่วม, ปอนด์-ชยพล หลีระพันธ์, โรงเรียนนานาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_616568616cb05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อรรถพล&#039;วอนผู้ปกครองที่แจ้งความถูก รร.นานาชาติ 2 แห่ง หลอกลวง ติดต่อสช.รวบรวมหลักฐานดำเนินคดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
25 ส.ค.64-นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กช.ที่มีนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้รับทราบการแจ้งความดำเนินคดีกับโรงเรียนเอกชน ประเภทโรงเรียนนานาชาติ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติ ย่านบางยี่เรือ พบมีเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครอง ว่า โรงเรียนปิดกิจการไม่สามารถเรียนต่อได้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) จึงส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบร่วมกับสำนักงานจัดหางาน กทม.เขต 6 เข้าจับกุมชาวต่างชาติ จำนวน 6 ราย ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบการทำงาน รวมถึงโรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งเป็นโรงเรียนนานาชาติจึงถือเป็นโรงเรียนเถื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนอีกแห่งคือ โรงเรียนนานาชาติ เขตสวนหลวง มีผู้ปกครองร้องเรียนว่าเมื่อเด็กจบการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้แล้วไม่สามารถไปสมัครเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ สช.จึงเข้าตรวจสอบข้อมูลพบว่าโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้อนุญาติให้เปิดสอนได้เฉพาะระดับอนุบาล แต่โรงเรียนกลับลักลอกเปิดสอนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ดังนั้นสช.จึงสั่งให้งดรับนักเรียนใหม่ และให้เจ้าหน้าที่หาข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งนี้ขอให้ผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากโรงเรียนทั้งสองแห่งนี้ให้ติดต่อมาที่ สช.เพื่อรวบรวมข้อมูลในการดำเนินคดีอาญาต่อไป เพราะถือเป็นการเข้าข่ายหลอกหลวงผู้บริโภค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้เปลี่ยนห้องเรียนพิเศษหรือ English Program (EP) ของโรงเรียนเอกชนในระดับประเภทสามัญ เป็นห้องเรียนพิเศษนานาชาติ (International Bilingual Program : IBP) และห้องเรียนพิเศษสองภาษา (BP) เนื่องจาก ที่ผ่านมาการเปิดห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนเอกชนจะให้กติกาเดียว กับการเปิดห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่เมื่อมี พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 เป็นของตัวเอง &amp;nbsp;จึงให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติปรับแก้ห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนเอกชนใหม่ ซึ่งการปรับเปลี่ยนคำเรียกห้องเรียนพิเศษนานานชาติ (IBP) และห้องเรียนสองภาษา (BP) ใหม่นี้จะเพิ่มความเข้มข้นของชั่วโมงเรียน และบูรณาการการเรียยกับเจ้าของหลักสูตรต่างประเทศได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับห้ามโรงเรียนที่ไม่ได้รับการอนุญาตให้เปิดห้องเรียนพิเศษไปโฆษณาอวดอ้างให้ประชาชนเข้าใจว่าโรงเรียนได้รับอนุญาตให้เปิดห้องเรียนพิเศษ อย่างไรก็ตามโรงเรียนที่เปิดสอนห้องเรียนพิเศษขอให้มาทำเรื่องเปลี่ยนแปลงระบบภายใน 3 ปีด้วย เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับการอนุญาตให้เปิดสอนจาก สช.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114516</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สช., นายอรรถพล ตรึกตรอง, หลอกลวง, โรงเรียนนานาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60adefe1c5580.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66634</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2020 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2020 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชง &quot;รร.นานาชาติ &quot;216แห่ง เปิดเรียนวันที่ 1มิ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22พ.ค.63-สช. ชงทบทวนให้กลุ่มโรงเรียนนานาชาติ 216 แห่ง เปิดเทอม วันที่ 1 มิ.ย.เพื่อให้สอดคล้องกับต่างประเทศ &amp;nbsp;&amp;ldquo;อรรถพล&amp;rdquo; เผย มีผู้ปกครองไม่ยอมรับการสอนแบบออนไลน์ตลอดภาคเรียน ชะลอการจ่ายค่าเทอมและฟ้องร้องขอเงินค่าธรรมเนียมคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ได้เสนอให้นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19 (ศบค.) ทบทวนการเปิดภาคเรียนของโรงเรียนเอกชน ประเภทโรงเรียนนานาชาติ จำนวน 216 แห่ง ให้สามารถดำเนินการ เปิดภาคเรียนในวันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากโรงเรียนนานาชาติมีการจัดการเรียนการสอนที่เป็นหลักสูตรเดียวกันกับของต่างประเทศ และเดือนมิถุนายน คือ เดือนสุดท้ายของปีการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นช่วงปิดภาคเรียนของโรงเรียนนานาชาติแล้ว ดังนั้นหากต้องเปิดเรียนตามประกาศของศธ.ในวันที่ 1 กรกฎาคม จะส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายอย่างมาก อีกทั้งขณะนี้ผู้ปกครองไม่ยอมรับการสอนแบบออนไลน์ตลอดภาคเรียน แต่ต้องการแบบผสมผสาน รวมถึงผู้ปกครองบางกลุ่มมีการชะลอการจ่ายค่าธรรมเนียมการเรียนและฟ้องร้องขอเงินค่าธรรมเนียมคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้หากรัฐบาลอนุมัติให้โรงเรียนนานาชาติเปิดเรียนได้ในวันที่ 1 มิถุนายน สช.จะกำชับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคไวรัส เช่น ผู้ปกครองต้องตรวจวัดไข้นักเรียนทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน พนักงานและเจ้าหน้าที่โรงเรียนต้องปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด สวมใส่หน้ากากอนามัย จัดเจลแอลกอฮอร์ล้างมือทุกจุดภายในโรงเรียน รวมถึงโรงเรียนต้องจัดให้มีระบบระบายอากาศ เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้ดี และเพิ่มการทำความสะอาดภายในโรงเรียนอย่างเข้มข้น ทั้งนี้โรงเรียนต้องงดการประชุมหรือจัดกิจกรรมรวมกลุ่มที่มีคนหมู่มาก เช่น การแข่งกีฬา เป็นต้น นอกจากนี้โรงเรียนจะต้องตั้งคณะกรรมการตรวจติดตามนักเรียนด้วย อย่างไรก็ตาม จากนี้ สช.จะแจ้งโรงเรียนนานาชาติให้เตรียมความพร้อมรับมือกับการเปิดภาคเรียนต่อไป&amp;rdquo;เลขาฯ กช.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66634</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สช., #โควิด-19, นายอรรถพล ตรึกตรอง, รร.นานาชาติขอเปิดเรียน 1มิ.ย., โรงเรียนนานาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190627/image_big_5d14836848160.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2018 20:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2018 20:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดแผนธุรกิจใหม่สหพัฒน์ จ่อเปิดโรงเรียนนานาชาติ-ขายของแบรนด์เนมมือสอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เปิดเอ็มโอยูเครือสหพัฒน์ปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลับมาอีกครั้งสำหรับมหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคราคาดีประจำปี 2561 ในงาน &amp;ldquo;สหกรุ๊ปแฟร์&amp;rdquo; ครั้งที่ 22 โดยในปีนี้เปลี่ยนสถานที่จัดงานเป็นไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย.-1 ก.ค. 2561 นี้ โดยมีการนำสินค้าคุณภาพดีกว่า 1,000 คูหา มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ตอบรับสังคมไร้เงินสดด้วยระบบอีเพย์เม้นต์ พร้อมส่งสินค้าฟรี และยังจัดแสดงนวัตกรรม กิจกรรมไฮไลต์ ทั้งคอนเสิร์ตจาก BNK48 แฟชั่นโชว์ ประกวด สัมมนา รับสมัครงาน กิจกรรมจากโครงการประชารัฐเครือสหพัฒน์ และการสนับสนุนร้านค้าธงฟ้าประชารรัฐด้วยการเชิญเจ้าของร้านทั่วประเทศมาศึกษาดูงานร้านค้าตัวอย่าง อบรมความรู้การบริหารจัดการร้านแบบมืออาชีพ และมอบส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าในงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกเหนือจากการนำสินค้ามาจำหน่ายในราคาพิเศษแล้ว การบันทึกลงนามความร่วมมือประจำปีของเครือสหพัฒน์ที่เกิดขึ้นภายในงานดังกล่าว ก็นับเป็นการสะท้อนทิศทางการดำเนินธุรกิจทางหนึ่ง มาดูกันหน่อยว่าปีนี้ เสี่ยใหญ่อย่าง &amp;ldquo;บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา&amp;rdquo; ประธานเครือสหพัฒน์ มีความสนใจจะลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ด้านไหนกันบ้าง
ขยายพอร์ตธุรกิจเพื่อการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นเงียบๆ แต่ทว่าไปเซ็นสัญญากับโรงเรียนชื่อดัง ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ของประเทศไทยไปเป็นที่เรียบร้อย หลังจากนี้จะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ในไทย คาดว่าจะสามารถเริ่มลงทุนได้ภายใน 1-3 ปีนี้ ส่วนทางด้านเม็ดเงินก็น่าจะประมาณหลักพันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าเสี่ยใหญ่ของสหพัฒน์ยังไม่ระบุแบรนด์ของโรงเรียนนานาชาติดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่ก็กระซิบบอกมาว่าเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงติดอันดับท็อป 1-3 จากประเทศอังกฤษ หากเอ่ยชื่อก็เชื่อว่าชาวไทยจะรู้จักเป็นอย่างดี โดยทำเลจะตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และมีการคมนาคมที่สะดวกสบาย น่าจะต้องใช้พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ เชื่อว่าตลาดโรงเรียนนานาชาติยังมีศักยภาพ เป็นทางเลือกแก่ผู้ปกครองให้บุตรของตัวเองได้รับการศึกษาที่ดี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปเรียนต่อยังต่างประเทศอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือสหพัฒน์มีความสนใจลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจภาคการศึกษามาตลอด โดยมีความร่วมมือกับทางเครือเนชั่น เพื่อยกระดับทางการเรียนการสอน รวมถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพ ป้อนสู่สังคมด้วยการตั้งสถาบันยุทธศาสตร์ธุรกิจเชิงบวก (iSAB) เปิดรับผู้บริหารองค์กรภาครัฐ-เอกชน เจ้าของธุรกิจ หรือทายาทผู้ประกอบการ เข้าศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรนักบริหารยุทธศาสตร์เชิงบวก (The Master) มาแล้ว และกำลังเปิดรับสมัครรุ่น 4 เร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พาร์ทเนอร์กับญี่ปุ่นยกระดับการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีทางกลุ่ม Hakuhodo เอเจนซี่โฆษณาชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น และกลุ่ม The Ashahi Shimbun สื่อยักษ์ใหญ่ 1 ใน 3 ของประเทศญี่ปุ่น หลังจากนี้จะจับมือเพื่อเดินหน้าด้วยกัน 2 โครงการ ได้แก่ 1. &amp;ldquo;มิกเกะ&amp;rdquo; (Mikke) วารสารที่นำเรื่องราวด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่เคยตีพิมพ์แบบรายวันในหนังสือพิมพ์ The Asahi Shimbun และวารสารวิทยาศาสตร์ Kagakuru มาคัดเลือกเรื่องที่น่าสนใจ จัดทำเป็น &amp;ldquo;นิตยสารแจกฟรี&amp;rdquo; รายสองเดือน ฉบับภาษาไทยชื่อว่ามิกเกะ หรือในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า &amp;ldquo;เจอแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากให้เด็กไทยที่กำลังเติบโตได้มาอ่านนิตยสารเล่มนี้ เหมือนกับการพบเจอสิ่งใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ เนื้อหาที่สอดคล้องกับ STEM Education กิจกรรมหลากหลายสนุกๆ ในแบบที่เด็กจะต้องร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อได้ค้นพบความรู้ใหม่ๆ ว่า &amp;ldquo;เจอแล้ว&amp;rdquo; นั่นเอง และยังมีการสร้างคาแรคเตอร์การ์ตูน 6 ตัวที่มีบุคลิกและนิสัยไม่เหมือนกัน ให้มานำเสนอเรื่องราวที่หลากหลายสำหรับเด็กๆ ปัจจุบัน&amp;ldquo;มิกเกะ&amp;rdquo; (Mikke) ถูกแจกฉบับละ 150,000 ชุด ปีละ 6 ครั้ง สู่ โรงเรียน 350 แห่งในประเทศไท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการที่ 2. Bellmark เป็นองค์กรที่จะช่วยเหลือโรงเรียนในการหาอุปกรณ์การเรียนการสอน &amp;ldquo;Bellmark&amp;rdquo; โดยหนังสือพิมพ์ The Asahi Shimbun ร่วมมือกับบริษัทญี่ปุ่นต่างๆ จะเป็นสัญลักษณ์ที่ติดอยู่กับสินค้าและบริการ ต่างๆ จะมีคะแนนที่จะคำนวนเป็นเงินบริจาคให้แก่โรงเรียน และผู้ประสพภัยหรือ ผู้ด้อยโอกาสในสถานที่ห่างไกลความเจริญ บุคคลทั่วไปสามารถเก็บแต้ม Bellmark ที่ติดอยู่บนแพ็คเก็จต่างๆเพื่อบริจาคให้แก่ โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเครือสหพัฒน์จะเป็นผู้ร่วมดำเนินโครงการกับกลุ่ม Hakuhodo และกลุ่ม The Asahi Shimbun ในการสนับสนุนให้เกิดการใช้งานสัญลักษณ์ &amp;ldquo;Bellmark&amp;rdquo; แก่ธุรกิจสินค้าและบริการในประเทศไทย เพื่อช่วยซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนให้แก่โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุยตลาดแบรนด์เนมมือสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมมือสองผ่านช่องทางออนไลน์เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่หลายครั้งจะพบว่าผู้บริโภคต้องเจอกับการซื้อขายที่ไม่เป็นไปอย่างที่ใจคิด เพราะการขายออนไลน์ใครๆ ก็ทำได้ ระบบการคัดกรองก็ไม่ได้มีมาก ทำให้ไม่ยั่งยืนเท่าที่ควร เนื่องจากเข้ามาในตลาดเพียงชั่วครู่เพื่อกอบโกยแล้วก็หายไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นของคนไทยยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างเม็ดเงินจากการช้อปปิ้งให้กับแหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่นมหาศาล โดยนอกเหนือจากสินค้าจำพวกเครื่องสำอาง และขนมที่ได้รับความนิยมแล้ว บางรายอาจเคยเป็นลูกค้าของร้านสินค้าแบรนด์เนมมือสองนามว่า &amp;ldquo;KOMEHYO&amp;rdquo; ก็เป็นได้ เพราะแต่ละปียอดขายที่มาจากคนไทยมากถึง 500-600 ล้านเยนต่อปีกันเลยทีเดียว นับว่าเป็นลำดับรองๆ จากจีน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของ KOMEHYO&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากย้อนกลับไปสักประมาณช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในประเทศญี่ปุ่นมีผู้เล่นในตลาดร้านแบรนด์เนมมือสองเกิดขึ้นจำนวนมาก หากคิดเป็นอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 7% ต่อปี ส่งผลให้ภาพรวมตลาดมีมูลค่ามากกว่า 1.7 ล้านล้านเยน โดยผลประกอบการของปี 2560 KOMEHYO มียอดขายประมาณ 4 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;KOMEHYO เป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ Tokyo ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2490 ทำธุรกิจร้านขายสินค้าแบรนด์เนมมือสองที่มีส่วนแบ่งการตลาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีจำนวนสาขาที่ครอบคลุมภูมิภาคใหญ่ ๆ อย่างคันโต คันไซ จูบุ และในเมืองใหญ่ๆเช่น โตเกียว โอซาก้า รวมกว่า 30 สาขา โดยมีสาขาใหญ่อยู่ที่ นาโกย่า และขยายไปยัง ฮ่องกง ,เซียงไฮ้ ,ปักกิ่ง โดยเป็นการจำหน่ายทั้งสินค้ามือหนึ่งและสินค้ามือสอง เช่น เครื่องประดับ นาฬิกา กระเป๋า และเสื้อผ้า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวใจของธุรกิจอย่าง KOMEHYO นั้นไม่ได้อยู่ที่การขายสินค้าเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การรับซื้อสินค้าที่ดี เข้ามาด้วย และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในแหล่งที่มีผู้ใช้งานสินค้าแบรนด์เนมจำนวนมหาศาลอีกทั้งคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นก็เป็นลูกค้าของ KOMEHYO อยู่เป็นจำนวนมากจึงทำให้ KOMEHYO มั่นใจได้ว่าประเทศไทยก็เป็นตลาดหนึ่งที่น่าลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากเครือสหพัฒน์ลงนามในครั้งนี้แล้ว จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนนี้อยู่ระหว่งการหาทำเลศักยภาพในกรุงเทพฯ โดยสาขาแรกจะเป็นรูปแบบแฟล็กชิพสโตร์ และเกิดขึ้นเร็วสุดภายในปี 2562 แม้ว่าขนาดของพื้นที่ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่ให้มองในสาขาที่นาโกย่า 6,000 ตารางเมตร ชิบูย่า 2,400 ตารางเมตร และโอซาก้า 1,200 ตาราเมตร ก็อาจจะเป็นรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ปรับให้เหมาะสมกับเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินธุรกิจของ KOMEHYO จะส่งผ่านสินค้าตามแนวคิด &amp;quot;Relay Use&amp;quot; &amp;ldquo;สิ่งของนั้นถูกส่งทอดจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง (Relay) เพื่อนำไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ (Use) ซึ่งเป็นการบรรลุประโยชน์สูงสุดของสิ่งของนั้นๆ&amp;rdquo; การส่งต่อสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วไปให้กับบุคคลอื่นที่ยังต้องการ เมื่อของนั้นถูกส่งต่อ ทำให้มีการใช้งานต่อเนื่องไป ซึ่งนั่นก็หมายความว่า สิ่งของนั้นได้ถูกใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12308</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายของมือสอง, สหกรุ๊ปแฟร์, สหพัฒน์, โรงเรียนนานาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180628/image_big_5b34e3aa0e0a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
