<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34449</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2019 14:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2019 14:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น่าปลื้มใจ&quot;โรงเรียนร่วมพัฒนา เดินตามเป้า &quot;หมออุดม&quot; เผยเตรียมประเมินเข้มข้น3ระดับเพื่อก้าวต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
25เม.ย.62-นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School ) ว่า ที่ประชุมได้มีการรายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ของกลุ่มโรงเรียนร่วมพัฒนา ที่ขณะนี้มีโรงเรียนในโครงการ 164 โรง ว่า คะแนนเฉลี่ยโอเน็ตทั้ง 4 รายวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้น ทั้งจากค่าเฉลี่ยกลางของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และค่าเฉลี่ยกลางระดับประเทศ ซึ่งในส่วนนี้ตนเชื่อว่าเกิดจากการปรับการเรียนการสอน ปรับมิติทางการเรียนรู้ใหม่ และการที่มีผู้เข้ามาร่วมสนับสนุนโรงเรียนกลุ่มให้มีการยกระดับคุณภาพ ทำให้สะท้อนออกมาเป็นภาพที่ชัดเจนผ่านผลคะแนนโอเน็ต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยจากนี้จะมีการประเมินผลการดำเนินโครงการฯ ในรอบ 1 ปี แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ 1.ให้โรงเรียนและบริษัทที่สนับสนุนโรงเรียน ร่วมกับประเมินผลการดำเนินการที่ผ่านมาว่า ทำได้มากน้อยอย่างไร 2.คณะกรรมการที่มาจากผู้เชี่ยวชาญของ สพฐ.และภาคเอกชน 3.ประเมินจากหน่วยงานภายนอก เช่น มหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้น โดยจะเริ่มการประเมินในช่วงภาคเรียนที่ 1/2562 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อุดม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้รายงานผลการดำเนินการที่ได้ไปทำร่วมกับโรงเรียนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะทุกบริษัทมีความตั้งใจ มุ่งมั่น ใช้ความต้องการของชุมชนและบริบท ในพื้นที่เป็นตัวตั้งในการบริหารจัดการโรงเรียน ไม่ใช่การตัดเสื้อตัวเดียวให้ทุกโรงเรียนใส่เหมือนกัน แต่แนวคิดเรื่องการยกระดับคุณภาพการศึกษาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม แต่ละโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนเป็นระยะเวลา 5 ปี ดังนั้นแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลไปแล้ว โครงการนี้ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ อีกทั้งสภาหอการค้าไทยก็เข้ามาร่วมในการดูแลโครงการนี้ด้วย และตนเชื่อว่าจะมีหน่วยงานภาคเอกชนอีกหลายแห่งที่สนใจจะมาเข้าร่วมกับโครงการนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34449</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อุดม คชินทร, ประเมินโรงเรียนร่วมพัฒนา, โรงเรียนร่วมพัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190124/image_big_5c497309bb80c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2019 13:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2019 13:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมออุดม&quot;ปลื้มคะแนนโอเน็ตรร.ร่วมพัฒนาสูงขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17เม.ย.62-หมออุดม&amp;rdquo; ปลื้มคะแนนเฉลี่ยโอเน็ต โรงเรียนร่วมพัฒนา ขึ้นเกือบทุกวิชา เป็นไปตามวัตถุประสงค์โครงการฯ ชี้เป็นผลจากการปรับกระบวนการการเรียนการสอนระบบคิดใหม่ทั้งหมด เชื่อรัฐบาลชุดใหม่สานงานต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้รายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ปีการศึกษา 2561 ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า โรงเรียนในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ในคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นทุกรายวิชา ภาษาไทย คะแนนเฉลี่ยปีการศึกษา 2560 ได้ 44.79 ปีการศึกษา 2561 ได้ 56.26 คณิตศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยปีการศึกษา 2560 ได้ 35.07 ปีการศึกษา 2561 ได้ 37.5 วิทยาศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยปีการศึกษา 2560 ได้ 40.27 ปีการศึกษา 2561 ได้ 38.53 ภาษาอังกฤษ คะแนนเฉลี่ยปีการศึกษา 2560 ได้ 32.21 ปีการศึกษา 2561 ได้ 36.69 นั้น ถือว่าเป็นไปในทิศทางดี เพราะวัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือ การยกระดับคุณภาพ และผลสัมฤทธิ์ด้านการศึกษา โดยสาเหตุหลักที่คะแนนเพิ่มขึ้น ตนคิดว่ามาจากการปรับกระบวนการการเรียนการสอนใหม่ และครูก็จัดการเรียนการสอนด้วย ระบบคิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมด ส่งผลให้เด็กสนุกกับการเรียน และสะท้อนออกมาในรูปแบบคะแนนโอเน็ตที่เพิ่มขึ้น และตนเห็นว่าเรื่องเรามาถูกทางแล้ว และขั้นตอนต่อไปคงต้องดำเนินโครงการนี้ให้สร้างผลกระทบทางบวกมากขึ้น และขับเคลื่อนให้โครงการนี้เดินหน้าไปอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้เป็นการที่สร้างความมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน ประชาสังคมต่างๆ ที่จะต้องมาทำหน้าที่กรรมการสถานศึกษา ร่วมบริหารจัดการโรงเรียน และการที่ภาคเอกชนเข้ามาร่วมบริหารจัดการก็จะมีการตั้งผลสัมฤทธิ์ มีเป้าหมายที่ชัดเจน และช่วยเหลือ เติมเต็มส่วนต่างๆ ให้โรงเรียนขับเคลื่อนไปได้ตามเป้าหมายนั้น ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว และเห็นภาพชัด ดังนั้นเมื่อรัฐบาลนี้หมดวาระลงแล้ว ผมก็เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่จะประสานงานโครงการนี้ต่อไป เพราะผมคิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี มีประโยชน์ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม&amp;rdquo;รมช.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33827</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โอเน็ต, นพ.อุดม คชินทร, โรงเรียนร่วมพัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190220/image_big_5c6d1a70748ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17315</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2018 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2018 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ.รับลูก นายกฯ ขยาย โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ครอบคลุมกลุ่ม 18 จังหวัด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11ก.ย.61-สพฐ.รับลูก นายกฯ ขยาย โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ครอบคลุมกลุ่ม 18 จังหวัด ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พร้อมยกร่างกฎระเบียบการปลดล็อค แก้ปัญหาการดำเนินการ และตั้งอ.ก.ค.ศ. เข้ามาดูในเรื่องการโยกย้ายในกลุ่มโรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษโดยเฉพาะ

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา หรือ ซูเปอร์บอร์ดการศึกษา ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้มีการหารือในหลายประเด็น โดยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คือ โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ซึ่งที่ประชุมได้ให้ความชื่นชมโครงการดังกล่าว อีกทั้งนายกฯ ยังได้มอบแนวทางการดำเนินการเรื่องนี้ให้ครอบคลุมในกลุ่ม 18 จังหวัดตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วย ซึ่งขณะนี้มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา จำนวน 40 โรง โดยจากนี้ สพฐ.คงต้องดูว่ามีการขยายโครงการฯ ให้กระจายไปตามกลุ่มจังหวัดที่นายกฯ ต้องการแล้วหรือยัง นอกจากนี้ สพฐ.จะดำเนินการปลดล็อคข้อกฎหมายเรื่ององค์ประกอบของสถานศึกษาให้แก่กลุ่มโรงเรียนร่วมพัฒนา เช่น เรื่องกรรมการสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนในโครงการดังกล่าว ซึ่ง สพฐ.ได้เตรียมร่างกฎระเบียบการปลดล็อคไว้แล้ว และจะนำเสนอให้ กพฐ.พิจารณาและประกาศเร็วๆ นี้ โดยการปลดล็อคครั้งนี้จะช่วยให้ภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนโรงเรียนร่วมพัฒนาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารในฐานะกรรมการ ซึ่งถือมีความสำคัญมาก เพราะกรรมการที่มีภาคเอกชนเข้าร่วมจะมีส่วนร่วมในการเห็นชอบการใช้งบประมาณ หลักสูตรสถานศึกษา และการเสนอแนะแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารและข้าราชการครู

&amp;ldquo;นอกจากนี้ สพฐ.จะให้มีองค์คณะบริหารบุคคล เป็น คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ที่เข้ามาดูในเรื่องการโยกย้ายข้าราชการครูและผู้บริหารในกลุ่มโรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษโดยเฉพาะ เช่น โรงเรียนร่วมพัฒนา โรงเรียนจุฬาภรณ์ เป็นต้น ซึ่งหลักเกณฑ์การโยกย้ายข้าราชการครูและผู้บริหารของกลุ่มโรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษนั้น จะต้องดำรงตำแหน่งครูหรือผู้บริหารอย่างน้อย 5 ปีไม่ใช่ย้ายมาแล้วก็ไป&amp;nbsp; ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ของการบริหารในกลุ่มโรงเรียนดังกล่าวต้องสะดุด เพราะครูและผู้บริหารขอย้ายบ่อยๆ ทั้งนี้เกณฑ์ดังกล่าวจะเร่งทำให้เสร็จ เพื่อนำเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณา และนำมาใช้กับการโยกย้ายผู้บริหารและครูของโรงเรียนจุฬาภรณ์ทันที&amp;rdquo;เลขาฯ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17315</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, สพฐ, โรงเรียนร่วมพัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180705/image_big_5b3df3105d991.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2018 18:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2018 06:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เผยชื่อ40โรงเรียนร่วมพัฒนาล็อตแรก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เผย ชื่อ 40 โรงเรียนร่วมพัฒนา &amp;ldquo;มีชัย&amp;rdquo; เชื่อ ต่อไป โรงเรียนจะไม่บริหารเอง ชุมชนจะต้องเข้ามาร่วมดูแลด้วย และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคนในชุมชน &amp;nbsp;อีกทั้งจะต้องทำให้ผู้ปกครองและคนในชุมชนหายจากความยากจน แย้ม นายกฯ อยากขยายให้ครอบคลุมทุกจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้โครงการนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษารูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ได้เปิดเผยรายชื่อโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้ จำนวน 40 โรง ได้แก่ รร.วัดปลักไม้ลาย จ.นครปฐม &amp;nbsp; รร.ชุมชนบ้านสี่แยก จ.นครศรีธรรมราช รร.บ้านหนองเงือก จ.ลำพูน รร.อนุบาลเต่างอย จ.สกลนคร รร.อนุบาลดงมหาวัน จ.เชียงราย รร.วัดนาคู (จันทศึกษาคาร) จ.พระนครศรีอยุธยา รร.ธงชัยเหนือวิทยา (โคกศิลา) จ.นครราชสีมา รร.นกรับใหญ่ว่องกุศลกิจพิทยาคม จ.ราชบุรี รร.บ้านหนองไผ่ดุสิตประชาสรรค์ จ.ขอนแก่น วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น วิทยาเขตหนองเรือ จ.ขอนแก่น รร.บ้านภูดิน (มิตรผลอุปถัมภ์) จ.ชัยภูมิ รร.สมสะอาดพิทยาสรรพ์ จ.กาฬสินธุ์ รร.วัดบางกอบัว จ.สมุทรปราการ รร.วัดถนนกระเพรา จ.ระยอง รร.บ้านประดู่เฒ่า จ.สุโขทัย รร.ผดุงวิทยา จ.พิษณุโลก รร.บ้านบึงทับแรด จ.กำแพงเพชร วิทยาลัยการอาชีพคำม่วง จ.กาฬสินธุ์ รร.อนุบาลแคนดง จ.บุรีรัมย์ รร.บ้านโคกขามโนนสมบูรณ์ จ.บุรีรัมย์ รร.อนุบาลลืออำนาจ (ชุมชนเปือยหัวดง) จ.อำนาจเจริญ รร.เชียงกลาง (ประชาพัฒนา) จ.น่าน รร.วัดกระทุ่ม (โสมประชาสรรค์) จ.ฉะเชิงเทรา รร.แก้วเสด็จพิทยาคม จ.กาฬสินธุ์ รร.บ้านท่าตูม จ.ปราจีนบุรี รร.ท่าฉางวิทยาคาร จ.สุราษฎร์ธานี รร.อนุบาบเกาะคา จ.ลำปาง รร.วัดจุฬามณี (ชุณหะจันทนประชาสรรค์) จ.พระนครศรีอยุธยา รร.อนุบาลปัตตานี จ.ปัตตานี รร.เบญจมราชูทิศ จ.ปัตตานี รร.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มศว แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ รร.บ้านห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย รร.บ้านแม่วะหลวง จ.ตาก รร.บ้านสันป่าไร่ จ.ตาก รร.บ่อเกลือ จ.น่าน รร.ชุมชนโพนงานโพนสวาง จ.มหาสารคาม รร.ร่องคำหงส์ทองวิทยา จ.ร้อยเอ็ด และ รร.โนนสะอาดพิทยา จ.ขอนแก่น &amp;nbsp;ซึ่งโครงการนี้จะทำให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมกับโรงเรียนมากขึ้น โดยจะมีตัวแทนจากภาคเอกชนเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียน ซึ่งจะมีบทบาทในเรื่องของการปรับปรุงหลักสูตร การจัดทำงบประมาณ การจัดทำแผนปฏิบัติการ เป็นต้น ทั้งนี้จะเริ่มดำเนินการทันทีในภาคเรียนที่ 1/2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายมีชัย วีระไวทยะ กรรมการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา กล่าวว่า &amp;nbsp;สิ่งสำคัญของการเป็นโรงเรียนร่วมพัฒนา หรือ Partnership School นั้น ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องเป็นผู้นำและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงว่าการดำเนินโครงการนี้มีดีอย่างไร จากนั้นให้แจ้งรายละเอียดความต้องการที่จะเข้าโครงการฯมาที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือแจ้งกับภาคเอกชนที่จะเข้ามาสนับสนุน &amp;nbsp;ซึ่งเราได้สร้างแบบสำรวจข้อมูลการบริหารจัดการสถานศึกษาในรูปแบบดังกล่าว &amp;nbsp;เช่น ความเป็นผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน การมีส่วนร่วมของครู ความพร้อมด้านบุคลากร ชุมชนให้ความสำคัญกับการศึกษา เป็นต้น &amp;nbsp;ซึ่งเท่ากับว่าต้องเกิดจากความพร้อมของชุมชน ผู้บริหารโรงเรียน &amp;nbsp;เพราะต่อไปนี้โรงเรียนจะไม่บริหารเองเพียงอย่างเดียวแต่ชุมชนจะต้องเข้ามาร่วมดูแลด้วย ซึ่งการเป็นโรงเรียนร่วมพัฒนานั้นโรงเรียนแห่งนี้จะต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคนในชุมชนไม่ใช่โรงเรียนที่บริหารงานแบบเดิมๆอีกต่อไป &amp;nbsp;อีกทั้งจะต้องทำให้ผู้ปกครองและคนในชุมชนหายจากความยากจนรวมถึงจะต้องเป็นแหล่งกู้ชาติสำหรับอนาคต ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีอยากขยายให้โครงการนี้ครอบคลุมทุกจังหวัดอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8182</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., partnership School, บุญรักษ์ ยอดเพ็ชร, โรงเรียนร่วมพัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180125/image_big_5a69ca18294c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 21:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2018 07:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>    เปลี่ยน&quot; Public School&quot; เป็น &quot;รร.ร่วมพัฒนา &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปลี่ยนชื่อ Public School เป็น &amp;quot;โรงเรียนร่วมพัฒนา &amp;quot;ดึงความร่วมมือตั้งแต่ท้องถิ่น ประชาสังคม ผู้ปกครอง ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น &amp;quot;หมออุดม&amp;quot; เผยมีภาคเอกชน 10 แห่ง แสดงความจำนงร่วมดูแล โรงเรียนกว่า 70 โรงแล้ว คาด 23 เม.ย. เคาะอีกรอบ ยันทัน เปิดเทอม ปี 61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาในรูปแบบ Public School &amp;nbsp;ว่า ที่ประชุมได้มีมติให้มีการเปลี่ยนชื่อจาก Public School เป็น Partnership School หรือโรงเรียนร่วมพัฒนา เพื่อให้มีความชัดเจนว่าเป็นโรงเรียนที่เกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย ไม่ได้ขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เท่านั้น โดยจะร่วมมือตั้งแต่ท้องถิ่น ประชาสังคม ผู้ปกครอง ภาคเอกชน และภาคมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น ซึ่งมีความแตกต่างจากโรงเรียนประชารัฐ ที่ภาคเอกชนเข้ามาช่วยเท่านั้น แต่โรงเรียนร่วมพัฒนา เอกชนไม่ได้เข้ามาช่วยเท่านั้นแต่ต้องเข้ามาพัฒนา บริหารจัดการ ซึ่งภาคเอกชนจะเข้ามาเป็นกรรมการโรงเรียน และการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนร่วมพัฒนาจะเป็นการยกระดับกระบวนการเรียนการสอน และเพิ่มความเข้มข้นในส่วนของภาคเอกชน และหน่วยงานที่จะเข้ามาร่วมพัฒนาโรงเรียน อีกทั้งโรงเรียนรูปแบบดังกล่าว จะเป็นต้นแบบการบริหารจัดการโรงเรียนในอนาคตของ ศธ. ทั้งหมด เพราะสุดท้ายถ้าการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนต้องมีลักษณะเหมือนในประเทศที่เจริญแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.ศธ.กล่าวอีกว่า ตอนนี้มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมประมาณ 10 บริษัท ที่แจ้งจำนงจะดูแลโรงเรียนประมาณ 70 กว่าแห่ง เช่น บริษัท มิตรผล จำกัด (มหาชน) ดูแลโรงเรียน 5 แห่ง , บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;6 แห่ง , บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด ( มหาชน) 6 แห่ง และบริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp; 5 &amp;nbsp;แห่ง เป็นต้น นอกจากนั้น มีบางบริษัทที่ต้องการช่วยเหลือเฉพาะเรื่องและทุกโรงเรียน เช่น บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด จะเข้ามาดูแลด้านไอซีทีให้แก่ทุกโรงเรียน ไม่ได้ช่วยโรงเรียนแห่งใดแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีอีกหลายบริษัทที่แจ้งความจำนงเข้ามาช่วยพัฒนาโรงเรียน แต่ยังไม่สามารถหารือกับโรงเรียนได้สมบูรณ์จึงยังไม่สรุป แต่คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนเม.ย.นี้ และเปิดเรียนทันปีการศึกษา2561 อย่างแน่นอน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อุดม กล่าวต่อว่า และในที่ประชุมภาคเอกชนยังได้แสดงความกังวลว่าหากมีรัฐบาลใหม่การดำเนินการจัดการศึกษารูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา &amp;nbsp;จะไม่ได้ดำเนินการต่อนั้น ตนได้ชี้แจงว่ารัฐบาลใหม่มีสิทธิ์ที่จะไม่ดำเนินโครงการดังกล่าวได้ แต่เชื่อว่าโครงการนี้เป็นสิ่งที่ดี และมีการกำหนดในยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ 20 ปี ซึ่งมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รองรับด้วย หากมีการเปลี่ยนแปลงประชาชนต้องจับตามองอย่างแน่นอน &amp;nbsp; อีกทั้งยังได้มีการหารือถึงการบริหารงานบุคคล เช่น การจ้างครูใหม่ การทำหน้าที่ของผู้บริหารโรงเรียนที่ต้องการคนมีวิสัยทัศน์และต้องอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลา 4 ปีขึ้นไป เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เป็นต้น และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ยืนยันว่าไม่มีปัญหา ปลดล็อคได้ทุกเรื่อง เพราะจากการศึกษาระเบียบต่างๆ พบว่า สามารถกระทำได้แต่ที่ผ่านมาไม่กล้าทำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องเงินเดือน จะใช้อัตราเงินเดือนเดิมแต่จะมีเงิน Top up เพิ่มใหม่ เนื่องจากต้องมีภาระงานเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มอบให้ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งจัดทำแนวทางการดำเนินการในรูปแบบเชคบุค และจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อให้ดูแลโรงเรียนร่วมพัฒนาให้เกิดการบริหารจัดการได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อมีปัญหาให้ติดต่อมายังหน่วยงานดังกล่าว โดยไม่ต้องส่งเรื่องไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ หรือการศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งหน่วยงานนี้จะมีเลขาฯ กพฐ.เป็นประธาน &amp;nbsp;ขณะที่ วิทยฐานะยึดตามระเบียบเดิม และมีระเบียบใหม่เพิ่มเติม ด้านการเงินต่างๆ เงินที่บริจาคเข้ามา ต้องเป็นไปตามระเบียบการใช้เงินของภาครัฐโดยเน้นความคล่องตัวมากขึ้น และในการประชุมครั้งหน้า 23 เมษายนนี้ &amp;nbsp;จะเชิญกรมบัญชีกลางเข้ามาหารือ เพื่อปลดล็อคระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ เพื่อให้มีความคล่องตัวมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6962</URL_LINK>
                <HASHTAG>public school, คณกกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, นพ.อุดม คชินทร, โรงเรียนร่วมพัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180411/image_big_5ace206aa388a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
