<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116745</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 08:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวกบินทร์บุรีระทึก!ศาลชี้ขาดคดีโรงไฟฟ้าบ้านเขาไม้แก้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.2564 &amp;ndash; ในเวลา 10.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 8 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ ส.21/2557 คดีหมายเลขแดงที่ ส.23/2560 ระหว่าง นางอำพัน ซิมโมกย์ ที่ 1 กับพวกรวม 833 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายอำพันและพวกฟ้องคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กับพวกรวม 7 คน ว่าผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอให้ทบทวนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า บ้านเขาไม้แก้ว อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ของบริษัท เค เอส มาร์เก็ตติ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7) เนื่องจากก่อให้เกิดขี้เถ้าหรือฝุ่นละอองที่เกิดจากกระบวนการผลิตของโรงงานเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นเหตุให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากศาลฯ เห็นว่า เมื่อพิจารณาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 แล้ว จะเห็นได้ว่า โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 เป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล ขนาดกำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ กรณีจึงมิใช่โครงการหรือกิจกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง จึงไม่จำต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550&amp;nbsp;และแม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า องค์การบริหารส่วนตำบลเขาไม้แก้ว แจ้งว่า ได้ตรวจสอบแบบแปลนและเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นควรอนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ดำเนินการก่อสร้างอาคารโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าชีวมวลตามแบบแปลนที่กำหนดได้ ตามหนังสือลงวันที่ 14 ตุลาคม 2553 ซึ่งรายละเอียดของอาคารที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ได้รับอนุญาตจะไม่ตรงกันก็ตาม แต่เมื่อพื้นที่ก่อสร้างอาคารโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ไม่ได้ถูกประกาศเป็นเขตควบคุมอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จึงไม่อยู่ในบังคับให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กรณีย่อมถือได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ได้รับสิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าก่อนที่จะมีกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2555 จึงได้รับยกเว้นตามนัยมาตรา 27 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ.2518 ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116745</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, จังหวัดปราจีนบุรี, บ้านเขาไม้แก้ว, ศาลปกครองสูงสุด, อำเภอกบินทร์บุรี, โรงไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd2aecfc1e0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2020 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2020 16:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สกพอ.-BGRIMเซ็นเช่าที่ราชพัสดุฯ ผุดโรงไฟฟ้าไฮบริดป้อน &#039;อู่ตะเภาและเมืองการบิน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มิ.ย.2563 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น ในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) &amp;lsquo;BGRIM&amp;rsquo; ซึ่งผู้ร่วมลงนามประกอบด้วย นายคณิศ แสงสุพรรณ &amp;nbsp;เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นายฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ และนางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้มีการลงนามสัญญาร่วมลงทุนไปเมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักของ อีอีซี เพื่อยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็น &amp;ldquo;สนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของกรุงเทพ&amp;rdquo; เชื่อมสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ด้วยรถไฟความเร็วสูง ทำให้ 3 สนามบิน สามารถรองรับผู้โดยสารรวมกันได้มากถึง 200 ล้านคนต่อปี เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ Logistics &amp;amp; Aviation รวมทั้งเป็น &amp;ldquo;มหานครการบินภาคตะวันออก&amp;rdquo; ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการบินและประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น เป็นการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นที่โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก พร้อมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถรองรับการขยายตัวของผู้โดยสาร ธุรกิจการขนส่งสินค้า ธุรกิจอุตสาหกรรมการบิน ศูนย์กลางธุรกิจ E &amp;ndash; Commerce และศูนย์เทคโนโลยีด้านอากาศยานกองทัพเรือในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกร่วมกับ สกพอ. ได้คัดเลือก บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เช่าที่ราชพัสดุ พื้นที่ 100 ไร่ เพื่อดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสาธารณูปโภค โครงการงานระบบไฟฟ้าและน้ำเย็น เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โดยจะผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน (Hybrid Power Plant) ระหว่างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Co-Generation Power Plant) โดยใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (PV Solar Farm) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดตามแนวคิดหลักของ อีอีซี มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 95 เมกะวัตต์ พร้อมด้วยระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะ (Energy Storage System-ESS) ขนาด 50 เมกะวัตต์ชั่วโมง และพร้อมจะจัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมเมื่อสนามบินมีการพัฒนาสูงสุดและมีความต้องการพลังงานไฟฟ้ามากกว่า 95 เมกะวัตต์ และเสริมความมั่นคงด้วยการสำรองไฟฟ้า &amp;nbsp;100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ความร้อนที่เกิดจากการผลิตไฟฟ้าได้นำมาเปลี่ยนเป็นระบบน้ำเย็นสำหรับระบบปรับอากาศสนามบิน ทำให้มีการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน (Hybrid Power Plant) สามารถเลือกใช้แหล่งพลังงานที่คุ้มค่าหรือมีราคาประหยัดเหมาะสม เพื่อพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพต่อเนื่อง มีพลังงานสำรอง ลดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารที่ใช้บริการภายในสนามบินอู่ตะเภาอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บี.กริม กล่าวว่า บริษัทฯ มีความยินดีอย่างยิ่ง ในการลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกที่ถือเป็นโครงการสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักของ อีอีซี โดยสนามบินอู่ตะเภาจะเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งใหม่แห่งอนาคตที่จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างสูงและเป็นเกียรติอย่างแท้จริงของบริษัทฯในฐานะที่ บี.กริม เป็นบริษัทเอกชนไทย
ผู้มีส่วนร่วมในการริเริ่มการดำเนินการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆที่สำคัญให้กับประเทศไทย มาตลอดระยะเวลา 142 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ บี.กริม ได้รับเกียรติและความไว้วางใจในการพิจารณาคัดเลือกโดยกองทัพเรือ และ สกพอ. ให้เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นสำหรับสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกในครั้งนี้ บริษัทฯ ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในการก่อสร้าง พัฒนา และบริหารโรงไฟฟ้าที่ประสบความสำเร็จให้กับพื้นที่อุตสาหกรรมชั้นนำในเขตจังหวัดพื้นที่พัฒนาของ อีอีซี มาตลอด ตั้งแต่เริ่มการพัฒนาโรงไฟฟ้าเอกชนครั้งแรกในปี 2538 นั้น &amp;nbsp;BGRIM จึงมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่า บริษัทฯ จะสามารถใช้ความพร้อมและประสบการณ์อันเต็มเปี่ยมเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ให้กับสนามบินอู่ตะเภาและพื้นที่พัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะเป็นการรองรับความต้องการในการใช้กระแสไฟฟ้าที่มีคุณภาพที่เพิ่มขึ้นต่อไปภายในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษแห่งนี้
ได้อย่างมั่นคงตามที่บริษัทฯ ได้รับเกียรติและความไว้วางใจจากกองทัพเรือ และ สกพอ. ในครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการนี้ บริษัทฯ ยังได้รับความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นจากพันธมิตรชั้นนำระดับโลก นำโดย&amp;nbsp;China Energy Engineering Corporation หรือ Energy China ซึ่งเป็นบรรษัทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ให้การสนับสนุนเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า Hybrid และ Korea Electric Power Corporation หรือ KEPCO บรรษัทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานจากสาธารณรัฐเกาหลีให้การสนับสนุนเทคโนโลยีระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน - ESS และระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ - EMS พร้อมทั้งมี Siemens จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สนับสนุนเทคโนโลยี Gas &amp;amp; Steam Turbine ทั้งหมดนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า BGRIM จะสามารถสร้างระบบการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่มั่นคง ทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีประสิทธิภาพสูงอันเป็นรากฐานต่อระบบสาธารณูปโภคหลักที่สำคัญยิ่งต่อการสนับสนุนให้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกให้สามารถบรรลุความสำเร็จได้ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บี.กริม เพาเวอร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้จัดเตรียมความพร้อมไว้แล้วทุกประการ เพื่อให้สามารถดำเนินงานตอบสนองต่อนโยบายการพัฒนาพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาได้ทันที โดยโรงไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid) สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ภาคตะวันออกนี้ จะพร้อมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) อย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2567 และถือเป็นโรงไฟฟ้าไฮบริดแบบผสมผสานเทคโนโลยีทั้ง 3 ระบบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่จะสามารถนำเทคโนโลยี ที่ทันสมัยที่สุด มีประสิทธิภาพด้านการผลิตไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพมากที่สุด ทั้งยังปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน โรงไฟฟ้าแห่งนี้ ถือเป็นระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สำคัญ ที่จะสามารถสร้าง ความมั่นคงด้านพลังงานแห่งอนาคตให้กับสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้ตามนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาลได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69803</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.), บี.กริม เพาเวอร์, สนามบินอู่ตะเภา, เมืองการบิน, โรงไฟฟ้า, โรงไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200626/image_big_5ef5c52accbb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2019 10:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2019 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“น้าสน”ตีกรอบทีโออาร์โรงไฟฟ้าชุมชนต้องแก้จนชาวบ้านได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;น้าสน&amp;rdquo; ดีเดย์เปิดบิดดิ้งชิงโรงไฟฟ้าชุมชน 700 เมกะวัตต์ ภายในเดือนมกราคม 2563 ตีกรอบข้อเอกชนถ้าทำให้ชุมชนพ้นความยากจนได้คว้าโครงการไปเลย&amp;nbsp; เผยภายใน 6 เดือน เห็นโรงไฟฟ้าประเภท Quick win เกิดขึ้นลำดับแรก ขณะที่ กกพ.ฟิตจัดประชุมยกร่างกฎระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าไว้รองรับแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นับถอยหลังยื่นเสนอโรงไฟฟ้าชุมชนจะเกิดขึ้นภายในเดือนมกราคม ปี 2563 นี้ หลังจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบเปิดรับซื้อล็อตแรก 700 เมกะวัตต์&amp;nbsp; กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2563 โดยมีการตั้งคณะกรรมการบริหารการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชุมชน ที่มีนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกโครงการที่เอกชนยื่นเสนอเข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าว่า ภายในเดือนมกราคม&amp;nbsp; 2563 จะมีการเปิดให้เอกชนที่สนใจยื่นข้อเสนอโรงไฟฟ้าชุมชน เข้ามาให้คณะกรรมการฯ พิจารณาได้ โดยหลักเกณฑ์การพิจารณาจะไม่ยึดตรงที่ผู้เสนอบิดดิ้งต้องเสนอขายไฟฟ้าถูกที่สุดถึงจะได้รับการคัดเลือก แต่จะพิจารณาเลือกจากค่าไฟที่เหมาะสม และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชุมชนที่ได้รับเป็นหลัก ซึ่งจะให้คะแนนถึง 60% และมีหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่จะต้องพิจารณาประกอบ เช่น ที่ตั้งโรงไฟฟ้าจะต้องไม่แย่งวัตถุดิบกัน มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการ&amp;nbsp; และทำให้ชีวิตชุมชนดีขึ้น เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ถ้าเอกชนที่สนใจโรงไฟฟ้าชุมชนยื่นข้อเสนอบิดดิ้งทำให้ชุมชนพ้นความยากจนได้ ทำให้ชุมชนมีเศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้นมาได้ นั่นคือ โอกาสที่จะได้รับอนุมัติโครงการให้ไปทำ ซึ่งการเปิดยื่นจะทำพร้อมๆ กันทั้งโครงการแบบ Quick win และแบบโครงการทั่วไป รวม 700 เมกะวัตต์ ส่วนระยะเวลาดำเนินการถ้าเกิดได้เยอะทำให้เศรษฐกิจแข็งแรงได้เร็วก็จะเร่งให้เร็ว ขึ้น แต่เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่าภายใน 6 เดือนจะต้องเห็นโรงไฟฟ้าชุมชนแบบ Quick win เกิดขึ้นเป็นลำดับแรก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ด้านนายเสมอใจ ศุขสุเมธ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ขั้นตอนในการทำงานขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าชุมชน จะมีตัวแทนของ กกพ. เข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารการการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชุมชน เมื่อมีการพิจารณาได้ตัวเอกชนที่จะก่อสร้างในแต่ละพื้นที่แล้วก็จะส่งเรื่องมายัง กกพ. เพื่อออกใบอนุญาต และออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าต่อไป ซึ่งตอนนี้เรามีความพร้อมและได้ประสานงานตลอดกับคณะกรรมการชุดดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่ผ่านมา กกพ.ได้มีการประชุมยกร่างกฎระเบียบ&amp;nbsp; หรือประกาศการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชุมชนแล้ว เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ถ้ามีการเคาะรายชื่อเอกชนที่ชนะโรงไฟฟ้าชุมชนส่งมาทาง กกพ. ก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ทันทีเลย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53155</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, โรงไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191224/image_big_5e01888617990.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49503</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2019 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2019 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BGRIMผนึกพันธมิตรผุดโรงไฟฟ้าเวียดนาม3พันเมก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

&amp;nbsp;
บี.กริม เพาเวอร์ &amp;nbsp;ร่วมลงนามสัญญาความร่วมมือ กับ บริษัท ปิโตรเวียดนาม เพาเวอร์ ศึกษาและพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิตรวม 3,000 เมกะวัตต์ โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเชื้อเพลิง รวมถึงโครงการนำเข้าและจำหน่าย LNG เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานผลิตไฟฟ้าในประเทศเวียดนาม คาดสรุปแผนร่วมลงทุนไตรมาส 1/63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย. 62- นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ &amp;lsquo;BGRIM&amp;rsquo; เปิดเผยว่า BGRIM ได้ลงนามสัญญาความร่วมมือกับ บริษัท ปิโตร เวียดนาม เพาเวอร์ (Petrovietnam Power Corporation) เพื่อร่วมศึกษาและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต 3,000 เมกะวัตต์ โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเชื้อเพลิง รวมถึงโครงการนำเข้าและจำหน่าย LNG เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานผลิตไฟฟ้าในประเทศเวียดนาม โดยมี ฯพณฯ เหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และ ฯพณฯ อนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในครั้งนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิง LNG ขนาดกำลังการผลิตรวม 3,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการที่ บริษํท ปิโตรเวียดนาม เพาเวอร์ เดินเครื่องแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 กำลังการผลิตเฟสแรกขนาด 1,500 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในจังหวัดกาเมา (Ca Mau) ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประสบปัญหาก๊าซไม่เพียงพอกับความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า จึงไม่สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ ทางบริษัท ปิโตรเวียดนาม เพาเวอร์ จึงได้ชักชวน บี.กริม เพาเวอร์ ร่วมถือหุ้นในโรงไฟฟ้าก๊าซและธุรกิจจัดหา LNG เนื่องจากบริษัท ปิโตรเวียดนาม เพาเวอร์ เห็นศักยภาพด้านการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ รวมถึงความสามารถในการจัดหา LNG ด้วย ส่วนอีก 1,500 เมกะวัตต์ อยู่ในแผนขยายลงทุนในเฟส 2 ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นร่วมกับทาง บริษัท ปิโตรเวียดนาม เพาเวอร์ ทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้าและธุรกิจจัดหานำเข้าและจำหน่าย LNG นั้น อยู่ในขั้นตอนการศึกษา โดยคาดว่าจะสามารถเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัท ได้ในช่วงต้นปี 2563 และคาดว่าจะได้ข้อสรุปแผนร่วมทุนในโครงการดังกล่าว รวมถึงเงินลงทุนทั้งหมดได้ภายในไตรมาส 1/2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49503</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีกริม, เวียดนาม, โรงไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191104/image_big_5dbfea692abf8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31714</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2019 14:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2019 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธุรกิจเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า”  อีกหนึ่งความเชี่ยวชาญของ กฟผ. พร้อมให้บริการอย่างครบวงจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;โรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าให้เราใช้อยู่ทุกวันนี้ กว่าจะสามารถเดินเครื่องได้ ต้องประกอบไปด้วยชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย ไม่ว่าชิ้นส่วนจะเล็กเพียงแค่ปลายเข็ม หรือใหญ่กว่าตึก 10 ชั้น แค่เพียงรูรั่วเล็กๆ บนชิ้นส่วนของอุปกรณ์อาจทำให้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เสียหายได้ในพริบตา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;โรงไฟฟ้าจะขับเคลื่อนไม่ได้เลยหากขาดฟันเฟืองที่สำคัญอย่างการบำรุงรักษาให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญและก่อให้เกิดธุรกิจของ กฟผ. ที่คนทั่วไปอาจยังไม่รู้ นั่นคือ งานธุรกิจด้านการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า (Operations and Maintenance หรือ O&amp;amp;M) ในนาม EGAT Business ที่ให้บริการมานานกว่า 20 ปี ด้วยทีมงานมืออาชีพ พร้อมองค์ความรู้และประสบการณ์ในการผลิตไฟฟ้าที่สั่งสมมากว่า 50 ปี รวมถึงระบบงานที่ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับสากล ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศในการใช้บริการ O&amp;amp;M ของ กฟผ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากธุรกิจ O&amp;amp;M ที่ให้บริการบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าหลากหลายประเภท เช่น โรงไฟฟ้าพลังความร้อน โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โรงไฟฟ้าพลังน้ำ และโรงไฟฟ้าพลังหมุนเวียนอย่างไบโอแมส กฟผ. ยังมีบริการงานซ่อมและผลิตอะไหล่เครื่องจักรและอุปกรณ์โรงไฟฟ้า โดยมีโรงซ่อม ตรวจสอบ และปรับสมดุลเครื่องจักรหมุน (หรือ Rotor) ขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน มีการให้บริการงานเคมีโรงงาน เช่น การวิเคราะห์และปรับปรุงคุณภาพน้ำและไอน้ำในกระบวนการผลิตของโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม บริการงานสนับสนุนวิศวกรรมและอื่นๆ เช่น บริการให้คำปรึกษาปัญหาด้านต่างๆ ของโรงไฟฟ้า พร้อมแนวทางแก้ไขที่ถูกต้อง และบริการงานทดสอบประสิทธิภาพเครื่องจักร ประเมินสภาพเครื่องจักรและเครื่องมือ อุปกรณ์โรงไฟฟ้า ตลอดจนให้บริการงานฝึกอบรมวิชาการด้านโรงไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ กฟผ. มีศูนย์ซ่อมบำรุง 2 แห่ง ได้แก่ สำนักงานไทรน้อย และสำนักงานหนองจอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;สำนักงานไทรน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ตั้งอยู่ที่ อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เป็นศูนย์กลางในการบำรุงรักษา ด้านเครื่องกล ไฟฟ้า โยธา งานอะไหล่ และงานเคมี ในธุรกิจอุตสาหกรรมไฟฟ้าอย่างมีคุณภาพ ตามมาตรฐานสากล และเป็นศูนย์รวมความรู้และนวัตกรรมการบำรุงรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;สำนักงานหนองจอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ตั้งอยู่ที่ เขตหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์ซ่อมและผลิตอะไหล่โรงไฟฟ้าของภูมิภาคที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ยกระดับให้การซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าจากที่ต้องส่งอุปกรณ์หรืออะไหล่ไปซ่อมไกลถึงยุโรป แต่ปัจจุบันศูนย์ฯ แห่งนี้สามารถซ่อมอุปกรณ์และอะไหล่ที่ชำรุดเสียหายได้อย่างครบวงจร ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและย่นระยะเวลาในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ด้วยทีมงาน O&amp;amp;M มีความเป็นมืออาชีพที่มากด้วยประสบการณ์พร้อมองค์ความรู้เฉพาะทาง ของ กฟผ. ที่สั่งสมมานานกว่า 50 ปี ตลอดจนมีการพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้อย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าของ กฟผ. เท่านั้น แต่ยังพร้อมให้บริการภาคเอกชนทั่วไปอย่างครบวงจร ให้สามารถเดินเครื่องได้ตามเป้าหมาย มีระบบการผลิตที่ราบรื่น และเพิ่มโอกาสในการผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ทุกเมกะวัตต์ของการผลิตไฟฟ้ามีคุณภาพที่ดี มั่นคง ไม่ตกดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31714</URL_LINK>
                <HASHTAG>@EGAT, กฟผ., กังหันผลผลิตไฟฟ้า, โรงไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190319/image_big_5c90986d4df83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30807</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2019 10:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2019 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ. จับมือ อสมท. เปิดตัว “แสงแรก” สารคดีท่องเที่ยวแนวใหม่เข้าใจคุณค่าพลังงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กกพ. ร่วมกับ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; ผลิต &amp;ldquo;แสงแรก&amp;rdquo; สารคดีท่องเที่ยวแนวใหม่ จำนวนทั้งหมด 16 ตอน ผ่านเรื่องราวความงดงามธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชุมชนรอบแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้า 4 ภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของพลังงานที่เป็นเรื่องใกล้ตัว และมีทัศนคติเรื่องพลังงานไฟฟ้าอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; เริ่มออกอากาศวันที่ 16 มีนาคม 2562 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00น. ทาง MCOT HD ช่อง&amp;nbsp; 30 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ทีผ่านมาณ ตึกอำนวยการ 1 อสมท. สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน&amp;nbsp; (กกพ.)ร่วมกับบริษัท อสมมท.จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;แนะนำสารคดีท่องเทียวแนวใหม่ชุด &amp;ldquo;แสงแรก&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายกิตติพงษ์&amp;nbsp; ภิญโญตระกูล&amp;nbsp; รองเลขาธิการ กกพ. กล่าวว่า&amp;nbsp; กกพ. เป็นหน่วยงานของรัฐตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550&amp;nbsp; มีหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงาน ในด้านกิจการไฟฟ้า&amp;nbsp; ก๊าซธรรมชาติ และระบบโครงข่ายพลังงาน อีกทั้งยังมีเป้าหมาย ในการสื่อสารและส่งเสริมให้ประชาชนไทยมีความเข้าใจข้อมูลด้านพลังงานไฟฟ้าที่ถูกต้อง เพื่อจะได้ช่วยกันอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ กกพ.ทำการผลิตสารคดีท่องเที่ยวแนวใหม่ &amp;ldquo;แสงแรก&amp;rdquo;ที่จะชวนผู้ชมร่วมค้นหาประสบการณ์กับการเดินทางชมธรรมชาติอันงดงามที่ซ่อนอยู่ตามแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าต่างๆ ทั้ง 4 ภูมิภาค รวมถึงชุมชนรายรอบที่ล้วนแต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่หลายคนอาจไม่รู้จักและไม่เคยไป เพื่อให้เห็นว่าเรื่องโรงไฟฟ้าไม่ใช่มีเพียงด้านลบ แต่สามารถพึ่งพาเกื้อกูลกับชุมชนได้เป็นอย่างดี และมีการสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับพลังงานที่มีความสำคัญ เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงคุณค่าของพลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้านนายเขมทัตต์ พลเดช&amp;nbsp; กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน ) กล่าวว่า จุดเด่นของสารคดีแสงแรกคือ ความเป็นสารคดีสมัยใหม่ มีภาพสวยงาม&amp;nbsp; ของสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นจุดกำเนิดพลังงานให้กับประเทศไทย เช่น เขื่อน&amp;nbsp; โรงไฟฟ้า แหล่งขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ โรงงานไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ผลผลิตจากการเกษตรมาผลิตพลังงาน โรงไฟฟ้าขยะ ฯลฯ&amp;nbsp; ดึงดูดให้คนเดินทางไปท่องเที่ยวและบอกต่อ เกิดประโยชน์ต่อชุมชน มีการสอดแทรกเรื่องพลังงานได้อย่างน่าสนใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้ความรู้สึกที่ว่า &amp;ldquo;สถานที่ที่คิดว่าไม่&amp;nbsp; เมื่อไปแล้วกลับใช่&amp;quot; &amp;nbsp;ซึ่งสิ่งแวดล้อมของสถานที่เหล่านี้สร้างความสำคัญและมูลค่าเพิ่มให้ชุมชนโดยรอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนับเป็นครั้งแรกที่กกพ. มอบหมายให้อสมท.เป็นผู้ผลิตรายการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คอนเซ็ปต์คำว่า &amp;quot;แสงแรก&amp;quot; &amp;nbsp;คือ พลังงาน ซึ่งแสงแรกทุกครั้งคือการได้รับพลังงานและเป็นภารกิจของกกพ. ในการให้ประชาชนคนไทยได้รับแสงแรก อีกทั้งมีความรู้ความเข้าใจเรื่องพลังงาน ซึ่งก่อนหน้านั้นอาจมาพร้อมกับความไม่เข้าใจ หรือมีความขัดแย้งในพื้นที่ สารคดีชุดนี้จึงต้องการสื่อสารว่า เรามีความเกี่ยวข้องกับพลังงานตั้งแต่เกิดจนชีวิตดับสูญ กกพ.มีภารกิจการกำกับดูให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากพลังงานอย่างคุ้มค่าและมีความสุข&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานที่ต่างๆเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อาจไม่มีใครทราบมาก่อนว่าสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้ชมจะได้พบกับพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้ง 4 ภูมิภาค ที่มีความสวยงามและได้ความรู้ 4 ด้านคือ 1.ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและพลังงาน&amp;nbsp; 2. สิ่งที่กกพ. ดำเนินการให้ชุมชน 3.ความมั่นใจด้านศักยภาพพลังงานของประเทศไทย 4.ความสุขจากการที่รัฐสนับสนุนชุมชนให้เกิดความยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คนนำเรื่องคือ ดาราและพิธีกรซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะนำไปรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่งดงามมีคุณค่าด้านพลังงาน ประกอบด้วย แสงที่ 1 ตัวแทนวัยรุ่น ปาณิสรา&amp;nbsp; ปริญญารักษ์ (ตูน) ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;แสงแรกของวัยรุ่น คือแสงแรกของอนาคต&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แสงที่ 2&amp;nbsp; ตัวแทนครอบครัวยุคใหม่ ณปภา ตันตระกูล (แพท) และน้องเรซซิ่ง ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;แสงแรกจากธรรมชาติ คือ พลังงานที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัว&amp;rdquo;&amp;nbsp; แสงที่ 3&amp;nbsp; เศรษฐพงศ์ เพียงพอ (เต๋า AF8)ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;การเรียนรู้พลังธรรมชาติ คือ การเติมเต็มแสงของพลังชีวิต&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แสงที่ 4 ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาไล (บุ๊คโกะ) ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;อยากไปมาก เที่ยวแบบชาร์จแบตชีวิตแบบนี้อะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายธนัชพันธ์ บูรณาชีวาไล หรือ &amp;ldquo;บุ๊คโกะ&amp;rdquo; กล่าวว่า &amp;nbsp;ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอเรื่องราวของโรงไฟฟ้าภาคใต้ เช่น โรงไฟฟ้าขนอม ซึ่งเป็นพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สถานที่สวยงาม มีกังหันผลิตกระแสไฟฟ้าและปัจจุบันโซเชียลมีเดียมีความสำคัญสามารถสื่อสารได้ทั่วโลก จึงตั้งใจว่าจะเชิญชวนคนไทยและชาวต่างชาติให้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นแสงแรกของพื้นที่ภาคใต้ในที่ต่างๆ โดยจะติดแฮชแท็กสถานที่ท่องเที่ยวที่นำเสนอด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางสาวปาณิสรา&amp;nbsp; ปริญญารักษ์ หรือ &amp;ldquo;ตูน&amp;rdquo; กล่าวว่า&amp;nbsp; เป็นผู้นำเที่ยวโรงไฟฟ้า 4 จังหวัดภาคเหนือซึ่งมีสิ่งน่าสนใจหลายอย่าง ช่วยสร้างรายได้ชุมชน เปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตและให้ความรู้เรื่องไฟฟ้า สถานที่ที่ประทับใจคือจังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;มีการนำชานอ้อยจากโรงงานผลิตน้ำตาลมาผลิตกระแสไฟฟ้าโครงการชีวมวล และทำปุ๋ยได้ ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ที่น่าสนใจมาก&amp;nbsp; รวมทั้งพาไปเที่ยวบ้านนาต้นจั่นโฮมสเตย์ที่สวยงาม ดำเนินการโดยกลุ่มชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านได้พัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน สร้างรายได้มากขึ้นไม่ต้องเดินทางไปทำงานที่อื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สารคดีแสงแรกเริ่มออกอากาศวันที่ 16 มีนาคม 2562 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00น. ทาง MCOT HD ช่อง&amp;nbsp; 30 มีจำนวนทั้งหมด 16 ตอน &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30807</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., กิตติพงษ์  ภิญโญตระกูล, ก๊าซธรรมชาติ, พลังงาน, สารคดีแสงแรก, อสมท., โรงไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190308/image_big_5c81e3b2ad686.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 20:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 20:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ.คุมเข้มดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
กฟผ. เตรียมมาตรการดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้ รับสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึกเข้าไทย เตรียมพร้อมโรงไฟฟ้า ระบบส่ง และเชื้อเพลิงสำรอง และจัดทีมเฉพาะกิจเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 ม.ค. 62 -นายเริงชัย คงทอง รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนภัยประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก อันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) ที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านประเทศไทย ระหว่างวันที่ 3 - 5 มกราคม 2562 นั้น จากกรณีดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตต้องลดการจ่ายก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย กฟผ. ได้เตรียมมาตรการในการดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ในทุกด้าน เช่น เตรียมพร้อมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง เพิ่มการผลิตโรงไฟฟ้าที่รับก๊าซจากฝั่งตะวันตก และซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว เพิ่มขึ้น ด้านระบบส่งกระแสไฟฟ้า ควบคุมดูแลระบบส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงภาคกลาง &amp;ndash; ภาคใต้ เป็นพิเศษ ด้านเชื้อเพลิงได้ประสานจัดเตรียมน้ำมันสำรองสำหรับผลิตไฟฟ้าเพื่อทดแทนในกรณีที่การส่งจ่ายก๊าซธรรมชาติจำเป็นต้องลดกำลังผลิตหรือเกิดขัดข้อง และประสานรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียในกรณีจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กฟผ. ได้เตรียมการและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลให้การจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้จะร่วมติดตามสถานการณ์ผ่านศูนย์เฉพาะกิจเฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานของกระทรวงพลังงานอย่างใกล้ชิด รวมถึงเตรียมหน่วยเฉพาะกิจเพื่อให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่พี่น้องประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนปาบึกด้วย&amp;quot; &amp;nbsp;รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ. กล่าวในที่สุด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25697</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, พายุโซนร้อนปาบึก, โรงไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190103/image_big_5c2e0af82318d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
