<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117612</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 11:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กกพ.&#039; ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนฯ 43 รายทั่วประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย. 2564 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) &amp;nbsp;ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) จำนวนทั้งสิ้น 43 ราย คิดเป็นปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวม 149.50 เมกะวัตต์ (ค่าไฟฟ้าเสนอขายเฉลี่ย 3.1831 บาทต่อหน่วย) แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าชุมชนประเภทชีวมวลจำนวน 16 ราย ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวม 75.00 เมกะวัตต์ (ค่าไฟฟ้าเสนอขายเฉลี่ย 2.7972 บาทต่อหน่วย) และโรงไฟฟ้าชุมชนประเภทก๊าซชีวภาพรวม 27 ราย ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวม 74.50 เมกะวัตต์ (ค่าไฟฟ้าเสนอขายเฉลี่ย 3.5717 บาทต่อหน่วย) ตามกรอบเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดเป้าหมายจากเชื้อเพลิงชีวมวล 75 เมกะวัตต์ และเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ 75 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ สามารถแยกเป็นรายภาคได้ดังนี้
สำหรับรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเสนอขายไฟฟ้าตามอัตราส่วนลด (%) FITF ในโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) จำนวน 43 ราย มีดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมดจะต้องยอมรับเงื่อนไขการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ภายใน 7 วันและลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ภายใน 120 วัน หลังประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ โดยกําหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ภายใน 36 เดือนนับจากวันลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือภายในวันที่ 21 มกราคม 2568 อย่างไรก็ตามหากผู้เสนอราคารายใดมีข้อสงสัยและต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการพิจารณาด้านราคาสามารถติดต่อสำนักงาน กกพ. ได้ที่ 0-2207-3599 ต่อ 855 ในวันทำการ เวลา 09.30 &amp;ndash; 15.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำนักงาน กกพ. จะดำเนินการจัดสัมมนาผู้ผ่านการคัดเลือกเพื่อชี้แจงแนวทางในการพัฒนาโครงการตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น การเตรียมเอกสารเพื่อประกอบการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า การจัดเตรียมเอกสาร COP การจัดรับฟังความเห็นเพื่อทำความเข้าใจกับชุมชนในพื้นที่ การขอรับใบอนุญาต และ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้สามารถพัฒนาโครงการได้อย่างราบรื่น &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ทำให้โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนฯ ประสบความสำเร็จและเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นอยู่กับความเข้าใจของชุมชน เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพัฒนาโครงการแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการและเป็นต้นแบบของโรงไฟฟ้าชุมชนในระยะต่อไป&amp;rdquo; นายคมกฤช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117612</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมกฤช ตันตระวาณิชย์, สำนักงาน กกพ., โรงไฟฟ้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041e3d30d5eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112617</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2021 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2021 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>(เรื่องเล่าพลังงาน) โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก หนึ่งในนโยบายพลังงานเพื่อชุมชนของรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก หรือเรียกสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;โรงไฟฟ้าชุมชน&amp;rdquo; เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยรัฐบาลชุดปัจจุบัน บนแนวคิดที่จะพัฒนาพลังงานจากบนดิน ผลิตไฟฟ้าตามศักยภาพเชื้อเพลงสะอาดที่หาได้ในพื้นที่ตามชนบท โดยประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าได้ และมีราคาที่เหมาะสม &amp;ldquo;โรงไฟฟ้าชุมชน&amp;rdquo; ตามนโยบายนี้ หมายถึง โรงไฟฟ้าที่ชุมชนมีส่วนร่วม ชุมชนเข้าไปเป็นหุ้นส่วนโรงไฟฟ้าและจัดจำหน่ายไฟฟ้าร่วมกับองค์กรเอกชน ชุมชนร่วมผลิตเชื้อเพลิงตามวัสดุการเกษตร เพื่อจำหน่ายให้แก่โรงไฟฟ้าเพื่อช่วยผลิตไฟฟ้า โดยชุมชนจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ ทั้งการจำหน่ายไฟฟ้าและจำหน่ายพืชพลังงานเพื่อเป็นเชื้อเพลิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนได้ถูกบรรจุในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ปี พ.ศ.2561-2580 (AEDP 2018) ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2562 กำหนดกรอบเป้าหมายการรับซื้อไว้ 1,933 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะประกาศรับซื้อได้ภายในปี 2563 แต่การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการยังไม่เสร็จ ก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในเดือนกรกฎาคม 2563 มาเป็น นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ซึ่งนโยบายโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนได้รับการสานต่อ โดยมีการทบทวนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขบางส่วน เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุดภายใต้ 2 หลักการคือ &amp;ldquo;เกษตรกรได้รับประกันราคาพืชพลังงาน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ไม่กระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนสุดท้ายนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนก็ได้ฤกษ์ออกประกาศ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 โดยคณะกรรมการกำกับการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกประกาศเชิญชวนรับชื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) กำหนดเป้าหมายรับซื้อเพียง 150 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดไม่เกิน 6 เมกะวัตต์ จำนวน 75 เมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพขนาดไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ จำนวน 75 เมกะวัตต์ มีอัตรารับซื้อไฟฟ้าชีวมวลขนาดเสนอขายไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ อัตรา Feed-in tariff (Fit) ที่ 4.8663 บาทต่อหน่วย และขนาดที่เสนอขายเกิน 3 เมกะวัตต์ อัตรา Fit ที่ 4.2780 บาทต่อหน่วย ส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพขนาดเสนอขายไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ อัตรา Fit ที่ 4.7426 บาทต่อหน่วย ระยะเวลาสนับสนุน 20 ปี และ มี FitPremium พื้นที่พิเศษอีก 0.50 บาทต่อหน่วย ดังรายละเอียดตามตารางนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ทำการประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคมและการจ้างงานโครงการนี้ว่า ผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจส่วนรวมจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจถึง 27,000 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าก่อสร้าง 13,000 ล้านบาท และค่าดำเนินการ และบำรุงรักษาตลอด 20 ปี 14,000 ล้านบาท เกษรตกรมีรายได้จากการขายเชื้อเพลิงในระยะเวลา 20 ปี คิดเป็นเงิน 51,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 24,000 อัตรา ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงานและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน สร้างประโยชน์แก่ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ จะมีส่วนร่วมในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า และมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของ ผ่านหุ้นบุริมสิทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 มีรายได้จากการจำหน่ายพืชพลังงาน โดยมีประกันราคารับซื้อ มีเงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์กับชุมชน รวมทั้งมีผลประโยชน์ด้านสังคม เช่น ด้านสาธารณสุข ด้านสาธารณูปโภค และด้านการศึกษา เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกพ.ได้ออกประกาศรับซื้อข้อเสนอขายไฟฟ้า โดยกำหนดระยะเวลายื่นข้อเสนอระหว่างวันที่ 19-23 เมษายน 2564 ประกาศผู้ผ่านการคัดเลือกวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ลงนามในสัญญาเพื่อขายไฟฟ้าวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 และเริ่มซื้อขายไฟฟ้าในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 ผลจากการประกาศดังกล่าวมีเอกชนผู้สนใจจำนวนมาก โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอมากถึง 232 โครงการ ทำให้การทำงานของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน.และกฟภ.) ต้องใช้เวลาในการพิจารณามากขึ้น ประกอบกับปัญหาการระบาดของโควิด-19 การไฟฟ้าจึงขอเลื่อนการพิจารณา จากวันประกาศผู้ผ่านการคัดเลือก จากวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 เป็นวันที่ 2 กันยายน 2564 ล่าช้าไปประมาณ 49 วัน ส่งผลต่อวันเวลาลงนามในสัญญาภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 และเริ่มขายไฟฟ้าให้ระบบภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการประกาศรับซื้อไฟฟ้ามาเป็นระยะเวลานานพอสมควร ในขณะที่เอกชนผู้ลงทุนไทยเองมีจำนวนมาก มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี บุคลากร และเงินทุน ดังจะเห็นได้จากมีผู้ลงทุนยื่นข้อเสนอถึง 232 โครงการ และโครงการนี้เป็นการแข่งขันด้านราคา (Competitive Bidding) ผู้เขียนคิดว่าจะมีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ราคาที่ประมูลได้คงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่า Fit ที่กำหนดไว้มากพอควร ซึ่งจะเป็นผลดีทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงและประชาชนมีงานจากการจ้างงานทำในพื้นที่ ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงาน มีรายได้จากการจำหน่ายพืชพลังงานและเงินปันผลจากการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า รวมทั้งมีเงินลงทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกระจายไปทั่วประเทศ จำนวน 27,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังประสบปัญหาในขณะนี้ได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดย&amp;nbsp;&amp;nbsp;วีระพล จิรประดิษฐกุล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112617</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลังงานทดแทน, วีระพล จิรประดิษฐกุล, โรงไฟฟ้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210808/image_big_610fbfdcb6ae5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 18:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 18:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาไฟฟ้าสำรองล้นประเทศกระทบโรงไฟฟ้าชุมชนแข่งขันสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 เมษายน 2564 รายงานข่าวจากสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันที่เริ่มมีการคลี่คลายของสถานการณ์ต่างๆ ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในปี 2564 นี้จะเติบโตอยู่ประมาณ 2-3% แต่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหากำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง ที่อยู่ในระดับสูงมาก และสูงกว่ามาตรฐานสากลที่กำหนดไว้ประมาณ 15% โดยข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่าในเดือน ธ.ค. 2563 ประเทศมีกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้า 45,480 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 63 ที่ 28,637 เมกะวัตต์ ส่งผลให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงถึง 37% หรือ 27% เมื่อหักส่วนนำเข้าไฟฟ้าออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 - 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018) ที่ ครม. เห็นชอบในวันที่ 20 ต.ค. 63 ที่ผ่านมา ระบุถึง กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองจะอยู่ในระดับสูงไปอีก 3 - &amp;nbsp;4 ปี แล้วค่อยลดลง ซึ่งสถานการณ์นี้ กดดันไม่ให้กระทรวงพลังงานประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้มากนักในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากจะเป็นโรงไฟฟ้าที่จำเป็น หรือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ต้นทุนถูก และทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่ปลดระวางลง เช่น โรงไฟฟ้าชุมชน โรงไฟฟ้าขยะ โซลาร์รูฟท็อป และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันที่กระทรวงพลังงานได้วางเกณฑ์ฯ รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชุมชนภายในปีนี้ ซึ่งกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเดือน ก.ย. 2567 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า โดยเบื้องต้นกำหนดเป้าหมายการรับซื้อไว้ที่ 150 เมกะวัตต์ ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่าการประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการนี้ จะมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ค่อนข้างได้เปรียบ ในการเสนอส่วนลดค่าการลงทุนโรงไฟฟ้า และผู้ประกอบการรายใหญ่มีต้นทุนทางการเงินต่ำ จึงสามารถเสนอส่วนลดได้มากกว่า
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนที่กำลังเกิดขึ้นจะมีความเสี่ยงสูงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ หรือราคาวัตถุดิบสูงขึ้นในอนาคต &amp;nbsp;แม้ได้ทำ สัญญารับซื้อจากวิสาหกิจชุมชน 80% และให้จัดหาเองได้อีก 20% แล้วก็ตาม เนื่องจากเป็นสินค้าเกษตรซึ่งผลผลิตไม่มีความแน่นอน และเกษตรกรจะให้ความสำคัญกับราคาสินค้าเป็นหลัก เช่นเดียวกับสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาที่ผลผลิตทางการเกษตรลดลง โดยเฉพาะอ้อย ทำให้โรงไฟฟ้าชีวมวลต้องหันไปซื้อเชื้อเพลิงชีวมวลอื่นทดแทน และส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98420</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง, ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน), โรงไฟฟ้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606af581238d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84075</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กพช.ลุยนำร่องโรงไฟฟ้าชุมชน 150 เมกฯ คาดเปิดขายซองได้ภายใน ม.ค. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ย. 2563 &amp;nbsp;นายสุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ว่าที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมโรงไฟฟ้าชุมชน ตามมติของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2563 โดยเห็นชอบโครงการนำร่องโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก มีเป้าหมายนำร่องที่ 150 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นเชื้อเพลิงจากชีวมวล 75 เมกะวัตต์ มวล มีปริมาณไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 6 เมกะวัตต์ต่อโครงการ &amp;nbsp;และก๊าซชีวภาพ 75 เมกะวัตต์ ไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ต่อโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งปัจจุบันให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ดำเนินงานกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกเอกชนที่จะเข้ามาดำเนินงาน และคาดว่าจะมีกำหนดแล้วเสร็จก่อนออกระเบียบและเงื่อนไขการประมูล ในช่วงเดือนม.ค. 2564 โดยจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 เดือนก่อนที่จะมีการประกาศรายชื่อเอกชนที่ชนะการประมูลได้ในช่วงเดือนมี.ค. ซึ่งโครงการดังกล่าวมีกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (ซีโอดี) ภายใน 36 เดือน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาฯ และจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบค่าไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุสัญญา หรือฟีด อิน ทารีฟ (FiT) โดยกำหนดเพดานไว้ที่เชื้อเพลิงชีวมวล 4.2636 บาทต่อหน่วย และก๊าซชีวภาพ ที่เป็นพืชพลังงาน ผสมน้ำเสียหรือของเสีย น้อยกว่าหรือเท่ากับ 25% จะกำหนดอัตราอยู่ที่ 4.8482 บาทต่อหน่วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการดังกล่าวต้องทำให้เร็วที่สุด และต้องมีการแบ่งปันผลประโยชน์ อาทิ การให้หุ้นบุริมสิทธิ 10% ให้กับวิสาหกิจชุมชน หรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นผู้ปลูกพืชพลังงานให้แก่โรงไฟฟ้า การให้ผลประโยชน์อื่น ๆ ให้โรงไฟฟ้าและชุมชนทำความตกลงกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม เช่น ด้านการสาธารณสุข ด้านสาธารณูปโภค ด้านการศึกษา เป็นต้น ซึ่งโครงการนี้จะเห็นความชัดเจนก็ตั้งแต่การเปิดประมูลแล้ว ถ้ามีผู้สนใจเยอะ และใช้เวลาประเมินแล้วว่ามีแนวทางที่สนับสนุนชุมชนจริง ๆ ก็อาจจะเปิดรับสมัครโควต้ารอบ 2 ได้ภายใน 1 ปีข้างหน้า&amp;rdquo;นายสุพัฒน์พงษ์ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2564 ในวงเงิน 6,500 ล้านบาท ตามมติคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2563 และให้คณะกรรมการกองทุนฯ มีอำนาจปรับปรุงแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญฯ และการจัดสรรเงินตามกลุ่มงานต่างๆ ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยแผนอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน กรอบวงเงิน 6,305 ล้านบาท ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.กลุ่มงานตามกฎหมาย จำนวน 200 ล้านบาท 2.กลุ่มงานสนับสนุนนโยบายอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน จำนวน 500 ล้านบาท 3.กลุ่มงานศึกษา ค้นคว้าวิจัย นวัตกรรม และสาธิตต้นแบบ จำนวน 355 ล้านบาท 4.กลุ่มงานสื่อสาร และข้อมูล ข่าวสาร จำนวน 200 ล้านบาท 5.กลุ่มงานพัฒนาบุคลากร จำนวน 450 ล้านบาท 6.กลุ่มงานส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) อาคาร บ้านอยู่อาศัย ภาคขนส่ง ธุรกิจฟาร์มเกษตรสมัยใหม่ และพื้นที่พิเศษ จำนวน 2,200 ล้านบาท 7. กลุ่มงานส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเศรษฐกิจฐานราก จำนวน 2,400 ล้านบาท และแผนบริหารจัดการ ส.กทอ. จำนวน 195 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84075</URL_LINK>
                <HASHTAG>กพช., สุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์, โรงไฟฟ้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2be8d981f8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83056</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2020 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2020 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานลุยรับซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าชุมชน 150 เมกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ย. 2563 &amp;nbsp;นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย(พีดีพี 2561-2580) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ว่ากระทรวงพลังงานเตรียมประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนนำร่องปริมาณไม่เกิน 150 เมกะวัตต์ จากกรอบการรับซื้อทั้งหมด 1,933 เมกะวัตต์ในปี 2563-2567 มีกำหนดจ่ายไฟเข้าระบบภายในปี 2566 ทั้งนี้เบื้องต้นต้องประเมินผลสำเร็จจากการดำเนินโครงการนำร่องก่อนนำไปพิจารณาขยายในเป้าหมายรับซื้อส่วนที่เหลือ หากไม่ประสบผลสำเร็จในโครงการนำร่อง 150 เมกะวัตต์ อาจจะพิจารณายกเลิกการดำเนินโครงการในส่วนที่เหลือทั้งหมด 1,933 เมกะวัตต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การประมูลแข่งขันด้านราคาต้องคำนึงถึงศักยภาพสายส่งที่จะมารองรับ และศักยภาพเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งทบทวนปรับปรุงนโยบายรับซื้อไฟฟ้าชุมชนในรูปแบบที่ทำให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรและชุมชนสูงสุดที่ขนาดโรงละ 3-6 เมกะวัตต์&amp;quot;นายวัฒนพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าเร่งด่วน(ควิก วิน) 100 เมกะวัตต์ ที่เดิมกำหนดอยู่ในโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนและโควต้าที่เหลือจากโรงไฟฟ้าของเอกชนรายเล็กขนาดเกิน 10 เมกะวัตต์ แต่ไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ (เอสพีพี ไฮบริด) แต่มีปัญหาโรงไฟฟ้าสร้างเสร็จแล้ว แต่ไม่สามารถขายไฟได้ เนื่องจากติดปัญหาสายส่งในอดีต ให้เปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าขยายผล คาดว่าจะเปิดรับซื้อด้วยวิธีแข่งขันด้านราคา(ประมูล)ต้นปี 2564 โดยกำหนดราคารับซื้อเบื้องต้นไม่เกิน 2.44 บาทต่อหน่วย เพื่อไม่ทำให้เกิดภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างหารือร่วมกับสนพ. คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ถึงแนวทางการลดระดับกำลังไฟฟ้าสำรองในระยะสั้น (Reserve Margin) ลงมาอยู่ที่ 15-17% ให้ได้ตามแผนกำหนด จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 40% เช่น การขายไฟฟ้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และเร่งปลดโรงไฟฟ้าเก่าออกจากระบบเร็วขึ้น เป็นต้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปชัดเจนภายใน 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยลดตต่ำลง กระทบต่อการบริหารจัดการพลังงานในภาพรวม และอาจเป็นเหตุให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น จนกลายเป็นการเพิ่มภาระค่าไฟฟ้าต่อประชาชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กำลังสำรองไฟฟ้าในอนาคตต้องพิจารณาหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ ระบบกักเก็บพลังงาน แบตเตอรี่ และการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) โดยสัปดาห์หน้ามีกำหนดการหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมถึงแนวนโยบายสนับสนุนรถยนต์อีวีในกลุ่มประชาชน และหน่วยงานราชการ เพื่อกำหนดทิศทางการส่งเสริมสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพื่อนำมาจัดทำแผนพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าใหม่สำหรับปี 2022 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันต่อไป&amp;rdquo;นายวัฒนพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานทบทวนและจัดทำแผนพีดีพี รวมถึง 5 แผนพลังงาน เพื่อเตรียมเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) พิจารณาภายใน 6 เดือน ได้แก่ แผนพีดีพี(พีดีพี) แผนประหยัดพลังงาน(อีอีพี) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (เออีดีพี) แผนน้ำมัน(ออยล์แพลน) แผนแก๊ส(แก๊สแพลน) โดยเป็นแผนระยะสั้น 5 ปี และระยะยาว 10 ปี เพื่อให้สามารถปรับแผนได้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83056</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัฒนพงษ์ คุโรวาท, แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย(พีดีพี 2561-2580), โรงไฟฟ้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200506/image_big_5eb226f59cdbe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 08:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2020 08:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานเขย่าเกณฑ์โรงไฟฟ้าชุมชนจัดโควต้า 150 เมกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค. 2563 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนว่าภายในสัปดาห์หน้าจะเข้าไปหารือกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหาแนวทางในการกำหนดพื้นที่ปลูกพืชเพื่อใช้เป็นเชื่อเพลิงในโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งต้องดูศักยภาพของพื้นที่ว่าสามารถปลูกได้เพียงพอหรือไม่ ขณะที่รายละเอียดของการตั้งโรงไฟฟ้าต่อไปนี้จะกำหนดรายละเอียดที่ตอบโจทย์การสร้างงาน สร้างรายได้ และเป็นโรงไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ โดยจะเร่งสรุปเพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ภายในเดือนต.ค.นี้และเปิดรับซื้อไฟฟ้าโครงการนำร่อง 100-150 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปีนี้


&amp;quot;ต่อไปนี้คงไม่ได้เรียกว่าโครงการควิกวิน(โครงการเร่งด่วน)แล้ว แต่จะเรียกว่าโครงการนำร่อง ที่กำหนดโควต้าให้กับโรงไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไข มีการสร้างใหม่ เกิดการลงทุน จ้างงาน และสร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้กับคนที่พื้นที่ โดยจะนำร่องประมาณ 100-150 เมกะวัตต์ โดยจะมีการใช้พืชพลังงาน เช่น หญ้าเนเปียร์ กระถินณรงค์ เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นโรงไฟฟ้าเดิมที่มีการทำงานอยู่แล้ว ขายไฟอยู่แล้ว และจะมาเข้าโครงการนี้ คงจะไม่ตอบโจทย์ในการสร้างงาน หรือเพิ่มการลงทุน ซึ่งต้องไปดูว่าพื้นที่ปลูกมีได้มากน้อยเพียงใดเพราะต้องใช้พื้นที่มาก เกษตรกรอาจจะต้องรวมตัวกัน&amp;quot;นายสุพัฒนพงษ์กล่าว


อย่างไรก็ตามโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนไม่ได้ปิดกั้นผู้ประกอบการรายเดิมที่มีความพร้อมหากแต่จะต้องปรับให้เข้ากับเงื่อนไขใหม่เช่นเดียวกันกับบริษัท จำกัด(มหาชน) หากจะดำเนินการร่วมกับชุมชนก็ไม่ได้ปิดกั้นเช่นกันแต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามเกณฑ์



ส่วนนโนบายการการจ้างงานภาคพลังงานตามนโยบายรัฐ เบื้องต้นบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) มีแผนที่จะจ้างงาน 25,800 ผ่านชุมชน สถานีน้ำมัน , ด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) 2,000 ตำแหน่ง และกระทรวงพลังงาน โดยกองทุนอนุรักษ์ 2,000&amp;nbsp;รวม 29,800 ตำแหน่ง นำเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานมาจ้างงานผ่านโครงการต่าง ๆ ให้แต่ละจังหวัดมาเสนอโครงการโซล่าร์ ชุมชน ทั้งนี้จะรวมรวมข้อมูลทั้งหมดนำมาจัดระเบียบบิ๊กดาต้า ขณะที่แนวโน้มราคาพลังงาน มองว่ายังนิ่ง ทั้งปี เคลื่อนไหวที่กรอบ 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ถึงสิ้นปี และยังไม่มีมาตรการค่าครองชีพเพิ่มเติม ขณะที่ในส่วนก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ยังตรึงราคาเดิม เเละจะเพิ่มเติมในมาตรการของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 100 บาทต่อเดือน ใช้สิทธิ์ผ่านแอพลิเคชั่นเป๋าตัง


อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้น ว่าตัวเองไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นการนำเสนอแต่อย่างใด เพียงแต่ในการหารือร่วมกันนั้น &amp;nbsp;เป็นการแสดงความเป็นห่วงเรื่องความล่าช้าการปรับโครงสร้างหนี้ &amp;nbsp;ซึ่งต้องการเห็นการปรับโครงสร้างหนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับผู้ประกอบการที่กำลังเดือดร้อนอยู่ ให้มีความชัดเจนว่าจะต้องชำระหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้อย่างไร ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องหาแหล่งเงินเข้ามาสนับสนุน &amp;nbsp;ก็อาจจะต้องพิจารณาผ่านฐานของตลาดทุน &amp;nbsp;แต่ไม่ใช่เรื่องการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้น


นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กล่าวว่าแนวทางการปรับปรุงเงื่อนไขและเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้ร่างไว้แล้ว จะต้องมาทบทวนว่าจะมีการปรับปรุงหรือไม่อย่างไรก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ขั้นตอนคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) และกพช.ต่อไป โดยต้องหารือกับทุกภาคส่วนก่อน เบื้องต้นเชื้อเพลิงจะต้องปลูกไม้โตเร็ว และก๊าซชีวภาพที่มาจากพืชพลังงานเท่านั้น ส่วนของเดิมที่ให้ผสมผสานกับพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์) ได้นั้น ก็คงจะต้องตัดไป ในส่วนของเกษตรกรที่จะให้ถือหุ้นบุริมสิทธินั้นก็อาจจะเปลี่ยไปรับซื้อราคาเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรแทนแต่ค่าไฟจะเพิ่มหรือไม่คงจะต้องไปดูเทคโนโลยีด้วยเป็นต้น&amp;quot;นายประเสริฐกล่าว

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79363</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, โรงไฟฟ้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201001/image_big_5f75d9d9bc95c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2020 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2020 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิชัย&#039;สวน&#039;ประยุทธ์&#039;เผด็จการรัฐสภาคือเผด็จการที่ตั้ง250สว.เองเย้ยอาจต้องกลับคำว่าไม่หนีคดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.63 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวว่า ตามที่ สภาฯ ได้เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ถูกอภิปรายอย่างกว้างขวางถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจที่ผ่านมา 6 ปี โดยเป็นผลมาจากการเป็นรัฐบาลเผด็จการและยังมีการสืบทอดอำนาจกันมาจนถึงปัจจุบัน โดย สส. ฝ่ายค้านจำนวนมากได้เรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ลาออก แต่แทนที่พลเอกประยุทธ์จะหาทางอธิบายแก้ข้อกล่าวหา กลับพูดถึงเรื่องเผด็จการรัฐสภา ยิ่งเป็นการตอกย้ำระบบเผด็จการสืบทอดอำนาจของพลเอกประยุทธ์เอง เพราะปัจจุบันในสภามีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากแต่งตั้งของพลเอกประยุทธ์ให้เข้ามาเลือกพลเอกประยุทธ์เองเป็นนายกฯ 250 คน ซึ่งตอกย้ำเผด็จการรัฐสภาอย่างแท้จริง เพราะถ้าหากไม่มี 250 ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งและโหวตให้พลเอกประยุทธ์ พลเอกประยุทธ์จะไม่มีทางได้เป็นนายกรัฐมนตรีสืบทอดอำนาจต่อได้เลย เพราะ พรรค พปชร. ที่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์มีจำนวน สส. น้อยกว่าพรรคเพื่อไทย ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าทำไมพลเอกประยุทธ์ถึงได้ตำหนิการกระทำของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พลเอกประยุทธ์อาจจะเข้าใจผิดคิดว่า ในอดีตพรรคการเมืองที่ชนะเสียงข้างมากในสภาเป็นเผด็จการรัฐสภา ทั้งที่เป็นเสียงของประชาขนโหวตให้ชนะการเลือกตั้งเข้ามา และต้องใช้เสียงส่วนมากในการบริหารประเทศและสภาก็มีอายุตามเทอม 4 ปีก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่&amp;nbsp; ถ้าทำไม่ดีประชาชนก็จะไม่เลือกกลับมา ซึ่งเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ใช้กันทั่วโลก ในขณะที่เผด็จการแบบพลเอกประยุทธ์นั้น เข้ามาโดยการทำรัฐประหาร ประชาชนไม่ได้เลือก อยู่มา 5 ปีกว่าถึงจัดให้มีการเลือกตั้ง โดยมีการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจโดยมีวุฒิสภาจากการแต่งตั้ง 250 คน โหวตเลือกนายก ซึ่งเป็นเผด็จการรัฐสภาอย่างแท้จริงและนักศึกษา ประชาชน รวมถึงพรรคฝ่ายค้านกำลังหาทางแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ถ้าพลเอกประยุทธ์รังเกียจเผด็จการรัฐสภาจริงก็ต้องยกเลิก สว. ไม่ให้โหวตนายก และ ยกเลิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งนี้ไปเลย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การที่ประชาชนรังเกียจรัฐประหาร รังเกียจเผด็จการ รังเกียจการคุกคามประชาชน และไม่อยากให้ซื้อเรือดำน้ำในเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจ แต่พลเอกประยุทธ์กลับเรียกร้องให้อย่ารังเกียจทหาร ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันเลย เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นอย่างน่าเกลียด&amp;nbsp; เพราะคงไม่มีใครรังเกียจทหารอาชีพที่ทำหน้าที่ปกป้องประเทศ ไม่ใช่เป็นทหารที่ทำรัฐประหารเข้ามาแล้วบริหารทำประเทศเสื่อมถอยที่คนกำลังรังเกียจกัน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเวลาที่ นักศึกษา นักเรียน และ ประชาชน จำนวนมากออกมาชุมนุม ต่อต้านและขับไล่ รัฐบาลและพลเอกประยุทธ์ แต่กลับถูกหาว่าเป็นพวกชังชาติ ทั้งที่พลเอกประยุทธ์ไม่ใช่ชาติ จึงไม่อยากให้ใช้วิธีการแย่ๆแบบตรรกวิบัตินี้ในการตอบโต้คนที่เห็นต่างที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากที่ได้ฟัง นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว. พลังงาน ตอบการอภิปรายในสภาครั้งแรก รู้สึกผิดหวังอย่างมาก เหมือนกับอยู่คนละประเทศ พูดเหมือนทุกอย่างดีหมด ทั้งที่เศรษฐกิจไทยมีปัญหาอย่างมาก จริงอยู่สถานะทางเศรษฐกิจของไทยยังมั่นคงเพราะประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับที่สูง แต่ปัญหาหลักคือเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำมากมาตลอด 6 ปี ตั้งแต่มีการทำรัฐประหาร พอมาเจอวิกฤตโควิด ไทยกลับยิ่งทรุดหนักที่สุดในเอเชีย และยิ่งเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ทำให้เศรษฐกิจไทยแทบไม่ขยายตัวเลยตลอด 6 ปีที่ผ่านมา จะไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่เขาขยายตัวสูงมาตลอดหลายปีไม่ได้ และเทียบไม่ได้เลยกับประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะ ประเทศสิงคโปร์ เพราะรายได้ต่อหัวต่อคนของคนสิงคโปร์สูงกว่าคนไทยประมาณ 8 เท่า&amp;nbsp; มาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนชาวสิงคโปร์ดีกว่าของไทยมาก ไม่ได้เดือดร้อนเท่าประชาชนไทย&amp;nbsp; อีกทั้งไทยยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3-4 ปีกว่าจะกลับมาฟื้นกลับมาเท่าที่เดิม ซึ่งจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างมาก นอกจากนี้ การขายฝันว่าจะสร้างงาน 1 ล้านตำแหน่ง โดยเริ่มจากมาตรการการสนับสนุนค่าจ้างครึ่งหนึ่งให้กับการจ้างงาน 260,000 คน สำหรับนักศึกษาจบใหม่ อยากถามว่าจะจ้างไปใช้ในการผลิตสินค้าและให้บริการประเภทไหนในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ไม่อยากให้พูดเพื่อสร้างความหวังโดยไม่สามารถจะทำได้จริง เพราะตลอด 6 ปียังไม่เคยทำได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องพลังงาน การออกใบอนุญาตให้โรงไฟฟ้าชุมชน ก็อยากให้พิจารณาให้ดี อย่าได้เอื้อประโยชน์ให้เฉพาะกับกลุ่มหัวคะแนนของพรรคพลังประชารัฐ ตามที่มีข่าวตั้งแต่สมัยรัฐมนตรีคนที่แล้วที่จะใช้โรงไฟฟ้าชุมชนนี้เหมือนเป็นการซื้อเสียงให้กับฐานเสียงของพรรค ซึ่งหาก ปปช. ตรวจพบอาจถูกดำเนินคดีได้ นอกจากนี้ การจะยกเลิก แก๊สโซฮอล์ 91และ 95 ที่มีส่วนผสมเอทานอล 10% เพื่อไปใช้ E 20 ที่มีส่วนผสมของเอทานอล 20% อย่างเดียวไม่น่าจะแนวทางที่ถูกต้อง และอาจจะเป็นการเอื้อประโยชน์นายทุนผู้ผลิตเอทานอล ตามที่ได้เคยทักท้วงไว้แล้ว ทั้งนี้เพราะราคาเอทานอลสูงกว่าราคาเนื้อน้ำมันที่กลั่นแล้วหลายเท่า ซึ่งจะทำให้ต้นทุนและราคาของน้ำมันแพงขึ้นไปอีก เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนมากขึ้น อีกทั้งยังควรที่จะเจรจาต่อรองราคาเอทานอลให้ลดลง เพราะราคาเอทานอลของไทยสูงกว่าราคาในตลาดโลกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัญหาทางเศรษฐกิจจะเพิ่มมากขึ้นอีกเรื่อยๆ และจะทำให้ประชาชนลำบากเพิ่มขึ้นอีกมากจนจะทนกันไม่ไหว ถ้าพลเอกประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและทีมเศรษฐกิจยังคงสับสนและพยายามจะหลอกประชาชนและหลอกตัวเองไปวันๆโดยไม่มีแนวทางที่จะแก้ไขได้อย่างชัดเจน จะไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนักได้ ซึ่งหากรู้ตัวว่าไม่ไหวพลเอกประยุทธ์ก็ควรจะลาออกไปตามคำเรียกร้องของฝ่ายค้าน นักศึกษา และประชาชนจำนวนมาก อย่าทำให้ประเทศเสียหายไปกว่านี้ และไม่ต้องรอให้นักศึกษาและประชาชนออกมาไล่มากขึ้นกว่านี้ไปอีก เพราะที่บอกว่าจะไม่หนีคดี แต่สุดท้ายอาจจะต้องกลับคำ ถ้าหากมีคนเจ็บคนตายจากการชุมนุมเหมือนในอดีต เพราะครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งที่แล้วอย่างแน่นอน&amp;quot;นายพิชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77109</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพิชัย นริพทะพันธุ์, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, เผด็จการรัฐสภา, โรงไฟฟ้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b57c82f475.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
