<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114791</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 22:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 22:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมียนมาเตรียมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19ให้ชาวโรฮีนจาด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลเมียนมาประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า จะขยายโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของประเทศครอบคลุมชนกลุ่มน้อยชาวเบงกาลีหรือที่ภายนอกเรียกว่าโรฮีนจาใน 2 เมืองของรัฐยะไข่ด้วย ระบุจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เจ้าหน้าที่แพทย์เมียนมาฉีดวัคซีนโควิชีลด์ที่รับบริจาคจากอินเดีย ให้แก่ประชาชนในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2564 (Photo by Kaung Zaw Hein/SOPA Images/LightRocket via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมว่า เมียนมามีความคืบหน้าในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา และฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ประชาชนได้เพิ่มมากขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะฉีดวัคซีนให้ประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศภายในสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมียนมามีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงเมื่อวันพฤหัสบดี 2,635 ราย และผู้ป่วยเสียชีวิต 113 คน เป็นจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตรายวันที่ลดลง หลังจากขึ้นไปทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกรัฐบาลเมียนมากล่าวด้วยว่า โครงการวัคซีนของรัฐบาลจะครอบคลุมถึงชาวเบงกาลีในเมืองหม่องดอและบูตีต่องในรัฐยะไข่ที่มีชายแดนติดกับบังกลาเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาใช้คำ &amp;quot;เบงกาลี&amp;quot; ซึ่งเป็นคำที่ชาวเมียนมาใช้เรียกชาวโรฮีนจา โดยเขากล่าวว่า คนเหล่านี้เป็นประชาชนของเมียนมาเช่นกัน &amp;quot;เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&amp;quot; โฆษกผู้นี้กล่าวระหว่างการแถลงข่าวประจำวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า ยังไม่มีความชัดเจนในตอนนี้ว่าโครงการฉีดวัคซีนของเมียนมาจะขยายรวมถึงชาวมุสลิมโรฮีนจาที่อาศัยอยู่ภายในค่ายที่แออัดในรัฐยะไข่ด้วยหรือไม่ และมีการกำหนดเกณฑ์คุณสมบัติอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปราบปรามกองกำลังติดอาวุธโรฮีนจาในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560 โดยกองทัพภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคณะรัฐบาลที่ตั้งภายหลังรัฐประหารชุดนี้ ส่งผลให้ชาวโรฮีนจาไม่ต่ำกว่า 700,000 คนหนีจากรัฐยะไข่ข้ามแดนเข้าบังกลาเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สอบสวนขององค์การสหประชาชาติกล่าวกันว่า ปฏิบัติการของกองทัพเมียนมามีเจตนาล้างเผ่าพันธุ์ แต่กองทัพปฏิเสธคำกล่าวหานี้ และว่าเป้าหมายของปฏิบัติการคือการปราบปราม &amp;quot;ผู้ก่อการร้าย&amp;quot; โรฮีนจา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114791</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนให้โรฮีนจา, วัคซีนโควิด, เมียนมา, โควิด-19, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_61290779310c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 23:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 23:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเงาเมียนมาถึงขั้นอ้อน&#039;โรฮีนจา&#039;ร่วมต่อต้านเผด็จการทหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ตอนนี้เห็นคุณค่าแล้ว รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติของเมียนมาที่เป็นการรวมตัวกันของฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร กล่าวเรียกร้องต่อชาวโรฮีนจาซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมที่โดนกระทำมายาวนาน ให้เข้าร่วมกับการโค่นล้มเผด็จการทหาร โดยให้คำมั่นว่าจะให้สัญชาติและให้กลับประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติของเมียนมาที่พ้นจากตำแหน่งหลังการรัฐประหารวันที่ 1 กุมภาพันธ์&amp;nbsp; นำโดยสมาชิกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางอองซาน ซูจี ร่วมกันกับตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร จัดตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (เอ็นยูจี) ขึ้น แต่รัฐบาลทหารขึ้นบัญชีสมาชิกรัฐบาลเงาชุดนี้ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ะผู้ที่ติดต่อสัมพันธ์กับพวกเขาจึงอาจถูกลงโทษต่อกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน กล่าวว่า กลุ่มนี้ออกแถลงการณ์ในวันเดียวกันนี้ เรียกร้องให้ชาวโรฮีนจาเข้าร่วมกับการต่อสู้ของพวกเขา &amp;quot;เราขอเชิญชาวโรฮีนจามาจับมือกับเราและคนอื่นๆ เพื่อเข้าร่วมในการปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิต่อต้านเผด็จการทหาร&amp;quot; คำแถลงกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมารัฐบาลของนางซูจีหลีกเลี่ยงการใช้คำ &amp;quot;โรฮีนจา&amp;quot; มาโดยตลอด เนื่องจากเป็นคำที่มีความอ่อนไหวสำหรับเมียนมาที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ โดยมักเรียกชาติพันธุ์นี้ว่า &amp;quot;ชาวมุสลิมที่อาศัยในรัฐยะไข่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเมียนมา ชาวโรฮีนจามักถูกมองว่าเป็นพวกที่รุกล้ำข้ามแดนเข้ามาจากบังกลาเทศ และถูกปฏิเสธความเป็นพลเมือง, สิทธิ และการเข้าถึงบริการของรัฐมานานหลายสิบปี ภายใต้สภาพการณ์ที่แอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนลเรียกว่า คล้ายการแบ่งแยกสีผิว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอ็นยูจียังให้คำมั่นสัญญาว่า จะยุติกฎหมายให้สัญชาติปี 2525 ที่เลือกปฏิบัติต่อชาวโรฮีนจา, ให้สัญญาว่าทุกคนที่เกิดในเมียนมาหรือเกิดกับชาวเมียนมาจะได้รับสัญชาติ นอกจากนี้ พวกเขายังให้คำมั่นว่าจะรับชาวโรฮีนจาทุกคนในค่ายลี้ภัยที่บังกลาเทศกลับเมียนมา &amp;quot;ทันทีที่การส่งกลับประเทศสามารถทำได้โดยสมัครใจ, ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปราบปรามที่รัฐยะไข่เมื่อปี 2560 ผลักดันให้ชาวโรฮีนจามากกว่า 740,000 คนหนีข้ามแดนเข้าบังกลาเทศ กองทัพเมียนมาอ้างว่าการปราบปรามครั้งนั้นชอบด้วยเหตุผล เพื่อกำจัดผู้ก่อความไม่สงบชาวโรฮีนจาที่โจมตีที่มั่นของตำรวจและสังหารเจ้าหน้าที่หลายนาย ทั้งยังปฏิเสธคำกล่าวหาทั้งหมดเรื่องการกระทำทารุณโหดร้ายกับชาวโรฮีนจา ที่รายงานขององค์การสหประชาชาติเรียกว่า เทียบได้กับการล้างเผ่าพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางซูจีเคยปกป้องการกระทำของกองทัพ และถึงขั้นเดินทางไปขึ้นศาลที่กรุงเฮกเพื่อว่าความแก้ต่างข้อกล่าวหาล้างเผ่าพันธุ์ด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนนี้มีชาวโรฮีนจาอยู่ในเมียนมามากกว่า 600,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐยะไข่ แต่พวกเขาไม่ได้สิทธิพลเมืองและถูกจำกัดให้อยู่แต่ภายในค่ายหรือในหมู่บ้าน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105209</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต้านรัฐประหาร, รัฐบาลเงาเมียนมา, รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ, รัฐประหารเมียนมา, ร่วมต้านเผด็จการทหาร, เมียนมา, เอ็นยูจี, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210326/image_big_605dd301e689e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2021 17:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2021 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรฮีนจาหลายร้อยคนหนีจากค่ายผู้ลี้ภัยในอินโดนีเซีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อินโดนีเซียตรวจพบว่ามีชาวโรฮีนจาหลายร้อยคนหายตัวไปจากค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองทางภาคเหนือของประเทศ โดยเชื่อว่าน่าจะหลบหนีไปยังมาเลเซีย ขณะแอมเนสตีโทษรัฐบาลอินโดนีเซียลดกำลังเจ้าหน้าที่ภายหลังยูเอ็นเอสซีอาร์เข้ามาดูแลเมื่อเดือนที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ผู้อพยพชาวโรฮีนจาอยู่ภายในที่พักพิงชั่วคราวที่อาคารศูนย์ฝึกในเมืองลคซูมาเว จังหวัดอาเจะห์ของอินโดนีเซีย เมื่อเดือนกันยายน 2563 (Fachrul Reza/Barcroft Media via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีอ้างคำกล่าวเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียและแหล่งข่าวหลายรายว่า ค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาในเมืองลคซูมาเวติดชายฝั่งทางเหนือของอินโดนีเซีย เหลือชาวโรฮีนจาอยู่ภายในแค่ 112 คนในสัปดาห์นี้ ทั้งที่เคยมีชาวโรฮีนจาอยู่ที่นี่เกือบ 400 คน หลังจากพวกเขาเดินทางมาถึงอินโดนีเซียระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายนปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและสำนักงานผู้ลี้ภัยขององค์การสหประชาชาติต่างไม่รู้ว่าผู้ลี้ภัยไร้รัฐจากเมียนมาเหล่านี้ไปยังที่ใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ริดวัน จาลิล หัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจโรฮีนจาในเมืองลคซูมาเว กล่าวว่า พวกตนยังไม่รู้ว่าคนเหล่านี้ไปไหน แต่พวกเขาจะหลบหนีอยู่แล้วหากเห็นช่องที่จะออกไปได้ เพราะนั่นคือเป้าหมายของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่กองทัพเมียนมาปราบปรามในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560 มีชาวโรฮีนจา 750,000 คนหนีข้ามชายแดนเข้าสู่บังกลาเทศและถูกส่งเข้าค่ายผู้ลี้ภัย แต่ยังมีโรฮีนจานับหมื่นคนจ่ายเงินให้แก่พวกลักลอบค้ามนุษย์เพื่อให้พาออกจากบังกลาเทศ โดยข้ามน้ำข้ามทะเลมายังมาเลเซียและอินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) โดยมิตรา ซูร์โยโน โฆษกสำนักงาน กล่าวว่า ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ได้รับการขอร้องไม่ให้ออกจากค่าย เพราะความเสี่ยงอันตรายหากเดินทางต่อ ซึ่งรวมถึงการโดนพวกลักลอบค้ามนุษย์ทำร้าย อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าหลายคนมีญาติอยู่ในประเทศอื่นๆ เช่นที่มาเลเซีย ซึ่งอาจเป็นเหตุผลให้พวกเขาเดินทางต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มสิทธิหลายกลุ่มกล่าวโทษรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งลดการดูแลความปลอดภัยที่ค่ายนั้นภายหลังยูเอ็นเอชซีอาร์เข้ามากำกับดูแลเมื่อเดือนที่แล้ว อุสมาน ฮามิด ผู้อำนวยการองค์กรแอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนลประจำอินโดนีเซีย กล่าวว่า แม้อินโดนีเซียจะไม่ได้ลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยผู้ลี้ภัย แต่การดำเนินการของอินโดนีเซียละเมิดพันธสัญญาที่จะปกป้องคนเหล่านี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91300</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายผู้ลีั้ภัย, ยูเอ็นเอชซีอาร์, อินโดนีเซีย, เมืองลคซูมาเว, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210128/image_big_60128d21a7c4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79806</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 22:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 21:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บังกลาเทศส่งทหารคุมค่ายผู้ลี้ภัย หลังแก๊งค้ายาโรฮีนจาปะทะกันเองดับ7ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;บังกลาเทศส่งกำลังทหารและตำรวจเข้าไปในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาเพิ่มขึ้น เพื่อควบคุมสถานการณ์ หลังเกิดเหตุแก๊งค้ายาเสพติดชาวโรฮีนจา 2 แก๊งปะทะกัน มีผู้เสียชีวิต 7 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ตำรวจบังกลาเทศลาดตระเวนในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลองเมื่อเดือนสิงหาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจบังกลาเทศเผยเมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคมว่าเกิดเหตุแก๊งค้ายาเสพติดชาวโรฮีนจา 2 แก๊งที่ค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองค็อกซ์บาซาร์ ปะทะกันเพื่อแย่งชิงพื้นที่ค้ายาบ้า ในช่วง 6 วันที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย หนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิง 1 คน และมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราฟิกูล อิสลาม รองผู้กำกับการตำรวจเมืองค็อกซ์บาซาร์ เผยกับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีว่า ตำรวจพบผู้เสียชีวิต 4 รายที่ค่ายผู้ลี้ภัยลัมบาเซียเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา จากสภาพศพ สามคนโดนยิงเสียชีวิตและอีกคนโดนแทงตาย ทางการบังกลาเทศส่งกำลังทหารและตำรวจติดอาวุธหลายร้อยนายเข้ามาควบคุมสถานการณ์ในค่ายผู้ลี้ภัยที่เกิดเหตุตั้งแต่เกิดการต่อสู้กันของแก๊งยาเสพติดในค่ายผู้ลี้ภัยที่เริ่มเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม ภายหลังเกิดการปะทะเมื่อวันอังคารก็ได้ส่งกำลังทหารและตำรวจมาที่ค่ายผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นอีก ขณะนี้สถานการณ์ในค่ายผู้ลี้ภัยสงบแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำชาวโรฮีนจาหลายคนเผยว่า เหตุปะทะของแก๊งค้ายาเสพติดในค่ายผู้ลี้ภัยเป็นการต่อสู้กันระหว่างกองกำลังปลดปล่อยโรฮีนจาแห่งอาระกัน (อาร์ซา) ที่เคยก่อเหตุโจมตีด่านความมั่นคงของเมียนมา กับแก๊งค้ายาเสพติดชาวโรฮีนจาที่ชื่อแก๊ง &amp;quot;มุนนา&amp;quot; ซึ่งเป็นชื่อหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง ที่เป็นค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาขนาดใหญ่ที่สุด มีรายงานว่าพี่ชายของหัวหน้าแก๊งคนนี้และสมาชิกในครอบครัวของเขา 3 คน เสียชีวิตระหว่างปะทะกับกองกำลังอาร์ซา ผู้นำชาวโรฮีนจาคนหนึ่งเผยว่าหลังเกิดการต่อสู้กันระหว่างแก๊งค้ายาเสพติด เขาต้องพาครอบครัวไปอยู่ในพื้นที่อื่นของค่ายเพื่อความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำชาวโรฮีนจาระดับเยาวชนคนหนึ่งที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลองเผยกับเอเอฟพีว่า ผู้ที่โดนฆ่าทั้งหมดในค่ายผู้ลี้ภัยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นฝีมือของกองกำลังอาร์ซาที่ต้องการเข้าควบคุมอย่างสิ้นเชิงในทุกพื้นที่ของค่ายผู้ลี้ภัย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79806</URL_LINK>
                <HASHTAG>บังกลาเทศ, แก๊งค้ายาโรฮีนจา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201007/image_big_5f7dd679d369c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76773</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2020 22:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2020 21:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินโดนีเซียช่วยโรฮีนจาเกือบ300คนล่องเรือนาน6เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เรือของผู้อพยพชาวโรฮีนจาเกือบ 300 คน รวมเด็ก 14 คน เดินทางถึงฝั่งของอินโดนีเซียเมื่อเช้าวันจันทร์ โดยบอกกับเจ้าหน้าที่ยูเอ็นว่าใช้เวลาเดินทางในทะเลราว 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจอินโดนีเซียเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 7 กันยายนว่า ชาวประมงพบเรือไม้ของผู้อพยพชาวโรฮีนจาในทะเล จึงช่วยพาพวกเขามาขึ้นฝั่งใกล้กับชายฝั่งเมืองล็อกเซอุมาเวทางเหนือของเกาะสุมาตราเมื่อเช้าวันจันทร์ บนเรือลำนี้มีผู้ชาย 102 คน, ผู้หญิง 181 คน และเด็ก 14 คน โรนี มาเฮนดรา ผู้บัญชาการทหารอินโดนีเซียในพื้นที่เผยว่า ผู้อพยพรายหนึ่งล้มป่วย เจ้าหน้าที่ต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ็อกตินา ผู้ประสานงานสำนักงานผู้ลี้ภัยยูเอ็น เผยว่า จากการสอบถามผู้อพยพโรฮีนจากลุ่มนี้เล่าว่า พวกเขาล่องเรือมาแล้วราว 6 เดือน สภาพร่างกายของพวกเขาอ่อนแอมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านคริส เลวา ผู้อำนวยการ &amp;quot;อารากันโปรเจ็กต์&amp;quot; เอ็นจีโอที่ทำงานด้านวิกฤติโรฮีนจาเผยว่า ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ล่องเรือมาจากทางใต้ของบังกลาเทศช่วงปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน โดยมีเป้าหมายต้องการขึ้นฝั่งมาเลเซีย แต่โดนผลักดันไม่ให้ขึ้นฝั่งทั้งจากเจ้าหน้าที่มาเลเซียและไทยเนื่องจากมาตรการควบคุมไวรัสโคโรนา และผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้อาจโดนแก๊งค้ามนุษย์จับเป็นตัวประกันกลางทะเลอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง เพราะต้องการรีดไถเงินจากพวกเขา โดยบอกว่าจะไม่พาเรือขึ้นฝั่งถ้าไม่จ่ายเงินให้ แต่ยังไม่ทราบว่าเรื่องจริงทั้งหมดเป็นอย่างไร ผู้ลี้ภัยโรฮีนจากลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เราพบตั้งแต่ปี 2558 ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชาวโรฮีนจาราว 800 คนที่มีรายงานว่าเดินทางออกจากทางใต้ของบังกลาเทศในช่วงต้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวบ้านในเมืองนี้นำอาหารและเสื้อผ้ามาให้ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา ไอส์ยาห์ ชาวเมืองล็อกเซอุมาเว บอกว่า เป็นห่วงสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขา พวกเขาต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เรือของผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาราว 100 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก เดินทางมาถึงพื้นที่เดียวกันนี้ ใช้เวลาเดินทาง 4 เดือน เล่าว่าโดนแก๊งค้ามนุษย์ทุบตีและต้องดื่มฉี่ตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76773</URL_LINK>
                <HASHTAG>อินโดนีเซีย, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200907/image_big_5f564b74d5695.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2020 20:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2020 20:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไวรัสโคโรนาเข้าถึงค่ายผู้ลี้ภัยโรฮีนจาบังกลาเทศ พบติดเชื้อแล้ว 2 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;พบชาวโรฮีนจารายแรกติดเชื้อโควิด-19 ในค่ายผู้ลี้ภัยที่เมืองค็อกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ และชาวบังกลาเทศที่อาศัยอยู่ใกล้ค่ายผู้ลี้ภัยติดเชื้อโควิดอีกราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนอยู่ที่ทางเข้าศูนย์ส่งผ่านขององค์การสหประชาชาติ ที่เจ้าหน้าที่กักกันโรคชาวโรฮีนจา 4 คนที่เดินทางกลับจากอินเดียมาถึงค่ายในเมืองยูเกีย ชานเมืองค็อกซ์ บาซาร์ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันศุกร์ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขออกมาเตือนก่อนหน้านี้นานแล้วถึงความเสี่ยงที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะแพร่ระบาดในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาในเมืองค็อกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ ที่ผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่หนีมาจากเมียนมาเมื่อ 2 ปีก่อนอยู่กันอย่างแออัดในบ้านที่ทำจากผ้าใบและไม้ไผ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาบู โตฮา ภูริยัน ผู้ประสานงานสาธารณสุขของบังกลาเทศเผยก่อนหน้านี้ว่า มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา 2 คนติดโรคโควิด-19 และขณะนี้อยู่ระหว่างการกักตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาคาทาริน เบร์การู โฆษกองค์การอนามัยโลกแถลงว่า ชายชาวโรฮีนจา 1 คนในค่ายลี้ภัยและชายชาวบังกลาเทศที่บ้านอยู่ใกล้กับค่ายผู้ลี้ภัยติดโรคโควิด-19 กำลังรักษาตัวอยู่ที่คลินิกแห่งหนึ่งภายในค่ายผู้ลี้ภัย องค์การอนามัยโลกส่งทีมสอบสวนเร็วเข้าไปในค่ายผู้ลี้ภัยเพื่อติดตามเคสผู้ป่วยโรคโควิดทั้งสองราย โดยจะตามหาผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยทั้งสองรายเพื่อนำมากักตัวและตรวจหาว่าติดเชื้อโควิดหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบังกลาเทศกล่าวกันว่า พวกเขากำลังเพิ่มมาตรการป้องกันและตรวจหาผู้ติดเชื้อไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อต้นเดือนเมษายน ทางการบังกลาเทศออกคำสั่งล็อกดาวน์พื้นที่โดยรอบเมืองค็อกซ์บาซาร์ที่มีประชากรราว 3.4 ล้านคนอย่างเข้มงวด โดยรวมผู้ลี้ภัยด้วย หลังมีรายงานชาวบังกลาเทศติดโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นมาก รวมทั้งสั่งห้ามเดินทางเข้า-ออกค่ายผู้ลี้ภัยทุกแห่ง และให้ลดจำนวนองค์กรต่างๆ ที่ให้การช่วยเหลือในค่ายผู้ลี้ภัยลงเหลือ 80%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66037</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายผู้ลี้ภัย, บังกลาเทศ, ผู้ติดเชื้อไวรัส, โควิด-19, โรฮิงญา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200515/image_big_5ebe983ddfea1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2020 21:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2020 20:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลโลกสั่งเมียนมาปกป้องโรฮีนจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลโลกที่กรุงเฮกมีคำสั่งเมื่อวันพฤหัสบดีให้เมียนมาดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องประชากรชาวมุสลิมโรฮีนจา จากการโดนประหัตประหารและกระทำทารุณโหดร้าย และให้ทำรายงานกลับมานำเสนอภายในเวลา 4 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาบูบาการ์ ทัมบาดู รัฐมนตรียุติธรรมแกมเบีย โบกมือทักทายตัวแทนชาวโรฮีนจา ที่ศาลโลกเมื่อวันที่ 23 มกราคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำตัดสินอย่างเป็นเอกฉันท์ของผู้พิพากษา 17 ท่านในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) หรือศาลโลก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563 เป็นไปตามคำฟ้องของแกมเบีย ประเทศมุสลิมในแอฟริกา เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ที่ขอให้ศาลออกคำสั่งให้มีมาตรการเบื้องต้นหรือคำสั่งให้รัฐงดเว้นการกระทำ ระหว่างรอการพิจารณาคดีที่แกมเบียยื่นฟ้องว่าเมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาโดยละเมิดต่ออนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมทำลายล้างเผ่าพันธุ์ ปี 2491 ยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าศาลแห่งนี้จะมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อใด ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาหลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลยังสั่งให้เมียนมาเสนอรายงานต่อศาลภายในเวลา 4 เดือน แล้วจากนั้นให้ทำรายงานกลับมาทุกๆ 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุฟ ประธานศาล กล่าวว่า เมียนมาต้องดำเนินมาตรการทุกด้านภายใต้อำนาจของตนเพื่อป้องกันการกระทำการทุกอย่างที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฉบับนี้ ซึ่งรวมถึง &amp;quot;การฆ่าสมาชิกของกลุ่ม&amp;quot; และ &amp;quot;การกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้กลุ่มมีสภาพชีวิตที่คาดหมายได้ว่าจะก่อความเสื่อมโทรมทางกายทุกส่วนหรือบางส่วน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้าคำสั่งนี้ ไอซีเจเพิ่งมีคำตัดสินเป็นครั้งแรกในคดีนี้ว่าศาลแห่งนี้ ซึ่งตั้งขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อตัดสินข้อพิพาทระหว่างรัฐ มีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลเมียนมาโดยพฤตินัย เดินทางมาแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลที่กรุงเฮกด้วยตนเองเมื่อเดือนธันวาคม โดยยืนกรานปฏิเสธว่าปฏิบัติการปราบปรามของกองทัพที่รัฐยะไข่นั้นไม่ได้เกิดจากเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา เมียนมาสามารถสอบสวนคำกล่าวหาเหล่านี้ด้วยตนเอง และขอให้ศาลยุติคดี โดยเตือนว่าคดีนี้จะยิ่งกระพือให้เกิดวิกฤติขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางซูจีไม่ได้มาฟังคำตัดสินเมื่อวันพฤหัสบดี โดยเมียนมาส่งจอ ถิ่น ส่วย รัฐมนตรีประจำสำนักงานมนตรีแห่งรัฐ เป็นผู้แทนเข้าร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไฟแนนเชียลไทมส์ตีพิมพ์บทความของนางซูจีก่อนหน้าที่ศาลจะมีคำตัดสินในวันพฤหัสบดี โดยนางยอมรับว่าอาจมีการก่ออาชญากรรมสงครามเกิดขึ้นกับชาวมุสลิมโรฮีนจา แต่ผู้อพยพลี้ภัยก็กล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดอย่างเกินจริงเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปฏิบัติการปราบปรามที่กองทัพเมียนมาเป็นแกนนำ ในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560 ส่งผลให้ชาวโรฮีนจาอพยพข้ามชายแดนเข้าบังกลาเทศมากกว่า 730,000 คน พร้อมกับคำกล่าวหาว่ากองกำลังฝ่ายความมั่นคงเข่นฆ่า, ข่มขืน และวางเพลิง คณะสอบสวนข้อเท็จจริงขององค์การสหประชาชาติสรุปว่า ปฏิบัติการของกองทัพดำเนินการด้วยเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ คณะกรรมการสอบสวนอิสระที่รัฐบาลเมียนมาจัดตั้งขึ้น ให้ข้อสรุปว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบางคนใช้กำลังเกินกว่าเหตุและก่ออาชญากรรมสงครามและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อชาวโรฮีนจา ซึ่งรวมถึงการฆ่าชาวบ้านบริสุทธิ์และทำลายบ้านของพวกเขา แต่การสอบสวนไม่พบหลักฐานเพียงพอของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันพุธที่ผ่านมา องค์กรภาคประชาสังคมเมียนมากว่า 100 แห่ง ออกแถลงการณ์ร่วมกัน แสดงความสนับสนุนการพิจารณาคดีของไอซีเจ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏและยุติการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำสั่งของไอซีเจมีผลผูกมัด โดยคำตัดสินของศาลแห่งนี้จะถือเป็นที่สุด อุทธรณ์ไม่ได้ กระนั้นไอซีเจก็ไม่มีอำนาจในการบังคับคดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55350</URL_LINK>
                <HASHTAG>พม่า, ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ, ศาลโลก, เมียนมา, โรฮิงญา, โรฮีนจา, ไอซีเจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200123/image_big_5e29a7b57b605.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
