<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2021 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2021 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้บัญชาการทหาร12ประเทศรุมประณามกองทัพเมียนมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทั่วโลกรุมประณามกองกำลังความมั่นคงเมียนมาฆ่าหมู่ประชาชนในวันกองทัพเมียนมาเสาร์ที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด 12 ประเทศประณามการใช้กำลังร้ายแรงกับพลเรือนไร้อาวุธ เอเอพีพีระบุมีคนตายวันเดียวกว่า 90 รวมถึงเด็ก 6 คน แต่สื่อท้องถิ่นชี้ตายอย่างน้อย 114 สถานทูตสหรัฐเตือนอเมริกันระมัดระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องประชาคมนานาชาติช่วยเหลือเมียนมา ที่จัตุรัสทราฟัลการ์ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2564 (Photo by Pietro Recchia/SOPA Images/LightRocket via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า แถลงการณ์ร่วมของผู้บัญชาการทหารสูงสุด 12 ประเทศมีออกมาเมื่อวันอาทิตย์ ภายหลังกองกำลังความมั่นคงเมียนมาปราบปรามผู้ประท้วงทั่วประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ 27 มีนาคม ซึ่งตรงกับวันกองทัพเมียนมา สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (เอเอพีพี) ซึ่งเป็นกลุ่มสังเกตการณ์ในเมียนมา กล่าวว่า ทหารใช้กระสุนจริงในการปราบปรามภายใน 9 ภูมิภาค รวมถึงนครย่างกุ้ง ถึงช่วงค่ำวันเสาร์มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 คน และทำให้ยอดผู้เสียชีวิตโดยรวมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 423 คนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กองกำลังของรัฐบาลทหารยิงปืนกลในเขตที่อยู่อาศัย ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงเด็ก 6 คนที่มีอายุระหว่าง 10-16 ปี&amp;quot; เอเอพีพีกล่าว &amp;quot;ข้อเท็จจริงที่ระบอบทหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพ่งเล็งเป้าหมายที่เด็กนั้นเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างร้ายแรง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์อ้างสำนักข่าวออนไลน์เมียนมานาวว่า การปราบปรามเมื่อวันเสาร์มีคนโดนฆ่าตาย 114 คน ผู้ตายรวมถึงที่เมืองมัณฑะเลย์ 40 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงวัย 13 ปี, ที่ย่างกุ้งอย่างน้อย 27 คน และมีรายงานเด็กอายุ 13 ปีโดนฆ่าตายที่ภูมิภาคสะกาย นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตตั้งแต่ที่รัฐกะฉิ่นซึ่งเป็นเขตเทือกเขาภาคเหนือ ลงมาถึงเมืองตะนาวศรีในภาคใต้ติดทะเลอันดามัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปราบปรามนองเลือดที่สุดนับแต่กองทัพก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เรียกเสียงประณามจากนานาชาติอีกครั้ง โธมัส เวย์เดา เอกอัครราชทูตสหรัฐ โพสต์ทางโซเชียลมีเดียว่า การนองเลือดครั้งนี้น่ากลัวมาก ประชาชนชาวเมียนมาพูดอย่างชัดเจนว่า พวกเขาไม่ต้องการอยู่ภายใต้ระบอบทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานทูตสหรัฐประจำย่างกุ้งทวีตเมื่อวันอาทิตย์ เรียกร้องคนอเมริกันจำกัดการเคลื่อนย้าย &amp;quot;หากคุณต้องเดินทางขอให้ใช้ความระมัดระวัง และให้มั่นใจว่าคุณสามารถสื่อสารกับคนที่คุณรักได้ขณะเดินทาง&amp;quot; ทวีตของบริการพลเมืองสหรัฐกล่าว หนึ่งวันก่อนหน้านี้สถานทูตสหรัฐเพิ่งเปิดเผยว่า ศูนย์วัฒนธรรมอเมริกันในนครย่างกุ้งตกเป็นเป้ากระสุนด้วย แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของ 12 ประเทศนำโดยสหรัฐ ออกแถลงการณ์ร่วมกันซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ประณามกองทัพเมียนมาที่เข่นฆ่าพลเรือนไร้อาวุธ โดยระบุว่า ทหารอาชีพต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากล และมีหน้าที่ปกป้อง ไม่ใช่ทำร้าย ประชาชนที่พวกเขารับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเรียกร้องให้กองทัพเมียนมายุติความรุนแรง และทำงานเพื่อฟื้นฟูความเคารพและความเชื่อถือกับประชาชนชาวเมียนมา ซึ่งได้สูญเสียไปจากการกระทำของกองทัพเอง&amp;quot; แถลงการณ์ฉบับนี้ลงนามโดยผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพสหรัฐ, อังกฤษ, แคนาดา, เยอรมนี, กรีซ, อิตาลี, เดนมาร์ก, เนเธอร์แลนด์, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทอม แอนดรูว์ ผู้จัดทำรายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวเรียกร้องว่า ถึงเวลาที่ทั่วโลกต้องดำเนินการ หากไม่ผ่านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็น ก็ให้ทำผ่านการประชุมฉุกเฉินระหว่างประเทศ รัฐบาลทหารเมียนมาสมควรต้องถูกตัดขาดจากเงินทุน เช่นรายได้จากน้ำมันและก๊าซ และตัดขาดจากการเข้าถึงอาวุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศพของผู้เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์บางรายได้รับการจัดพิธีแล้วเมื่อวันอาทิตย์ ขณะเดียวกัน มีรายงานจากสื่อเมียนมาว่า ชาวเมียนมายังคงออกมาชุมนุมประท้วงอีกในหลายเมือง เช่น พะโคและโมนยวา หรือในเมืองเล็กๆ อย่างโมกองในรัฐกะฉิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐกะเหรี่ยงในภาคตะวันออกติดชายแดนไทย ซา มู นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง กล่าวว่า กองทัพเมียนมาเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเมื่อคืนวันเสาร์ ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) เผยว่า ได้บุกยึดค่ายของทหารเมียนมา ฆ่าฝ่ายตรงข้ามได้ 10 คน การโจมตีทางอากาศต่อกองพันที่ 5 ของเคเอ็นยู ทำให้มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 8 คน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97546</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพฆ่าพลเรือน, ประท้วงรัฐประหาร, ปราบปรามผู้ประท้วง, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด12ประเทศ, พม่า, รัฐประหารเมียนมา, วันกองทัพเมียนมา, เมียนมา, โลกรุมประณาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_6060479184cbe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 16:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โลกรุมประณามกองทัพเมียนมายึดอำนาจ สหรัฐขู่จัดการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สหรัฐอเมริกาและองค์การสหประชาชาตินำขบวนประณามการก่อรัฐประหารในเมียนมาและการจับกุมนางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลพลเรือนหลายรายเมื่อวันจันทร์ ทำเนียบขาวเตือนสหรัฐจะดำเนินการกับกองทัพเมียนมา ขณะจีนเรียกร้องทุกฝ่ายแก้ปัญหาขัดแย้งตามกรอบกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาว (Photo by Drew Angerer/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี ก่อนหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ของเมียนมาที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว จะเปิดการประชุมสภาวันแรกเมื่อวันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ เกิดขึ้นภายหลังมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างกองทัพที่เคยกุมอำนาจปกครองเมียนมานานเกือบ 50 ปี กับรัฐบาลของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางซูจีที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเป็นครั้งที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทัพเมียนมาออกแถลงการณ์ยืนยันว่ากองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนแล้วเมื่อวันจันทร์ ภายหลังควบคุมตัวนางอองซาน ซูจี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคน โดยกองทัพอ้างว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน และคณะกรรมการการเลือกตั้งล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาว ออกแถลงการณ์เมื่อคืนวันอาทิตย์ตามเวลากรุงวอชิงตันว่า สหรัฐคัดค้านความพยายามใดๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งหรือขัดขวางการเปลี่ยนผ่านตามระบอบประชาธิปไตยของเมียนมา และจะดำเนินการกับผู้ที่รับผิดชอบหากขั้นตอนเหล่านี้ไม่ย้อนกลับ สหรัฐเรียกร้องให้กองทัพและทุกฝ่ายยึดมั่นในบรรทัดฐานประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม และปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมในวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ของสหรัฐ เรียกร้องให้กองทัพเมียนมาปล่อยตัวเจ้าหน้าที่รัฐบาลและแกนนำภาคประชาสังคมทุกคน และเคารพเจตจำนงของประชาชาวพม่าตามที่ได้แสดงออกในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ท่ามกลางกระแสข่าวลือรัฐประหารและคำขู่ของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ว่าอาจยกเลิกรัฐธรรมนูญ รัฐบาลสหรัฐพร้อมด้วยรัฐบาลชาติตะวันตกมากกว่า 12 ชาติ ออกแถลงการณ์ร่วมกันเมื่อวันที่ 29 มกราคม เรียกร้องให้กองทัพเมียนมายึดมั่นในบรรทัดฐานประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์นั้นด้วย เป็นชาติแรกๆ ที่แสดงปฏิกิริยาต่อข่าวการจับกุมนางซูจีและการยึดอำนาจของกองทัพ โดยมาริส เพย์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเรียกร้องให้กองทัพเมียนมาเคารพหลักนิติธรรม, แก้ปัญหาขัดแย้งผ่านกฎหมายทางกฎหมาย และปล่อยตัวผู้นำพลเรือนและบุคคลอื่นๆ ที่โดนควบคุมตัวอย่างผิดกฎหมายทุกคนทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษประณามการก่อรัฐประหารและการคุมขังนางซูจี ที่เป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนโดยพฤตินัย และว่าการลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนต้องได้รับการเคารพและผู้นำพลเรือนทั้งต้องถูกปล่อยตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรุงปักกิ่ง หวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า จีนเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของเมียนมา จีนหวังว่าทุกฝ่ายจะแก้ปัญหาความขัดแย้งภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องเสถียรภาพทางสังคมและการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศของอินเดียก็ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ในเมียนมา โดยกล่าวว่าอินเดียสนับสนุนกระบวนการเปลี่ยนผ่านตามระบอบประชาธิปไตยในเมียนมาอย่างแน่วแน่ และเชื่อว่าหลักนิติธรรมและกระบวนการประชาธิปไตยต้องผดุงไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกของอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประณามอย่างรุนแรงต่อการควบคุมตัวนางซูจี, ประธานาธิบดีวิน มยิน และผู้นำคนอื่นๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ชาร์ลส์ มิเชล ประธานคณะมนตรียุโรป ประณามรัฐประหารครั้งนี้อย่างรุนแรงและเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวอย่างผิดกฎหมายทุกคน &amp;quot;ผลการเลือกตั้งต้องได้รับการเคารพ และกระบวนการประชาธิปไตยต้องได้รับการฟื้นฟู&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์มีความห่วงกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา โดยกล่าวว่า หวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดกลั้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลแนะนำชาวสิงคโปร์ในเมียนมาให้ระมัดระวังในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่นิ่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลญี่ปุ่นก็มีคำเตือนพลเมืองของตนในเมียนมาเช่นกัน โดยขอให้อยู่แต่ในเคหสถาน และละเว้นการออกไปภายนอกยกเว้นมีความจำเป็นจริงๆ แต่ญี่ปุ่นไม่มีแผนจะนำพลเมืองกลับประเทศ แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นยังเรียกร้องให้กองทัพปล่อยตัวนางซูจีและรื้อฟื้นระบอบประชาธิปไตยโดยเร็วด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91650</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพเมียนมา, พม่า, รัฐประหาร, สหรัฐขู่, เมียนมา, โลกรุมประณาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210201/image_big_6017a88a8861f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2018 22:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โลกรุมประณาม เมียนมาจำคุก 2 นักข่าวคุ้ยฆ่าหมู่โรฮีนจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลในนครย่างกุ้งตัดสินจำคุกนักข่าวรอยเตอร์ชาวเมียนมา 2 คน คนละ 7 ปี จากความผิดฐานละเมิดกฎหมายความลับทางราชการ ทั้งคู่ยืนยันความบริสุทธิ์อ้างโดนตำรวจจัดฉากจับกุมระหว่างการสืบค้นเหตุการณ์ฆ่าหมู่ชาวโรฮีนจารัฐยะไข่ ทั่วโลกรุมประณาม ยูเอ็นจี้ปล่อยตัวทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วา โลน ชูนิ้วโป้ง 2 ข้างขณะกล่าวกับนักข่าวที่รออยู่ด้านนอกศาลภายหลังคำตัดสินจำคุก / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กันยายน 2561 ผู้พิพากษาเย ลวิน แห่งศาลแขวงของนครย่างกุ้ง มีคำพิพากษาว่า วา โลน อายุ 32 ปี และจ่อ โซ อู อายุ 28 ปี มีความผิดฐานฝ่าฝืนกฎหมายความลับของทางราชการ มาตรา 3.1 ซี และตัดสินจำคุกจำเลยทั้งสอง รายละ 7 ปี โดยโทษจำคุกจะหักจำนวนวันที่ทั้งคู่โดนคุมขังตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2561 และจำเลยสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลระดับภาคและศาลฎีกาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักข่าวรอยเตอร์ชาวเมียนมา 2 รายนี้ปฏิเสธความผิด โดยให้การต่อศาลว่า พวกเขาโดนจัดฉากจับกุมเพราะการสืบค้นเหตุการณ์ฆ่าชาวมุสลิมโรฮีนจา 10 คนในหมู่บ้านอินดิน รัฐยะไข่ เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ทั้งคู่อ้างว่าไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในนครย่างกุ้งเพื่อรับประทานอาหารค่ำตามคำเชิญของตำรวจ 2 นาย จากนั้นก็ได้รับมอบเอกสารเหล่านี้ แต่เมื่อพวกเขาออกจากร้านอาหารก็โดนตำรวจเข้าจับกุมทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรวจนายหนึ่งเคยให้การในฐานะพยานว่า การพบกันที่ร้านอาหารนั้นเป็นการจัดฉากวางกับดักนักข่าวคู่นี้ เพื่อขัดขวางหรือลงโทษที่พวกเขารายงานข่าวการฆ่าหมู่ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานรอยเตอร์กล่าวว่า ผู้พิพากษาใช้เวลาอ่านสำนวนคำให้การฉบับย่อของพยานเป็นเวลาราว 1 ชั่วโมงก่อนจะมีคำพิพากษาว่า &amp;quot;เอกสารลับ&amp;quot; ที่พบอยู่กับจำเลยทั้งสองนั้นเป็นประโยชน์ต่อรัฐข้าศึกศัตรูและองค์กรก่อการร้าย เอกสารที่ทั้งคู่ครอบครองไว้และที่พบในโทรศัพท์ของพวกเขานั้นไม่ใช่ข้อมูลของสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างที่ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินนั้น นักข่าวหลายคนจดบันทึกทั้งน้ำตา ส่วนนางชิต ซู วิน ภรรยายของจ่อ โซ อู ร้องไห้โฮหลังคำตัดสิน คนในครอบครัวต้องช่วยพยุงเธอตอนออกจากศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถูกนำตัวออกจากศาล จ่อ โซ อู กล่าวกับกองทัพนักข่าวที่รอด้านนอกว่า เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และพวกเขาจะต่อสู้เพื่อเสรีภาพต่อไป &amp;quot;สิ่งที่ผมอยากบอกต่อรัฐบาลนี้คือ คุณจับพวกเราขังคุกได้ แต่อย่าได้ปิดหูปิดตาประชาชน&amp;quot; ด้านวา โลน ได้จับมือกับผู้สนับสนุนหลายคนและบอกพวกเขาว่าไม่ต้องเป็นห่วง &amp;quot;เรารู้ว่าเราทำอะไรลงไป เรารู้ว่าเราไม่ได้ทำผิด เราไม่กลัว เราเชื่อในความยุติธรรม, ประชาธิปไตย และเสรีภาพ&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรวจควบคุมตัว จ่อ โซ อู (กลาง) ออกจากศาลภายหลังคำตัดสิน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มปกป้องเสรีภาพสื่อ, องค์การสหประชาชาติ, สหภาพยุโรป และอีกหลายประเทศ อาทิ สหรัฐ, แคนาดา และออสเตรเลีย ต่างเรียกร้องพวกเขาพ้นจากข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตัดสินคดีที่ได้รับการจับตามองจากทั่วโลกในครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริงขององค์การสหประชาชาติเพิ่งออกรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่า กองทัพเมียนมาและพวกผู้บัญชาการทหาร ซึ่งรวมถึงพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รณรงค์ &amp;quot;ล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; และ &amp;quot;ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ&amp;quot; ต่อชนกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศนำตัวพวกเขามาดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานนี้ยังโจมตีนางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนเมียนมาโดยพฤตินัยด้วยว่า ไม่ใช้อำนาจทางศีลธรรมที่มีในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อชนกลุ่มน้อยที่มีสถานะไร้รัฐเหล่านี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านมิเชล บาชเลต์ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติคนใหม่ ออกแถลงการณ์ที่นครเจนีวา ว่าเธอ &amp;quot;ช็อก&amp;quot; การพิจารณาคดีนี่้เป็นการล้อเลียนความยุติธรรม และขอเรียกร้องให้พม่าปล่อยตัวนักข่าวทั้งสองโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลอังกฤษก็เรียกร้องให้ปล่อยตัวทั้งคู่ &amp;quot;ทันที&amp;quot; เช่นกัน โดยโฆษกของนายกฯ เทเรซา เมย์ กล่าวว่า อังกฤษผิดหวังอย่างที่สุดกับคำตัดสินและคำพิพากษาลงโทษ ส่วนรัฐบาลฝรั่งเศสประณามว่าเป็นการทำร้ายเสรีภาพสื่อและหลักนิติธรรมในประเทศนี้อย่างร้ายแรง ฝรั่งเศสเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขาและขอให้เมียนมาเคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงอนุญาตให้สื่อเข้ารัฐยะไข่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนออกแถลงการณ์ที่กรุงปารีส ประณามคำตัดสินจำคุกนักข่าว 2 คนนี้ว่าเป็นวันอันมืดมนสำหรับเสรีภาพสื่อในเมียนมา คำตัดสินอันเป็นบทสรุปจากการพิจารณาคดีหลอกลวงนี้ก่อให้เกิดคำถามอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยของเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวในแถลงการณ์ว่า คำพิพากษานี้เป็นการส่งคำเตือนหนักแน่นถึงนักข่าวคนอื่นๆ ในประเทศนี้ว่าหากยังจับตาการละเมิดของกองทัพอย่างใกล้ชิดก็จะเจอกับผลลัพธ์รุนแรงเช่นนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเซ็นเซอร์ผ่านการสร้างความหวาดกลัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16753</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำคุกนักข่าว, นักข่าวรอยเตอร์, พม่า, รอยเตอร์, เมียนมา, โรฮีนจา, โลกรุมประณาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180903/image_big_5b8d549480848.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
