<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 19:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 19:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผุดแหล่งเรียนรู้โรงไฟฟ้าชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ปัญหาโลกร้อนและมลพิษที่เกิดขึ้นทำให้ปัจจุบันเทรนด์การผลิตกระแสไฟฟ้าโดยการใช้พลังงานทดแทนกำลังได้รับความนิยม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนถึงการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ และยังเป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ซึ่งบริษัท พลาสม่า เพียวริตี้ พาวเวอร์ จำกัด ผู้ผลิตไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ 1.2 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าต้นแบบที่ จ.อุบลราชธานี ถือว่าเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีแนวคิดริเริ่มจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ซึ่ง นายศรัณย์ ตันวัฒนะพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลาสม่า เพียวริตี้ พาวเวอร์ จำกัด &amp;nbsp;กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายให้โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ของพีพีพาวเวอร์ในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านกระบวนการผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงานของประเทศไทย ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีและการบริหารจัดการรวมที่พิสูจน์ประสิทธิผลในภาคอุตสาหกรรม เป็นโครงการนำร่องต้นแบบแรกที่ผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และดำเนินการผลิตมาตลอดต่อเนื่องกว่า 8 ปีแล้ว จนกลายเป็นโมเดลศึกษาของการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างโรงไฟฟ้าและชุมชนรอบข้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ปัจจุบันพีพีพาวเวอร์ได้สร้างและพัฒนาโมเดลอย่างครบวงจรในโครงการต้นแบบ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรในชุมชนปลูกหญ้าเนปียร์ส่งโรงไฟฟ้าในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อให้ชุมชนได้ปลูกหญ้าเนเปียร์มาขายเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าในราคาประกัน ทำให้ชุมชนมีรายได้ที่มั่นคง กำจัดปัญหาความผันผวนด้านการตลาดและราคาที่สามารถเกิดขึ้นได้ในการผลิตสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ รวมทั้งเป็นต้นแบบการบริหารจัดการแปลงเกษตรขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ด้วยเครื่องจักรและอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อลดต้นทุน และการแจกจ่ายปุ๋ยน้ำและปุ๋ยแห้งอินทรีย์ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากโรงไฟฟ้า ทำให้สมาชิกเกษตรกรลดและเลิกการใช้สารเคมีทุกชนิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;พีพีพาวเวอร์ตั้งเป้าหมายจะเป็นแหล่งเรียนรู้โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ สำหรับภาครัฐหรือเอกชน เพื่อที่จะทำให้โครงการเช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นในชุมชนต่างๆ ของประเทศไทย โดยบริษัทมีความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนอย่างครบวงจร และพร้อมเดินร่วมกับเจ้าของโครงการและชุมชนต่างๆ เพื่อความมั่นใจว่าโครงการจะเกิดประสิทธิผลอย่างสมบูรณ์&amp;quot; นายศรัณย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายศรัณย์กล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทยังเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) พ.ศ.2564 จำนวน 150 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในปีนี้พิจารณาคัดเลือกโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งล่าสุดโรงไฟฟ้าชุมชนก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ขนาดรวม 6 เมกะวัตต์ จำนวน 2 โครงการใน อ.สว่างวีระวงศ์ และ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ได้ผ่านการพิจารณารอบเทคนิค หลังจากนี้อยู่ระหว่างรอการเปิดซองราคาในวันที่ 9 กันยายน 2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้พีพีพาวเวอร์ยังมีบริษัท บุญ เอนเนอร์ซิส จำกัด ที่เป็นบริษัทในเครือ ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากหลุมฝังกลบขยะขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 6.24 เมกะวัตต์ และจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นเวลามากกว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งโครงการตั้งอยู่ภายในสถานกำจัดขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ที่รองรับขยะมูลฝอยชุมชนจากประมาณ 40 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วจังหวัดนนทบุรี ปริมาณกว่า 1,500 ตันต่อวันมากำจัด โดยปัจจุบันบริษัทได้บริหารจัดการระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพทำให้ช่วยลดมลภาวะต่างๆ ที่มีอยู่เดิมได้ เช่น กลิ่น หรือน้ำเสีย เป็นต้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113401</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุบลราชธานี, บริษัท พลาสม่า เพียวริตี้ พาวเวอร์ จำกัด, พลังงานทดแทน, ศรัณย์ ตันวัฒนะพงษ์, เชื้อเพลิงชีวภาพ, โลกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6119090b83051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 19:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยพร้อมจัดการประชุมโลกร้อน TCAC ครั้งแรก ทส.ระดมพลเตรียมการ กำหนดปลายเดือนสิงหานี้ ให้ผู้ว่าทุกจังหวัดเป็นตัวแทนโชว์เคสแก้ปัญหาและความสำเร็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ไทยพร้อมจัดการประชุมโลกร้อน TCAC ครั้งแรก ปลัด ทส. นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเตรียมการ &amp;nbsp;หลังรองนายก &amp;ldquo; ประวิตร&amp;rdquo; ไฟเขียวให้ดำเนินการ จำลองรูปแบบการประชุมระดับโลก COP ให้ผู้ว่าเป็นตัวแทนแต่ละจังหวัด โชว์เคสความสำเร็จแก้ปัญหา ช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;วันนี้ ( 29 เม.ย. 64) ที่ห้องประชุมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเตรียมการจัดประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย หรือ TCAC (Thailand Climate Action Conference) โดยมีภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมในรูปแบบ Video Conference&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;เปิดเผยภายหลังการประชุมฯ ว่า เนื่องด้วยปัญหาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือที่เรียกกันว่า โลกร้อน ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับความร่วมมือมือจากทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งในเวทีระดับโลกนั้น ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญได้ให้ความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ และทุกประเทศในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เช่น การเข้าร่วมการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Conference of Parties) หรือ COP ที่จัดเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2564 นี้จะจัดขึ้นช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน ที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักรอาณาจักร โดยการประชุม COP ดังกล่าวแต่ละประเทศจะมีการกล่าวถ้อยแถลงถึงเป้าหมายและทิศทางการทำงานด้านการแก้ไขปัญหาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งของประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;จากรูปแบบการจัดประชุม COP ที่เน้นการนำเสนอเป้าหมาย และทิศทางการทำงานที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของแต่ละประเทศ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนของประเทศไทยได้เห็นฟ้องร่วมกันว่า ประเทศไทยควรมีการประชุมคล้ายๆกับ COP แต่จะย่อส่วนจากแต่ละประเทศเป็นมาเป็นแต่ละจังหวัดแทน พร้อมทั้งให้มีการนำเสนอถึงปัญหา แนวทางการแก้ไขปัญหาของแต่ละจังหวัด จากแนวคิดดังกล่าว พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ได้เห็นชอบและได้มีการนำเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ จนนำมาสู่คำสั่งให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเตรียมการจัดประชุม &amp;nbsp;TCAC ขึ้น&amp;nbsp; เพื่อขับเคลื่อนการประชุมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; กล่าวต่อไปว่า การจัดประชุม TCAC ถือครั้งแรกของประเทศไทย โดยเบื้องต้นกำหนดจัดในช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ทั้งนี้รูปแบบการประชุมจะคล้ายกับ COP แต่จะย่อส่วนจากแต่ละประเทศเป็นมาเป็นแต่ละจังหวัด โดยมีความร่วมมือของภาคเอกชนและท้องถิ่นนำผลสำเร็จที่ได้รับและมาตราการต่างๆทีดีในแต่ละจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดมาเสนอในที่ประชุมระดับประเทศก่อน แล้วมารวบรวมอธิบายเป็นภาพรวมต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101203</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, จตุพร บุรุษพัฒน์, โลกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608aa74c7e2ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46239</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2019 21:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2019 20:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยาวชนหลายล้านคนทั่วโลกเดินขบวนหนุนแก้ปัญหาโลกร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นักเรียนนักศึกษาพร้อมใจกันหยุดเรียนมาเดินขบวนรณรงค์ต่อต้านภาวะโลกร้อนร่วมกับผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกเมื่อวันศุกร์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใหญ่ลงมือหยุดยั้งหายนะทางสิ่งแวดล้อมเสียแต่เดี๋ยวนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เยาวชนยูเครนชูป้ายระหว่างเดินขบวนในกรุงเคียฟเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2562 / Sergei SUPINSKY / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2562 ว่าการเดินขบวนรณรงค์ต่อสู้กับปัญหาภาวะโลกร้อนในครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยคาดว่าจะมีเด็กนักเรียนและผู้ใหญ่จาก 150 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมการเดินขบวนที่กำหนดจัดขึ้น 5,000 แห่ง เริ่มตั้งแต่ประเทศหมู่เกาะแถบแปซิฟิก เอเชีย และจะไปปิดฉากที่นครนิวยอร์กของสหรัฐ ซึ่งนักเรียน 1.1 ล้านคน จากโรงเรียนของรัฐประมาณ 1,800 แห่งได้รับอนุญาตให้หยุดเรียนมาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัตถุประสงค์ของการเดินขบวนในวันศุกร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ &amp;quot;วันศุกร์เพื่ออนาคต&amp;quot; ที่เกรียตา ทุนแบร์ก เด็กหญิงนักเคลื่อนไหวชาวสวีเดนวัย 16 ปี เป็นแรงบันดาลใจ คือการแสดงพลังอันเป็นหนึ่งเดียวของนักเรียนและผู้คนทั่วโลก เพื่อสะท้อนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อโลกใบนี้ และกระตุ้นให้นักการเมืองและธุรกิจทั้งหลายดำเนินการอย่างดุดันมากขึ้น เพื่อหยุดยั้งภาวะโลกร้อน ที่นักวิทยาศาสตร์ต่างเตือนว่าจะนำไปสู่หายนะทางสิ่งแวดล้อม หากแนวโน้มยังดำเนินอยู่เช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเดินขบวน &amp;quot;วันศุกร์เพื่ออนาคต&amp;quot; ที่กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี / John MACDOUGALL / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้าการเดินขบวน ทุนแบร์กยืนกรานว่า การแก้ปัญหากำลังถูกเพิกเฉย เธอจึงเรียกร้องให้เด็กๆ ออกมาเคลื่อนไหวด้วยตนเอง &amp;quot;ทุกสิ่งมีความสำคัญ สิ่งที่พวกคุณทำก็มีความสำคัญ&amp;quot; เด็กสาวชาวสวีเดนวัย 16 ปีที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ กล่าวในวิดีโอถึงผู้สนับสนุน โดยตัวเธอจะร่วมกิจกรรมที่นิวยอร์ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเดินขบวนเริ่มต้นในประเทศแถบหมู่เกาะแปซิฟิกฝั่งตะวันออกสุดของโลก เด็กนักเรียนในวานูอาตู, หมู่เกาะโซโลมอน และคิริบาส ออกมาเดินขบวน พวกเขาร้องตะโกนว่า &amp;quot;พวกเราไม่ได้กำลังจม พวกเรากำลังต่อสู้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เยาวชนและประชาชนทั่วไปชุมนุมประท้วงที่นครซิดนีย์ / PETER PARKS / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ออสเตรเลีย เด็กนักเรียนและผู้ปกครอง รวมถึงผู้สนับสนุน ออกมาเดินขบวนกันมากกว่า 300,000 คนตามที่ผู้จัดการชุมนุมเผย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าการนัดสไตรค์โลกร้อนเมื่อเดือนมีนาคมเกินเท่าตัว ที่นครซิดนีย์ในช่วงบ่าย ซึ่งทุนแบร์กทวีตว่ามี &amp;quot;ฝูงชนมหาศาล&amp;quot; รายงานกล่าวว่าผู้ประท้วงหลั่งไหลกันออกมาชุมนุมล้นพื้นที่โล่งขนาด 210 ไร่ ขณะที่ในเมืองบริสเบนและเมืองหลวงของอีกหลายรัฐ ก็มีรายงานว่าผู้คนออกมาชุมนุมจำนวนมากใกล้เคียงกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ทางการระดับท้องถิ่น, โรงเรียนและธุรกิจสนับสนุนให้เด็กและประชาชนเข้าร่วมการสไตรค์โลกร้อนครั้งนี้ แต่สมาชิกในพรรครัฐบาลอนุรักษนิยมกลับคัดค้าน เครก เคลลี ส.ส.รัฐบาลกล่าวเตือนเด็กๆ เมื่อวันพฤหัสบดีว่า ทุกสิ่งที่เด็กได้รับการบอกเล่ามาล้วนเป็นเรื่องโกหก ข้อเท็จจริงก็คือ ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างโลกร้อนกับความแห้งแล้ง หมีขั้วโลกกำลังเพิ่มจำนวนด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เยาวชนอินเดียชูป้ายและตะโกนคำขวัญขณะเดินขบวนในกรุงนิวเดลี / Money SHARMA / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายเมืองทั่วเอเชียก็มีกิจกรรมแบบเดียวกัน อาทิในกรุงโซล, กรุงเทพฯ, กรุงมะนิลา, หลายเมืองของอินเดีย เช่น นิวเดลี, มุมไบ และกัลกัตตา ที่เมืองปารังการายาในจังหวัดกาลิมันตันกลางของอินโดนีเซีย เด็กนักเรียนออกมาเดินขบวนชูป้ายข้อความท่ามกลางกลุ่มควันจากไฟป่าใกล้กับเมืองนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเสาร์นี้จะมีการประชุมยูธไคลเมตซัมมิตที่องค์การสหประชาชาติ แล้วจากนั้นในวันจันทร์ อันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการยูเอ็น จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฉุกเฉิน เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศทั้งหลายเพิ่มความทุ่มเท เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามความตกลงโลกร้อนปารีสปี 2558.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46239</URL_LINK>
                <HASHTAG>เกรียตา ทุนแบร์ก, เดินขบวน, เยาวชนหยุดเรียน, โลกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190920/image_big_5d84da0cb6f8d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2019 20:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2019 20:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวเกาะออสซี่ฟ้องยูเอ็น ชี้รัฐบาลล้มเหลวแก้โลกร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชนพื้นเมืองบนหมู่เกาะที่ลุ่มทางเหนือของออสเตรเลียยื่นฟ้องต่อสหประชาชาติ กล่าวหารัฐบาลออสเตรเลียละเมิดสิทธิมนุษยชนเนื่องจากล้มเหลวในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพบนกำแพงในกรุงเมลเบิร์น ล้อนายกฯ สกอต มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย จมน้ำเกือบมิดแต่มือถือก้อนถ่านหิน / AFP / William WEST&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทนายความขององค์กรเอ็นจีโอ &amp;quot;ไคลเอนต์เอิร์ธ&amp;quot; ตัวแทนของชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่ลุ่มทางเหนือของออสเตรเลีย เผยว่า ในวันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม ตัวแทนของชาวเกาะช่องแคบทอร์เรสเข้าพบคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในนครเจนีวาเพื่อยื่นฟ้องรัฐบาลออสเตรเลีย พวกเขาบอกว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลที่เกิดจากภาวะโลกร้อนกำลังคุกคามบ้านเกิดและวัฒนธรรมของพวกเขา ถือเป็นกรณีแรกที่มีการยื่นฟ้องต่อยูเอ็นว่า การที่รัฐบาลไม่แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำร้อง ชาวเกาะช่องแคบทอร์เรสขอให้ยูเอ็นตัดสินตามที่กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเรียกร้องให้ออสเตรเลียลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้อย่างน้อย 65% จากระดับต่ำสุดที่ปล่อยในปี 2548 ภายในปี 2573 และออสเตรเลียควรเป็นประเทศที่ปลอดก๊าซคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2593 ด้วยการค่อยๆ เลิกใช้และเลิกส่งออกถ่านหินอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำร้องยังเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียจัดสรรงบประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานฉุกเฉิน เช่น การสร้างกำแพงทะเลเพื่อปกป้องชุมชนช่องแคบทอร์เรส โดยระบุว่าระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นกำลังคุกคามบ้านของพวกเขา รวมถึงสร้างความเสียหายกับสุสานและพื้นที่วัฒนธรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาวเกาะ ชาวเกาะจำนวนมากกังวลว่า เกาะของพวกเขาอาจจะจมหายไปในช่วงชีวิตของพวกเขา ถ้าไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35764</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส, ฟ้องรัฐบาลออสเตรเลีย, องค์การสหประชาชาติ, ออสเตรเลีย, โลกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190513/image_big_5cd973cfceffc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2018 21:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2018 21:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ที่ประชุม &#039;ค็อป 24&#039; ผ่านกฎกติกาลดโลกร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาโลกร้อนกรุงปารีสครั้งที่ 24 ที่โปแลนด์ปิดฉากเมื่อวันอาทิตย์ โดยเกือบ 200 ประเทศสามารถเอาชนะความเห็นต่างการเมือง และผลักดันกฎกติกาที่ต่อลมหายใจความตกลงโลกร้อนปารีสได้สำเร็จ แต่ยังโดนวิจารณ์ว่าไม่ทะเยอทะยานมากพอเพื่อป้องกันผลกระทบที่อันตรายจากภาวะโลกร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิชาล คูร์ไทกา ประธานค็อป 24 กระโดดลงจากโต๊ะแถลงข่าวด้วยความดีใจ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 24 หรือค็อป 24 ที่เมืองคาโตวีตเซของโปแลนด์ ยาวนาน 2 สัปดาห์ ปิดฉากลงได้เมื่อผู้แทนจาก 196 ประเทศสามารถหาฉันทมติกันได้ในนาทีสุดท้าย เกี่ยวกับกฎกติการ่วมกันเพื่อให้ปฏิบัติได้ตามเป้าหมายของความตกลงลดภาวะโลกร้อนกรุงปารีส ซึ่งก็คือการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มิชาล คูร์ไทกา ประธานค็อป 24 กล่าวกับผู้แทนในที่ประชุมว่า การบรรลุข้อตกลงที่มีความจำเพาะเจาะจงและเป็นเรื่องทางเทคนิคให้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย กฎกติกาที่ผ่านออกมาได้ในครั้งนี้จะเป็นก้าวเล็กๆ นับพันก้าวที่แต่ละประเทศจะเดินหน้าไปด้วยกัน &amp;quot;มันเป็นเส้นทางที่ยาวไกล แต่พวกเราพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความตกลงซึ่งกำหนดแนวทางกฎกติการ่วมกันสำหรับทุกประเทศ ผ่านการเจรจาแบบมาราธอนมาได้ เมื่อรัฐมนตรีสามารถฝ่าด่านความขัดแย้งระหว่างบราซิลกับอีกหลายประเทศ เกี่ยวกับกฎกติกาสำหรับการเฝ้าตรวจคาร์บอนเครดิต ด้วยการยืดการถกเถียงหารือไปปีหน้า แต่ขณะเดียวกัน ความตกลงนี้ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณถึงภาคธุรกิจให้เร่งดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎกติกาความยาว 156 หน้าฉบับนี้กำหนดวิธีการที่แต่ละประเทศจะรายงานและสังเกตการณ์การปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาของประเทศตน ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปรับแผนของตนให้เข้ากับปัจจุบัน แต่รัฐมนตรีหลายคนยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกประเทศที่พอใจกับผลลัพธ์ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากซ้าย หัวหน้าคณะทำงานด้านโลกร้อนของยูเอ็น, ผู้แทนอิหร่าน, จีน, สหภาพยุโรป และประธานค็อป 24 ภายหลังที่ประชุมบรรลุความตกลงว่าด้วยกฎกติกาการปฏิบัติตามความตกลงปารีส / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานบีบีซีกล่าวว่า ประเทศที่ยากจนต้องการกฎกติกาที่มี &amp;quot;ความยืดหยุ่น&amp;quot; บ้าง เพื่อไม่ให้ประเทศเหล่านี้ถูกผูกมัดด้วยกฎกติกาเสียจนไม่มีขีดความสามารถที่จะปฏิบัติได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางประเทศและองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมวิจารณ์ความตกลงฉบับนี้ว่าไม่ได้กำหนดเป้าหมายที่ทะเยอทะยานมากขึ้นสำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้เพียงพอต่อการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ประเทศยากจนที่เสี่ยงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ต้องการความชัดเจนมากขึ้นเช่นกันว่า เงินกองทุนภาวะโลกร้อน 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2563 ตามที่ตกลงไว้แล้วนั้น จะจัดสรรแก่พวกเขาอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ซึ่งออกจากการประชุมไปเมื่อวันพฤหัสบดี ย้ำถึงความจำเป็นที่ทุกประเทศต้องทุ่มเทมากขึ้น โดยเขากล่าววา มีแต่ความทะเยอทะยานอย่างเดียวเท่านั้น ที่จะนำทางรัฐภาคีทั้งหลาย ซึ่งกำลังเตรียมแผนลดการปล่อยก๊าซของตนภายในปี 2563 เพื่อทวนกระแสการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่วิ่งเร็วแซงหน้าพวกเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) ที่มียูเอ็นเป็นผู้อุปถัมภ์ กล่าวเตือนไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ทุกภาคส่วนของสังคมจำเป็นต้อง &amp;quot;เปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน&amp;quot; หากต้องการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่รัฐบาลหลายประเทศไม่ยินดีรับฟังคำเตือนนี้ ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบีย, รัสเซีย, คูเวต รวมถึงสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะถอนตัวจากความตกลงปารีสนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24376</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความตกลงปารีส, คาโตวีตเซ, ค็อป 24, ที่ประชุมโลกร้อน, โปแลนด์, โลกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181216/image_big_5c165dfa718b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
