<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84028</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รู้จักโรคฮาชิโมโต ไทรอยด์ อักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมไทรอยด์มีความสำคัญในการกระตุ้นการทำงานของอวัยวะต่างๆ ร่างกายจึงมีการควบคุมการทำงานของต่อมไทรอยด์เพื่อให้ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนอยู่ในเกณฑ์ปกติ ในกรณีที่ต่อมไทรอยด์อักเสบจะพบได้ในลักษณะอักเสบกึ่งเฉียบพลันและอักเสบเรื้อรัง โดยต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังที่มีต้นเหตุจากความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันเรียกว่า Hashimoto&amp;#39;s Thyroiditis (ฮาชิโมโต ไทรอยด์) แม้จะพบได้ไม่บ่อย แต่มีโอกาสเป็นได้ ฉะนั้น การหมั่นสังเกตตนเองและคนใกล้ชิดช่วยให้รู้เท่าทันโรคนี้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.รัตนพรรณ สมิทธารักษ์ อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม รพ.กรุงเทพ กล่าวว่า โรค Hashimoto&amp;#39;s Thyroiditis (ฮาชิโมโต ไทรอยด์) คือ โรคต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกัน เป็นสาเหตุของภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำที่พบได้บ่อย เกิดจากการที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยไปทำให้ต่อมไทรอยด์เกิดการอักเสบเรื้อรังและทำงานได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลักษณะทางพยาธิวิทยาจะมีเซลล์อักเสบชนิดลิมโฟไซต์ไปแทรกอยู่ภายในเนื้อไทรอยด์ ซึ่งสาเหตุของโรค Hashimoto&amp;#39;s Thyroiditis มาจากสาเหตุทางพันธุกรรมโรคไทรอยด์ และอาจมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้นให้เกิดโรคขึ้น โรคไทรอยด์ชนิดนี้พบบ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นตามอายุ แต่สามารถพบในเด็กและวัยรุ่นได้เช่นกัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาการของผู้ป่วยโรค Hashimoto&amp;#39;s Thyroiditis ที่อาจพบได้คือ อาการคอโต (คอพอก) โดยมากมักไม่มีอาการเจ็บบริเวณต่อมไทรอยด์ ในบางรายอาจมาด้วยอาการของฮอร์โมนไทรอยด์ที่ต่ำลง ได้แก่ น้ำหนักขึ้น บวม อ่อนเพลีย ง่วงนอน ท้องผูก ผิวแห้ง ขี้หนาว เป็นตะคริว เสียงแหบ ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจตรวจเลือดพบฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติโดยยังไม่มีอาการหรืออาการแสดงใดๆ ได้(Subclinical Hypothyroidism) การตรวจวินิจฉัยโรค Hashimoto&amp;#39;s Thyroiditis สามารถทำได้จาก 1) ตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมนไทรอยด์ 2) ตรวจระดับภูมิคุ้มกันไทรอยด์ ขณะที่การรักษาโรคไทรอยด์ชนิด Hashimoto&amp;#39;s Thyroiditis ที่มีฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำทำได้โดยการให้ยาฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน เพื่อรักษาระดับฮอร์โมนไทรอยด์ให้ปกติและลดขนาดของต่อมไทรอยด์ในรายที่มีคอพอกร่วมด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรายที่ยังไม่ปรากฏอาการ (Subclinical Hypothyroidism) หรือในรายที่มีเพียงคอพอก โดยฮอร์โมนไทรอยด์ยังปกติ แพทย์อาจติดตามอาการและฮอร์โมนไทรอยด์เป็นระยะ และให้การรักษาด้วยยาฮอร์โมนไทรอยด์เมื่อมีข้อบ่งชี้ พยากรณ์โรคในผู้ป่วยโรคนี้ค่อนข้างดี ในรายที่รับประทานยาและตรวจติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84028</URL_LINK>
                <HASHTAG>Hashimoto&#039;s Thyroiditis, คุณภาพชีวิต, พญ.รัตนพรรณ สมิทธารักษ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201116/image_big_5fb262a52c8d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การปลูกผมในผู้ชายแปลงเพศ เรื่องควรรู้เพื่อคุณภาพชีวิตใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การผ่าตัดแปลงเพศนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดทางด้านร่างกายจากอวัยวะเพศชายเป็นอวัยวะเพศหญิง ซึ่งนอกจากจะเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแล้ว การปลูกผมให้กับผู้ชายที่เป็นเพศที่ 3 ก็มีความจำเป็น เนื่องจากบางคนไปทำศัลยกรรมดึงหน้า ยกกระชับใบหน้า (FACELIFT SURGERY) แล้วเกิดรอยแผลเป็นแนวผมตรงผม ก็สามารถปลูกผมเพื่อปิดบังรอยแผลเป็นได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ก้องเกียรติ ลออวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผม กล่าวว่า ผู้ชายที่แปลงเพศเป็นผู้หญิงก็สามารถปลูกแนวผมใหม่เพื่อให้รูปหน้าเป็นแบบผู้หญิงได้ ทั้งนี้ผู้ชายที่ต้องการรูปลักษณ์เป็นหญิง ทั้งที่แปลงเพศแล้วหรือยังไม่ได้ผ่าตัดแปลงเพศ จะมีแนวผมผู้ชาย หน้าผากกว้าง เว้าเป็นรูปตัวเอ็ม หรืออาจมีผมบางทางพันธุกรรมร่วมด้วย มักต้องการแนวผมแบบผู้หญิง จึงต้องการเข้ารับการรักษาเพื่อปลูกผมให้เป็นแนวผมแบบผู้หญิง ซึ่งมีหลายแบบ โดยผู้ชายที่เปลี่ยนเพศมักไม่ชอบแนวผมสี่เหลียมหรือเว้าลึกเข้าไป ต้องการรูปโค้งวงรี บางคนแนวผมสูงก็ต้องการแนวผมที่ต่ำลง โค้งรับกับขมับ ปรับให้ดูอ่อนโยนขึ้น และสามารถเกล้าผมหรือมัดผมได้ดูมั่นใจขึ้น แต่อย่างไรก็ดีรูปร่างใบหน้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงควรปรับแนวผมให้เข้ากับใบหน้าจะเหมาะที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้มีข้อพิจารณาในการปลูกผมผู้ชายแปลงเพศด้วยว่า ภาวะผมบางหรือแนวผมของผู้ชายแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนผมบางมากหรือศีรษะล้าน และผมด้านหลังก็ไม่พอที่จะย้ายมาปลูก อาจแนะนำให้ใส่วิกผมอาจจะดีกว่า ซึ่งแพทย์จะวิเคราะห์ว่ามีผมบางทางพันธุกรรมร่วมด้วยหรือไม่ เพราะอาจมีโอกาสผมบางมากขึ้นในอนาคต ถึงแม้บางคนผ่าตัดแปลงเพศไปแล้วและทานหรือฉีดฮอร์โมนเพศหญิง ก็ยังต้องทานยารักษาผมร่วงคือ Finasteride หรือ Dutasteride เพื่อลด DHT ที่ทำให้ผมร่วง หรือเพิ่มการรักษาอย่างอื่น พวกยาทา เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) หมวกเลเซอร์ เข้ามาช่วยด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การพิจารณาปลูกผมผู้ชายแปลงเพศควรดูผมที่จะย้ายมาปลูกว่ามีเพียงพอหรือไม่ และพื้นที่ที่ต้องการปลูกกว้างแค่ไหน แนวผมใหม่ที่ต้องการ ทรงผม และจะวางแผนการปลูกผมกี่ครั้งจึงจะสร้างความพึงพอใจให้กับตนเอง&amp;quot; คุณหมอระบุ และกล่าวต่อว่า การเลือกปลูกผมผู้ชายแปลงเพศสามารถปลูกได้ทั้ง 2 แบบ คือแบบมีแผลเย็บ (strip FUT) และแบบเจาะ (FUE) ขึ้นอยู่กับความต้องการในการเลือกปลูกผม ทั้งนี้ลำดับการทำต้องดูองค์ประกอบอย่างอื่นด้วยว่า ผู้ที่มาปลูกผมจะมีการผ่าตัดอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น การทำศัลยกรรมดึงใบหน้า เสริมหน้าผาก ซึ่งบางครั้งอาจทำให้แนวผมหรือผมบางส่วนหายไปหรือมีแผลเป็น จึงแนะนำให้เข้ามาปลูกผมหลังจากทำอย่างอื่นมาก่อนจะดีกว่า เพราะจะได้แก้ไขในครั้งเดียวจะดีที่สุด.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83535</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปลูกผมในผู้ชายแปลงเพศ, คุณภาพชีวิต, นพ.ก้องเกียรติ ลออวงศ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201111/image_big_5fabd1a55b549.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งกู้วิกฤติเบาหวาน คร่าชีวิต200ราย/วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 14 พฤศจิกายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันเบาหวานโลก ซึ่งในปี พ.ศ.2563 นี้ สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF: International Diabetes Federation) ได้กำหนดให้มีการรณรงค์ในหัวข้อ Nurses Make the Difference for Diabetes หรือในชื่อภาษาไทยที่ว่า เปลี่ยนวิกฤติเบาหวานด้วยพลังแห่งการพยาบาล วันเบาหวานโลก 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การรณรงค์ในปีนี้ สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติมีความมุ่งหมายที่จะสร้างความตระหนักของผู้คนบนโลกต่อบทบาทหน้าที่ที่สำคัญของพยาบาล ในการร่วมคัดกรอง ให้คำแนะนำการปฏิบัติตนเพื่อการป้องกันและรักษาโรคเบาหวานตลอดจนภาวะแทรกซ้อน นอกจากนี้ พยาบาลยังมีส่วนช่วยในการเสริมพลังใจให้ผู้ป่วยและครอบครัว ทำให้ผู้เป็นเบาหวานสามารถอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างปกติ มีความสุข มีกำลังใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องไปกับเป้าหมายที่คาดหวังในการดูแลรักษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO: World Health Organization) ได้เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์และการสาธารณสุขทั่วโลกนั้น อยู่ในวิชาชีพพยาบาลมากถึงร้อยละ 59 ของจำนวนทั้งหมด ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่การรณรงค์ในปีนี้จึงมุ่งไปที่การสนับสนุนบทบาทของพยาบาล ซึ่งเป็นกำลังที่สำคัญอย่างยิ่งในการต่อสู้กับเบาหวานในระดับโลก อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่สำคัญที่เกิดขึ้นในทุกประเทศก็ยังคงเป็นเรื่องการขาดแคลนจำนวนบุคลากรสายการพยาบาล มีการประเมินว่าทั่วโลกยังต้องการพยาบาลอีกอย่างน้อย 6 ล้านคน จึงจะเพียงพอต่อการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขให้เดินหน้าไปได้ด้วยดี อีกทั้งพยาบาลควรมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 8 ต่อปี เพื่อให้มีจำนวนพยาบาลเพียงพอในปี พ.ศ.2573
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทย ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ เผยว่า &amp;ldquo;เราประมาณการว่าตอนนี้ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานอยู่ราว 5 ล้านคน หรือเปรียบเทียบได้ว่า 1 ใน 11 คนไทยที่อายุ 15 ปีขึ้นไป กำลังป่วยด้วยโรคเบาหวาน และมีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งแสนคนต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 40% ที่ไม่รู้ว่าตัวเองป่วย ขณะที่ผู้ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษามีเพียง 54.1% หรือเพียง 2.6 ล้านคน ในจำนวนนี้มีเพียง 1 ใน 3 คนที่สามารถบรรลุเป้าหมายในการรักษา ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานในเมืองไทยมีมากถึง 200 รายต่อวัน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่มีอัตราความชุกของโรคเพิ่มขึ้นรวดเร็ว เช่นเดียวกับประเทศในแถบแอฟริกา แปซิฟิกตะวันตก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่น่าเป็นห่วงมากสำหรับประเทศไทยคือ ความชุกของเบาหวานที่เกิดจากปัญหาโรคอ้วนและพฤติกรรมการใช้ชีวิตในเด็กวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้เป็นคนวัยทำงานและเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ&amp;rdquo; ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์ เลขาธิการสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยอีกด้วยว่า เรื่องที่เป็นความภาคภูมิใจของประเทศ นั่นคือ การได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัด The International Diabetes Federation Congress 2021 หรือ World Diabetes Congress 2021 เป็นงานประชุมใหญ่ของสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ 2564 ซึ่งจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 6-9 ธันวาคม พ.ศ.2564 เมื่อพิจารณาจากทรัพยากร ความพร้อม และความมุ่งมั่นในการจัดการวิกฤตการณ์เบาหวาน จากสมาชิกทั้งหมด 168 ประเทศ Bangkok IDF Congress 2021 จึงถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการประกาศศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาของการแพร่ระบาดของ COVID-19.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83411</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201110/image_big_5faa825463f3c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;มังสวิรัติแบบยืดหยุ่น&quot;  ควรบริโภคอย่างฉลาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ 16 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กำหนดให้เป็น &amp;quot;วันอาหารโลก&amp;quot; (World Food Day) เพื่อการรณรงค์แก้ไขปัญหาความอดอยากและทุพโภชนาการ ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับต้นๆ ของเอเชียและโลก ซึ่งปัจจุบันการรับประทานอาหารมังสวิรัติ หรืออาหารจากพืชเป็นหลัก (plant-based diet) กำลังกลายเป็น lifestyle ในปัจจุบันที่ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งนอกจากจะมีผลดีกับสุขภาพ และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน โรคมะเร็ง ฯลฯ แล้ว การรับประทานอาหารจากพืชเป็นหลักมีส่วนช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย เนื่องจากการทำปศุสัตว์ต้องใช้พื้นที่และปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าการปลูกพืช
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารมังสวิรัติอาจจะทำได้ยากสำหรับหลายคน ปัจจุบันการรับประทานอาหารแบบ &amp;quot;มังสวิรัติแบบยืดหยุ่น&amp;quot; หรือ Flexitarian (มาจากคำว่า Flexible + Vegetarian) กลายเป็นกระแสการบริโภคนิยมแนวใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารสุขภาพ ซึ่งยังคงหลักการของการรับประทานอาหารจากพืชเป็นหลัก โดยอาจจะยังคงมีการรับประทานเนื้อสัตว์ได้บ้าง แต่มีปริมาณที่ลดลง อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความสะดวกและความเหมาะสมในแต่ละบุคคล แต่ยังไม่ถึงขนาดที่จะงดเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ได้เท่ากับกลุ่มที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ หรืออาหารเจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.แพทย์หญิงดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร จากสาขาวิชาโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แนะหลักในการบริโภค &amp;quot;มังสวิรัติแบบยืดหยุ่น&amp;quot; โดยไม่ทำให้เกิดภาวะทุพโภชนาการ หรือการรับประทานอาหารไม่สมดุลจนเกิดความผิดปกติทางโภชนาการว่า ในระยะแรกควรเริ่มจำกัดการบริโภคเนื้อสัตว์เพียงบางมื้อ โดยใน 1 วัน อาจมี 1 มื้อที่รับประทานอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ จากนั้นอาจเพิ่มเป็น 1 วัน หรือ 2 วันต่อสัปดาห์ที่ไม่มีเนื้อสัตว์ แล้วค่อยขยับขึ้นเรื่อยๆ สำหรับในมื้อที่มีเนื้อสัตว์ควรเลือกรับประทานนม ไข่ ปลา หรือไก่ ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์จำพวกเนื้อแดง หรือเนื้อสัตว์แปรรูป ซึ่งได้แก่ แฮม ไส้กรอก เบคอน ฯลฯ รวมทั้งเน้นอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อควรระวังในการรับประทานอาหารมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด หรืออาหารเจ อาจจะทำให้ได้รับวิตามินบี 12 ไม่เพียงพอ ซึ่งวิตามินบี 12 พบในเนื้อสัตว์ ไข่ นม เป็นหลัก ถ้าไม่รับประทานอาหารกลุ่มนี้เลยเป็นเวลานาน ก็จะทำให้มีความเสี่ยงในการขาดวิตามินบี 12 ที่มีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและระบบประสาท รวมทั้งแร่ธาตุบางชนิด เช่น แคลเซียม และเหล็ก ซึ่งได้จากพืช จะดูดซึมได้น้อยกว่าที่ได้จากสัตว์ ดังนั้น การรับประทานมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นซึ่งมีการรับประทานเนื้อสัตว์บ้าง แต่ในปริมาณน้อยนั้น จึงควรเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมหลากหลาย และครบทั้ง 5 หมู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหมอดรุณีวัลย์มองว่า ปกติอาหารไทยเป็นอาหารที่ไม่เน้นการบริโภคเนื้อสัตว์ปริมาณมากอยู่แล้ว เราควรตั้งอยู่ในทางสายกลาง ของทุกอย่างมากเกินไปหรือน้อยเกินไปไม่ส่งผลดี ดังนั้น ประเด็นอยู่ที่การปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้รู้จักเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับตัวเอง ที่สำคัญไม่ควรตีความการรับประทานจากพืชเป็นหลักไปในทางที่ผิด ซึ่งการรับประทานอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ แต่อุดมด้วยแป้งและไขมัน รวมทั้งขนมกรุบกรอบหรือเครื่องดื่มรสหวานนั้น แม้จะถือว่าเป็นอาหารจากพืชเป็นหลักจริง แต่ไม่ใช่อาหารที่ดีกับสุขภาพ เพราะเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ ไม่ครบ 5 หมู่ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่เหมาะสม ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ซึ่งการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมจะช่วยทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอ นอกจากนี้ควรมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่กันไปด้วย เพื่อการมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80513</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ผศ.แพทย์หญิงดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิต, มังสวิรัติ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201014/image_big_5f86e868751eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กิน“เต้าหู้”โปรตีนจากถั่ว ตัวช่วยป้องกันโรคหัวใจได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการศึกษาพบว่า &amp;ldquo;การกินเต้าหู้&amp;rdquo; จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลงได้ งานวิจัยใหม่ของสหรัฐอเมริกาพบว่า การกินอาหารเช่นเต้าหู้ ที่อุดมไปด้วยไอโซฟลาโวน อาจลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้การวิจัยดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นในโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด และโรงพยาบาลบริกแฮม ที่ได้ศึกษาข้อมูลจากผู้ที่เข้าร่วมทดสอบจำนวน 200,000 คน ที่ไม่ป่วยเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ ซึ่งได้บอกเหตุผลในการใช้ชีวิตที่ทำให้ปราศจากทั้ง 2 โรคดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญนั้นผู้เข้าร่วมทดสอบยังได้รับการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการบริโภคอาหารของพวกเขาด้วยเช่นกัน ภายในระยะเวลา 2-4 ปี เพื่อตรวจว่าการบริโภคอาหารมีผลกระตุ้นการเป็นโรคหัวใจหรือไม่อย่างไร โดยข้อมูลดังกล่าวนั้น ฝ่ายเวชระเบียนจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ผลวิจัยที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Heart Association ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่บริโภคเต้าหู้มากกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้งนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลงได้ 18% เมื่อเทียบกับผู้บริโภคเต้าหู้เพียง 1 เดือนครั้ง ที่พบว่าสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ 12% ที่น่าสนใจนั้นยังพบข้อมูลว่า ผู้หญิงสาวและสตรีวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับฮอร์โมนเพศหญิง เมื่อบริโภคเต้าหู้เป็นประจำจะทำให้ร่างกายแข็งแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านตัวแทนจากทีมวิจัยข้อมูลดังกล่าวก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลลัพธ์ดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับสถิติจากประเทศต่างๆ เช่น จีนและญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนทั่วไปที่กินอาหารที่อุดมไปด้วยสารไอโซฟลาโวนสูงซึ่งพบได้ในเต้าหู้ จะมีแนวโน้มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลดน้อยลง เมื่อเทียบกับผู้ที่กินอาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบในปริมาณสูงเช่นเดียวกับผักก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทีมนักวิจัยก็ได้กล่าวว่า สำหรับประโยชน์ของสารไอไซฟลาโวนในเต้าหู้ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการวิจัยเพิ่มเติมอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และแม้ว่าการค้นพบข้อดีดังกล่าวในการบริโภคเต้าหู้ แต่ทว่ามันก็ไม่ได้มีปัจจัยเดียวที่ป้องกันโรคหัวใจได้ เพราะอันที่จริงแล้วการบริโภคอาหารครบหมู่และหลากหลายก็สามารถป้องกันการเกิดโรคได้เช่นกัน แต่ถึงกระนั้นเต้าหู้ก็เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพของทุกคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการทดลองในมนุษย์และสัตว์เกี่ยวกับคุณสมบัติของสารไอโซฟลาโวนที่พบได้ในเต้าหู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดได้นั้น แม้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นเรื่องบวกที่อาหารชนิดดังกล่าวสามารถช่วยได้ แต่คุณก็ต้องให้ความใส่ใจเกี่ยวกับอาหารชนิดอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เพราะหากว่าคุณยังกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพชนิดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เนื้อแดง เครื่องดื่มรสหวาน และข้าวขาว หรือข้าวที่ผ่านการขัดสี ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงก็จะดีที่สุด ดังนั้นการหันมาบริโภคเต้าหู้ที่เต็มไปด้วยสารไอโซฟลาโวน ถือเป็นโปรตีนชั้นเยี่ยมที่ได้จากพืชตระกูลถั่ว ซึ่งเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพ นอกจากการบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อให้ได้โปรตีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้สิ่งที่คนรักสุขภาพลืมไม่ได้ นั่นคือยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่กระตุ้นให้คุณเป็นโรคหัวใจได้ เช่น การที่คุณมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ อีกทั้งการออกกำลังกายอย่างหักโหมที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ตลอดจนไลฟ์สไตล์อย่างการกินอยู่ที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย หรือทำให้อาการป่วยรุนแรงมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคุณสาวๆ ที่อายุยังน้อยที่มักจะมีความกระฉับกระเฉงทางร่างกาย เนื่องจากเป็นวัยหนุ่มสาวนั้น ก็มักจะให้ความใส่ใจกับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพต่างๆ รวมถึงเต้าหู้ที่มีสารไอโซฟลาโวน แต่ทั้งนี้เมื่อทุกอย่างมีข้อดี แต่คุณก็ต้องบริโภคอย่างเหมาะสมและไม่มากไม่น้อยจนเกินไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการวิจัยพบว่า เต้าหู้สีเหลืองจะมีสารไอโซฟลาโวนในปริมาณสูง โดยเฉพาะในถั่วเหลืองทั้งเมล็ด เช่น ถั่วแระญี่ปุ่น แต่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่เชื่อมโยงว่านมถั่วเหลืองที่มีน้ำตาลสูงจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจลงได้ สำหรับแหล่งที่มาของสารไอโซฟลาโวน ได้แก่ ถั่วชิกพี หรือถั่วลูกไก่ ถั่วปากอ้า ถั่วพิสตาชิโอ และถั่วลิสง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76954</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้อนเต้าหู้, คุณภาพชีวิต, โรคหัวใจ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200909/image_big_5f58bc8ae5e5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76844</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มะเร็งปากมดลูก..โรคร้ายมีวัคซีนป้องกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มะเร็งปากมดลูก พบได้บ่อยสำหรับมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ยังมีสตรีชาวไทยเสียชีวิตจากมะเร็งของปากมดลูกเฉลี่ยแล้วประมาณวันละ 10 คน เชื้อไวรัสที่เรียกว่า HPV (Human Papilloma Virus) เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก โดยการติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง จากการสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือมีเพศสัมพันธ์ที่มีคู่หลายๆ คน และอาจมีการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นร่วมด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.พญ.ดวงมณี ธนัพประภัศร์ ศัลยแพทย์มะเร็งสูตินรีเวช โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ ให้รายละเอียดว่า ปัญหาที่สำคัญของผู้ที่ติดเชื้อ HPV คือ ไม่มีอาการแสดง ดังนั้น จะไม่รู้ตัวและสามารถกระจายเชื้อไวรัสไปสู่คนอื่นๆ ได้ และอาการแสดงของมะเร็งปากมดลูก ระยะก่อนมะเร็ง หรือระยะเริ่มต้นของโรคนี้ จะไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ แต่ยกเว้นถ้าระยะของโรคมะเร็งเป็นมากพอสมควร อาจมีอาการประจำเดือนผิดปกติ เลือดออกทางช่องคลอดที่ผิดปกติ (Abnormal vaginal bleeding) การมีระดูขาวที่ผิดปกติมีกลิ่นเหม็น หากกระจายไปยังอวัยวะอื่น อาจมีอาการปวดท้อง ถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเลือดได้ ดังที่กล่าวมาแล้วว่าระยะก่อนมะเร็ง หรือมะเร็งที่เพิ่งเริ่มเป็นอาจจะไม่มีอาการและการรักษาทำได้ มีโอกาสที่จะหายขาดได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิธีที่จะทราบได้คือ การมารับการตรวจภายในเพื่อเอาเซลล์จากปากมดลูกมาตรวจที่เรียกกันว่า ตรวจแปปสเมียร์ (Pap &amp;nbsp;Smear) และถ้าตรวจร่วมกับการหาเชื้อไวรัส HPV (HPV DNA Test) จะทำให้ได้รับความชัดเจนเพิ่มขึ้น หากผลผิดปกติต้องตรวจด้วยการส่องกล้องขยายดูปากมดลูก (Colposcopic examination) เพื่อค้นหาบริเวณที่ผิดปกติ และจะทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy) เพื่อวินิจฉัยความผิดปกติ วางแผนการตรวจเพื่อบอกระยะของโรคและวางแผนการรักษาได้ถูกต้อง สำหรับการรักษาระยะเริ่มต้นอาจจะรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น ตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย (Therapeutic &amp;nbsp;conization) &amp;nbsp;การตัดมดลูกพร้อมๆ กับเลาะเอาต่อมน้ำเหลืองออก (Radical hysterectomy with pelvic lymphadenectomy) ผู้ป่วยบางรายต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ด้วยรังสีรักษา การฉายรังสีด้วยเครื่องฉายรังสี (Teletherapy) และการใส่แร่ (Brachy-therapy) บางรายพิจารณารักษาร่วมกับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด (Concurrent Chemo-Radiation treatment) การรักษาด้วยเคมีบำบัดอย่างเดียวใช้ในกรณีที่มะเร็งกระจายไปมากพอควร ซึ่งไม่สามารถให้รังสีรักษาหรือทำการผ่าตัดได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มะเร็งปากมดลูก ป้องกันได้หากสตรีทุกท่านใส่ใจในสุขภาพของตัวเอง ด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี และสามารถฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส &amp;nbsp;HPV ก็สามารถลดอัตราเสี่ยงลงได้อย่างน้อย 70% &amp;nbsp;และถ้าร่วมกับการตรวจ Pap Smear และค้นหา High Risk HPV DNA เป็นประจำตามที่แพทย์แนะนำ จะสามารถป้องกันมะเร็งของปากมดลูกได้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76844</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ผศ.พญ.ดวงมณี ธนัพประภัศร์, มะเร็งปากมดลูก, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200908/image_big_5f576f3218de6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กเคยถูกทารุณกรรม เสี่ยงโรคเรื้อรังในวัยผู้ใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการศึกษาชี้ให้เห็นว่า คนที่มีประสบการณ์บาดเจ็บเลวร้ายทางใจในวัยเด็ก จะทำให้โตเร็วกว่าวัย และมีปัญหาด้านสุขภาวะ
สมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ American Psychological Association ระบุว่า &amp;ldquo;การบาดเจ็บทางใจในวัยเด็ก จะทำให้ร่างกายของคุณเปลี่ยนแปลงตลอดไป และทำให้คุณโตเร็วกว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูปกติ&amp;quot; ทั้งนี้ นักวิจัยได้ระบุว่า การที่เด็กถูกทารุณกรรมและถูกใช้ความรุนแรงกระทั่งเกิดบาดแผลทางใจนั้น จะส่งผลไปถึงตอนวัยรุ่น ซึ่งกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเสื่อม และแก่เร็ว อีกทั้งภาวะดังกล่าวจะส่งผลต่อโครงสร้างของสมอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการวิจัยและศึกษาเกี่ยวกับประเด็นความรุนแรงและปัญหาที่เด็กได้รับทั้งหมดประมาณ 80 เรื่อง และมีเข้าร่วมงานวิจัยนี้มากกว่า 116,000 คน นักวิทยาศาสตร์พบว่า &amp;ldquo;ผลของการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องให้การช่วยเหลือผู้เสียหาย จากการถูกล่วงละเมิดและการใช้ความรุนแรงตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งจะทำให้เกิดบาดแผลหรือความเจ็บปวดทางใจ และอาจเป็นการเชื่อมโยงระหว่างการเจ็บป่วยในภายหลัง หรือเมื่อเด็กโตขึ้นได้ค่อนข้างสูง&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.เคธี แมคลังลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยว่า &amp;ldquo;การที่เด็กตกอยู่ในความทุกข์ยาก หรือได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจตั้งแต่วัยเด็ก จะเป็นสิ่งที่สามารถทำนายผลลัพธ์ทางสุขภาพได้ เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดและเบาหวาน โรคมะเร็ง&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นักจิตวิทยาแนะนำว่า พ่อแม่ผู้ปกครองควรจะดูแลเด็กที่เคยกระทบกระเทือนด้านจิตใจอย่างใกล้ชิด ด้วยการให้กำลังใจและให้ความรักความอบอุ่น และที่ไม่ควรมองข้ามคือการพบจิตแพทย์เพื่อการบำบัดและดูแลอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อันดับแรกเราต้องเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง และต้องไม่คิดว่าเราจะเผชิญกับความเจ็บปวดที่ได้รับมาตั้งแต่ในอดีตอยู่ตลอดเวลา และตัวเองเราก็ไม่คิดที่จะเข้าสู่การรักษา ตรงนี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าเราไม่อยากพบจิตแพทย์ เพราะผู้ป่วยไม่ต้องการที่จะรื้อฟื้นเกี่ยวกับความเจ็บปวดในอดีต แต่อย่าลืมว่าการรับการบำบัด โดยเฉพาะการยอมรับการความลำบากในอดีต สู่ปัจจุบันที่เราต้องเผชิญอารมณ์ด้านลบ ท้ายที่สุดแล้วอาการหรือปัญหาเหล่านั้นก็จะเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อดีของการบำบัดหรือปรึกษาจิตแพทย์นั้น คุณหมอระบุว่า คุณสามารถทำให้ชีวิตผ่อนคลาย หรือใช้ชีวิตด้วยความสบายๆ ได้ เพราะในชีวิตจริงนั้น ความรู้สึกลบในอดีต กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นว่าเราจำเป็นต้องได้รับการพักผ่อน และปล่อยใจให้ตัวเองก้าวเข้าสู่การผ่อนคลายเสียบ้าง บางครั้งการที่เราจดจำช่วงเวลา ที่เรามีความสุขในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะสิ่งที่เราชื่นชอบและต้องการมากที่สุด ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนพฤติกรรม ตลอดจนนิสัยของเราที่เป็นไปในทางทิศทางบวกได้ ซึ่งนั่นจะทำให้เราทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีสุข โดยที่ไม่ต้องดิ้นรนมากนัก ในชีวิตอาจจะมีอุปสรรคที่คอยขัดขวาง และเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นการเตรียมพร้อมสำหรับวันนี้ อาจจะเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณมีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดีในระยะยาว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75321</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, รศ.เคธี แมคลังลิน, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200823/image_big_5f4258bebdd15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
