<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17943</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2018 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2018 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮือฮาเตียงปริศนา โผล่กลางเกาะถนน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านแห่โพสต์โซเชียล เตียงปริศนา โผล่บนเกาะกลางถนน&amp;nbsp;เหตุน้ำท่วมเก็บของไม่ทันจนเตียงที่นอนลอยน้ำมา รอเจ้าของมาเก็บคืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19ก.ย.61-ที่บริเวณถนนสุขุมวิท ใกล้กับทางเข้าน้ำพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ได้มีผู้โพสต์ภาพเตียง และที่นอนที่ถูกนำมาวางไว้บนเกาะกลางถนน โดยประชาชนที่ใช้เส้นทางผ่านไปมาจอดรถลงมาถ่ายรูปนำไปโพสต์โซเชียลเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่าในพื้นที่ บ้านน้ำตกพลิ้ว หมู่ที่ 12 ตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ได้เกิดน้ำป่าไหลหลากลงจากเขาสระบาป และไหลเข้าท่วมบ้านเรือนของชาวบ้าน และถนนสายสุขุมวิท จันทบุรี-ตราด ขาออก ทำให้ประชาชนเก็บข้าวของหนีน้ำไม่ทัน ทำให้สิ่งของต่างๆลอยน้ำออกมานอกบ้าน และได้มีเตียงพร้อมที่นอนลอยออกมาบนถนนด้วย ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยอาสาหน่วยกู้ภัยสมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี ได้ช่วยกันยกขึ้นมาไว้บนเกาะกลางถนนเพื่อรอเจ้าของมาเอากลับไป แต่ผ่านไปหลายวัน เจ้าของก็ยังไม่มาเอา ทำให้ผู้ที่ใช้รถใช้ถนนที่ผ่านไปผ่านมาจอดรถถ่ายรูปกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17943</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้ภัย, จันทบุรี, ถนนสุขุมวิท จันทบุรี ตราด, น้ำท่วมจันทน์, เตียงทีนอน, โลกโซเชียลฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180919/image_big_5ba1ee545f207.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำไมต้อง...บอกลาความทุกข์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าว่ากันด้วยเรื่องของโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้ว สิ่งหนึ่งที่เห็นบ่อยมากพอๆ กับเรื่องราวคำแนะนำเรื่องสุขภาพร่างกายแล้ว คงไม่พ้นประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพของจิตใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลิปวิดีโอมากมายจึงว่าเกี่ยวกับวิธีการหรือแนวทางสร้างสุข หรือไม่ก็บอกลาความทุกข์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างล่าสุดที่เห็นแล้วต้องเปิดดู ก็เพราะก๊อบปี้หรือข้อความที่ใช้คำว่า &amp;quot;ใบลาออกจากความทุกข์&amp;quot; นั้น ก็ชี้แนวทางให้มีชีวิตอย่างพอเพียง รู้จักการประมาณตน อย่าเอาชีวิตตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร เราก็จะออกจากทุกข์ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถือว่าเป็นคำแนะนำง่ายๆ แต่เดินสวนทางกับชีวิตประจำวันที่ส่วนใหญ่มักจะท่องอยู่ในโลกโซเชียลเป็นที่สุด เพราะใครก็ตามที่อยู่ในโลกโซเชียลทุกวัน อย่างน้อยที่สุดต้องรู้สึกถึงการเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนในโลกโซเชียล ที่ถือเป็นกระแสนิยมในการต้องโพสต์ความดีความงามในโลกของตัวเองเพื่อป่าวประกาศให้คนอื่นๆ รู้ ...ไม่มากก็น้อยแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ามนุษย์เรียนรู้ที่จะแข่งกับตัวเอง พึงพอใจในความเป็นตัวเอง ...เท่านั้น สังคมบนโลกใบนี้คงไม่ยุ่งเหยิงขนาดนี้...จริงไหม???&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนอายุมากระดับมนุษย์ป้า น่าจะรู้ดีที่สุด ว่า อย่าไปเปรียบเทียบชีวิตคนอื่นกับชีวิตของตัวเอง เป็นคำแนะนำที่ดีมาก แต่มันทำได้ยากเหลือเกิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลองคิดดูสิ ตั้งแต่เด็กจำความได้ เราก็จะต้องแข่งขันเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำไม?? ต้องโรงเรียนดีๆ ไม่เป็นโรงเรียนใกล้บ้านล่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใครที่สอบได้โรงเรียนที่ดีๆ ก็จะได้ยินเสียงชมเชยจากทุกคนว่าเก่ง แม้แต่ในแวดวงแถวบ้านเจอะหน้าเจอตาก็จะชมเชย&amp;nbsp; แล้วในทางตรงกันข้ามล่ะ!! คงมโนได้ใช่ไหมว่า ..จะมีการนำเราไปเปรียบเทียบว่า ทีข้างบ้านเขายังสอบได้เลย ทำไมเราทำไม่ได้???&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะไม่ได้ตั้งใจเปรียบเทียบ แต่คำถามมันก็ทำร้ายจิตใจเด็กคนหนึ่งไปแล้วอย่างที่พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความทุกข์จึงก่อเกิดได้เสมอ และได้ทันที เมื่อเราไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความอยากมี อยากได้ อยากรวย อยากเป็น อยากไป ...นี่คือต้นเหตุของการทำลายความสุขทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวลาที่เหลือน้อยอยู่ น่าจะพิจารณากันได้กระมังว่า อะไรคือความสุขที่แท้จริง ใช่เงินทอง หรือแค่สติกเกอร์ที่ลูกหลานส่งมาทักทายในไลน์ก็ปลื้มแล้ว..คริคริ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ป้าเอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16360</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป้าเอง, มนุษย์ป้า, เป็นเรื่องเป็นราว, โลกโซเชียลฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออกแถลงการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่องความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องที่สังคมให้ความสนใจในรอบสัปดาห์ หนีไม่พ้นกรณี &amp;ldquo;ครอบครัวหัวร้อน&amp;rdquo; ที่วิวาทกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดระยอง เพราะไม่พอใจที่เขียนใบค่าปรับให้ เนื่องจากจอดรถผิดที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานนี้เรียกว่ากล่าวขานกันทั้งประเทศ ยึดพื้นที่สื่อทีวี หนังสือพิมพ์อยู่หลายวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกโซเชียลฯ ถือว่าน่ากลัวมาก เพราะโจมตีครอบครัวดังกล่าวอย่างหนัก แถมยังขุดพฤติกรรมที่ผ่านมาด้วย ซึ่งก็พบว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เคยก่อเหตุลักษณะแบบนี้มาแล้ว 2 ครั้ง ที่จังหวัดนนทบุรีและจังหวัดสุรินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม คลิปที่จังหวัดระยองนั้น นอกจากครอบครัวจะตะโกนด่าทอและปล่อยหมัดเข้าเบ้าตาเจ้าหน้าที่แล้ว ด้านคุณแม่หัวร้อนก็ยังแอบอ้างทำนองว่าอย่ามายุ่ง เพราะเขาจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ทั้งยังท้าอีกด้วยว่าจะเอาลำดับเลขที่รุ่นด้วยหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานนี้ นักสืบโซเชียลฯ จัดให้เสร็จสรรพ พบไม่เจอชื่อคุณแม่อยู่ในสารบบนักศึกษาแต่ประการใด และแน่นอน เรื่องนี้สะเทือนถึงคณบดีนิติศาสตร์ มธ. &amp;ldquo;อุดม รัฐอมฤต&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด อาจารย์ออกแถลงการณ์เรียบร้อย หลังจากที่หลายคนเฝ้ารอดูความเคลื่อนไหวของมหาวิทยาลัย ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กลับมาถึงเมืองไทยก็รีบจัดการชี้แจงเลย&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อืม.... ไม่รู้จะสายไปไหม อิอิ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9361</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุดพฤติกรรม, ครอบครัวหัวร้อน, คันปากอยากเล่า, จังหวัดระยอง, นักสืบโซเชียลฯ, มินนี่เมาธ์, อุดม รัฐอมฤต, โลกโซเชียลฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2a90cec635d.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2018 20:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดบ้าน facebook</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน &amp;ldquo;facebook&amp;ldquo; และบรรดาแอปฯ เครือญาติ อย่าง Instragram, Messenger ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะผลสำรวจล่าสุดพบว่า &amp;nbsp;คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนเฉลี่ยต่อวันสูงที่สุดในโลก และแน่นอนที่เห็นก้มหน้าก้มตา ไถจอมือถืออยู่ตลอดนั้น ก็คือการติดตามความเคลื่อนไหวของโลกโซเชียลฯ อยู่นั่นเอง เชื่อหรือไม่ว่า ปัจจุบันคนไทยกว่า 34 ล้านคนนั้นใช้งาน facebook ทุกวัน และในแต่ละเดือนก็มียอดผู้ใช้เฉลี่ยสูงถึง 51 ล้านคน ซึ่งเป็นแนวโน้มขาขึ้นมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหากเทียบยอดการใช้งานของปีนี้ กับปี 2560 พบว่า คนไทยใช้งาน facebook เพิ่มถึง 11% เลยทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในเมื่อคนไทยมีความผูกพันต่อใช้งาน facebook รวมถึงแอปฯ ในเครืออย่างมากนี้เอง ทำให้ยักษ์ใหญ่ของวงการโซเชียลฯ รายนี้ ต้องแสดงออกต่อประเทศไทยว่า ให้ความสำคัญ ด้วยการประกาศตั้งสำนักงานตัวแทนขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ 3 ปีก่อน แต่ล่าสุด ในปี 2561 นี้ &amp;nbsp;facebook ก็มีการเปิดตัวสำนักงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสำนักงานใหม่นี้ ก็แน่นอนได้เลือกทำเลธุรกิจที่สำคัญที่สุดของไทย อย่างย่านราชประสงค์ เป็นจุดแลนด์มาร์คในการขยายธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทาง facebook ก็ทำการเปิดบ้าน เชิญคณะสื่อเข้าไปเยี่ยมชมบ้านหลังใหม่อย่างเป็นทางการ ณ อาคารเกษร ทาวเวอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการเยี่ยมชมในครั้งนี้ เจ้าบ้านอย่าง จอห์น แวกเนอร์ กรรมการผู้จัดการ Facebook ประเทศไทย ก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โดยเอ็มดีรายนี้ถือว่ารู้จักประเทศไทยดีมาก เพราะสามารถพูดภาษาไทยได้ฉะฉาน ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาเลยทีเดียว ด้วยความที่เข้ามาอยู่ประเทศไทยได้ 20 ปี ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน &amp;nbsp;แถมเจ้าตัวยังชอบอาหารไทย และที่สำคัญ ยังมีภรรยาเป็นคนไทยอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แวกเนอร์เล่าว่า ตอนนี้ facebook ให้ความสำคัญกับตลาดประเทศไทยอย่างมาก เพราะด้วยจำนวนผู้ใช้ที่แอคทีฟในแพลตฟอร์มจำนวนมหาศาล แถมคนไทยยังเป็นผู้ที่สามารถใช้งาน facebook ได้อย่างสร้างสรรค์ ทำให้ทางบริษัทแม่ที่อเมริกาสั่งให้ขยายการลงทุนและเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอ็มดีของ facebook ประเทศไทยกล่าวต่ออีกว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าของ case study (กรณีศึกษา) ในเรื่องการใช้งาน facebook หลายด้าน ที่โดดเด่นก็คือ ในเรื่องการใช้ Facebook ในการค้าขาย เชื่อหรือไม่ว่า ฟีเจอร์ ร้านค้า และตลาดขายของ (Marketplace) นั้นได้ไอเดียมาจากประเทศไทย ถึงขนาดทีมพัฒนาจากแคลิฟอร์เนีย ต้องบินมาศึกษาการใช้งานของผู้ใช้ชาวไทยเลยทีเดียว หรือแม้กระทั่งเรื่องการไลฟ์สดขายของ ผ่านกรุ๊ปของแม่ค้าคนไทย ซึ่งเดิมที facebook ไม่เคยคิดถึงการใช้งานด้านนี้เลย เพียงแต่คิดว่าจะไว้ใช้แชร์เรื่องราวหรือประสบการณ์ของผู้ใช้เท่านั้น แต่พอมาเจอการใช้แบบนี้ ก็ทำให้ได้ศึกษาข้อมูลและพฤติกรรมใหม่ๆ จากผู้ใช้ เพื่อนำไปปรับปรุงบริการได้อีกหลายอย่างเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอน การเข้ามารุกตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทางแวกเนอร์เล่าอีกว่า จะโฟกัสไปที่สามส่วนหลักๆ คือ ด้าน 1.SMB หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 98% จากธุรกิจทั้งหมด ซึ่ง facebook จะเน้นเข้าไปเจาะตลาดฝึกอบรม ให้ธุรกิจเหล่านี้มาใช้เครื่องมือของ facebook ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า เพราะจากข้อมูลพบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีตลาด social Commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลก คนไทยกว่า 51% ที่ซื้อของออนไลน์ มักจะซื้อขายผ่านช่องทางนี้ ด้านที่สอง กับรุกไปยังกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีแพลตฟอร์ม workplace สำหรับการใช้งานสื่อสารภายในองค์กร และยังช่วยในการประชาสัมพันธ์สื่อภายนอกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสุดท้ายที่เพิ่งหันมาโฟกัสอย่างจริงจัง คือ การสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม ซึ่ง facebook มองเห็นว่าพลังของโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นสามารถช่วยเหลือสังคมชุมชน ความเป็นอยู่ได้อีกมาก ทางเราจึงพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานในส่วนนี้ โดยปัจจุบัน คนไทย มีการสร้างกลุ่มบน facebook ถึง 1 ล้านกลุ่ม ซึ่งมีหลายกลุ่มในนี้น่าสนใจ มีประโยชน์ ทางเราก็เพิ่มสนับสนุนให้มีการใช้เครื่องไม้เครื่องมือของเราในการสร้างสังคมที่ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือ พันธกิจ ก้าวต่อไปของ facebook ในประเทศไทย ที่ต้องจับตามอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9347</URL_LINK>
                <HASHTAG>case study, facebook, กระจกไร้เงา, จอห์น แวกเนอร์, บรรดาแอปฯ เครือญาติ, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง, สมาร์ทโฟน, อาคารเกษร ทาวเวอร์, โลกโซเชียลฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
