<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107915</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SONICลุยขยายฐานลูกค้าอีอีซี  เชื่อโควิดเริ่มคลี่คลายทั่วโลกทยอยฉีดวัคซีน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกที่เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น ประกอบกับแนวโน้มการส่งออกที่เติบโตดีขึ้นและมาตรการภาครัฐ ถือว่าเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ซึ่งศูนย์วิจัยกรุงศรีคาดว่าการส่งออกของไทยในปี 64 จะขยายตัว 9% ดังนั้นจึงช่วยหนุนกลุ่มโลจิสติกส์ให้มีความคึกคักมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายสันติสุข โฆษิอาภานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซนิค อินเตอร์เฟรท จำกัด (มหาชน) หรือ SONIC ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการการจัดการระบบโลจิสติกส์แบบครบวงจรระดับภูมิภาค เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้จะส่งผลกระทบให้การทำงานยากขึ้น การปรับตัวลูกค้าบางรายมีมาตรการเรื่องความปลอดภัยในแต่ละพื้นที่จะเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ยากต่อการปฏิบัติการ ขณะเดียวกันก็ส่งผลดีในทางอ้อม เพราะเมื่อสถานการณ์ไม่ปกติจะเห็นภาพชัดเจนว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบ สำหรับ SONIC มีจุดแข็งในเรื่องความพร้อมการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลากร รวมถึงเครื่องมือที่มีอยู่ในมือ ทำให้ฐานลูกค้ามีเยอะมากขึ้น ลูกค้ามีความต้องการที่จะใช้บริการในช่วงสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังจากที่หลายประเทศ เช่น จีน สหรัฐอเมริกา รวมทั้งยุโรป ได้มีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ลง ทำให้กิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน ดังในปี 64 การดำเนินธุรกิจของบริษัทเติบโตตามภาพรวมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และภาคการส่งออก ซึ่งบริษัทก็พร้อมให้บริการขนส่งแบบครบวงจรทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการขนส่งทางทะเล 65% ทางบก 30% และทางอากาศ 5% ซึ่งปีนี้บริษัทจะพยายามเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการขนส่งทางอากาศให้มากขึ้น เนื่องจากเป็นช่องทางการขนส่งที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูง&amp;quot; นายสันติสุข กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติสุข กล่าวว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ถือว่ามีตลาดขนาดใหญ่ มีผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ แต่ละผู้ประกอกการก็จะมีจุดลักษณะที่เป็นพิเศษของตัวเอง ในส่วนของ SONIC มีความได้เปรียบทั้งด้านความพร้อมและประสบการณ์ เมื่อพูดถึงลูกค้ามีตั้งแต่บริษัทข้ามชาติไปจนถึงธุรกิจขนานกลางและขนาดย่อย (SME) เราให้บริการได้หมด บริการที่ได้เสนอให้ลูกค้าถือว่ามีมาตรฐานระดับโลก แต่ราคาแบบคนไทย ซึ่งเรามีความเข้าใจในพื้นฐานของลูกค้าบ้านเราที่ยังเป็นสไตล์แบบไทยๆ อยู่ ดังนั้นจึงมีความพร้อมให้บริการกับลูกค้าทุกประเภท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายสันติสุข กล่าวว่า นวัตกรรมการดำเนินธุรกิจของ SONIC นั้นได้พัฒนาการให้บริการและการดำเนินธุรกิจที่จะสามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจหลัก โดยบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการรุกธุรกิจปล่อยสินเชื่อรถหัวลากให้กับพันธมิตร ซึ่งการดำเนินธุรกิจดังกล่าวมีความแตกต่างจากผู้ประกอบการเช่าซื้อรายอื่น ภายใต้โมเดล &amp;quot;โลจิสซิ่ง&amp;quot; (โลจิสติกส์+ลิสซิ่ง) ซึ่งโมเดลดังกล่าวนอกจากจะทำให้บริษัทมีรายได้จากอัตราดอกเบี้ยการปล่อยสินเชื่อแล้ว ยังจะช่วยต่อยอดการดำเนินงานหลักของกลุ่ม SONIC ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพราะลูกค้าที่มาขอสินเชื่อรถหัวลากก็จะถือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งบริษัทจะมีงานขนส่งสินค้ารองรับให้กับลูกค้าที่มาขอสินเชื่อควบคู่ไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;การปล่อยสินเชื่อรถหัวลากให้กับกลุ่มพันธมิตร &amp;quot;โลจิสซิ่ง&amp;quot; ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายเดิม 40 คัน ภายในไตรมาส 2/2564 การปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจโลจิสติกส์ หรือเรียกว่าโลจิสซิ่ง ปีนี้บริษัทเตรียมวงเงินประมาณ 200 ล้านบาท ส่วนปีหน้าอยู่ที่ 300 ล้าน และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อ มองว่าตลาดนี้ยังใหญ่พอสมควร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ย้ายฐานรองรับอีอีซี
นายสันติสุข กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดพื้นที่ให้บริการรับฝากตู้คอนเทนเนอร์ว่า บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเปิดพื้นที่รองรับการให้บริการรับฝากตู้คอนเทนเนอร์บริเวณแหลมฉบัง จ.ชลบุรี เพื่อขยายฐานลูกค้าในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี และรองรับอัตราการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งคาดจะเริ่มรับรู้รายได้ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับพื้นที่การรับฝากตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัทตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทองแลนด์ บริเวณแหลมฉบัง บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ ในเบื้องต้นบริษัทจะพัฒนาเปิดใช้พื้นที่จำนวน 12 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะเตรียมพัฒนารองรับการขยายตัวของลูกค้าในอนาคต โดยเฉพาะลูกค้าในเขตพื้นที่อีอีซีที่คาดว่าจะมีการขยายตัวสูง ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจโลจิสติกส์ในอีอีซีเติบโตสูงไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในอีอีซี จะช่วยส่งเสริมธุรกิจโลจิสติกส์ในอีอีซีให้ขยายตัวมาก โดยเฉพาะท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพราะธุรกิจหลักของบริษัทเป็นการให้บริการขนส่งทางเรือ ซึ่งอีอีซีเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัท แต่เมื่อมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การลงทุนชะลอตัวอุตสาหกรรมอาจจะโตไม่ทันท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นเทคโนโลยีชั้นสูงที่มีราคาแพง แต่มีปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้นน้อย ขณะเดียวกันบริษัทก็เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในปี 2564 โซนิคตั้งเป้ายอดขายและผลกำไรเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% เพราะโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ทั่วโลกทยอยฉีดวัคซีน ทำให้การค้าระหว่างประเทศฟื้นตัว รวมทั้งบริษัทขยายจำนวนรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ ทำให้รายได้จากการขนส่งทางบกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอีอีซี ที่มีโอกาสขยายตลาดได้มาก ส่วนปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาส 2 ปีนี้ ส่วนการขยายธุรกิจในปีนี้จะร่วมมือกับบริษัทโลจิสติกส์ในฮ่องกงและสิงคโปร์ที่ได้หยุดชะงักไปในช่วงโควิด หากประสบความสำเร็จจะขยายธุรกิจได้มากขึ้น&amp;quot; นายสันติสุขกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107915</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท โซนิค อินเตอร์เฟรท จำกัด (มหาชน) หรือ SONIC, สันติสุข โฆษิอาภานันท์, อีอีซี, โลจิสติกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9754aee3c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51146</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2019 15:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2019 15:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลงทุนอีอีซีหนุนดีมานด์โลจิสติกส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลควรทำให้มีการลงทุนจริงเกิดขึ้น เพราะหากมีการลงทุนต่างๆ มีโรงงานมาเซตอัพ ก็จะเกิดดีมานด์ในกลุ่มโลจิสติกส์ ทั้งการขนส่งรอแมททีเรียลและการขนส่งสินค้าออกนอกประเทศ ต้องดูว่ามีการลงทุนจริงๆ เมื่อไหร่ รวมถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถทำให้ระบบการขนส่งลื่นไหล่กว่าเดิม และลดต้นทุนทางด้านการขนส่ง ถามว่าเกิดไหมคงเกิด แต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ลงทุนอีอีซีหนุนดีมานด์โลจิสติกส์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค รวมถึงการลงทุนเกิดขึ้นในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้เร็วมากเท่าไหร่ ย่อมทำให้หลายอุตสาหกรรมได้รับอานิสงส์ และมีผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย โดยหนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นธุรกิจบริการขนส่งหรือโลจิสติกส์ เนื่องจากเป็นตัวแปรในการนำสินค้าเข้าและส่งออกแก่บริษัทต่างๆ ที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศแบบครบวงจร (International Logistics Services and Solutions Provider) ทั้งการนำเข้าและการส่งออกโดยการขนส่งทั้งทางทะเล (แบบเต็มตู้และแบบไม่เต็มตู้) ทางอากาศและการให้บริการด้านพิธีการศุลกากรและการขนส่งในประเทศเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมกันนี้ ยังทำการให้บริการขนส่งสินค้าแบบประตูสู่ประตู (Door to Door) คือการให้บริการรับจัดการขนส่งระหว่างประเทศ ตั้งแต่หน้าประตูโรงงานลูกค้าต้นทางเพื่อส่งมอบไปยังหน้าประตูโรงงานลูกค้าปลายทาง โดยผู้ส่งออกเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าขนส่งและแบบ Exwork คือการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตั้งแต่หน้าประตูโรงงานผู้ส่งออกเพื่อส่งมอบไปจนถึงมือผู้รับปลายทาง โดยผู้นำเข้ารับผิดชอบภาระค่าขนส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ลงทุนอีอีซีหนุนโลจิสติกส์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ชูเดช คงสุนทร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายชูเดช คงสุนทร กรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทเองก็มีลูกค้าที่อยู่ในเขตภาคตะวันออกค่อนข้างมาก หรือนับว่าเป็นกลุ่มหลักเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งมีโรงงานผลิตอยู่ทางแถบภาคตะวันออก แน่นอนว่าการที่รัฐบาลพยายามส่งเสริมการลงทุนดังกล่าว จะก่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ มากขึ้น ทั้งยังจะช่วยทำให้อีอีซีและพื้นที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจากนักลงทุนมากขึ้น จากนั้นก็จะทำให้ความต้องการขนส่งเพิ่มตามไปด้วย บริษัทมองว่าหากอีอีซีสามารถเดินหน้าและเกิดการลงทุนจากผู้ประกอบการ ก็ย่อมเป็นผลดีกับบริษัทเอง เนื่องจากได้ให้บริการในพื้นที่ดังกล่าวอยู่แล้ว จึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รองรับการให้บริการ เมื่อมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น อาทิ ลานรถ ลานคอนเทนเนอร์ คลังสินค้า และออฟฟิศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;รัฐบาลควรทำให้มีการลงทุนจริงเกิดขึ้น เพราะหากมีการลงทุนต่างๆ มีโรงงานมาเซตอัพ ก็จะเกิดดีมานด์ในกลุ่มโลจิสติกส์ ทั้งการขนส่งรอแมททีเรียลและการขนส่งสินค้าออกนอกประเทศ ต้องดูว่ามีการลงทุนจริงๆ เมื่อไหร่ รวมถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถทำให้ระบบการขนส่งลื่นไหล่กว่าเดิม และลดตุนทุนทางด้านการขนส่ง ถามว่าเกิดไหมคงเกิด แต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปรับตัวรับปัจจัยลบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายชูเดช กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจมีผลต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งออกที่ปีนี้ไม่ค่อยดี&amp;nbsp; ซึ่งบริษัทเองทำโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ แน่นอนว่าดีมานด์ของการนำเข้าและส่งออกสินค้าย่อมเป็นปัจจัยสำคัญต่อธุรกิจของบริษัท ขณะเดียวกันสงครามการค้าและค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ก็มีส่วนต่อการส่งออกของประเทศไทยเช่นเดียวกัน จะเห็นได้ว่าบางอุตสาหกรรมของไทยได้รับปัจจัยลบจากเทรดวอร์ เพราะธุรกิจมีซัพพลายเชนหลายอย่างที่สามารถมีผลกระทบเชื่อมต่อกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้บริษัทวางแผนขยายงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม โดยวางแผนเจาะตลาดกลุ่มอุตสาหกรรมที่ภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจของประเทศ จาก 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve) อาทิ&amp;nbsp; อุตสาหกรรมการบิน (Aerospace) และสินค้านำเข้าธุรกิจค้าปลีก (Retail Market) เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ สร้างรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคต จากก่อนหน้านี้บริษัทรับงานขนส่งในกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทชิ้นส่วนรถยนต์ (Auto Parts) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกเหนือจากการหาธุรกิจใหม่แล้ว บริษัทยังมองว่าจากการที่ค่าเงินบาทแข็งนั้น ทำให้การนำเข้าสินค้ายังคงเป็นไปได้ดี เพราะในความเป็นจริงแล้วคนนำเข้าจะได้ประโยชน์จากค่าเงินดังกล่าว บริษัทคาดว่าจะทำการเน้นนำเข้ามากขึ้น จากผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าต่างๆ ที่มาผลิตแล้วจำหน่ายต่อ นับว่าเป็นตลาดที่ค่อนข้างน่าสนใจกลุ่มหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;มาตรการรับมือเทรดวอร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายชูเดช กล่าวต่ออีกว่า บริษัทมองว่าภาพรวมธุรกิจโลจิสติกส์ในปัจจุบันเกิดการชะลอตัวลง จากการค้าการขนส่งระหว่างกันของจีนและสหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ทุกแขนงต่างได้รับผลกระทบ รวมถึงบริษัทด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มองเห็นถึงปัญหา จึงมีมาตรการป้องกันและกระจายความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อธุรกิจมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะยังไม่สดใส แต่บริษัทมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ จากการที่จีนย้ายฐานผลิตและกระจายการค้าการลงทุนมายังประเทศแถบเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่บริษัทได้วางกลยุทธ์เข้าไปขยายตลาดในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วก่อนหน้านี้ ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งโลจิสติกส์ระหว่างประเทศของบริษัทในตลาดจีน ทำให้บริษัทมีโอกาสในการขยายฐานลูกค้าในจีนมากขึ้น และมีโอกาสรับงานขนส่งขาไปและขากลับได้ ส่งผลให้มีปริมาณงานในจีนเพิ่มขึ้น และบริษัทยังพยายามหาช่องทางการขนส่งในตลาดใหม่ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่หลากหลายในจีน เพื่อเพิ่มปริมาณงานให้มากยิ่งขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ลุยส่งข้ามแดนขากลับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน บริษัทพยายามทำขนส่งข้ามแดน (Cross Border Transport Services) แต่ในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่างานส่วนใหญ่จะเป็นขาเดียว ทำให้กระทบรายได้ รวมถึงยังต้องลงทุนเยอะ ต้องมีอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง มองว่าในส่วนนี้ต้องหาสินค้าขนส่งกลับมากขึ้น โดยทำการเพิ่มความสามารถการทำกำไร ลงทุนสั่งทำตู้ควบคุมอุณหภูมิขนาดพิเศษ 45 ฟุต จำนวน 20-30 ยูนิต มูลค่าลงทุน 20-30 ล้านบาท เพื่อรองรับงานขนส่งข้ามแดนขากลับให้มากขึ้น จากเดิมที่มีการรับงานขนส่งข้ามแดนขาไปกว่า 90% ขณะที่งานขากลับอยู่ที่ 10% ซึ่งเบื้องต้นบริษัทคาดว่าจะสามารถบริหารจัดการสัดส่วนรับงานขากลับให้อยู่ที่ 50% ภายในไตรมาส 4/62&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;นับเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างมากกับการขนส่งสินค้าข้ามแดน ซึ่งการเทรดของออกไปและเข้าแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน บริษัทจึงพยายามทำโซลูชั่นและทำตู้ขนาดพิเศษมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ ยกตัวอย่างเช่น หากมีงานลงไปสิงคโปร์ที่เป็นกลุ่มเดลี่โปรดักส์ แต่ขากลับไม่มีของเย็น ก็อาจจะใส่ของเหมือนขาไปไม่ได้ เลยต้องไปผลิตตู้ใหม่ รองรับของขากลับขึ้นมา เพื่อทำของทั้งขาไปและขากลับ ซึ่งแน่นอนว่าการลงทุนค่อนข้างสูง แต่มองว่าเป็นการลงทุนระยะยาว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ตั้งบริษัทใหม่เสริมรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อยชื่อ &amp;quot;บริษัท ไวส์ ซัพพลายเชน โซลูชั่นส์ จำกัด&amp;quot; (WICE Supply Chain Solutions Co.,Ltd) ชื่อเดิมคือ บริษัท ซันเอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด&amp;nbsp; ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่เดือน ต.ค.2562 บริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียนจำนวน 13,500,000 บาท ซึ่ง WICE ถือหุ้น 99.99% ดำเนินธุรกิจเป็นผู้ให้บริการทางด้านการบริหารจัดการคลังสินค้า เคลื่อนย้ายสินค้าภายในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ รวมถึงการบริหารจัดการคลังสินค้าในพื้นที่ของลูกค้า พร้อมทั้งเป็นผู้ให้คำปรึกษาในด้านการบริหารจัดการภายในคลังสินค้าอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การจัดตั้งบริษัทย่อยในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายงานและยกระดับการบริการของ WICE ทำให้สามารถเพิ่มยอดขายจากงานบริการใหม่ๆ พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยงานบริการด้านต่างๆ และยังสร้างประโยชน์ให้ลูกค้าได้มีทางเลือกในการใช้บริการที่ครบวงจร โดยตั้งเป้ารับรู้รายได้ปีละ 100 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 63 เป็นต้นไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่แผนการดำเนินงานช่วงต่อจากนี้ไปจะเป็นปีแห่งผลลัพธ์ที่ดีทั้งด้านรายได้และอัตรากำไร หลังจากที่บริษัทลงทุนเข้าไปขยายธุรกิจเพิ่มในตลาดจีน ผ่านเครือข่ายสาขาของ WICE ทั้ง WICE Logistics (Singapore) Pte.Ltd. (WICE SG), WICE Logistics (Hong Kong) Ltd. (WICE HK ), EUROASIA TOTAL LOGISTICS CO., LTD. (ETL) และ WICE Logistics (Shenzhen) Company Ltd. (WICE SZ) ด้วยแผนการร่วมโปรโมตงานบริการทุกรูปแบบในตลาดจีนและฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว เซินเจิ้น โดยเฉพาะงานบริการขนส่งข้ามชายแดน (Cross border&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายชูเดช กล่าวปิดท้ายว่า ภาพรวมธุรกิจปี 2562 ของ WICE บริษัทเชื่อมั่นว่ารายได้รวมทั้งปีจะเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่ 25% หรืออยู่ที่ 2,200 ล้านบาท และเป็นการสร้างสถิติการเติบโตสูงสุดต่อเนื่อง ตามแนวโน้มปริมาณงานภาคขนส่งในประเทศและต่างประเทศเริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดในจีนมีปริมาณงานเพิ่มมากขึ้น และไตรมาส 3/62 เป็นช่วงเข้าสู่ไฮซีซั่นต่อเนื่องจนถึงปลายปี ส่งผลให้มูลค่าการค้าระหว่างประเทศปรับตัวสูงขึ้น และธุรกิจโลจิสติกส์มีความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นตาม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51146</URL_LINK>
                <HASHTAG>WICE, ชูเดช คงสุนทร, บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน), อีอีซี, โลจิสติกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191126/image_big_5ddcdd43e4a4f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2019 15:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2019 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เฟรเซอร์สปลื้มครึ่งแรกปี 62 โกยรายได้โต 85%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ปลื้มผลงานครึ่งแรกปีงบประมาณ 62 โกยรายรวม3,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,440 ล้านบาท เติบโต 85% และมีกำไรสุทธิ 763 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 275 ล้านบาท
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;09 พ.ค. 62 นายโสภณ ราชรักษา ผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2562 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ปี 2561 - 31 มี.ค. ปี 2562 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 3,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,440 ล้านบาท หรือเติบโต 85% และมีกำไรสุทธิ 763 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 275 ล้านบาท และในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.&amp;ndash;31 มี.ค. ปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 565 ล้านบาท กำไรสุทธิ 80 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากค่าเช่าโรงงานและคลังสินค้ารวมกว่า 401 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 380 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยในไตรมาส 2 นี้ บริษัทฯ มีผลการดำเนินการที่ดีอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีพื้นที่ให้เช่ากว่า 2.17 ล้านตารางเมตร ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีอัตราพื้นที่เช่าโรงงานและคลังสินค้าอยู่ที่ 79% เพิ่มขึ้น 71% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญนี้เป็นผลมาจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้าในกลุ่มโลจิสติกส์ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรวมกันสูงกว่า 70% ของภาพรวมผู้เช่าทั้งหมด โดยลูกค้าสัญชาติญี่ปุ่นยังคงเป็นฐานใหญ่ในกลุ่มผู้เช่าโรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่ในกลุ่มคลังสินค้านั้นมีผู้เช่าจากญี่ปุ่น และทางยุโรป ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดบริษัทสามารถปิดดีล Built-to-Suit พัฒนาศูนย์กระจายสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิขนาดใหญ่แห่งใหม่ให้แก่ ฮาวี ลอจิสติกส์ (ประเทศไทย) นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าขยายธุรกิจผ่านการผนึกพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดยเริ่มต้นปีด้วยการจับมือกับ บริษัท สหไทย เทอร์มินอล เพื่อร่วมลงทุนพัฒนาและบริหารโครงการโลจิสติกส์พาร์คแห่งใหม่ และร่วมการเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัท พีบีเอ กรุ๊ป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ล่าสุดได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก มิตซุย ฟูโดะซัน เพื่อพัฒนาและบริหารโครงการโลจิสติกส์พาร์ค นอกจากนี้เพื่อสร้างการเติบโตและความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่าน บริษัทได้มีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการโดยสมัครใจ ของบมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ โดยเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการและลำดับต่อไปจะเป็นขั้นตอนของการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่ เดือนพ.ค.-ส.ค.นี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35420</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลังสินค้า, ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์, ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้, โลจิสติกส์, โสภณ ราชรักษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190509/image_big_5cd3e48647197.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2018 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2018 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อาคม&quot;เทงบเฉียด 2 แสนล้านผุดมอเตอร์เวย์ 4 สาย เผยลดเวลาเดินทางได้ 1 เท่าตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อาคม&amp;quot;เร่งเทงบเฉียด 2 แสนล้านผุดมอเตอร์เวย์ 4 สาย เผยลดเวลาเดินทางได้ 1 เท่าตัว พร้อมกางแผนสถานีกลาง-ศูนย์ซ่อมเครื่องบินใหญ่สุดในอาเซียน หนุนโลจิสติกส์ภูมิภาค ปักหมุดลงทุนปลุกสนามบินรอง 7 แห่งภายใน 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคมเปิดเผย ภายหลังเป็นประธานการจัดนิทรรศการละการเสวนาสร้างความรู้เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทยระยะ 20 ปีและยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งของไทยพ.ศ. 2558 - 2565 วงเงินลงทุน 2ล้านล้านบาทว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมลงทุนพัฒนาโครงการมอเตอร์เวย์ไปแล้วกว่า 1.43 แสนล้านบาท ประกอบด้วย1.มอเตอร์เวย์พัทยา-มาบตาพุด คืบหน้าไปแล้วมากกว่า 60% เปิดบริการปี 2563 2.มอเตอร์เวย์บางปะอิน-นครราชสีมา คืบหน้าไปแล้วกว่า 42% เปิดใช้ปี 2563 3.มอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี คืบหน้า 10% เปิดใช้ปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมายังได้ลงทุนขยายถนน 4 ช่องจราจรไปแล้ว 59 โครงการรวม 1,050 กม. ควบคู่ไปกับการลาดยางถนนลูกรังกว่า 3,365 กม. และก่อสร้างสะพานอีก 193 แห่ง อย่างไรก็ตามในช่วง 5 ปีนับจากนี้ (2561-2565) กระทรวงคมนาคมจะผลักดันแผนลงทุนมอเตอร์เวย์เพิ่มอีก 1.76 แสนล้านบาท รวม 4 โครงการ ได้แก่ 1.มอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ 2.มอเตอร์เวย์หาดใหญ่-ชายแดนมาเลเซีย 3.โครงการต่อขยายโทลล์เวย์ช่วงรังสิต-บางปะอิน 4.ทางหลวงยกระดับช่วงบางขุนเทียน-มหาชัย ควบคู่ไปกับการขยายถนน 4 ช่องจราจรอีก 1,429 กม.และลาดยางอีก 3,085 กม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคมกล่าวต่อว่าการพัฒนาเส้นทางมอเตอร์เวย์จะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางจากถนนปกติลงได้มากกว่า 1 เท่าตัวหรือคิดเป็น 100% เช่น มอเตอร์เวย์ช่วงบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม.หากใช้เส้นทางปกติจะใช้เวลา 2 ชม.แต่ถ้าใช้มอเตอร์เวย์จะอยู่ที่เพียง 1 ชม. เช่นเดียวกับมอเตอร์เวย์ช่วงบางปะอิน-โคราชที่จะใช้เวลาเดินทางเพียง 90 นาทีจากเดิมใช้เวลา 3-4 ชม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคมยังส่งเสริมด้านศักยภาพโลจิสติกส์เพื่อเชื่อมต่อการค้ากับเพื่อนบ้านและเส้นทางเศรษฐกิจอาเซียนโดยเฉพาะการพัฒนาสถานีกลาง (Grand station)ที่ใหญ่สุดในอาเซียนในพื้นที่บางซื่อ การก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าและศูนย์ขนส่งสินค้าประชิดชายแดน 18 แห่ง ซึ่งในช่วง 2-3 ปีนี้ศูนย์บริเวณชายแดนเชียงของและชายแดนนครพนมจะเปิดใช้ได้ ควบคู่ไปกับการก่อสร้างลานเทกองสินค้า (Container Yard)ตามเส้นทางรถไฟทางคู่ รวมถึงศูนย์เชื่อมต่อสินค้าจากรถไฟลงท่าเรือ (SRTO) รวมถึงการลงทุนพัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศยาน(MRO) ในพื้นที่อีอีซีซึ่งจะใหญ่เป็นอันดับต้นๆของอาเซียนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า กระทรวงคมนาคมยังมีแผนลงทุนสนามบินเมืองรองเพื่อต้อนรับตลาดท่องเที่ยวไทยที่ขยายตัวแบบก้าวกระโดด โดยในช่วง 5 ปีนี้จะเร่งพัฒนา 6 แห่งได้แก่ สนามบินสกลนคร สนามบินสุราษฎร์ธานี สนามบินลำปาง สนามบิยแพร่ สนามบินตรัง สนามบินหัวหิน และสนามบินนครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมา มีการลงทุนไปแล้วประมาณ 8-9 แสนล้านบาท เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบการเชื่อมต่อบก น้ำ ราง อากาศ และนภาพรวมในขณะนี้ยังเหลือโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการประมาณ 10%ดังนั้นจะเร่งผลักดันโครงการที่เหลือในการออกร่างเอกสารประกวดราคา(ทีโออาร์)ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเปิดประมูลต้นปีหน้า อย่างไรก็ตามบทบาทการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐมีส่วนสำคัญทำให้จีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จีดีพีมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1/61 จีดีพีอยู่ที่ 4.8% โดย 30% มาจากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน&amp;quot;นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปัจจุบันโครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครมีระยะทางรวมทั้งสิ้น 84 กิโลเมตร ซึ่งตั้งแต่ปี ‭58-61‬ กระทรวงคมนาคมได้นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ขออนุมัติในเส้นทางรถไฟฟ้าต่างๆ ตามแผนแม่บทฯ รวม 349.8 กม.จากเป้าหมายทั้งหมด 464 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินการนั้น นับเป็นความคืบหน้ามากที่สุดในรอบ 20 ปี ขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดก่อสร้างรถไฟฟ้า 7 สาย ระยะทาง 169.9 กิโลเมตร ประกอบด้วย สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ, สายสีเขียวเข้ม ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ, สายสีเขียวเข้ม ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต, สายสีส้ม (ตะวันออก) ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี (สุวินทวงศ์), สายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-รังสิต, สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีโครงการที่เตรียมประกวดราคา 3 สาย ระยะทาง 62.9 กิโลเมตร ประกอบด้วย สายสีส้ม (ตะวันตก) ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม, สายสีม่วง (ใต้) ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ, ช่วงสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และวายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง รวมถึงเตรียมเสนอ ครม. อนุมัติ 3 โครงการ ระยะทาง 29.3 กิโลเมตรประกอบด้วย สายสีแดงอ่อน ช่วงบางขุนนนท์-ศิริราช, สายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา และสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13374</URL_LINK>
                <HASHTAG>มอเตอร์เวย์, ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย, สถานีกลางบางซื่อ, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, โลจิสติกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa0e763f0448.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 20:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 20:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ด ทอท.ไฟเขียวสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่2วงเงิน4.2หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอร์ด ทอท. ไฟเขียวโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงินลงทุน 42,084.564 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเป็น 60 ล้านคนต่อปี เตรียมเสนอ ครม เห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย.61-นายประสงค์ พูนธเนศ ประธานกรรมการ &amp;nbsp;บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มกาชน)เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมดาร บอร์ด ว่าที่ประชุม บอร์ด มีมติอนุมัติการลงทุนโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงินลงทุน 42,084.564 ล้านบาท &amp;nbsp;ตามที่ปัจจุบัน ทอท.กำลังดำเนินโครงการพัฒนา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ 2554 - 2560) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเป็น 60 ล้านคนต่อปี &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ทอท. ได้คาดการณ์ว่าในปี 2561 และ 2562 จะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 65 ล้านคน และ 68 ล้านคนตามลำดับ ซึ่งเกินขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารหลังจากดำเนินการโครงการพัฒนาระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ 2554-2560) แล้วเสร็จ และจะส่งผลให้ยังคงเกิดความแออัดในการใช้บริการท่าอากาศยาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในอนาคตประกอบกับเพื่อดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ของประเทศ แผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2560 เรื่องการพัฒนาระบบขนส่งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จในภาคขนส่งทางอากาศโดยให้ท่าอากาศยานดอนมือง และ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารที่ 90 ล้านคนต่อปีในปี 2562 และ 120 ล้านคนต่อปีในปี 2564 ตามลำดับ รวมทั้งเพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของรัฐบาล ทอท จึงดำเนินการในโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของ ได้อีก 30 ล้านคนต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ทอท.จะเสนอโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 พร้อมวงเงินลงทุนที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ทอท.แล้วให้กระทรวงคมนาคม และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป ทั้งนี้ เมื่อโครงการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว คาดว่า จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 62 และก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 64.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11775</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคมขนส่ง, ทอท., ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ระบบโลจิสติกส์, อาคารผู้โดยสารหลัง, โครงสร้างพื้นฐาน, โลจิสติกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180620/image_big_5b2a4faccffe4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2018 19:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2018 19:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟเขียวยืดอายุเครื่องบินส่งสินค้าเป็น22ปีหนุนโลจิสติกส์ไทยเจาะตลาดอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;กบร.ไฟเขียวขยายอายุเครื่องบินส่งสินค้าของหนุนผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียน พร้อมเห็นชอบแผนแม่บทสนามบินเชิงพาณิชย์ในระยะ 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;06 มิ.ย. 61- นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคมเปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน(กบร.) ได้มีมติเห็นชอบให้แก้ข้อบังคับการประกอบธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Cargo) โดยได้ขยายหลักเกณฑ์อายุของเครื่องบินที่จะนำมาใช้งานเป็น 22 ปี จากเดิม 18 ปีนั้นโดยทั้งหมดนี้จะมีผลภายในเดือนมิ.ย.นี้หลังกระทรวงคมนาคมอนุมัติ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่สนใจในไทยหันมาลงทุนธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศมากขึ้น เนื่องจากแนวโน้มของรายได้ในการขนส่งสินค้านั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอนาคต สอดรับกับมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;
นายจุฬา สุขมานพ ผอ.กพท. กล่าวว่ากบร.ได้มีมติเห็นชอบแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยระยะ 20 ปี โดยหลังจากนี้จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อรับทราบเพียงเท่านั้น สำหรับแผนเบื้องต้นนั้นได้กำหนดแนวทางพัฒนาสนามบินเชิงพาณิชย์ในหลากหลายด้าน เริ่มจาก การก่อสร้างสนามบินใหม่เพื่อแก้ปัญหาความแออัดได้แก่ สนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 และสนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 ควบคู่ไปกับการลงทุนในสนามบินแห่งเดิมเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;
นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบแก้ไขแผนรักษาความปลอดภัยในการบินพลเรือนแห่งชาติ พ.ศ.2560 ที่จะมีการส่งข้อมูลรายงานให้ทางองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(ICAO) รับทราบเนื่องจากเป็นหนึ่งในข้อค้นพบที่เกิดจากการตรวจที่จะต้องดำเนินการแก้ไขที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้ทาง ICAO พิจารณาทบทวนเพื่อความสมบูรณ์ก็ได้มีการส่งกลับมาให้ไทยพิจารณาแก้ไขใช้สอดคล้องกับภาคผนวก (ANNEX 17) ของ ICAO&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10822</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินพลเรือน, ขนส่งสินค้า, คมนาคม, จุฬา สุขมานพ, อาคม  เติมพิทยาไพสิฐ, อาเซียน, โลจิสติกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180225/image_big_5a92aa60068a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 19:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 19:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท.ห่วงราคาน้ำมันสูง กระทบธุรกิจโลจิสติกส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.อ.ท.หวั่นราคาน้ำมันสูงกระทบโลจิสติกส์ไทย พร้อมจับตาใกล้ชิด ชี้เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เอกชนต้องเตรียมพร้อมรับมือ ไม่มัวแบมือขอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าในกรณีที่ราคาน้ำมันตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จนล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 77 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไทยเพิ่มขึ้นสูงจนใกล้จะ 30 บาทต่อลิตร ซึ่งในฐานะภาคเอกชนยังเป็นกังวลต่อกลุ่มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศที่ต้องแบกรักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่ปัจจุบันยังไม่ถึงจุดที่อันตราย ซึ่งทางส.อ.ท.จะติดตามอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศคู่แข่งก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน ด้านเอกชนเองก็ต้องบริหารการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง และเตรียมพร้อมหากราคาจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ปัจจุบันกลไกการดูแลของภาครัฐก็ถือเป็นการช่วยเหลือที่ดีอยู่และขณะที่หากจะไปเรียกร้องเพิ่มเติมอาจจะถูกมองว่าภาคเอกชนไม่ดิ้นรนด้วยตนเอง มัวแต่รอรับสิทธิพิเศษจากรัฐบาลที่อาจจะเกินหน้าภาคอื่น ๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9488</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นราคาน้ำมัน, ส.อ.ท., สุพันธุ์ มงคลสุธี, โลจิสติกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180514/image_big_5af9840beb20d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
