<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>28573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2019 21:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2019 20:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทัพสหรัฐเตรียมช็อประบบโล่มิสไซล์ &#039;ไอร์ออนโดม&#039; ของอิสราเอล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กองทัพสหรัฐต้องการซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้ &amp;quot;ไอร์ออนโดม&amp;quot; ของอิสราเอล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจรวดสกัดกั้นที่สหรัฐช่วยอิสราเอลพัฒนาขึ้นเอง จำนวน 2 หน่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 มิสไซล์จากระบบไอร์ออนโดมของอิสราเอลพุ่งออกจากเครื่องยิงจรวดแบบเคลื่อนที่ได้ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ กล่าวว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้ของอิสราเอลชนิดนี้พัฒนาโดยบริษัท ราฟาเอลแอดวานซ์ดีเฟนซ์ซิสเต็มส์ ของทางการอิสราเอล โดยสหรัฐให้ทุนสนับสนุน รวมถึงชิ้นส่วนบางอย่างก็ผลิตโดยบริษัทของอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทัพอากาศอิสราเอลเริ่มใช้งานไอร์ออนโดม ซึ่งประกอบด้วยเรดาร์และมิสไซล์สกัดกั้น มาตั้งแต่ปี 2554 โดยเฉพาะในการรับมือกับการโจมตีด้วยจรวดจากกาซาและแหล่งที่มาอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พันเอกแพทริก ไซเบอร์ โฆษกกองทัพสหรัฐ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า กองทัพสหรัฐต้องการซื้อไอร์ออนโดม 2 หน่วย เพื่อตอบสนองความจำเป็นระยะสั้นในการปกป้องทหารจากการยิงแฝง เช่น จรวดและปืนครก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะวางกำลังระบบป้องกันภัยทางอากาศคู่นี้ที่ใด คำแถลงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า ไอร์ออนโดมจะถูกใช้บนพื้นฐานของการทดสอบและจะประเมินทางเลือกต่างๆ สำหรับความจำเป็นระยะยาวต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบบนี้ถูกออกแบบมาสำหรับการสกัดกั้นจรวดและกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงมาจากระยะ 4-70 กิโลเมตร แต่ละกลุ่มอาวุธนี้จะประกอบด้วยเรดาร์ตรวจจับและติดตาม, ซอฟต์แวร์ควบคุมการยิงที่ล้ำสมัย และเครื่องยิงจรวด 3 ชุด แต่ละชุดมีมิสไซล์สกัดกั้น 20 ลูก เจ้าหน้าที่อิสราเอลอ้างว่า ระบบไอร์ออนโดมนี้ ซึ่งสามารถใช้งานได้ในทุกสภาพอากาศและสามารถเคลื่อนย้ายได้ มีอัตราความสำเร็จสูงถึง 90%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ซึ่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมด้วย กล่าวถึงสัญญาซื้ออาวุธครั้งนี้ว่าพิสูจน์ถึงความเป็นพันธมิตรระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐ ระบบไอร์ออนโดมสามารถจัดการกับภัยคุกคามต่างๆ ทั้งในแง่การป้องกันตนเองและในการโจมตี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28573</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพสหรัฐ, จรวดสกัดกั้น, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ, อิสราเอล, โล่มิสไซล์, ไอร์ออนโดม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190207/image_big_5c5c3b3ec5409.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2019 22:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2019 22:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039; เล็งเปิดแผนโล่ขีปนาวุธชั้นใหม่ ติดตั้งในอวกาศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เตรียมเปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ป้องกันมิสไซล์ของสหรัฐฉบับปรับปรุงใหม่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ซึ่งรวมถึงการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ชั้นใหม่ในอวกาศที่จะตรวจจับและตามรอยมิสไซล์ของข้าศึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐกล่าวกันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะเปิดเผยรายงานการทบทวนด้านการป้องกันมิสไซล์ของสหรัฐฉบับนี้ระหว่างการเดินทางไปยังกระทรวงกลาโหม ในวันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2562 โดยแหล่งข่าวเผยว่า รายงานทบทวนยุทธศาสตร์การป้องกันมิสไซล์อย่างครอบคลุมฉบับนี้จะรวมถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะวางกำลังอาวุธในอวกาศ เพื่อทำลายขีปนาวุธของข้าศึกได้ แนวคิดนี้เคยผุดขึ้นในสมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ยุคทศวรรษ 1980 ภายใต้ชื่อแผนความริเริ่ม &amp;quot;สตาร์วอร์ส&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า เมื่อปี 2560 ทรัมป์เคยสั่งการให้ทำการวิเคราะห์เทคโนโลยีป้องกันมิสไซล์ของสหรัฐ และวิธีดัดแปลงเพื่อให้ทันกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนไป ซึ่งตามบทย่อของรายงานที่เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวประจำเพนตากอน สำนักงานป้องกันมิสไซล์ (เอ็มดีเอ) ได้ตอบสนองต่อความวิตกเรื่องนี้ของทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภัยคุกคามที่รายงานให้ความสำคัญอันดับแรกนั้นคือ การพัฒนามิสไซล์ไฮเปอร์โซนิกของจีนและรัสเซีย อาวุธชนิดนี้สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าความเร็วเสียงหลายเท่า และสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ แทนที่จะร่อนตามวิถีโค้งของขีปนาวุธ ซึ่งทำให้อาวุธไฮเปอร์โซนิกตรวจจับได้ยากมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงกลาโหมสหรัฐกำลังมองหาวิธีที่จะปรับปรุงขีดความสามารถในการติดตามมิสไซล์ไฮเปอร์โซนิก โดยเริ่มแรกนั้นคือการใช้เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งในอวกาศซึ่งมีอยู่แล้ว แต่ตามการทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่นี้ เอ็มดีเอมีแผนจะศึกษาความเป็นไปได้ของการสร้างระบบสกัดกั้นที่มีฐานติดตั้งในอวกาศอีกชั้นหนึ่ง ระบบที่ว่านี้อาจจะเป็นยานโคจรรอบโลกอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ติดตั้งมิสไซล์ที่จะทำลายหัวรบที่พุ่งขึ้นสู่อวกาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกแผนหนึ่งคือ เอ็มดีเออาจจะเน้นพัฒนาวิธีที่จะทำลายขีปนาวุธทันทีที่ถูกยิงจากฐาน หรือขณะที่ยังอยู่ใน &amp;quot;ระยะทะยานขึ้น&amp;quot; จากปัจจุบันที่เทคโนโลยีต่อต้านมิสไซล์จะเน้นที่การสกัดกั้นหัวรบขณะที่บินผ่านชั้นอวกาศแล้ว การติดตามมิสไซล์ในระยะทะยานขึ้นทันทีที่ถูกปล่อยนั้น จะเป็นการเสริมการป้องกันสหรัฐและพันธมิตรได้อีกชั้นหนึ่ง วิธีหนึ่งที่จะทำตามแผนนี้คือการติดตั้งมิสไซล์ชนิดใหม่บนเครื่องบินขับไล่สเตลธ์ เอฟ-35 ที่บินลาดตระเวนเหนือฐานยิงต้องสงสัย สมมติเช่นในกรณีเกิดความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26877</URL_LINK>
                <HASHTAG>ระบบป้องกันขีปนาวุธ, เซ็นเซอร์อวกาศ, เพนตากอน, โดนัลด์ ทรัมป์, โล่มิสไซล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190117/image_big_5c409e2d03f59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
