<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2021 21:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชะตากรรม&#039;ฉลามหัวค้อน&#039; ก่อนขึ้นบัญชีสัตว์คุ้มครอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เสี่ยงสูญพันธุ์ทั่วน่านน้ำไทยจากสถานการณ์คุกคามที่ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะชีวิตปลาฉลาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน หัวค้อนใหญ่ หัวค้อนเรียบ จนถึงฉลามหัวค้อนยาว แทบไม่ต้องคาดการณ์ว่าจะวิกฤตหนักเพียงใด ฉลามกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการประมง อย่างกรณีที่เป็นข่าวในโลกโซเชียลปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา &amp;nbsp;พบมีลูกปลาฉลามขายอยู่หลายตัวในตลาดใกล้กรุง ราคาเพียงกิโลกรัมละ 100 &amp;nbsp;บาท แต่น่าสลดใจเป็นลูกปลาฉลามหัวค้อน ซึ่งใกล้สูญพันธุ์ อยู่ระหว่างการผลักดันเป็นสัตว์คุ้มครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด คณะกรรมการพัฒนากฎหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีมติเห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิด เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รับข้อคิดเห็นและข้อสังเกตของที่ประชุมไปประกอบการพิจารณา และนำเสนอต่อคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองแห่งชาติตามขั้นตอนต่อไป สำหรับการพิจารณาร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นการดำเนินการตามมาตรา 5 และมาตรา 7 ของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ที่ได้มีการปรับปรุงจากบัญชีท้ายกฎกระทรวงที่ออกตามความใน พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครอง สัตว์ป่า พ.ศ.2535&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีการปรับสถานะรายการสัตว์ป่าคุ้มครองเป็นสัตว์ป่าสงวน จำนวน 3 รายการ ได้แก่ ฉลามวาฬ เต่ามะเฟือง และวาฬบรูด้า การเพิ่มรายการสัตว์ป่าคุ้มครอง จำนวน 7 รายการ ได้แก่ ค่างตะนาวศรี งูหางแฮ่มกาญจน์ ปลากระเบนปีศาจหางเคียว ฉลามหัวค้อนยาว ฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน ฉลามหัวค้อนใหญ่ และฉลามหัวค้อนเรียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชี้ชัดให้เห็นว่า สัตว์ทะเล ซึ่งมีความเปราะบางจากระบบนิเวศและมีจำนวนน้อยอยู่แล้วในธรรมชาติ &amp;nbsp;ยิ่งประสบปัญหามากขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉลามหัวค้อนยาวไม่พบในไทยนานแล้ว &amp;lsquo;หัวค้อนสีน้ำเงิน&amp;rsquo; 15 ปี ผสมพันธุ์ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) สถานการณ์ประชากรในปัจจุบัน ปลาฉลามทั่วโลกถูกจับได้จากการประมงมากกว่า 100 ล้านตัวหรือเฉลี่ย 190 &amp;nbsp;ตัวต่อนาที ใน จำนวนทั้งหมดนี้มากกว่า 70 &amp;nbsp;ล้านตัว&amp;nbsp; เป็นฉลามถูกจับตัดเอาครีบไปขาย&amp;nbsp; ส่งผลกระทบถึงขั้นวิกฤตต่อประชากรปลาฉลาม หลายองค์กรทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาการคุกคามประชากรปลาฉลาม ร่วมมือรณรงค์อนุรักษ์ปลาฉลามมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อรักษาระดับประชากรปลาฉลามให้มีความสมดุลของระบบนิเวศในทะเลและมหาสมุทรทั่วโลก เนื่องจากปลาฉลามมีความสำคัญต่อระบบห่วงโซ่อาหาร และจัดเป็นผู้ล่าหรือผู้บริโภคระดับสูงสุด ซึ่งมีจำนวนน้อยในธรรมชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่ผลจากการจับปลาฉลามเพื่อทำประมงของไทยในแต่ละปี มีค่าน้อยกว่าร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับปริมาณการจับฉลามจากการประมงทั่วโลก จากข้อมูลสถิติการประมงแห่งประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. 2541-2561 &amp;nbsp;พบว่า ปริมาณการจับปลาฉลามเฉลี่ยของประเทศไทย ร้อยละ 62.5 &amp;nbsp;ได้จากการทำประมงฝั่งอ่าวไทย ที่เหลืออีกร้อยละ 37.5 &amp;nbsp;มาจากประมงฝั่งอันดามัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรอบ 21 ปีนี้มีค่าเฉลี่ยปริมาณการจับปลาฉลามในทะเลไทยเท่ากับ 5.5 ล้านกิโลกรัม/ปี แต่ที่น่าสังเกตปริมาณการจับปลาฉลามตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จนถึงปัจจุบันมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของตัวทรัพยากรของปลากลุ่มนี้ในเขตน่านน้ำไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า ชนิดพันธุ์ของฉลามในน่านน้ำไทยจากการสำรวจปี 2563 พบว่า มีทั้งหมด 87 &amp;nbsp;ชนิด มากกว่าร้อยละ 75 &amp;nbsp;เป็นชนิดพันธุ์ที่หายากหรือชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;กลุ่มปลาฉลามหัวค้อนเป็นกลุ่มปลาที่ออกลูกเป็นตัว อาศัยในระดับกลางน้ำหรือผิวน้ำ แต่อาจพบลงไป หาอาหารตามแนวหินและแนวปะการัง ลูกฉลามจะอาศัยบริเวณชายฝั่ง สามารถพบฉลามกลุ่มนี้ได้ตั้งแต่ชายฝั่งจนถึงบริเวณไหล่ทวีปที่มีความลึกน้ำพันกว่าเมตร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ทั่วโลกพบจำนวน 9 ชนิด โดยในประเทศไทยพบ 4 ชนิด คือ ปลาฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน ปลาฉลามหัวค้อนใหญ่ ปลาฉลามหัวค้อนเรียบ และปลาฉลามหัวค้อนยาว มีบันทึกการพบเห็นทั้งฝั่งอ่าวไทย และทะเลอันดามัน แต่ปลาฉลามหัวค้อนใหญ่จะพบได้เฉพาะบริเวณฝั่งทะเลอันดามัน และฉลามหัวค้อนยาวมีรายงานว่าไม่พบในเขตทะเลไทยมานานแล้ว ฉลามหัวค้อนบางชนิด เช่น ฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน มีลูกครั้งละ 12- 38 ตัว แต่ใช้เวลาอย่างอีกน้อย 15 ปี จึงจะพร้อมผสมพันธุ์อีกครั้ง สำหรับปลากระเบนปีศาจหางเคียว &amp;nbsp;พบอาศัยอยู่บริเวณทะเลเปิด ไกลฝั่ง น้ำลึก ว่ายขึ้นมาที่ผิวน้ำได้ไม่บ่อยนัก พบเห็นน้อย ออกลูกเพียงครั้งละ 1 ตัว &amp;ldquo; นายโสภณ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครีบฉลามหัวค้อน&amp;rdquo;ราคาสูง&amp;rdquo; 4 ชนิดใกล้สูญพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อีกประเด็นสำคัญ อธิบดี ทช. กล่าวว่า พฤติกรรมของปลาฉลามหัวค้อนที่อยู่รวมกันเป็นฝูง ยิ่งทำให้ถูกจับทั้งหมดในคราวเดียว ในขณะที่อัตราการทดแทนในธรรมชาติต่ำ และมีความต้องการทางการค้าสูง โดยครีบใช้ทำหูฉลามตากแห้ง คุณภาพดี เนื้อนำมาบริโภค ตับใช้ทำน้ำมันตับปลาและวิตามินเอ หนังใช้ทำเครื่องหนัง โดยเฉพาะครีบของปลาฉลามหัวค้อนซึ่งมีราคาสูงกว่าปลาฉลามกลุ่มอื่น ในประเทศฮ่องกงตลาดรับซื้อขายใหญ่ของโลก พบครีบที่มาจากปลาฉลามหัวค้อนอย่างน้อยร้อยละ 4-5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปลากระเบนปีศาจหางเคียว ซี่เหงือกของปลาในกลุ่มปลากระเบนปีศาจ มีความต้องการเพื่อการบริโภคในตลาดยาของเอเชียสูงขึ้น เนื้อสดถูกแล่ขายเพื่อบริโภค และใช้สำหรับเป็นเหยื่อทำประมง อาจเป็นทางเลือกสำหรับการส่งออก และเคยพบกระเบนปีศาจติดเครื่องมือประมงอวนลากอวนล้อมโดยบังเอิญ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการติดตามสถานภาพการถูกคุกคามของชนิดพันธุ์ในระดับโลกใน IUCN Red List ล่าสุด ฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน ฉลามหัวค้อนใหญ่ และฉลามหัวค้อนเรียบ ถูกจัดเป็นชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ในขณะที่ปลาฉลามหัวค้อนยาว &amp;nbsp;และปลากระเบนปีศาจหางเคียว &amp;nbsp;ถูกจัดเป็นชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานภาพการถูกคุกคามของชนิดพันธุ์ในประเทศไทยใน Thailand Red Data 2017 (2560) พบว่า กลุ่มปลาฉลามหัวค้อนทั้ง 4 &amp;nbsp;ชนิด ถูกจัดเป็นชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ส่วนปลากระเบนปีศาจหางเคียวถูกจัดอยู่ในสถานภาพที่ยังไม่ได้รับการประเมิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; พบฉลามหัวค้อนติดเครื่องมือประมงทั้งโดยบังเอิญและตั้งใจ ส่วนใหญ่ลูกฉลามหัวค้อนอาศัยอยู่ใกล้ฝั่งมักติดเครื่องมือประมงชายฝั่ง ส่วนตัวโตเต็มวัยส่วนใหญ่ถูกจับได้โดยเครื่องมืออวนลาก โดยเฉพาะอวนลากแผ่น ตะเฆ่ ประมงอวนลอย ประมงเบ็ดราว บริเวณทะเลลึกไกลฝั่ง บางครั้งพบว่าถูกตกเพื่อการกีฬา &amp;ldquo; นายโสภณ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชีวิตฉลาม&amp;rdquo;หัวค้อน&amp;rdquo; เมื่อขึ้นบัญชีสัตว์คุ้มครอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ใช้มาตรการทางกฎหมายยกฐานะให้เป็นสัตว์คุ้มครอง จะช่วยให้การอนุรักษ์มีความเข้มข้นมากขึ้น นายโสภณ กล่าวว่า จะสามารถรักษาจำนวนประชากรได้ทันท่วงที โดยเฉพาะชนิดที่เป็นเป้าหมายเจาะจงจับเพื่อประโยชน์ทางการค้า ครอบครอง หรือนำมาจัดแสดง เนื่องจากปลาฉลามหัวค้อนและปลากระเบนปีศาจมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา เกิดเป็นช่องว่าง ทำให้พ้นจากการถูกกำหนดฐานความผิดและบทลงโทษตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ เมื่ออยู่นอกพื้นที่การคุ้มครองของอุทยานฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo; เมื่อมีกฎหมายคุ้มครองฉลาม กระเบน ตามรายชนิดจะช่วยให้เจ้าหน้าที่มีเครื่องมือในการปฏิบัติงานได้สะดวกขึ้น แก้ไขปัญหาการสูญพันธุ์ของปลาฉลามหัวค้อนและปลากระเบนปีศาจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยรักษาสมดุลระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารทางทะเล เมื่อมีกฎหมายดูแลปลาฉลามและกระเบนจะทำให้เกิดกฏระเบียบต่างๆ ส่งเสริมท่องเที่ยวยั่งยืนมากขึ้น &amp;ldquo; อธิบดี ทช. กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่ต้องคุ้มครองทะเล ปชช.-ประมง ต้องช่วยชีวิตฉลาม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางการอนุรักษ์ปลาฉลามหัวค้อนและปลากระเบนปีศาจหางเคียว ต้องทำควบคู่กันในหลากหลายมิติ&amp;nbsp; นายโสภณกล่าวประเด็นนี้ว่า นอกจากการผลักดันกฎหมายให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว การประกาศพื้นที่คุ้มครองทางทะเลที่เป็นแหล่งอาศัยและเพาะพันธุ์ รวมถึงการรณรงค์ให้ชาวประมงช่วยชีวิตหรือปล่อยสัตว์เหล่านี้ที่ยังมีชีวิตจากเครื่องมือประมง รวมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนร่วมใจไม่ซื้อ ไม่ขาย ไม่บริโภคหูฉลาม และสัตว์ทะเลต่างๆ ที่เป็นสัตว์คุ้มครอง และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในการเที่ยวชมสัตว์เหล่านี้ ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเข้มงวด ทำให้เกิดการสร้างรายได้และอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ตลอดจนช่วยรักษาแหล่งอาศัยแ แก้ไขปัญหาการสูญพันธุ์ของฉลามจากน่านน้ำไทยได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของกรม อธิบดี ทช. บอกว่า มีแผนการสำรวจ ติดตามและรวบรวมข้อมูลจำนวนประชากร การพบเห็น ถิ่นอาศัย เส้นทางหากิน อพยพย้ายถิ่น กับหน่วยงาน สมาคม หรือ ชมรมที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งข้อมูลการแจ้งพบเห็นสัตว์ทะเลหายากจากสื่อออนไลน์ เพื่อเป็นฐานข้อมูลการแพร่กระจายและแหล่งอาศัยในการประกาศพื้นที่คุ้มครองทางทะเลที่เป็นแหล่งอาศัยและเพาะพันธุ์ รวมทั้งจัดทำสื่อให้ความรู้คุณค่าความสำคัญของฉลามและปลากระเบนในระบบนิเวศ จะทำให้การคุ้มครองเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการสร้างความร่วมมือในการอนุรักษ์กับภาคส่วนต่างๆ นายโสภณ เน้นย้ำในท้ายว่า ทช.ดำเนินการอบรมสร้างเครือข่ายการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ มุ่งเน้นที่กลุ่มชาวประมง ชุมชนชายฝั่ง หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล (อสทล.) อาสาสมัครกลุ่มต่างๆ ตลอดจนประชาชน เป้าหมายให้เข้าใจวิธีการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลเหล่านี้อย่างถูกวิธี นอกจากนี้ ยังสร้างเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลที่ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลมากกว่าสองหมื่นคนในปัจจุบัน ทำหน้าที่ประสานงาน แจ้งเบาะแสการทำผิดกฎหมายในพื้นที่อาศัยของสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ไปจนถึงรักษาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง &amp;nbsp;เพราะหน่วยงานรัฐมีเจ้าหน้าที่จำนวนจำกัด นี่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมคุ้มครองปลาฉลามหัวค้อนและปลากระเบนปีศาจหางเคียวได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถึงเวลาแก้ปัญหาคุกคามสัตว์ทะเลไทยอย่างจริงจัง&amp;nbsp; เพื่อสถานภาพของประชากรสัตว์น้ำ ด้วยมาตรการทางกฎหมายควบคู่พลังประชาชน ไม่ว่าจะสัตว์ทะเลชนิดใดล้วนมีความสำคัญเกื้อหนุนให้ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114875</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, ปลาฉลามหัวค้อน, เพิ่มสัตว์ป่าคุ้มครอง, โสภณ ทองดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210828/image_big_612a3dc2427a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101062</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกยึดคืนป่าชายเลนบางปู 136 ไร่ นายทุนรุกล้ำสร้างโกดังสินค้า ลานจอดรถ ท่าเรือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เม.ย.64 - นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้สนธิกำลังร่วมกับชุดปฏิบัติการกรมป่าไม้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสมุทรปราการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรปราการ ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เข้าทำการตรวจยึดพื้นที่ป่าชายเลนที่ถูกนายทุนใหญ่ภาคเอกชน ที่เข้ามาปลูกสร้างโกดังสินค้าขนาดใหญ่และมีการถมดินสร้างลานจอดรถและท่าเรือ บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งมีพันธุ์ไม้ป่าโกงกางที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ เอามาเป็นประโยชน์ของตัวเองกว่า 136 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 4 บริเวณด้านหลังสถานีตำรวจภูธรบางปู ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ พร้อมวางแผนปราบปรามการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน ผลการเข้าตรวจสอบสามารถตรวจยึดที่ดินป่าชายเลนซึ่งเป็นสมบัติของชาติคืนได้จำนวน 2 แปลง พื้นที่รวมกว่า 136 ไร่ ที่ถูกบุกรุก แปลงที่แรกเป็นการบุกรุกครอบครองทำเป็นบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและที่พัก เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 72 ตารางวา ส่วนแปลงที่สองมีการบุกรุกถมดินสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่โดยมีการถมดินทำลานจอดรถและเตรียมสร้างท่าเรือ มีการกั้นรั้วห้ามเข้าออกพื้นที่และจัดทำบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เนื้อที่ 130 ไร่ 58 ตารางวา โดยพื้นที่ ที่ถูกบุกรุกเป็นพื้นที่ป่าชายเลนน้ำทะเลท่วมถึงเป็นพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 &amp;nbsp;ซึ่งมีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีตามกฎหมายต่อพนักงานสอบสวน สภ.บางปู เป็นที่เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่าในวันนี้ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ลงมาตรวจสอบพื้นที่ ซึ่งเราได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ามีการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าชายเลนซื้อเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 จำนวน 2 แปลง ขนาดพื้นที่ 130 ไร่ และ 105 ไร่ ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วเราพบว่าเป็นที่ดินที่เป็นป่า 2484 จริงและเราได้ทำการตรวจพิสูจน์ทางเอกสารสิทธิ์จากกรมที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมปฏิบัติการในวันนี้หลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมเจ้าท่า กรมที่ดิน สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรปราการ ตำรวจ และผู้ใหญ่บ้าน หลังตรวจสอบแล้วเรายืนยันชัดเจนว่าเป็นการบุกรุกยึดถือครอบครองเพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตนอย่างชัดเจน หลังจากนี้จะมีการลงชื่อร่วมกันบันทึกจับกุมลงนามโดยทุกหน่วยงานที่มาร่วมสนธิกำลังในวันนี้ไปกล่าวโทษร้องทุกข์กับเจ้าพนักงานตำรวจให้เป็นรูปคดี หลังจากนั้นก็จะมีการฟ้องศาล ซึ่งจากการดำเนินคดีก็คาดว่าจะต้องมีทั้งโทษจำและโทษปรับ ซึ่งโทษปรับทั้งสองแปลงนี้ประมาณ 14-15 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ตนยังได้สั่งการให้หน่วยงานทีเกี่ยวข้องทุกหน่วยตั้งใจปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง และเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์และปกป้องผืนป่าและทรัพยากรทางทะเลในระดับพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้กำหนดแนวทางในการเร่งปราบปรามการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าชายเลนทั่วประเทศ พร้อมใช้มาตรการทางการกฎหมายดำเนินการต่อผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101062</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, จังหวัดสมุทรปราการ, บุกรุกป่าชายเลน, ป่าชายเลน, สภ.บางปู, โสภณ ทองดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6089174814ab4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วราวุธ&#039;สั่งปชส. พิษภัยหมึกบลูริง พบอีกในจ.ตาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดี ทช.ย้ำเตือนหมึกบลูริงกินถึงตายเพราะพิษร้ายแรง เร่งประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทุกจังหวัดรับรู้ข้อมูล เผยปลายปีที่แล้วก็พบเสียบไม้ปิ้งขายที่จังหวัดตาก &amp;quot;วราวุธ&amp;quot; สั่งขยายผลอันตรายจากปลาปักเป้าและแมงกะพรุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวถึงกรณีมีรายงานพบหมึกบลูริงเสียบไม้ปิ้งขายในตลาดนัด จ.ปทุมธานี โดยมีผู้แจ้งมาเพื่อตรวจสอบหมึกบลูริง เป็นหมึกจำพวกเดียวกับหมึกยักษ์ มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก จะพบได้ในทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน รวมทั้งทะเลแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสัตว์ที่อาศัยบริเวณผืนทรายใต้ท้องน้ำและแนวปะการัง เคยมีรายงานคนที่ได้รับพิษจากหมึกบลูริง ส่วนมากจะติดมากับเครื่องมือประมง และการแอบเลี้ยงของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ทะเลแปลกสวยงาม ซึ่งทางกรมประมงได้มีประกาศห้ามมิให้เลี้ยงหรือนำเข้าหมึกชนิดนี้แล้ว แต่ยังพบมีการลักลอบนำเข้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโสภณกล่าวว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแจ้งประสานทุกจังหวัด เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบเป็นการเร่งด่วนแล้ว นอกจากนี้ ตนได้มอบหมายให้นักวิชาการที่ศึกษาด้านชีววิทยาสัตว์ทะเล ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับหมึกบลูริง จัดทำสื่อการเรียนรู้และข้อมูลประกอบ เพื่อการประชาสัมพันธ์ให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนทุกคนทราบ &amp;nbsp;อีกทั้งนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ได้แสดงความห่วงใย สั่งเน้นย้ำให้เร่งประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้นในทุกรูปแบบ และกระจายให้ทั่วทั้งประเทศ เนื่องจากปลายปีที่ผ่านมาเคยมีการพบหมึกบลูริงเสียบไม้ปิ้งขายเช่นนี้ ในพื้นที่ จ.ตาก นอกจากนี้ นายวราวุธยังได้สั่งการให้ขยายผลไปยังสัตว์ทะเลมีพิษอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตคนด้วย เช่น ปลาปักเป้า แมงกะพรุน ที่มีการนำมาบริโภคกันในปัจจุบัน เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากฝากเตือนพี่น้องประชาชนทุกคนที่พบเห็นหมึกที่มีลักษณะคล้ายหมึกยักษ์ แต่มีขนาดเล็ก มีลายวงสีน้ำเงินเด่นชัด ห้ามสัมผัสหรือบริโภคเด็ดขาด แม้จะผ่านกรรมวิธีด้วยความร้อนแล้วก็ตาม เนื่องจากพิษชนิดนี้สามารถทนความร้อนได้มากกว่า 200 องศาเซลเซียส&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโสภณกล่าวว่า เมื่อมีการสัมผัสหรือบริโภค หากหมดสติให้รีบเป่าปาก หรือรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งหากการช่วยเหลือเป็นผล ผู้ป่วยจะฟื้นเป็นปกติภายใน 24 ชั่วโมง เว้นแต่จะขาดอากาศนานเกินไปจนสมองตาย หากมีการพบเห็นในธรรมชาติให้พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัส และหากมีการพบเห็นมีการจำหน่าย ทั้งแบบยังมีชีวิตหรือขายเป็นอาหารตามท้องตลาด หรือไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่ ควรแจ้งหน่วยงานกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดทั่วประเทศ หรือแจ้งสายด่วน GREEN CALL 1310 เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความชำนาญไปตรวจสอบโดยด่วนต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85654</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร บุรุษพัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โสภณ ทองดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc639fb04665.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85538</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมึกบลูริงปิ้งขาย ชี้มีพิษร้ายกินตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโพสต์เตือนอันตรายหมึกบลูริง หลังมีผู้แจ้งเห็นเสียบไม้ย่างขายในปทุมธานี ระบุมีพิษกินถึงตาย และทนความร้อนได้ถึง 200 องศา รุนแรงกว่าพิษงูเห่า 20 เท่า ปัจจุบันยังไม่มียาแก้พิษโดยเฉพาะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ เฟซบุ๊กกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แจ้งว่า สถาบันวิจัย ทช.ได้รับแจ้งจากคุณจันทรา พุ่มแจ่ม พบหมึกบลูริงเสียบไม้ปิ้งขายในตลาดนัดตอนเย็นในพื้นที่ จ.ปทุมธานี โดยมีข้อความเตือนว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากทะเลมาปทุมธานี หมึกบลูริงพิษร้ายระวังด้วย... แม้ว่าหมึกย่างจะอร่อยมากก็จริง ยิ่งเจอน้ำจิ้มรสเด็ดยิ่งแจ่ม แต่ให้สังเกตเพิ่มกันหน่อย ทั้งพ่อค้าแม่ค้าคัดแยกให้ดีก่อนเอามาปรุงอาหารขาย ลูกค้าก็เช่นกัน ก่อนบริโภคสังเกตลายสักนิด ถ้าพบหมึกมีลายเป็นวงๆ สีน้ำเงินทั่วตัวจนไปถึงเส้นหมวด ให้หลีกเลี่ยงด่วน อันตรายมาก เพราะพิษของหมึกชนิดนี้ แม้ปรุงสุกก็ไม่สลาย ยังมีอันตราย พิษนี้ทนความร้อนได้สูงถึง ๒๐๐ องศาเซลเซียส ดังนั้น แม้ย่างสุกก็ไม่สามารถทำลายพิษได้ ปัจจุบันยังไม่มียาแก้พิษใดๆ ต่อต้านได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า หมึกบลูริง หรือหมึกสายวงน้ำเงิน (Blue-ringed octopus) เป็นหมึกยักษ์จำพวกหนึ่ง แต่มีขนาดเล็กมาก ตัวเต็มวัยมีขนาดลำตัวเพียง 4-5 เซนติเมตร มี 8 หนวด แต่ละหนวดยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร หลังจากเพศเมียวางไข่จะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2 สัปดาห์ และใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนเจริญเป็นตัวเต็มวัย โดยมีอายุขัยประมาณ 1 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมึกบลูริงมีจุดเด่นต่างจากหมึกทั่วไปตรงที่มีลวดลายเป็นวงแหวนสีน้ำเงิน กระจายตามลำตัวและหนวด ซึ่งจะตัดกับสีของลำตัวที่ออกเป็นสีเหลืองน้ำตาลอย่างชัดเจน วงแหวนสีน้ำเงินเหล่านี้สามารถเรืองแสงได้เมื่อถูกคุกคาม เนื่องจากหมึกชนิดนี้มีสีสวยงาม และมีขนาดไม่ใหญ่มาก จึงเป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบเลี้ยงปลาสวยงามและสัตว์แปลกๆ ปัจจุบันทั่วโลกพบหมึกบลูริงทั้งหมดประมาณ 4 ชนิด ในประเทศไทยมีรายงานการพบหมึกสายวงน้ำเงิน สกุล Hapalochlaena maculosa ในบริเวณน่านน้ำไทยทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลว่า หมึกบลูริงมีพิษร้ายแรงกว่างูเห่า 20 เท่า ผู้ถูกกัดอาจจะตายภายในเวลารวดเร็ว สารพิษของหมึกชนิดนี้คือ เตโตรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) เป็นพิษที่มีผลต่อระบบประสาท โดยปริมาณพิษที่มนุษย์รับประทานแล้วเสียชีวิตคือประมาณ 1 มิลลิกรัม รุนแรงกว่าไซยาไนด์ถึง 1,200 เท่า อีกทั้งพิษยังทนความร้อนได้สูงถึง 200 องศาเซลเซียส ดังนั้นจึงไม่สามารถทำลายพิษได้ด้วยการใช้ความร้อนปกติในการปรุงอาหาร และปัจจุบันยังไม่มียาแก้พิษใดๆ ต่อต้านได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาการของเหยื่อเมื่อโดนพิษหมึกบลูริง เริ่มจากการชาบริเวณริมฝีปาก ลิ้น ต่อมาจะชาบริเวณใบหน้า แขน ขา และเป็นตะคริวในที่สุด อาจมีอาการน้ำลายไหล คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียร่วมกับปวดท้องและรุนแรงขึ้น เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในผู้ป่วยที่ได้รับพิษปริมาณมาก พิษจะเข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้หายใจไม่ออก เนื่องจากกล้ามเนื้อกะบังลมและหน้าอกไม่ทำงาน ผู้ป่วยจะเสียชีวิตภายใน 4-6 ชั่วโมง แต่บางรายมีรายงานพบว่าเสียชีวิตอย่างรวดเร็วเพียง 20 นาทีเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้ปฐมพยาบาลทันทีหลังถูกกัด โดยใช้การกดรัดและตรึงอวัยวะส่วนนั้นไม่ให้เคลื่อนไหว เพื่อทำให้พิษไม่แพร่กระจายเข้าระบบไหลเวียนโลหิต ก่อนรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85538</URL_LINK>
                <HASHTAG>จันทรา พุ่มแจ่ม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หมึกบลูริง, โสภณ ทองดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201130/image_big_5fc4e6a75d35d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68789</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2020 20:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2020 20:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วราวุธ&#039; ชื่นชม &#039;ครูดำน้ำ&#039; ช่วยฉลามวาฬเกาะเต่า เชือกรัดหางบาดเจ็บ สั่งกรมทะเลฯเร่งติดตาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย.63 - จากกรณี นางพรรณี แมคคาที หรือคุณครูพรรณี ครูสอนดำน้ำได้ลงดำน้ำบริเวณเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา&amp;nbsp;และพบฉลามวาฬมีเชือกป่านพันบริเวณหาง คาดว่าเชือกพันมานานแล้ว จนเกิดบาดแผลลึกบริเวณที่เชือกพัน ทั้งนี้ นางพรรณีได้พยายามตัดเชือกแต่ยังไม่สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้สึกขอบคุณและชื่นชมคุณครูพรรณี ที่พยายามช่วยเหลือฉลามวาฬดังกล่าว พร้อมสั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เร่งติดตาม และให้การช่วยเหลือโดย ตนทราบข่าวคุณครูพรรณีดำน้ำบริเวณเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบฉลามวาฬมีเชือกพันหาง คาดว่าจะถูกพันมานานแล้ว จนเกิดบาดแผลลึก&amp;nbsp;คุณครูพรรณีได้พยายามว่ายเข้าใกล้อย่างระมัดระวังและใช้อุปกรณ์ตัดเชือก แต่ยังไม่สามารถตัดเชือกออกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวุธ กล่าวว่า ตนได้สั่งให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ติดตามและสำรวจหาฉลามวาฬตัวดังกล่าว เพื่อช่วยตัดเชือกออกจากหางและรักษาบาดแผล&amp;nbsp;พร้อมให้รายงานให้ตนทราบเป็นระยะ จากเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงผลทั้งในเชิงบวกและในเชิงลบ ในเชิงบวกคือ ความสมบูรณ์ของธรรมชาติใต้ท้องทะเลเพิ่มมากขึ้น สัตว์ทะเลหายากพบเห็นได้บ่อยครั้งขึ้น แต่ในทางกลับกันก็ยังสะท้อนถึงปัญหาขยะทะเลที่ยังคงวนเวียนสร้าง ความเสียหายและความสูญเสียต่อสัตว์ทะเลในท้องมหาสมุทรทั่วโลก สิ่งนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำเราทุกคนถึงผลจากการกระทำอย่างขาดจิตสำนึก สัตว์ทะเลป้องกันตัวเองจากขยะทะเลไม่ได้ สัตว์ทะเลไม่สามารถบอกหรือขอร้องให้เราหยุดทำร้ายพวกเขาเหล่านั้น แต่เราทุกคนสามารถคิดใหม่เพื่อลดปัญหาขยะล้นทะเล และช่วยชีวิตสัตว์ทะเลให้รอดพ้นจากวิกฤติปัญหาดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวเสริมว่า ตนได้สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 4 พร้อมด้วยทีมดำน้ำนักวิชาการ และสัตวแพทย์ ลงพื้นที่สำรวจและติดตามฉลามวาฬดังกล่าว พร้อมทั้งให้ประสานนายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสนธิกำลังในการติดตามและให้การช่วยเหลือ นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดโรคโควิด 19 ซึ่งเป็นช่วงที่เราปล่อยให้ธรรมชาติได้พักฟื้น&amp;nbsp;ทำให้มีการพบสัตว์ทะเลหายากมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะเป็นฝูงพะยูนกว่า 20 ตัว บริเวณใกล้เกาะลิบง จังหวัดตรัง ฝูงวาฬเพชฌฆาตดำกว่า 30 ตัว ใกล้เกาะรอก นอกจากนี้ ยังพบฝูงฉลามวาฬ บริเวณหมู่เกาะลันตา และฝูงฉลามหูดำ&amp;nbsp;บริเวณหมู่เกาะพีพีและเกาะห้อง จังหวัดกระบี่ สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็น ฉลามวาฬตัวที่มีเชือกพันดังกล่าว หรือสัตว์ทะเลอื่นที่ได้รับผลกระทบจากขยะทะเล สามารถแจ้งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือหน่วยงานในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทางกรมจะเร่งจัดส่งเจ้าหน้าที่และทีมนักวิชาการผู้ชำนาญลงตรวจสอบและให้การช่วยเหลือ ซึ่งกรมมีความพร้อมทั้งบุคลากรและศูนย์ช่วยชีวิต สัตว์ทะเลหายากที่พร้อมให้การดูแลและรักษาเป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68789</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, ครูสอนดำน้ำ, ฉลามวาฬ, วราวุธ ศิลปอาชา, เกาะเต่า, โสภณ ทองดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200615/image_big_5ee7733061298.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วราวุธ&#039; ชี้ &#039;นายกเล็กเจ๊ะบิลัง&#039; ตั้งค่าหัวล่าฉลามแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เล็งดันกม.คุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.63 - กรณีนายกเทศมนตรีตำบลเจ๊ะบิลัง จ.สตูล ประกาศตั้งค่าล่าหัวฉลาม 1,000 บาท หากใครจับได้ในเขตคลองเจ๊ะบิลง ตั้งแต่จุดท่าเรือโลมาจนถึงท่าเรือ อบจ. สตูล หลังเกิดเหตุฉลามกัดเด็กชายวัย 12 ปี จนต้องเย็บกว่า 50 เข็ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; (รมว.ทส.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่าแม้ยังไม่มีกฎหมายกำหนดโทษในการล่าฉลาม แต่ฉลามนับเป็นสัตว์ทะเลที่หายากและเป็นสัตว์ที่ควบคุมสมดุลระบบนิเวศทางทะเล ขออย่าล่าเพื่อเงินรางวัล วอนให้ประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนจะดีกว่า เน้นย้ำห่วงใยเด็ก ๆ และประชาชนในพื้นที่ ให้เล่นน้ำอย่างระมัดระวังและอยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่ พร้อมเสนอคุ้มครองฉลามเป็นสัตว์สงวนคุ้มครองตามกฎหมาย ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวุธ กล่าวว่า ตามที่ตนได้รับข่าวกรณีมีการตั้งค่าหัวล่าฉลามในพื้นที่ตำบลเจ๊ะบิลัง จังหวัดสตูล ตนขอตำหนิการกระทำดังกล่าว เนื่องจากฉลามเป็นสัตว์ทะเลที่หายากในปัจจุบัน อีกทั้ง นับเป็นสัตว์ที่เป็นผู้ควบคุมความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล นอกจากนี้ ช่วงหลายปีที่ผ่านมากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้พยายามรณรงค์เลิกการล่าฉลามเพื่อการบริโภค เพื่อให้จำนวนประชากรฉลามเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับเต่าทะเล วาฬ โลมา และพะยูน การกำหนดค่าหัวฉลาม เปรียบเสมือนสนับสนุนให้ออกล่าเพื่อเงินรางวัล ซึ่งหากเทียบประโยชน์ที่ฉลามเป็นสัตว์ที่ควบคุมสมดุลของระบบนิเวศแล้ว ก็ไม่อาจประเมินเป็นจำนวนเงินได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.ทส. กล่าวว่า ตนอยากจะฝากถึงท่านนายกเทศมนตรีตำบลเจ๊ะบิลัง อย่าได้ตั้งค่าหัวฉลามหรือสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนออกไล่ล่าฉลามเพื่อเงินรางวัล แต่อยากให้ประกาศหรือติดป้ายแจ้งเตือนแทนจะดีกว่า สำหรับตนจะขอบันทึกไว้ว่าตำบลเจ๊ะบิลัง คือ พื้นที่ที่มีระบบนิเวศทางทะเลสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ในประเทศไทย ซึ่งความสมบูรณ์แบบนี้นับวันยิ่งหาได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม ตนก็ยังคงเป็นห่วงเด็ก ๆ ที่ลงเล่นน้ำในบริเวณดังกล่าว อาจจะต้องเล่นน้ำด้วยความระมัดระวัง และควรอยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ย่อมมีพฤติกรรมการป้องกันตัวเองโดยธรรมชาติ แต่เพียงเพื่อการอยู่รอดและการดำรงชีวิต การสั่งล่าไม่ใช่เป็นการป้องกันตัวตามธรรมชาติ แม้อาจจะยังไม่ผิดกฎหมาย แต่นับว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดจากที่ธรรมชาติกำหนด ธรรมชาติสร้างสิ่งต่าง ๆ บนพื้นฐานความสมเหตุสมผล โดยทุกอย่างจะสร้างสมดุลกันเองตามธรรมชาติ การล่าไม่ใช่การลงโทษสัตว์ทะเล แต่เป็นการทำลายสมบัติที่จะต้องตกเป็นของลูกหลานในอนาคต&amp;quot;นายวราวุธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า ตนได้ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ พร้อมนักวิชาการลงตรวจสอบทันที ทราบว่า ฉลามดังกล่าวเป็นฉลามหัวบาตรซึ่งโดยธรรมชาติมีนิสัยรักสงบ ไม่ดุร้าย ซึ่งจากกรณีดังกล่าวน่าจะเกิดจากการตกใจหรืออาจจะเข้าใกล้ตัวฉลามมากเกินไปซึ่งอาจคิดว่าศัตรูจึงป้องกันตัว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าฉลามจะยังไม่ถูกกำหนดเป็นสัตว์คุ้มครองหรือมีกฎหมายคุ้มครอง แต่ในปัจจุบันจำนวนประชากรฉลามในประเทศไทยก็พบไม่มากและจัดอยู่ในประเภทสัตว์ทะเลใกล้ที่จะหายาก ซึ่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งสมัยที่ท่านปลัดจตุพร บุรุษพัฒน์ดำรงตำแหน่งอธิบดี ได้มีนโยบายการผลักดันให้ฉลามในประเทศไทยได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เช่นเดียวกับฉลามวาฬ วาฬโอมุระ เต่ามะเฟือง และพะยูน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมได้สานงานต่อและได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่และนักวิชาการติดตามพฤติกรรมฉลามหัวบาตรในพื้นที่ดังกล่าวเป็นพิเศษ รวมทั้งสำรวจจำนวนฉลามในพื้นที่และรายงานให้ตนทราบ เพื่อจะได้กำหนดมาตรการในการคุ้มครองและป้องกัน ต่อไป สุดท้ายตนก็อยากย้ำกับพี่น้องประชาชน สำหรับประชาชนที่พบเห็นฉลามหัวบาตรในพื้นที่ ขออย่าล่าแต่ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อจะได้ส่งทีมเจ้าหน้าดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนและหลักวิชาการที่ถูกต้องต่อไป&amp;quot; นายโสภณ ทองดี อธิบดี ทช.กล่าวถึงแนวทางทิ้งท้าย
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67460</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สตูล, ฉลาม, วราวุธ ศิลปอาชา, โสภณ ทองดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200531/image_big_5ed374469931a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/12/2019 10:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/12/2019 13:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว. ทส. สั่งเตรียมพร้อมเปิด “ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร” จ. ภูเก็ต  ทช. เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พร้อมเปิดศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก จ. ภูเก็ต โดยได้รับพระราชทานนามอาคารว่า &amp;ldquo;ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร&amp;rdquo; จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากและเป็นแหล่งความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจ ซึ่งกำหนดพิธีเปิดในวันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม 2562 โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เตรียมต่อยอดตามแนวนโยบายนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชนและผู้สนใจ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า นับแต่วันที่ตนได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตนได้ลงพื้นที่เพื่อติดตาม &amp;ldquo;น้องมาเรียม&amp;rdquo; พะยูนน้อยที่จังหวัดตรังเป็นภารกิจลำดับแรก ๆ เนื่องจาก ตนรู้สึกเป็นห่วงและพยายามจะผลักดันการอนุรักษ์และช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากทุกชนิดให้เป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยพบสัตว์ทะเลหายากอาศัยอยู่หลายชนิด เนื่องด้วยความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในท้องทะเล ซึ่งล่าสุดก็พบเต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไ่ข่บริเวณหาดท้ายเหมือง สร้างความสนใจและปลุกกระแสการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากได้เป็นอย่างมาก &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของสัตว์ทะเลหายาก ปัญหาสำคัญประการหนึ่ง คือ การเกยตื้นของสัตว์ทะเลหายากก็มีให้เราเห็นอยู่บ่อยครั้ง ทั้งอยู่ในสภาพที่มีชีวิตและเสียชีวิตแล้ว ซึ่งที่ผ่านมา ด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ ประการที่ทำให้เราต้องสูญเสียสัตว์ทะเลหายากไป สิ่งหนึ่งได้แก่ การขาดแคลนทีมผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์ เครื่องมือที่จำเป็น รวมถึง ศูนย์ช่วยเหลือและอนุบาลสัตว์ทะเลหายากเหล่านั้น ซึ่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ริเริ่มก่อสร้างศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก จ. ภูเก็ต ตั้งแต่ปี 2561 โดยตนได้สั่งการเพิ่มเติมให้พัฒนาศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากดังกล่าว ให้เป็นทั้งศูนย์ชีวิตสัตว์ทะเลและแหล่งเรียนรู้เรื่องสัตว์ทะเลหายากด้วย เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ศึกษาถึงระบบนิเวศ วงจรชีวิต รวมถึง แนวทางในการติดตามชีวิตสัตว์ทะเลหายากประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เร่งดำเนินการและวางแนวทางการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว พร้อมสั่งการให้นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้กำกับการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;ด้านนายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวเสริมว่า สถานการณ์สัตว์ทะเลหายากเกยตื้นช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยปีละ 577 ตัว ส่วนมากเป็นเต่าทะเล เฉลี่ย 341 ตัวต่อปี รองลงมา ได้แก่ โลมาและวาฬเฉลี่ย 220 ตัวต่อปี และพะยูนเฉลี่ย 16 ตัวต่อปี ซึ่งสาเหตุมาจากการเจ็บป่วยตามธรรมชาติ การติดเครื่องมือประมง หรือจากการกินขยะทะเลเข้าไป สำหรับการเตรียมการและความคิดริเริ่มก่อสตั้งศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก บริเวณศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต วงเงินในการก่อสร้าง 119,618,000 บาท ระยะเวลาในการก่อสร้าง 450 วัน การก่อสร้างเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;ทั้งนี้ ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการเสด็จเป็นองค์ประธานทรงวางศิลาฤกษ์ การก่อสร้างศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากฝั่งอันดามัน เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 61 ที่ผ่านมา และได้รับพระกรุณาธิคุณพระราชทานนามอาคารว่า &amp;ldquo;ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร&amp;rdquo; พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ ใช้ในการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากที่มาเกยตื้น การชันสูตรซาก การหาสาเหตุการตาย และการวินิจฉัยโรค ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการเพื่อลดอัตราการตายของสัตว์ทะเลหายากที่มาเกยตื้น รวมถึงการอนุบาลสัตว์ทะเลหายากที่พิการ การช่วยเหลือรักษาและการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอย่างมีคุณภาพตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;ซึ่งศูนย์ดังกล่าวสร้างแล้วเสร็จและเปิดทำการเมื่อวันที่ 29 พ.ค.62 และในวันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม 2562 นับเป็นพระกรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในการเปิดอาคาร &amp;ldquo;ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร&amp;rdquo; อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้เตรียมความพร้อมทั้งในทุกด้านไว้พร้อมแล้ว และหลังจากพิธิเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าเยี่ยมชมและศึกษาหาความรู้ตามแนวนโยบายท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง จะขยายส่วนแสดงนิทรรศการและส่วนช่วยเหลือสัตว์เพื่อให้ได้มาตรฐานและให้ประโยชน์แก่ประชาชนและผู้สนใจ คาดว่าจะสามารถรองรับผู้สนใจได้กว่า 150,000 คนต่อปี นายโสภณ ทองดี กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53294</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.), กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), นายวราวุธ ศิลปอาชา, ภูเก็ต, ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร, โสภณ ทองดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191226/image_big_5e042aa296a90.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
