<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>88165</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2020 08:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2020 08:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เผยธุรกิจกล่องบรรจุภัณฑ์บูมมีบริษัทตั้งใหม่เพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ธ.ค. 2563 นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจัดตั้งธุรกิจกล่องกระดาษและบรรจุภัณฑ์กระดาษในช่วง 11 เดือน ปี 2563 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวน 40 ราย เพิ่มขึ้น 14.29% มีทุนจดทะเบียนมูลค่า 805 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.89% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่อง เพราะกล่องกระดาษและบรรจุภัณฑ์กระดาษ ไม่ใช่ใช้เฉพาะในภาคอุตสาหกรรม แต่ยังใช้เพื่อการบรรจุสินค้าและเพื่อการขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภคของภาคธุรกิจ และยังมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นตามการเติบโตของธุรกิจออนไลน์และธุรกิจขนส่งสินค้า ทำให้กล่องกระดาษยังเป็นที่ต้องการอย่างมาก ส่งผลให้ธุรกิจนี้มีโอกาสขยายตัวและน่าลงทุนสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันความต้องการใช้กล่องกระดาษบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นมาก ทั้งที่ใช้ในการขนส่งพัสดุสิ่งของ หรือใช้เพื่อบรรจุหีบห่อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กล่องพัสดุไปรษณีย์ กล่องบรรจุภัณฑ์หูหิ้วสำหรับผลไม้ กล่องรองเท้า กล่องอาหารฟู้ดเดลิเวอรี่ กล่องบรรจุสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือกล่องบรรจุเอกสาร เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามการเติบโตของธุรกิจออนไลน์และธุรกิจขนส่ง ที่ต้องใช้เพื่อบรรจุสินค้าและขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค โดยเฉพาะกล่องกระดาษเพื่อการขนส่ง จึงเป็นโอกาสของผู้ที่ต้องการลงทุนทำธุรกิจ เพราะธุรกิจนี้ ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2561 รายได้จากธุรกิจกล่องกระดาษและบรรจุภัณฑ์กระดาษ มีมูลค่าสูงถึง 176,820 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.58% โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากนิติบุคคลขนาดใหญ่ 69.63% และนิติบุคคลขนาดเล็ก 16.37% โดยธุรกิจส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ได้แก่ เขตภาคกลางและกรุงเทพฯ และหากดูรายได้ย้อนหลัง 3 ปี (2559-61) พบว่ารายได้รวมของกลุ่มธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีปัจจัยจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น และระบบการขนส่งที่พัฒนาดีขึ้น ทำให้กล่องกระดาษและบรรจุภัณฑ์กระดาษเป็นที่ต้องการมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในการลงทุนทำธุรกิจ ผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอาหารแห้งและอาหารเดลิเวอรี่ต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการในหลากหลายธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์สินค้า ทำให้มีความต้องการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีความทันสมัย สวยงาม จึงต้องผลิตให้ตรงตามความต้องการ เน้นการออกแบบ ดีไซน์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และดึงดูดใจผู้บริโภค รวมทั้งให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (รีไซเคิล)
ปัจจุบันธุรกิจกล่องกระดาษและบรรจุภัณฑ์กระดาษ ที่ดำเนินกิจการอยู่ มีจำนวน 1,190 ราย คิดเป็น 0.15% ของธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินการอยู่ มีมูลค่าทุน 35,046.52 ล้านบาท คิดเป็น 0.19% ของทุนธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ โดยธุรกิจส่วนใหญ่ดำเนินกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัด มีจำนวน 994 ราย คิดเป็น 83.53% มูลค่าทุน 28,691.89 ล้านบาท ธุรกิจนี้ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 526 ราย และทุนจดทะเบียน 1.01-5.00 ล้านบาท จำนวน 392 ราย ส่วนการเพิ่มทุนของธุรกิจ ในปี 2563 มีการเพิ่มทุน 135.50 ล้านบาท ลดลง 0.59%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88165</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, ธุรกิจกล่องกระดาษ, โสรดา เลิศอาภาจิตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d65df0647ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2020 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2020 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริษัทตั้งใหม่เดือนพ.ย.วูบ10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ธ.ค. 2563 นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนพ.ย.2563 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศจำนวน 4,479 ราย เมื่อเทียบกับเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ลดลง 17% และเทียบเดือนพ.ย.2562 ลดลง 10% มีทุนจดทะเบียนมูลค่า 15,559 ล้านบาท เทียบกับต.ค.2563 ลดลง 64% เทียบกับพ.ย.2562 ลดลง 27% เนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการจัดตั้งทำธุรกิจใหม่ เพราะเป็นช่วงปลายปี ไม่ต้องการที่จะทำบัญชีและจัดส่งงบการเงินของปีบัญชี 2563 และคาดว่าการจดทะเบียนตั้งใหม่ในเดือนธ.ค.2563 ที่เหลืออีกเดือนเดียวของปีนี้ ก็จะลดลงเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรกของเดือนพ.ย.2563 ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการด้านอาหารในภัตตาคารและร้านอาหาร โดยธุรกิจบริการด้านอาหาร ถือว่ากำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาล โครงการคนละครึ่ง รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวได้ดี พอมาเจอโควิด-19 ระบาดซ้ำ ก็เกิดการชะงัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 2,457 ราย เทียบกับต.ค.2563 เพิ่มขึ้น 19% และเทียบกับพ.ย.2562 เพิ่มขึ้น 3% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 19,442 ล้านบาท เทียบกับต.ค.2563 เพิ่มขึ้น 150% และเทียบกับพ.ย.2562 เพิ่มขึ้น 162% โดยธุรกิจที่เลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรกสอดคล้องกับธุรกิจที่ตั้งใหม่ เพราะตั้งมากก็เลิกมาก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคารและร้านอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับยอดรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 11 เดือนปี 2563 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวน 60,053 ราย ลดลง 12% ทุนจดทะเบียนรวม 207,688 ล้านบาท ลดลง 32% และธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 14,907 ราย ลดลง 9% ทุนจดทะเบียน 75,133 ล้านบาท ลดลง 17% โดยคาดว่าทั้งปี 2563 จะมีการจดตั้งธุรกิจใหม่ประมาณ 63,000-64,000 ราย ลดลงจากปี 2562 ที่มีการจดตั้งใหม่รวม 71,485 ราย เพราะปี 2563 ประสบปัญหาการระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการชะลอการทำธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2564 กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายการตั้งธุรกิจใหม่อยู่ที่ 64,000-66,000 ราย ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ยังไม่มีปัจจัยบวกและลบเพิ่มขึ้นไปกว่านี้ เพราะจริงๆ แล้ว แนวโน้มการจดทะเบียนตั้งใหม่ กำลังมีทิศทางดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่พอมาเจอโควิด-19 ระบาดรอบนี้ ก็ต้องรอดูสถานการณ์ก่อนว่าจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะดูแลได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 30 พ.ย.2563) มีจำนวน 772,068 ราย มูลค่าทุน 18.67 ล้านล้านบาท แยกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 187,811 ราย คิดเป็น 24.33% บริษัทจำกัด จำนวน 582,979 ราย คิดเป็น 75.51% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,278 ราย คิดเป็น 0.16% ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87950</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนพ.ย.2563, ธุรกิจตั้งใหม่, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, โสรดา เลิศอาภาจิตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d65df0647ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2020 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2020 16:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนชะลอตั้งธุรกิจใหม่เดือนต.ค.ลด6%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ย. 2563 นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนต.ค.2563 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศจำนวน 5,396 ราย เมื่อเทียบกับเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ลดลง 4% และเทียบเดือนต.ค.2562 ลดลง 6% มีทุนจดทะเบียนมูลค่า 43,746 ล้านบาท เทียบกับก.ย.2563 เพิ่มขึ้น 242% เทียบกับต.ค.2562 ลดลง 56% เนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการจัดตั้งทำธุรกิจใหม่ เพราะเป็นช่วงปลายปี ไม่อยากที่จะทำบัญชี และจัดส่งงบการเงินของปีบัญชี 2563 โดยคาดว่าเดือนพ.ย.-ธ.ค.2563 ยอดจดตั้งใหม่ ก็จะลดลงต่อเนื่อง และจะไปเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงต้นปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการด้านอาหารในภัตตาคารและร้านอาหาร ซึ่งธุรกิจบริการด้านอาหาร ได้กลับมาฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง หลังจากชะลอตัวในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาล ผ่านโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และคนละครึ่ง และคาดว่าแนวโน้มน่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 2,057 ราย เทียบกับก.ย.2563 เพิ่มขึ้น 31% และเทียบกับต.ค.2562 ลดลง 3% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 7,788 ล้านบาท เทียบกับก.ย.2563 ลดลง 8% และเทียบกับต.ค.2562 ลดลง 3% โดยธุรกิจที่เลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคารและร้านอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับยอดรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 10 เดือนปี 2563 (ม.ค.-ต.ค.) มีจำนวน 55,574 ราย ลดลง 12% ทุนจดทะเบียนรวม 192,129 ล้านบาท ลดลง 32% และธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 12,450 ราย ลดลง 12% ทุนจดทะเบียน 55,691 ล้านบาท ลดลง 33% โดยคาดว่าทั้งปี 2563 จะมีการจดตั้งธุรกิจใหม่ประมาณ 60,000-64,000 ราย ลดลงจากปี 2562 ที่มีการจดตั้งใหม่รวม 71,485 ราย เพราะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการชะลอการทำธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 ต.ค.2563) มีจำนวน 770,087 ราย มูลค่าทุน 18.63 ล้านล้านบาท แยกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 187,327 ราย คิดเป็น 24.32% บริษัทจำกัด จำนวน 581,481 ราย คิดเป็น 75.51% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,279 ราย คิดเป็น 0.17% ตามลำดับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84885</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนต.ค.2563, จัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่, โสรดา เลิศอาภาจิตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d65df0647ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83530</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 18:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เตือนระวังมิจฉาชีพปลอมตั้งบริษัทแอบอ้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ย. 2563 นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ทำการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนจากประชาชน พบว่า มีธุรกิจหรือผู้ไม่หวังดีได้นำใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท (แบบ พค.0401) ซึ่งเป็นเอกสารที่กรมฯ ออกให้ภายหลังที่รับจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เพื่อแสดงว่าได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่กลับมีผู้ไม่หวังดีนำมาปลอมแปลงเป็นชื่อธุรกิจของตนเอง แล้วนำไปหลอกให้ประชาชนหลงเชื่อว่าธุรกิจของตนเองน่าเชื่อถือ จดทะเบียนจัดตั้งจริง ทั้งที่ความจริงตรวจสอบแล้วไม่มีตัวตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ ได้ตรวจสอบรายชื่อและเลขทะเบียนนิติบุคคลไม่พบว่ามีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจจริง และมีการตัดต่อข้อความที่ระบุอยู่ในแบบ พค.0401 ให้มีลักษณะว่าธุรกิจได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งกับกรมฯ และนำไปอ้างความน่าเชื่อถือแก่ประชาชนที่พบเห็น ซึ่งถือว่าเป็นการปลอมแปลงเอกสารทางราชการ สร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือในการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลของกรมฯ อย่างมาก และเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน โดยขณะนี้กรมฯ อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมฯ ขอเตือนประชาชนให้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบการมีตัวตนของธุรกิจให้แน่ชัด โดยการตรวจสอบแบบ พค.0401 ว่าเป็นของจริงหรือไม่ สามารถพิจารณาได้จากชื่อของนิติบุคคลต้องพิมพ์เป็นภาษาไทยเท่านั้น และต้องมีลายน้ำเป็นตราสัญลักษณ์กระทรวงพาณิชย์ หรือนำเลขทะเบียนนิติบุคคลไปตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลผ่าน 2 ช่องทางคือ 1.Moblie Application: DBD e-Service และ 2.เว็บไซต์กรมฯ www.dbd.go.th เท่านั้น (ค้นหาได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) เลือกหัวข้อบริการออนไลน์ จากนั้นเลือก บริการข้อมูลธุรกิจ และ DBD Datawarehouse+ ไม่เสียค่าบริการใดๆ และใช้งานระบบได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีภารกิจสำคัญด้านงานให้บริการจดทะเบียนธุรกิจ งานบริการข้อมูลนิติบุคคลแก่ประชาชน ควบคู่กับการกำกับดูแลธุรกิจให้มีธรรมาภิบาล ซึ่งที่ผ่านมา ได้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนมาโดยตลอด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการ และเกิดความน่าเชื่อถือในงานบริการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83530</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, โสรดา เลิศอาภาจิตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d65df0647ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 17:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดป่วนบริษัทตั้งใหม่ปี63ลดวูบ12%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 ก.ย.2563 นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนส.ค.2563 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศจำนวน 5,538 ราย เมื่อเทียบกับเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ลดลง 2% และเทียบเดือนส.ค.2562 ลดลง 7% เนื่องจากผู้ประกอบการยังกังวลสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ทิศทางเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว รัฐบาลเร่งกระตุ้นการใช้จ่าย เร่งการลงทุน และมีมาตรการเยียวยาออกมาต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจที่มีการตั้งใหม่ในเดือนส.ค.2563 สูงสุด 3 อันดับแรก คือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ และขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร ซึ่งเป็นธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่อง ในช่วงโควิด-19 นับตั้งแต่เดือนพ.ค.2563 เป็นต้นมา และคาดว่าจะมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง โดยมีทุนจดทะเบียนมูลค่า 14,316 ล้านบาท เทียบกับก.ค.2563 ลดลง 14% เทียบกับส.ค.2562 ลดลง 17%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มีธุรกิจที่น่าจังตา คือ ธุรกิจทำความสะอาด ที่มีการจัดตั้งทำธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 และยังประเมินว่าแนวโน้มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทั้งบริษัททัวร์ ภัตตาคารและร้านอาหาร น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้น หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 1,337 ราย เทียบกับก.ค.2563 เพิ่มขึ้น 6% และเทียบกับส.ค.2562 ลดลง 24% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 5,408 ล้านบาท เทียบกับก.ค.2563 ลดลง 29% และเทียบกับส.ค.2562 ลดลง 81% โดยธุรกิจที่เลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคารและร้านอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ยอดรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 8 เดือนปี 2563 (ม.ค.-ส.ค.) มีจำนวน 44,542 ราย ลดลง 12% ทุนจดทะเบียนรวม 135,601 ล้านบาท ลดลง 14% และธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 8,825 ราย ลดลง 12% ทุนจดทะเบียน 39,423 ล้านบาท ลดลง 34% โดยคาดว่าปี 2563 ทั้งปี จะมีการจดตั้งธุรกิจใหม่ประมาณ 65,000-70,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ล่าสุดมีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 ส.ค.2563) มีจำนวน 770,278 ราย มูลค่าทุน 18.57 ล้านล้านบาท แยกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 187,176 ราย คิดเป็น 24.30% บริษัทจำกัด จำนวน 581,827 ราย คิดเป็น 75.53% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,275 ราย คิดเป็น 0.17% ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78505</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, บริษัทตั้งใหม่, โสรดา เลิศอาภาจิตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d65df0647ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75608</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจตั้งใหม่เดือน ก.ค.63 ลดลง 12%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 ส.ค. 2563 นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนก.ค.2563 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศจำนวน 5,667 ราย เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ลดลง 1% และเทียบเดือนก.ค.2562 ลดลง 12% เนื่องจากคนยังกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ชะลอการทำธุรกิจใหม่ แต่ถือว่าทิศทางเริ่มดีขึ้นจากการระบาดในช่วงแรกๆ และมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นต่อเนื่อง โดยการตั้งธุรกิจใหม่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 16,714 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมิ.ย.2563 เพิ่มขึ้น 13% เทียบกับก.ค.2562 ลดลง 27% ธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การจัดตั้งธุรกิจใหม่อันดับ 1 และ 2 ยังคงเหมือนกับการจดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือนก่อนหน้านี้ แต่อันดับ 3 เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่เดือนพ.ค.2563 จากปกติจะเป็นธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร เปลี่ยนมาเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการขนส่ง ที่เติบโตขึ้นจากมาตรการล็อกดาวน์ และวิถีชีวิตของคนที่เปลี่ยนไปหันไปใช้ช่องทางออนไลน์ในการซื้อสินค้าและอาหารมากขึ้น ทำให้มีการจดตั้งบริษัทใหม่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร ที่มีการจดตั้งใหม่ลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว ที่เกิดขึ้นจากการล็อกดาวน์ และไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา แต่คาดว่าทิศทางน่าจะดีขึ้น หลังจากที่รัฐบาลได้เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ และส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐจัดกิจกรรมอบรม สัมมนาในต่างจังหวัด ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจฟื้นตัว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 1,261 ราย เทียบกับมิ.ย.2563 ลดลง 6% และเทียบกับก.ค.2562 ลดลง 21% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 7,668 ล้านบาท เทียบกับมิ.ย.2563 ลดลง 49% และเทียบกับก.ค.2562 ลดลง 7% โดยธุรกิจที่เลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคารและร้านอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ยอดรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 7 เดือนปี 2563 (ม.ค.-ก.ค.) มีจำนวน 39,004 ราย ลดลง 13% ทุนจดทะเบียนรวม 121,285 ล้านบาท ลดลง 14% และธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 7,488 ราย ลดลง 9% ทุนจดทะเบียน 34,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% โดยคาดว่าปี 2563 ทั้งปี จะมีการจดตั้งธุรกิจใหม่ประมาณ 65,000-70,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 ก.ค.2563) มีจำนวน 768,874 ราย มูลค่าทุน 18.53 ล้านล้านบาท แยกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 187,265 ราย คิดเป็น 24.35% บริษัทจำกัด จำนวน 580,332 ราย คิดเป็น 75.48% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,277 ราย คิดเป็น 0.17% ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75608</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ธุรกิจตั้งใหม่, โสรดา เลิศอาภาจิตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d65df0647ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51548</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2019 00:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2019 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ชี้ช่องรวย เปิด  “ร้านซักรีด” มาแรง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค. 2562 นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ทำการสำรวจแนวโน้มการลงทุนทำธุรกิจ โดยพบว่า ธุรกิจ &amp;ldquo;ร้านซักอบรีด&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ธุรกิจร้านซักผ้าหยอดเหรียญ&amp;rdquo; เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสร้างโอกาสในการทำธุรกิจให้กับผู้ที่สนใจจะมีธุรกิจเป็นของตนเอง เนื่องจากปัจจุบัน การเติบโตของสังคมเมือง ที่ต้องแข่งขันกับเวลา คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต และการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยที่มีจำนวนมากขึ้น ทำให้การลงทุนทำธุรกิจ ยังเปิดกว้างสำหรับผู้ที่สนใจจะมีธุรกิจเป็นของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงทุน ควรจะพิจารณาลงทุนทำธุรกิจตามคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แหล่งที่อยู่อาศัยในย่านชุมชนเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยว ใกล้ห้างสรรพสินค้า หอพักนักศึกษา และโรงแรมที่พัก ที่ชาวต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวที่เดินทางแบบแบ็กแพกเกอร์เข้ามาพักอาศัย ซึ่งจะทำให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโต เพราะจะมีผู้เข้ามาใช้บริการมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรูปแบบการลงทุน สามารถลงทุนเปิดร้านซักอบรีด ซึ่งเป็นการลงทุนโดยบุคคลธรรมดา ใช้เครื่องซักผ้าแบบบ้าน และให้บริการครบวงจร หรือลงทุนแบบร้านซักผ้าหยอดเหรียญที่มีรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งลงทุนแบบบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และแฟรนไซส์ หรือร้านซักอบรีดผ่านตู้ล็อกเกอร์ ที่มีการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ โดยผู้ที่ต้องการซักผ้า สามารถนำผ้าไปใส่ไว้ที่ตู้ล็อกเกอร์ที่ใกล้ที่สุด และผู้ให้บริการจะนำผ้าไปซัก แล้วนำมาใส่คืนไว้ที่ตู้ โดยผู้ใช้บริการสามารถตรวจเช็กได้ว่าตู้อยู่ตรงไหนบ้าง เมื่อซักเสร็จแล้ว ก็มีระบบแจ้งเตือนให้ไปรับผ้า และปัจจุบัน มีการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ ผู้สนใจสามารถซื้อไปลงทุนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในการลงทุนทำธุรกิจ มีปัจจัยที่ต้องพิจารณา คือ ต้องตรวจสอบทำเลที่ตั้ง โดยต้องวิเคราะห์สภาพการแข่งขันในพื้นที่ และพิจารณารูปแบบธุรกิจร้านซักผ้าที่ต้องการลงทุน และเลือกลงทุนในแบบที่เหมาะกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งต้องคำนึงว่าการลงทุนในช่วงเริ่มต้น ค่อนข้างใช้ทุนสูง เนื่องจากต้องซื้อเครื่องซักผ้า การตกแต่งร้าน แต่จะมีต้นทุนผันแปรที่ไม่สูงมาก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นค่าทำความสะอาด ค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำยาทำความสะอาด แต่หากต้องการลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ ต้องศึกษาเงื่อนไข สัญญา รูปแบบการสนับสนุนจากเจ้าของแฟรนไชส์อย่างละเอียดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วง 10 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-ต.ค.) มีการจัดตั้งธุรกิจร้านซักรีดรวม 148 ราย เพิ่มขึ้น 39.22% มีทุนจดทะเบียน 254.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 98.42% และภาพรวมมีธุรกิจร้านซักอบรีดที่ดำเนินการอยู่ 824 ราย มีรายได้รวมปี 2561 จำนวน 4,599 ล้านบาท ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ คิดเป็น 30.58% รองลงมาเป็นภาคกลาง 17.96% ใต้ 17.48% ตะวันออก 16.02% เหนือ 9.47% ตะวันออกเฉียงเหนือ 5.22% ตะวันตก 3.27%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51548</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจร้านซักผ้าหยอดเหรียญ, ร้านซักอบรีด, โสรดา เลิศอาภาจิตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d65df0647ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
