<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2019 08:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2019 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่อนจัง&#039;สว.สมชาย&#039;งัดม.272,159ตอกฝ่ายค้านการันตี&#039;ชวน&#039;ทำการโหวตนายกฯถูกต้องตามรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23ส.ค.62-นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาดังนี้
งงกับฝ่ายกฎหมายของฝ่ายค้านมาก
เรื่องพรรคฝ่ายค้านจะให้ท่านประธานรัฐสภาชวนหลีกภัย ที่เคารพรักและถือเป็นนักกฎหมายและนักการเมืองชั้นครูต้นแบบของผมลาออกจากตำแหน่งประธานรัฐสภา?
ด้วยข้อกล่าวหาว่าท่านชวนกระทำการโหวตนายกรัฐมนตรีขัดต่อรัฐธรรมนูญ, ขัดข้อบังคับการประชุม
และบรรจุวาระให้นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเพราะถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนนั้น
ในฐานะที่ผมร่วมในการประชุมรัฐสภาทั้ง2วาระด้วยยืนยันว่าท่านประธานรัฐสภาทำถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ตามข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญและข้อบังคับครับ
นักกฎหมายพรรคฝ่ายค้านที่อ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็นน่าจะช่วยบอกบางท่านให้หายงงอย่าปล่อยวางเดี๋ยวชาวบ้านเขาจะปรามาสว่าฝ่ายค้านอ่อนครับ
และขอแย้งให้ทราบดังนี้ครับ
1)วันประชุมท่านประธานรัฐสภาชวน ได้อธิบายชัดเจนว่าจะใช้ข้อบังคับรัฐสภา ข้อบังคับสส2551และรัฐธรรมนูญ2560ประกอบกันในการประชุมร่วมรัฐสภา
จึงไม่มีประเด็นใดขัดข้อบังคับแน่นอนครับ
2)มาตรา272ของรัฐธรรมนูญชัดเจนมากว่า
ในระยะ5ปีแรกตามรัฐธรรมนูญนี้การเลือกนายกรัฐมนตรีให้ทำตามมาตรา159ในที่ประชุมรัฐสภาคือสสสว750คนร่วมกันโหวต
และยังบอกอีกว่าการเสนอชื่อผู้ที่จะนายกฯตามมาตามมาตรา159วรรคหนึ่งที่เดิมให้เสนอในที่ประชุมสสนั้นต้องมาทำในที่ประชุมรัฐสภาและมีเสียงโหวตของสสสว
รวมกันให้ความเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุม
3)ไม่พูดเรื่องข้อกล่าวหาเรื่องบรรจุวาระให้นายกฯที่กล่าวหาว่าถวายสัตย์ไม่ครบมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาครับ เพราะผมชัดเจนข้อกฎหมายแล้วว่าการถวายสัตย์ของนายกฯและครมรวมถึงสสสวปฏิญญานตนนั้นครบถ้วนสมบูรณ์และทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนแล้ว ใครสงสัยก็ย่อมต้องรอคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการและศาลรัฐธรรมนูญกันเองครับ
แต่ที่อ่อนใจก็เพราะเห็นว่าฝ่ายค้านยุคนี้น่าจะโดนกล่าวหาว่าอ่อนกฎหมายกันจัง หยิบมาแต่ละประเด็นไร้น้ำหนักหมัดจัง
เสียแรงลุ้นครับเพราะโอกาสทำงานตรวจสอบรัฐบาลปริ่มน้ำแบบนี้หายากในการเมืองไทยมานาน
บอกได้คำเดียวครับว่าอ่อนใจแทนเพราะมืออ่อนจังครับ อ่อนจัง?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44093</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 พรรคฝ่ายค้าน, ชวน หลีกภัย, รธน.มาตรา272, สมชาย แสวงการ, โหวตเลือกนายกฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c385e137260d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2019 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2019 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้อนอดีตสปิริตสภาไทย!เลือก&#039;ยิ่งลักษณ์&#039;เป็นนายกฯแค่ชั่วโมงครึ่ง แต่&#039;บิ๊กตู่&#039;ถูกซักฟอกก่อนลงมติรวม13ชั่วโมง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
6 มิ.ย.62- การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของที่ประชุมรัฐสภาวานนี้ใช้เวลาร่วม 13 ชั่วโมง นับเป็นการประชุมเพื่อเลือกนายกฯที่ยาวนานเป็นประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่มีการอภิปรายซักฟอกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจเป็นเพราะกติกาที่เปลี่ยนไป รวมทั้งเสียงสนับสนุนในสภาผูัแทนราษฎรที่ก้ำกึ่งกัน ทำให้ฝั่งที่สนับสนุนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีความหวังว่า อาจมีส.ว.เปลี่ยนใจโหวตเลือกฝ่ายตนดังที่นายธนาธรแถลงข่าวหลังทราบผลโหวตว่า ตอนแรกมีความหวัง แต่ตบท้ายว่าชัยชนะถูกปล้นไป ทำให้เกิดข้อสงสัยในความมีสปิริตทางการเมืองของนายธนาธร ที่มักไม่ยอมรับมติหรือคำตัดสิน และโทษว่าอีกฝ่ายสกปรกเสมอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้อนกลับไปดูการเลือกนายกฯของที่ประชุมสภาผู้แทนฯเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 ที่ใช้เวลาเพียงไม่นานในการเลือกนายกฯ ซึ่งครั้งนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเลือกจากสภา แม้การเมืองช่วงนั้นจะมีความขัดแย้งรุนแรงเพราะเพิ่งผ่านเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองไปไม่นานก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการประชุมเริ่มต้น เวลา 10.10 น. มีส.ส.มาเซ็นต์ชื่อเข้าประชุมจำนวน 488 คนจากสมาชิกทั้งหมด 500 คน โดยมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม และมีนายเจริญ จันทร์โกมล รองประธานสภาฯ คนที่ 1 และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุน รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ออกนั่งบัลลังค์ด้วย จากนั้นเข้าสู่ระเบียบวาระเรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งเป็นการรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเข้าสู่ระเบียบวาระในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ โดยข้อบังคับการประชุมสภาฯ กำหนดให้มีการออกเสียงลงคะแนนเป็นการเปิดเผย ซึ่งผู้ที่ได้รับความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่หรือ 251 เสียงขึ้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายสมศักดิ์ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกที่ให้เกียรติเลือกให้เป็นประธานสภา สถาบันนิติบัญญัติเป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงขอทำความเข้าใจกับสมาชิก3 ประการคือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 .เพื่อให้การทำหน้าที่ประธานอย่างเป็นกลางและเป็นธรรม เราจะยึดการใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เพราะการชี้วัดว่าประธานทำหน้าที่เป็นกลางหรือไม่ คือข้อบังคับการประชุม เราจะไม่มีการอนุโลมใดๆทั้งนั้นเพื่อให้การประชุมของเราดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีสาระที่ประชาชนให้ความสนใจ ฉะนั้นจะใช้ข้อบังคับอย่างเต็มที่ ขอสมาชิกให้ความร่วมมือ เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันอันเป็นที่รักของเรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ปัญหาที่ผ่านมาคือองค์ประชุมไม่ครบซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ทำให้การประชุมสภาไม่มีประสิทธิภาพ ตนมีความตั้งใจที่อยากให้การประชุมของเราดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของทุกคนต่อสถาบันนี้ และต่อประชาชนที่ไว้วางใจให้มาทำหน้าที่ ตนดีจี่ครั้งนี้มีสมาชิกใหม่หลายคน จึงฝากความหวังไว้กับสมาชิกใหม่ รวมถึงสมาชิกเก่าเพื่อมาช่วยกันทำให้องค์ประชุมไม่มีปัญหา ถ้าสิ่งที่ขอความร่วมมือไม่บรรลุเป้าหมาย ทำให้องค์ประชุมไม่ครบทำให้เกิดความเสียหาย ตนอาจต้องใช้มาตรการเข้มข้นเพื่อควบคุมองค์ให้มีปัญหาน้อยที่สุดเพื่อสถาบันของเรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 3.ขอความร่วมมือคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีให้ร่วมมือกับสถาบันติติบัญญัติ โดยเฉพราะเรื่องกระทู้ ญัตติต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะวันที่มีการประชุม ถ้าไม่มีอะไรก็อยากให้มาทำงานที่สภา เตรียมแฟ้มเอกสารมาให้พร้อมเพื่อให้เกียรติกับสภา นั่นหมายถึงให้เกียรติกับประชาชนทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าอยากสนับสนุนมาตรการของประธานเพื่อให้บรรลุผล แต่ต้องเรียนเพื่อความเป็นธรรมต่อสภาชุดที่ผ่านมาที่ถูกครหาอย่างมาก คือการไม่มาร่วม ประชุม หรือมาแต่ไม่ยอมแสดงตน ซึ่งประธานก็ทราบดี แม้ที่ผ่านมาสภาทุกชุดจะมีปัญหาบ้างแต่ก็ไม่มากนัก มีการเดินออกบ้างสองสามครั้งก็เป็นธรรมดาที่มีความขัดแย้ง แต่กรณีสมัยที่แล้วถือว่าผิดปกติจริงๆ ซึ่งประธานก็มีส่วนร่วมไม่แสดงตน หากมีการกดหนดชัดเจนว่าจะใช้วิธีการนับด้วยกดบัตร หรือนับหัว ก็คงไม่มีปัญหาไม่ต้องมาขอร้องสมาชิกอย่างนี้ แต่ถ้าเป็นอย่างปีที่แล้วคือมาแล้วไม่กดบัตรแสดงตน ก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย เพราะส่วนใหญ่ไม่เป็น เพิ่งจะเกิดขึ้นช่วงสองปีที่ผ่านมา ดังนั้นประธานสภาควรจะกำหนดให้ชัดเจนว่าจะใช้วิธีการนับองค์ประชุมอย่างไรเพื่อเป็นแนวปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์กล่าวว่า ถ้าว่ากันตรงไปตรงมาก็มีการทำทั้งสองฝ่ายแต่เป็นเรื่องในอดีต ไม่ควรเอาความหลังเก่ามาว่า เราควรเดินหน้าดีกว่า ไม่ว่าฝ่ายค้าน หรือรัฐบาลถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะองค์ประชุมประกอบด้วยสองฝ่ายควรมาทำการเมืองเพื่อสร้างสรรค์ เรื่องเก่าๆอย่าไปพูดถึงแต่ก็น้อมรับคำแนะนำของนายชวน ซึ่งเราจะหาวิธีการต่อไป แต่ยืนยันว่าตนจะใช้ดุลพินิจตามความเหมาะสม และจะดูแลตรงนี้ไม่ให้มีปัญหา ถ้าจำเป็นเจ้าหน้าที่นับจำนวนคนก็จะใช้ จะไม่ใช้วิธีการที่ท่านเป็นห่วงแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย ขอหารือเรื่องการจัดที่นั่งในห้องประชุมสภา ว่าเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ได้ให้คนไปคุยกับเลขาธิการสภาฯ ที่นั่งที่จัดให้พรรคการเมืองมันจัดผิด ในรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บอกว่าพรรคไหนนั่งตรงไหน ตนทำจดหมายลงวันที่ 3 ส.ค.ก็ไม่ตอบรับ เลขาธิการสภาฯ ก็ไม่ได้มาคุยกับส.ส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ได้ตัดบทและขอให้นายชูวิทย์ไปหารือในการประชุมครั้งหน้า แต่นายชูวิทย์ไม่ยอมหยุดพูด จึงถูกตัดไมค์ไม่ให้พูด แต่นายชูวิทย์ยังคงตะโกนพูดพร้อมกับชูค้อนผูกโบว์แดงประท้วง และได้มอบให้กับนายสมศักดิ์ที่บังลังก์โดยมีเลขาธิการสภาฯ เป็นผู้รับมอบแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏว่าหลังประธานให้ส.ส.อีก 4 คนที่เพิ่งจะได้รับการประกาศรับรองผล เสร็จสิ้น นายชูวิทย์ก็ยังยกมือขอหารือเรื่องที่นั่งของพรรครักประเทศไทย ซึ่งนายสมศักดิ์ได้สั่งให้นายชูวิทย์นั่งลงอยู่หลายครั้ง แต่นายชูวิทย์ไม่ยอมนั่ง จนทำให้นายสมศักดิ์ต้องลุกขึ้นยืน และกล่าวว่า การที่ตนยืนถือเป็นมาตรการแทนการใช้ค้อนอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อตนยืนนายชูวิทย์ก็ต้องนั่ง แต่เมื่อสั่งแล้วไม่ยอมนั่ง ตนขอใช้อำนาจประธานขอสั่งให้ออกจากห้องประชุม แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเชิญตัวนายชูวิทย์ออกจากห้องประชุม นายชูวิทย์กลับขอจับมือและนั่งลงตามเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามข้อบังคับเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเชิญแล้วก็ต้องออก ไม่ออกไม่ได้ ซึ่งทำให้ประธานในที่ประชุมสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเชิญตัวนายชูวิทย์ให้ออกจากห้องประชุมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนายชูวิทย์ก็ยอมออกจากห้องประชุมแต่โดยดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเข้าสู่ระเบียบวาระในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ โดยข้อบังคับการประชุมสภาฯ กำหนดให้มีการออกเสียงลงคะแนนเป็นการเปิดเผย โดยการขานชื่อ และออกเสียงเป็นรายคน ซึ่งผู้ที่ได้รับความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่คือตั้งแต่ 251 เสียงขึ้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้เสนอชื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่นายเสนาะกลับพูดว่า ขอเสนอให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำให้สมาชิกในห้องประชุมต่างส่งเสียงฮือฮา ทำให้นายเสนาะต้องพูดเสนอชื่อใหม่อีกครั้ง โดยพรรคประชาธิปัตย์ไม่เสนอชื่อบุคคลเข้าแข่ง จากนั้นเริ่มมีการลงคะแนนด้วยวิธีการขานชื่อส.ส.รายบุคคล โดยเรียงตามลำดับตัวอักษร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ส.ส.ได้ลงคะแนนครบแล้ว นายสมศักดิ์ได้ประกาศผลคะแนนว่า ส.ส. มติด้วยคะแนนเสียง 296 เสียง สนับสนุนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ โดยมีคะแนนเสียงไม่เห็นด้วย 3 เสียง และงดออกเสียง 197 เสียง จากจำนวนสมาชิกที่มาร่วมประชุม 497 คน &amp;nbsp;และปิดประชุมในช่วงเที่ยง ใช้เวลาประชุมเพียงประมาณชั่วโมงครึ่งเท่านั้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37802</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, โหวตเลือกนายกฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190606/image_big_5cf8679bae5d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37700</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2019 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2019 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ป้อม&#039;ไม่ห่วงโหวต&#039;บิ๊กตู่&#039;นั่งนายกฯสมัย2 มั่นใจไร้ม็อบต้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย. 62 - ที่กรมประมง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการประชุมร่วม ส.ส. และ ส.ว. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีว่า เป็นเรื่องของรัฐสภา คงไม่ห่วงอะไร คิดว่าคงไม่มีความวุ่นวาย ส่วนที่มีการเสนอชื่อของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั้น &amp;nbsp;แล้วเขาจะเสนอใคร และเมื่อเสนอมาแล้วก็ว่าไปตามนั้นเป็นเรื่องของสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่พรรคเพื่อไทยจะมีการอภิปรายถึงคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและที่มาของ ส.ว.ที่ไม่มีความชอบธรรม ในการโหวตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องของสภา ไม่ต้องห่วง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะเข้ามาช่วยงานอีกหรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่รู้และยังไม่ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องรอให้ขั้นตอนในรัฐสภาเรียบร้อยก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม อยากให้ดูผลงานของรัฐบาล การแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมายก็ได้ใบเขียว การค้ามนุษย์ ก็ได้เทียร์ 2 &amp;nbsp;การแก้ไขปัญหาการลินพลเรือน ก็สามารถปลดธงแดงได้ รวมถึงการแก้ไขปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ก็ดีขึ้นตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ผลงานที่ผ่านมาเหมาะที่จะให้พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้เป็นเรื่องของสภา เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ประยุทธ์ถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ย้อนถามกลับว่า แล้วคุณคิดว่าเป็นใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประวิตร ยืนยันด้วยว่า ไม่มีม็อบต่อต้านพล.อ.ประยุทธ์ หากได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย แต่จากการประเมินข่าว มีเพียงบางกลุ่มไม่น่าห่วงอะไร และไม่ใช่คนรุ่นใหม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37700</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่, บิ๊กป้อม, ประชุมรัฐสภา, โหวตเลือกนายกฯ, ไร้ม็อบต้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190523/image_big_5ce624bcbbb2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37520</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2019 13:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2019 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;อุตตม&#039;หวังพรรคร่วมตั้งรัฐบาลชัดเจนก่อนวันโหวตเลือกนายกฯ 5 มิ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3 มิ.ย.62-นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลว่า พรรคพลังประชารัฐได้รับฟังความต้องการของพรรคการเมืองที่จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลและมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมต่อพรรคการเมืองต่างๆเหล่านั้นไปแล้ว ตามที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนก่อนหน้านี้ และเชื่อมั่นว่าข้อเสนอแนะจากพรรคพลังประชารัฐ จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมของพรรคร่วมรัฐบาลและมีการตัดสินใจหรือมีมติที่ชัดเจนออกมาก่อนวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 5 มิ.ย.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พรรคพลังประชารัฐ มุ่งหวังให้การจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสร็จสิ้นโดยเร็ว และสามารถมีรัฐบาลประชาธิปไตยเข้าไปพัฒนาประเทศตามความคาดหวังของพี่น้องประชาชนที่ต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้า&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37520</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตั้งรัฐบาล, นายอุตตม สาวนายน, พรรคพลังประชารัฐ, โหวตเลือกนายกฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190110/image_big_5c375115124ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37381</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2019 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2019 13:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลั่นโหวต&#039;บิ๊กตู่&#039;เป็นนายกฯ&#039;ส.ว.เสรี&#039;ตบกะโหลกเพื่อไทยอย่ามาก้าวก่ายสั่งให้งดออกเสียง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย.62 - นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) กล่าวถึงกรณีที่นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้ส.ว.งดออกเสียงในการโหวตนายกฯ เพื่อผ่าทางตันให้เสียงของพรรคการเมืองมีความเท่าเทียมกันว่าตนเชื่อว่าส.ว.มีอิสระ รวมถึงส.ส.ก็เช่นกัน ท่านจะเลือกใครก็เรื่องของท่าน รัฐธรรมนูญกำหนดให้ส.ส.และส.ว.มีสิทธิเลือกนายกฯ ได้คนละ 1 เสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่ามาพูดจาก้าวก่ายกัน ถ้าส.ว.ไปสั่งส.ส.ให้งดออกเสียงบ้างจะยอมหรือไม่ หรือว่าส.ว.ต้องงดออกเสียงตามที่ส.ส.สั่งจึงจะเรียกว่ามีอิสระ อย่าเอาประชาชนมาอ้างหรือชี้นำ เพราะบางคนอาจคิดไม่ตรงกับส.ส.ก็ได้ ทั้งนี้ เชื่อว่าการโหวตนายกฯ จะไม่ยืดเยื้อ ผลเป็นแบบไหนทุกคนต้องยอมรับ &amp;nbsp;และจะมีทางออกต่อไป ไม่เป็นทางตันแบบที่พรรคเพื่อไทยอ้าง&amp;quot;นายเสรี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเสรี ยืนยนว่าสำหรับตนจะเลือกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ในวันโหวตนายกฯ อยู่แล้ว ส่วนคนอื่นนั้นตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้พูดคุยกับใคร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37381</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุมร่วมสองสภา, ประชุมสภา, ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี, ส.ว., เผ่าภูมิ โรจนสกุล, เลือกพลเอกประยุทธ์, เสรี สุวรรณภานนท์, โหวตเลือกนายกฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180112/5a5833e0e7b68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2019 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2019 10:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชัดเจน!พรรคชาติไทยพัฒนามีมติร่วมรัฐบาลกับพปชร.หนุน&#039;ลุงตู่&#039;เป็นนายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31พ.ค.62-&amp;nbsp;เวลา&amp;nbsp;09.00 น. ที่พรรคชาติไทยพัฒนา​ (ชทพ.)​น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค เป็นประธานการประชุมกรรมการบริหารพรรค​ โดยมีกรรมการเข้าร่วม 14 คน เพื่อพิจารณาการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)​ หลังจากที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคและผู้บริหารพรรค​ พปชร.มาเทียบเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาล เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 10.30 น. นายยุทธพล อังกินันทน์ รองหัวหน้าและโฆษกพรรค​ ชทพ. แถลงว่า คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติเอกฉันท์ ตอบรับเข้าร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรค​ พปชร.เพื่อต้องการขับเคลื่อนและให้ประเทศเดินหน้า ขณะที่การลงมติสนับสนุนบุคคลที่พรรค​ พปชร.จะเสนอให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น พรรค​ ชทพ.พร้อมจะลงคะแนนให้คนของพรรค​ พปชร.ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสนอ เนื่องจากเป็นมารยาททางการเมือง ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีที่พรรคจะได้ ยังไม่ได้คุยรายละเอียด เพราะต้องขอเวลาพิจารณา โดยกรรมการบริหารพรรค มีมติมอบอำนาจให้ น.ส.กัญจนา ไปพิจารณาคัดสรรจากรายชื่อ​ 26​ คนที่ผ่านการเสนอแนะและการรับฟังความเห็นสมาชิกพรรค, ตัวแทนประจำจังหวัด, สาขาพรรค และกรรมการบริหารพรรค​&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราไม่กลับลำ พูดคำไหนคำนั้น เมื่อพรรคตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐแล้ว​ จะไปไหนก็ไปกัน ส่วนกรณีที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ตกลงเข้าร่วมรัฐบาลอย่างชัดเจนนั้น เชื่อว่าจะไม่เป็นปัญหาต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และการตัดสินใจของพรรคการเมืองอื่นไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจของพรรค​ ชทพ. ส่วนจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือไม่ต้องพิจารณาในอนาคต แต่พรรค​ ชทพ.พร้อมอยู่กับพรรค​ พปชร.เพื่อประคับประคองให้ประเทศเดินหน้าไปสู่สิ่งที่ดี&amp;rdquo; นายยุทธพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงข้อกังวลต่อการเสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคที่อาจโดนเซ็นเซอร์จากแกนนำพรรค​ พปชร. นายยุทธพล กล่าวว่า พรรคมีมติให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้พิจารณาบุคคลในตำแหน่งต่างๆ ดังนั้นจึงเชื่อว่าแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจะรักษามารยาท เพื่อให้การทำงานร่วมกันเดินหน้า ความเป็นนักการเมืองเหมือนกัน เชื่อว่าพรรค​ พปชร.จะรักษามารยาทและให้เครดิตมติของกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรค​ ชทพ. ทั้งนี้​ หากเรื่องเซ็นต์เซอร์จะเกิดขึ้นจริง อาจต้องพิจารณากันหลังจากที่เรื่องเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา​ แกนนำพรรค​ ชทพ.ให้สัมภาษณ์ต่อการยอมรับเงื่อนไขของพรรคการเมืองอื่น ที่เสนอให้พรรค​ พปชร.ตัดสินใจก่อนการเข้าร่วมรัฐบาล เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า แนวทางของพรรคอื่น พรรค​ ชทพ.ไม่ได้พิจารณา โดยส่วนตัวมองว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีเสียงสนับสนุนร่วมกัน ทั้งฝ่ายค้าน และ สมาชิกวุฒิสภาด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37279</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายยุทธพล​ อังกินันทน์​, พรรคชาติไทยพัฒนา, เข้าร่วมรัฐบาลพปชร., โหวตเลือกนายกฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190531/image_big_5cf0b1599bd83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2019 08:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2019 08:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สว.เสรี&#039;ชี้ช่องตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเชื่ออยู่ได้หากไม่โกงไม่ต้องพึ่งสส.ออกพรก.แทนพรบ.ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
31พ.ค.62-นายสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) โฟสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ รัฐบาลที่มี ส.ส.เสียงข้างน้อยสนับสนุน จะอยู่ได้หรือไม่ ? มีเนื้อหาดังนี้
มันคงเป็นความเคยชินที่เข้าใจและเชื่อกันมาโดยตลอดว่า รัฐบาลจะมีเสถียรภาพได้ จะต้องมีคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่ง เพราะจะต้องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
และรัฐบาลเองก็จะต้องมี ส.ส.เกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาฯ คอยปกป้องคุ้มครองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี เมื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการทุจริต คอร์รัปชัน ทำผิดกฎหมาย หรือ ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
จึงจำเป็นต้องมีเสียงของ ส.ส.จำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่งสนับสนุนในฝ่ายรัฐบาล เพื่อเป็นการคุ้มครองรัฐบาลให้อยู่รอดปลอดภัย ทั้งๆที่มีการทุจริต คอร์รัปชันอย่างเห็นๆ แต่ด้วยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรปกป้อง จึงลงมติไว้วางใจทั้งๆที่ขัดสายตาประชาชน อันทำให้รัฐบาลที่โกงกินอยู่ต่อไปได้ หรือเรียกแบบเพราะพริ้งว่า ทำให้รัฐบาล &amp;ldquo;มีเสถียรภาพ&amp;rdquo;
จึงเป็นได้ว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 ในปัจจุบัน ได้บัญญัติให้การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นั้นใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา (คือ ส.ส.และส.ว.รวมกัน) คือต้องให้ได้เสียงไม่น้อยกว่า 376 เสียง ซึ่งในเสียงของ ส.ส. อาจไม่ถึงจำนวน 250 เสียงก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เท่ากับเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร
การที่รัฐบาลมีเสียงสนับสนุนไม่ถึงกึ่งหนึ่งนั้น ก็มิได้หมายความว่าจะทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ
ซึ่งหากรัฐบาลไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่โกงกิน ทำงานอย่างเต็มที่มีประสิทธิภาพ ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องใช้เสียง ส.ส.เกินกว่ากึ่งหนึ่งมาคอยปกป้องคุ้มครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากใช้เสียง ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรในการโหวตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ก็จะใช้เสียงเพียง 126 เสียงขึ้นไปเมื่อรวมเสียงของ ส.ว. จำนวน 250 เสียง รวมแล้วไม่น้อยกว่า 376 เสียง ก็สามารถโหวดเลือกนายกรัฐมนตรีได้
เท่ากับว่า การจัดตั้งรัฐบาลนี้ มีเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุน ก็ยังสามารถตั้งรัฐบาลได้ อันเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่หากรัฐบาลมีเสียงในสภาจำนวนน้อยก็ยังสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
ส่วนเมื่อตั้งรัฐบาลได้แล้ว รัฐบาลจะมีเสถียรภาพหรือไม่ก็คงขึ้นอยู่กับตัวรัฐบาลเองที่จะต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชัน หรือไม่ไปทำอะไรที่ผิด ๆ ต่อกฎหมาย และยังต้องขยันทำงานให้หนักขึ้นก็จะไม่มีใครมาเล่นงานรัฐบาลได้
ส่วนมีคนห่วงว่าในการออกกฎหมายต่างๆ หาก ส.ส.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็เกรงว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ได้และจะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมารัฐบาลปัจจุบันที่ได้เสนอให้ สนช.ผ่านกฎหมายออกมาใช้ 400-500 ฉบับ ก็เป็นการมากมายเพียงพอแก่การนำมาบริหารประเทศได้
แต่หากฝ่าย ส.ส.ไม่เห็นด้วย รัฐบาลก็สามารถออกเป็นพระราชกำหนดออกมาใช้ได้ การที่ ส.ส.ไม่สนับสนุนหรือไม่ร่วมมือในการไม่ออกกฎหมายนั้น ก็ไม่ถึงขนาดทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ไม่ว่าอย่างใด หากกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 143 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 105 วัน นับแต่วันที่ร่าง พรบ.ดังกล่าวมาถึงสภาผู้แทนราษฎร
ถ้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พรบ.ดังกล่าวข้างต้นไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ให้ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบกับร่าง พรบ.นั้น และให้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณาภายใน 20 วัน ซึ่งหากวุฒิสภาเห็นชอบ ให้ดำเนินการตามมาตรา 81 ต่อไป
ซึ่งว่าไปแล้ว ในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวกับการงบประมาณทั้งสามฉบับข้างต้น ก็มิได้เป็นอุปสรรคที่จะทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้เช่นกัน
และไม่ว่าด้วยเหตุใด หาก พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณออกไม่ทันปีงบประมาณใหม่ ตาม รธน.มาตรา 141 ก็ได้บัญญัติให้ใช้กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณก่อนนั้นไปพลางก่อน ตาม รธน.มาตรา 141 ดังกล่าว
ในการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับงบประมาณข้างต้น รัฐธรรมนูญ มีเจตนาให้ ส.ส. และ ส.ว. ช่วยกันพิจารณาให้แล้วเสร็จ เพื่อที่้รัฐบาลจะได้นำไปใช้ โดยต้องร่วมกันพิจารณาและดำเนินการออกกฎหมายดังกล่าวให้แล้วเสร็จ มิได้ให้มีมติไม่เห็นชอบในการไม่ออกกฎหมายที่เกี่ยวกับงบประมาณดังกล่าว กรณี จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาหรือเป็นอุปสรรคที่ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในเรื่องของการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น หากรัฐบาลมีเสียงข้างน้อยของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร ก็จะทำให้รัฐบาลถูกตรวจสอบที่เข้มข้น รัฐบาลหรือรัฐมนตรีจะต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่แสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง รวมทั้ง ต้องปฏิบัติงานทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินหรือบริหารประเทศอย่างเต็มที่ อันจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนโดยรวม ซึ่งดีกว่าที่มีเสียง ส.ส. ข้างมากที่คอยปกป้องรัฐมนตรีที่กระทำการทุจริต หรือกระทำความผิดเหมือนที่ผ่านๆมา
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรี ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ไม่แสวงประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง แต่หาก ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนมากกว่ากลั่นแกล้งมีมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น ก็จะต้องมีกระบวนการให้ได้นายกรัฐมนตรีใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งหมายความว่า นายกรัฐมนตรีคนเดิมที่ถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจโดยถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ได้ทำอะไรผิดดังกล่าว เมื่อนายกคนนั้น คงเป็นบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในบัญชีของพรรคการเมือง นายกคนเดิมที่ถูกกลั่นแกล้วนั้นก็มีสิทธิได้รับการพิจารณาจากสมาชิกรัฐสภาให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีก และสมาชิกวุฒิสภาก็มีสิทธิในการลงคะแนนโหวตเลือกให้นายกรัฐมนตรีคนเดิมที่ไม่ได้ทำอะไรผิดดังกล่าวกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกได้
หากพรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่ร่วมมือในการจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ และประเทศชาติยังคงมีปัญหาที่แก้ไม่ตกจริง ๆ นายกรัฐมนตรีก็คงต้องใช้วิธีการสุดท้าย คือการยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งกันใหม่ คนที่เคยได้เลือกตั้งกันเข้ามาแล้ว ไม่รู้ว่าคราวหน้าจะได้รับเลือกตั้งกลับมาอีกหรือไม่ ก็ต้องไปวัดฝีมือกันเอง
แต่การยุบสภาผู้แทนราษฎรขอให้เป็นวิธีการสุดท้ายจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสรุปแล้ว ประเทศย่อมมีทางออก แต่เมื่อจำเป็นจะต้องตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ต้องทำ ซึ่งผมเชื่อว่า ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน 2560 สามารถทำให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37271</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจัดตั้งรัฐบาล, พรบ.งบประมาณ, รัฐบาลเสียงข้างน้อย, เสรี สุวรรณภานนท์, โหวตเลือกนายกฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180112/5a5833e0e7b68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
