<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68498</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2020 15:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2020 15:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> GULF ปรับสัดส่วนลงทุนกิจการสาธารณูปโภคในโอมาน รองรับการขยายธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย. 2563 นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ &amp;nbsp;กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทได้เข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 326 เมะวัตต์ (MW) และมีกำลังการผลิตน้ำจืด 1,667 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง (โครงการ DIPWP) ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ Duqm ที่ประเทศโอมาน ร่วมกับ Centralised Utilities Company L.L.C. (Marafiq) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ OQ SAOC. (OQ) (เดิมชื่อ Oman Oil Company S.A.O.C.) ในสัดส่วน 45% และ 55% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าและน้ำจืดให้กับโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ คือ Duqm Refinery and Petrochemical Industrial Company L.L.C. ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมทุนระหว่างบริษัทพลังงานขนาดใหญ่จากสองประเทศ ได้แก่ OQ จากประเทศโอมาน และ Kuwait Petroleum International จากประเทศคูเวต โดยโครงการ DIPWP อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2564 ถึง 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดบริษัทเล็งเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษ Duqm ซึ่ง Marafiq ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการดำเนินธุรกิจสาธารณูปโภค เช่น ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจน้ำ และธุรกิจก๊าซ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ Duqm เป็นระยะเวลา 25 ปี และสามารถขยายอายุสัญญาต่อได้อีก 25 ปี บริษัทจึงได้เข้าเจรจากับ Marafiq ในการปรับโครงสร้างการถือหุ้น โดยให้ Marafiq ถือหุ้นในโครงการ DIPWP 100% และให้บริษัทเข้าถือหุ้นใน Marafiq ร่วมกับ OQ ในสัดส่วน 49% และ 51% ตามลำดับ เพื่อจะร่วมกันพัฒนาโครงการสาธารณูปโภค เช่น การผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า น้ำจืด ไอน้ำ น้ำเย็นแบบรวมศูนย์ (District Cooling) การบริหารจัดการน้ำเสียและท่อน้ำทิ้ง การบริหารจัดการของเสียจากอุตสาหกรรม การจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ และก๊าซอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งถือเป็นโครงการที่มีศักยภาพ สามารถรองรับความต้องการของกลุ่มธุรกิจที่จะเติบโตในอนาคต และสอดคล้องกับแผนการขยายธุรกิจของบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 Gulf International HoldingPte.Ltd.(&amp;ldquo;GIH&amp;rdquo;)ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯได้ลงนามสัญญาผู้ถือหุ้น (Shareholders&amp;rsquo;Agreement)กับOQ เพื่อปรับโครงสร้างการถือหุ้นในโครงการDIPWPและเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในMarafiqเป็นร้อยละ49 โดยอยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น (Share Purchase Agreement) และหากมีความคืบหน้าของโครงการบริษัทจะแจ้งให้ทราบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68498</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF), ยุพาพิน วังวิวัฒน์, โอมาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200612/image_big_5ee33a9d92af0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40642</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2019 20:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 20:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>DITP พานักธุรกิจบุกตะวันออกกลางโกยยอดสั่งซื้อเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดคณะผู้แทนการค้าอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจบริการบินไปเปิดตลาดภูมิภาคตะวันออกกลางที่ประเทศโอมานและประเทศบาห์เรน ได้ยอดสั่งซื้อกลับมาร่วม 500 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากกับการเปิดตลาดให้กับผู้ประกอบการไทยในตลาดภูมิภาคตะวันออกกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 ก.ค. 62 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯได้จัดกิจกรรมนำคณะผู้แทนการค้าอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจการไปเปิดตลาดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมานและ กรุงมานามา ประเทศบาห์เรนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะกับผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าสินค้าโดยตรง และได้ทราบถึงโอกาสแนวทางในการขยายธุรกิจบริการและส่งออกสินค้า ตลอดจนเป็นการสร้างภาพลักษณ์สินค้าและบริการไทย และเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับผลตอบรับจากประเทศโอมานมีผู้นำเข้าโอมานสนใจเข้าร่วมกิจกรรมถึง 70 ราย โดยในครั้งนี้ สคต. ณ เมืองดูไบ ได้นัดหมายให้บริษัทผู้นำเข้ารายใหญ่ของโอมานเข้าร่วมเจรจาการค้าในครั้งนี้ด้วย ได้แก่ Galfar Engineering &amp;amp; Contracting SAOG และ Khimji Ramdas Group (KR) โดยผู้ประกอบการไทยได้เจรจาการค้ากับคู่ค้าเฉลี่ย 13 ราย/บริษัท มูลค่าสั่งซื้อที่เกิดขึ้นในทันที คิดเป็นเงินจำนวน 8,580,000 บาท และมูลค่าสั่งซื้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี คิดเป็นเงินจำนวน 191,730,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในส่วนของประเทศบาห์เรน มีผู้นำเข้าบาห์เรนสนใจเข้าร่วมกิจกรรม 67 ราย หนึ่งในผู้นำเข้าที่เข้าร่วมกิจกรรม มีบริษัท Nass Commercial โดยผู้ประกอบการไทยได้เจรจาการค้ากับคู่ค้าเฉลี่ย 8 ราย/บริษัท มูลค่าสั่งซื้อที่เกิดขึ้นในทันที คิดเป็นเงินจำนวน 14,520,000 บาท มูลค่าสั่งซื้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี คิดเป็นเงินจำนวน 296,670,000 บาท อย่างไรก็ตามผลจากการนำคณะผู้แทนคณะผู้แทนการค้าอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจการไปเปิดตลาดในภูมิภาคตะวันออกกลางในสองประเทศ สร้างยอดการสั่งซื้อรวมกว่า 500 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40642</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), กระทรวงพาณิชย์, บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์, บาห์เรน, โอมาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190710/image_big_5d25e73bbf48f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2793</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2018 00:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2018 08:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กาแฟอเมซอนสยายปีกบุกจีน-โอมาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอนของบริษัทยังคงขยายต่อเนื่อง ทั้งรูปแบบแฟรนไชส์และลงทุนเอง ขณะนี้มีเปิดให้บริการประมาณ 2,123 แห่ง แบ่งเป็นสาขาในประเทศไทย 1,999 แห่ง ส่วนต่างประเทศมี 124 แห่ง โดยเตรียมเงินลงทุนอีก 600-750 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาทั้งในแลนอกสถานีบริการน้ำมัน ปตท. แบ่งเป็นแฟรนไชส์ 80% และอีก 20% ลงทุนเอง ซึ่งประกอบด้วยหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นร้านในปั้มปกติ ร้านกระจกโปร่งใส ร้านคีออสในห้าง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ล่าสุดในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ขยายธุรกิจร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอนรูปแบบไดร์ฟทรู จะเปิดเพิ่มในปั้มอีก 2 แห่ง เงินลงทุนสาขาละ 10 ล้านบาท หลังจากทดลองเปิดให้บริการในปั้มสาขาพระราม 2 แล้วพบว่าลูกค้าให้การตอบรับดีมาก ตั้งเป้ายอดขายเติบขึ้นอีก 25% จากยอดขาย 180 ล้านแก้วในปี 2560 ส่วนร้านคาเฟ่อเมซอนในต่างประเทศ ในปี 2561 จะขยายเข้าไปยังประเทศจีนและโอมาน หลังจากที่เข้าไปเปิดในเมียนมา สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และญี่ปุ่นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการขยายสถานีบริการน้ำมันจะเพิ่มอีก 170-185 แห่ง จากปัจจุบันมี 1,600 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นกรุงเทพปริมณฑล 40% และต่างจังหวัด 60% เพื่อให้กลายเป็นแหล่งชุมนุมของชุมชน ที่มีทั้งสถานีบริการน้ำมัน บริการใหม่ๆในปั้มที่สอดรับกับผู้บริโภคปัจจุบัน อาทิ ฟิตเนส ฟุตซอล ที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ รวมทั้งมีกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ช่วยเหลือเกษตรกรให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2793</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ปตท., อเมซอน, โอมาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180209/image_big_5a7dce3610ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
