<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97901</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกยัน OSP ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นไม่กระทบผลการดำเนินงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
31 มี.ค.2564 รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า กรณีที่บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) (OSP)​ แจ้งต่อตลท.ว่า มีการซื้อขายบิ๊กล็อต จำนวน 762,718,000 หุ้น คิดเป็น 25.39% จากผู้ถือหุ้นใหญ่ 2 คนในกลุ่ม Orizon คือ 1. Orizon Limited และ 2. นายเพชร โอสถานุเคราะห์ รวมจํานวน 381,359,000 หุ้น คิดเป็น 12.69% มูลค่า 12,584.84 ล้านบาท ให้แก่ผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะเจาะจง (Private Placement) โดยได้ทําการซื้อขายผ่านตลท. เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 ขณะที่ นายนิติ โอสถานุเคราะห์ ได้ซื้อหุ้นเพิ่มเติมเป็นจํานวน 215,000,000 หุ้น คิดเป็น &amp;nbsp;7.16% มูลค่า 7,095 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภายหลังการทำรายการดังกล่าว ทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป โดยกลุ่ม Orizon ถือหุ้นลดลงเหลือ 452,336,700 หุ้น หรือ 15.06% จากเดิมถือหุ้นจำนวน 833,695,700 หุ้น หรือ 27.75% ส่วน นิติ โอสถานุเคราะห์ มีสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 715,030,000 หุ้น หรือ 23.80% จากเดิมถือหุ้น 500,030,000 หุ้น หรือ 16.65%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า การปรับโครงสร้างการถือหุ้นครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทแต่อย่างใด โดยเป็นการปรับโครงสร้างการถือหุ้นในครอบครัว และหุ้นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ยังคงเป็นนายนิติ โอสถานุเคราะห์ และอันดับ 2 ยังคงเป็นกลุ่ม Orizon นอกจากนี้ แนวโน้มผลประกอบการของ OSP คาดกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นได้เฉลี่ยปีละ 6% (2564-2565) จากการขยายกำลังการผลิต C-Vitt &amp;nbsp;และมาร์จิ้นที่คาดจะดีขึ้นหลังโรงงานเมียนมาเริ่มดำเนินงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านบล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด ระบุว่า มีมุมมอง Slightly positive sentiment ต่อการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของนายนิติ เนื่องจากความกังวลที่ผู้ถือหุ้นใหญ่จะขายหุ้นหายไป และผู้เข้ามาซื้อคือนายนิติ ซึ่งเป็นคนในตระกูลโอสถานุเคราะห์ และเป็นนักลงทุนรายใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกิจการของ OSP ทั้งนี้ ทางด้านปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องยังคงโครงการการบริหารและนโยบายในการดำเนินธุรกิจเช่นเดิม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97901</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กล็อต, โอสถสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210331/image_big_60643a638083e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอสถสภาล้างภาพธุรกิจครอบครัว จ่อสยายปีกบุกอินโดไชน่า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอสถสภาเจนฯ 4 ทรานฟอร์มธุรกิจครอบครัวสู่โปรเฟสชั่นแนล พร้อมสปายปีกตลาดอินโดไชน่า ชู 4 กลุ่มธุรกิจ ผ่านยุทธ์ศาสตร์พอร์ตโฟลิโอที่แข็งแกร่ง คาดราคาไอพีโอ 25 บาทต่อหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเพชร โอสถานุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า หลังจากธุรกิจของครอบครัวได้ดำเนินงานมายาวนานมากกว่า 127 ปี ผ่านการเป็นผู้ผลิต ทำการตลาด และผู้จัดจำหน่ายชั้นนำในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลในประเทศไทย และเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังในเมียนมาร์ และ สปป.ลาว รวมถึงยังเป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวม 25 ประเทศผ่านผู้จัดจำหน่าย ครอบคลุมไปยังธุรกิจบริการอื่นๆ เช่น บริการบริหารจัดการด้านซัพพลายเชน ได้แก่ การผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลภายนอก ภายใต้กิจการร่วมค้าและสัญญาบริการผลิตสินค้า (OEM)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากนี้เพื่อทำให้โอสถสภามีความแข็งแกร่งและดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น จึงได้เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะทำให้การงานของบริษัทก้าวเข้าสู่ความเป็นมืออาชีพมากกว่าในอดีต เนื่องจากบริษัทไม่ได้ต้องการเติบโตเพียงแค่ตลาดภายในประเทศไทยหรืออาเซียนเท่านั้น แต่ยังหาจังหวะและโอกาสขยายตัวเข้าไปสู่ภูมิภาคเอเชีย และประเทศอื่นๆ อีกด้วย ผ่านกลยุทธศาสตร์มีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย หรือไม่ได้มีเพียงแค่แบรนด์เดียวในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้ต่างประเทศคิดเป็น 25% ของรายได้รวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพรธิดา บุญสา รองกรรมการผู้จัดการสายการเงิน บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า จากภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2559 มีรายได้รวม 3.3 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2560 มีรายได้มากกว่า 2.62 หมื่นล้านบาท การลดลงดังกล่าวเนื่องจากบริษัทอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้าง โดยได้มีการขายและเลิกทำบางธุรกิจ แต่ไม่ได้เป็นธุรกิจหลักของบริษัท แต่หากมาดู 6 เดือนแรกของปี 2562 จะเห็นว่ามีรายได้กว่า 1.2 หมี่นล้านบาท โดยสินค้าบางกลุ่มยังมีการเติบโตมากกว่าตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบัน OSP แบ่งการดำเนินธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ประกอบด้วยเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ กาแฟพร้อมดื่มและเครื่องดื่มที่มีการเติมส่วนผสมเพื่อให้ได้คุณสมบัติเฉพาะ โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก เช่น เอ็ม-150, เอ็ม-สตอร์ม, ลิโพวิตัน-ดี, ฉลาม, ชาร์คคูลไบท์, โสมอิน-ซัม, เอ็มเกลือแร่ (M-Electrolyte), เอ็ม-เพรสโซ, และเปปทีน 2. ธุรกิจผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ที่ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กภายใต้ แบรนด์เบบี้มายด์ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับผู้หญิงภายใต้แบรนด์ทเวลฟ์พลัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวรรณิภา ภักดีบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ กล่าวว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นในการรักษาและเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ภายใต้วิสัยทัศน์ &amp;ldquo;พลังเพื่อเสริมสร้างชีวิต&amp;rdquo; (The Power to Enhance Life) ที่มุ่งมั่นพัฒนาบริษัทฯให้เป็นองค์กรที่เสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้บริโภค และสังคมด้วยผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่ทันสมัย สำหรับแนวทางของการทำตลาดในประเทศ บริษัทมีความแข็งแกร่งทางด้านแบรนด์สินค้าอยู่แล้ว จึงเน้นการออกสินค้าใหม่ รวมถึงการปรับตำแหน่งทางสินค้า อาทิ แบรนด์ทเวล พลัส ที่จะขยายจากกลุ่มเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยไปสู่คนเริ่มทำงานมากขึ้น หรือทำให้แบรนด์มีความทันสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังเพิ่มมูลค่าของสินค้าด้วยการขยายสู่ระดับพรีเมียม แต่กลุ่มที่มีโอกาสในอนาคตมากที่สุดจะเป็นฟังก์ชันนัลดริงก์ มีเปบทีนเป็นตัวหลักในการทำตลาด คาดการณ์ว่าสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ฟังก์ชันนัลดริงก์จะมีมากขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภค ส่วนการทำตลาดในต่างประเทศบริษัทเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในเมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว &amp;nbsp;ขณะนี้ระหว่างการสร้างโรงงานในเมียนมาเพื่อรองรับดีมานด์ ควบคู่ไปกับการปรับกลยุทธ์ในกัมพูชา สปป.ลาว และอินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวรรณิภา กล่าวว่า บริษัทยังมองโอกาสลงทุนในเวียดนามและจีน เนื่องจากมีตลาดที่เต็มไปด้วยประชากรขนาดใหญ่ แต่ว่าการแข่งขันก็ค่อนข้างสูง จึงต้องศึกษาตลาดให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยพิจารณาดูว่าเหมาะสมกับธุรกิจและการตลาดแบบไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอนุวัฒน์ ร่วมสุข กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินร่วมและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นเบื้องต้นที่ระหว่าง 22.00-25.00 บาทต่อหุ้น โดย ณ วันจองซื้อ นักลงทุนทั่วไปจะต้องจองซื้อหุ้น IPO ที่ราคา 25.00 &amp;nbsp;บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น โดยราคาเสนอขายหุ้นสุดท้ายจะถูกกำหนดโดยนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและในต่างประเทศ โดยวิธี Bookbuilding &amp;nbsp;หากราคาเสนอขายหุ้นสุดท้ายต่ำกว่าราคา 25.00 &amp;nbsp;บาท นักลงทุนทั่วไปที่จองซื้อจะได้รับคืนเงินส่วนต่างระหว่างราคาจองซื้อหุ้น กับราคาเสนอขายหุ้นสุดท้าย จะมีการนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนทั่วไป (โรดโชว์) ในวันที่ 24 ก.ย. 2561 &amp;nbsp;พร้อมเปิดให้นักลงทุนทั่วไปจองซื้อในระหว่างวันที่ 1 &amp;ndash; 4 ต.ค. 2561 นี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18379</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายธุรกิจ, ขายหุ้น, ราคาไอพีโอ, ล้างภาพธุรกิจครอบครัว, เพชร โอสถานุเคราะห์, โอสถสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5ba99d492011d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18012</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2018 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2018 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอสถสภา จ่อขายไอพีโอ 600 ล้านหุ้น ระดมเงินขยายธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอสถสภา ยื่นไฟลิ่งต่อ ก.ล.ต. เสนอขายไอพีโอ &amp;nbsp;603.75 ล้านหุ้น คาดเคาะราคาในช่วง 22-25 บาทต่อหุ้น ระดมเงินหมื่นล้าน ขยายธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า บมจ.โอสถสภา ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อ ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) ไม่เกิน 603.75 ล้านหุ้น แบ่งเป็นสำหรับผู้ลงทุนในประเทศ 392.25 ล้านหุ้น คิดเป็น 65% ของหุ้นที่เสนอขาย และอีก 211.50 ล้านหุ้น หรือสัดส่วน 35% ของหุ้นที่เสนอขาย สำหรับผู้ลงทุนต่างประเทศผ่านผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ กำหนดช่วงราคาเสนอขายต่อประชาชนที่ 22-25 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเสนอขายที่ 13,282.50-15,093.75 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ระยะเวลาการเสนอขาย สำหรับบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้มีอุปการคุณของบริษัท พนักงานของบริษัท และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ของบริษัท ซึ่งเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัท วันที่ 1 &amp;ndash; 4 ต.ค.61 และสำหรับผู้ลงทุนสถาบัน วันที่ 8-10 ต.ค. 61 โดยวัตถุประสงค์การใช้เงินเป็นเงินทุนขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาปรับปรุงการผลิต การจัดจำหน่ายสินค้า การปรับปรุงประสิทธิภาพสินค้า และดำเนินธุรกิจภายในของบริษัท ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทและหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิมครั้งนี้ ผ่านการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นวิธีการสอบถามปริมาณความต้องการซื้อหุ้นสามัญของผู้ลงทุนสถาบันแต่ละระดับราคา โดยตั้งช่วงราคา และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสถาบันแจ้งราคาและจำนวนหุ้นที่ประสงค์จะจองซื้อมายังผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายและผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ โดยจะพิจารณาร่วมกัน เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 ก.ย.นี้ นายเพชร โอสถานุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท บมจ.โอสถสภา จะเปิดยุทธศาสตร์ ภายใต้ธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และธุรกิจให้บริการผลิตสินค้า บรรจุภัณฑ์ และจัดจำหน่ายสินค้า รวมถึงความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18012</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายธุรกิจ, ขายไอพีโอ, ยื่นไฟลิ่ง, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, โอสถสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180920/image_big_5ba2ffd433b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7403</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2018 08:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2018 08:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โอสถสภา&#039;จ่อเข้าตลาดหุ้นเตรียมยื่นขายไอพีโอ 603.75 ล้านหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอสถสภา พร้อมเข้าจดทะเบียนในตลท. ยื่นขายไอพีโอ 603.75 ล้านหุ้น หวังเงินระดมทุนขยายธุรกิจในและตปท.-คืนเงินกู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจาก บมจ.โอสถสภา เปิดเผยว่า บริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวนไม่เกิน 603.75 ล้านหุ้น และพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีวัตถุประสงค์นำเงินระดมทุนใช้เป็นเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาปรับปรุงการผลิต การจัดจำหน่ายสินค้า ประสิทธิภาพสินค้า และการดำเนินธุรกิจภายในของบริษัท ใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หุ้นไอพีโอที่เสนอขาย 603.75 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 20.10% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร และ บล.บัวหลวง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียน 3,003.75 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 3,003.75 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท และมีทุนชำระแล้ว 2,497 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นสามัญ 2,497 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ภายหลังเสนอขายไอพีโอ บริษัทจะมีทุนชำระแล้วคิดเป็น 3,003.75 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ประกอบด้วย นายนิติ โอสถานุเคราะห์ ถือหุ้น 624.25 ล้านหุ้น คิดเป็น 25% ภายหลังจากเสนอขายไอพีโอแล้ว จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 20.78%, โอริซอน ลิมิเต็ด ถือหุ้น 604.14 ล้านหุ้น คิดเป็น 24.19% จะลดการถือหุ้นลงเหลือ 537.14 ล้านหุ้น คิดเป็น 17.88%, นายเพชร โอสถานุเคราะห์ ถือหุ้น 149.73 ล้านหุ้น คิดเป็น 6% จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 4.98% โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัทหลังหักทุนสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโอสถสภา ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และธุรกิจให้บริการผลิตสินค้า บรรจุภัณฑ์ และจัดจำหน่ายสินค้า ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 125 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7403</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ขายหุ้น, จดทะเบียน, ตลาดหลักทรัพย์, เพชร โอสถานุเคราะห์, โอสถสภา, ไอพีโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180419/image_big_5ad7f379741bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
