<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55129</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 15:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 15:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.พบไทยมีเด็กช้างเผือก แต่เป็นเด็กฐานะยากจน13% เก่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโออีซีดี 11.3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.63-นายภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากการวิเคราะห์เชิงลึกคะแนนสอบ PISA 2018 ซึ่งประเมินทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ของกลุ่มเยาวชนอายุ 15 ปีทั่วโลก พบว่า ผลคะแนนสอบของนักเรียนไทยมีความสัมพันธ์กับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียน คะแนนของนักเรียนไทยที่มีฐานะต่ำสุด ห่างจากคะแนนของนักเรียนฐานะในกลุ่มสูงสุด ประมาณ 2.5 ปีการศึกษา แต่มีข้อยกเว้นในกลุ่มนักเรียนที่เรียกว่า กลุ่มช้างเผือก ซึ่งเป็นเด็กไทยที่มีฐานะยากจนกลุ่มล่างสุด แต่สามารถทำคะแนนได้อยู่ในกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดของประเทศ โดยประเทศไทยมีเด็กช้างเผือกกลุ่มนี้จำนวน ร้อยละ 13 ของเด็กในกลุ่มฐานะล่างสุด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโออีซีดีซึ่งมี ร้อยละ 11.3 ทั้งนี้หากวิเคราะห์ไปถึงคะแนนรายวิชา เด็กช้างเผือกของไทยสามารถทำคะแนนวิทยาศาสตร์ ได้เฉลี่ย 492 คะแนน คณิตศาสตร์ 487 คะแนน การอ่าน 482 คะแนน ทั้ง 3 วิชามีคะแนนมากกว่าค่าเฉลี่ยของเพื่อนนักเรียนวัยเดียวกันที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงสุด ราวๆ ครึ่งปีถึง 1 ปีการศึกษา และมากกว่าเพื่อนนักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมในระดับเดียวกันถึง 3 หรือ 4 ปีการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศรัณย์ นอกจากนี้เด็กช้างเผือกไทยแม้จะมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำสุด แต่กลับมี Growth Mindset หรือ ความเชื่อมั่นว่าตนเรียนรู้พัฒนาได้ ที่สูง คิดเป็นค่าประมาณร้อยละ 58 โดยเด็กกลุ่มนี้ยังมีความคาดหวังในการเข้าเรียนอุดมศึกษาที่สูงมาก รวมถึงการมีความสุขและมุมมองเชิงบวกในระดับที่ดี เมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มอื่นๆ ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ดัชนีด้านทัศนคติในชีวิตบางอย่างของเขายังอาจจะไม่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มเด็กที่มีความพร้อมทางสังคมสูงกว่า เช่น ดัชนีการตระหนักถึงความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) พบว่านักเรียนกลุ่มช้างเผือก มีการตระหนักถึงความสามารถของตนเอง การสนับสนุนทางอารมณ์จากพ่อแม่ การมีความหมายของชีวิต ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน อยู่ในระดับที่ดีมากเมื่อเทียบกับนักเรียนในกลุ่มเศรษฐฐานะของตน แต่ก็ยังมีค่าน้อยกว่านักเรียนในกลุ่มที่มีความพร้อมของครอบครัวกลุ่มสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ผ่านมาเราพบว่าเด็กที่มีฐานะยากจน มีโอกาสที่จะได้เรียนต่อในระดับสูงกว่าระดับชั้น ม.6น้อยมาก คือแค่ร้อยละ 5 เท่านั้น ผลสำรวจของ PISA ช่วยยืนยันว่า หากประเทศไทยสามารถที่จะช่วยเหลือสนับสนุนเด็กที่อยู่ในกลุ่มล่างสุดทางเศรษฐฐานะของสังคม ทั้งในด้านการพัฒนา Growth Mindset และการสนับสนุนให้พ่อแม่มีแนวทางในการสนับสนุนแก่บุตรหลาน การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลในโรงเรียนแก่เด็กกลุ่มด้อยโอกาส รวมไปถึงการแนะแนวโอกาสในการศึกษาต่อหรืออาชีพ ก็จะเป็นการช่วยให้เด็กที่อยู่ในกลุ่มช้างเผือกสามารถที่จะเรียนได้สูงที่สุด และพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการทำให้เด็กกลุ่มยากไร้ด้อยโอกาสอื่นๆ สามารถพัฒนาตนเองให้มาเป็นเด็กช้างเผือกได้ต่อไปในอนาคต ซึ่งแนวทางเหล่านี้เป็นสิ่งที่ กสศ. มุ่งพัฒนาต้นแบบการสนับสนุนเพื่อสร้างโอกาสให้แก่เด็กช้างเผือกเป็นจริงได้ต่อไป&amp;quot;ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55129</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., การสอบพิซา, ภูมิศรันย์ ทองเลี่ยมนาค, เด็กช้างเผือก, โออีซีดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e26bc4c05708.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51715</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2019 21:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2019 20:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยผลประเมิน &#039;ปิซา2018&#039; เด็กจีนข่มตะวันตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โออีซีดีเผยแพร่ผลการประเมินทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนวัย 15 ปีใน 79 ประเทศ และเศรษฐกิจทั่วโลกประจำปี 2018 เมื่อวันอังคาร พบเด็กจีนและสิงคโปร์ทำคะแนนได้ดีกว่าเด็กในโลกตะวันตกที่มีความได้เปรียบกว่าทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) จัดทำทุกๆ 3 ปี โดยการสอบเมื่อปี พ.ศ.2561 นั้นจัดขึ้นใน 37 ประเทศสมาชิกโออีซีดี และอีก 42 ประเทศและเศรษฐกิจ มีนักเรียนอายุ 15 ปี ทั้งสิ้น 600,000 คน จากประเทศและเศรษฐกิจเหล่านี้เข้าร่วมทำบททดสอบเป็นเวลา 2 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ 3 ธันวาคม กล่าวว่า ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวันเดียวกันนี้ชี้ว่า ทักษะการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้ปรับปรุงขึ้นเลยจากเมื่อ 2 ทศวรรษก่อนที่เริ่มทำการสำรวจ ในขณะที่เด็กจีนยังคงทำคะแนนได้ดีเช่นเคยจากการทดสอบทักษะทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการอ่าน, คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเด็กจีนที่สำรวจในกรุงปักกิ่ง, นครเซี่ยงไฮ้, มณฑลเจียงซู และมณฑลเจ้อเจียง มีคะแนนในอันดับ 1 เหนือกว่าเด็กๆ ในโลกตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด โดยอันดับ 2 ซึ่งปีนี้วัดจากคะแนนทักษะด้านการอ่านเป็นหลักนั้น คือสิงคโปร์ ตามด้วยเขตปกครองพิเศษมาเก๊าและฮ่องกงของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทักษะด้านการอ่านที่โออีซีดีว่าเป็นตัวบ่งชี้หลักของศักยภาพด้านการศึกษานั้น ประเทศที่เป็นสมาชิกโออีซีดีที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดรองจากฮ่องกงคือเอสโตเนีย ประเทศเล็กๆ ในกลุ่มบอลติก ตามด้วยแคนาดา, ฟินแลนด์ และไอร์แลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อังเคล กูร์เรีย เลขาธิการโออีซีดี กล่าวว่า นักเรียนจาก 4 ภูมิภาคของจีนที่สำรวจทำคะแนนทิ้งห่างนักเรียนจากระบบการศึกษาอื่นๆ ทั้ง 78 แห่ง และที่สำคัญ ร้อยละ 10 ของนักเรียนจากภูมิภาคเหล่านี้ที่เสียเปรียบด้านเศรษฐกิจและสังคมมากที่สุด กลับมีทักษะการอ่านที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของนักเรียนในกลุ่มโออีซีดี และมีทักษะใกล้เคียงกับร้อยละ 10 ของนักเรียนในกลุ่มที่มีความได้เปรียบมากที่สุดจากบางประเทศในกลุ่มโออีซีดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาย้ำด้วยว่า มณฑลและเขตปกครอง 4 แห่งในภาคตะวันออกของจีนที่สำรวจนี้ยังไม่ใช่ตัวแทนของประเทศจีนทั้งหมด แต่ภูมิภาคเหล่านี้มีประชากรรวมกันถึง 180 ล้านคน และขนาดของแต่ละภูมิภาคนั้นก็เทียบได้กับประเทศในโออีซีดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กูร์เรียกล่าวถึงประเทศที่พัฒนาแล้วในกลุ่มของโออีซีดีด้วยว่า ผลลัพธ์ที่ออกมา &amp;quot;น่าผิดหวัง&amp;quot; และสมาชิกส่วนใหญ่นั้นก็ &amp;quot;ผลงานของนักเรียนไม่ได้ปรับปรุงขึ้นเลย&amp;quot; นับจากการสำรวจปิซาครั้งแรกเมื่อปี 2543 ทั้งที่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาประเทศโออีซีดีเหล่านี้เสียค่าใช้จ่ายสำหรับนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามากขึ้นกว่า 15%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คะแนนของนักเรียนในกลุ่มโออีซีดีทั้ง 3 ด้านยังคงเดิมเหมือนกับสำรวจครั้งที่ผ่านมาในปี 2558 แต่บางประเทศที่อยู่นอกโออีซีดีมีพัฒนาการต่างไปอย่างเห็นได้ชัด เช่น แอลเบเนีย, เอสโตเนีย, เขตปกครองมาเก๊า, เปรู และโปแลนด์ ที่มีคะแนนดีขึ้นในทักษะ 2 ด้านจาก 20 ปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของโออีซีดียังชื่นชม, บราซิล, อินโดนีเซีย, เม็กซิโก, ตุรกีและอุรุกวัย ที่มีเด็กวัย 15 ปีเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษามากขึ้นโดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการจัดการการศึกษา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของไทยนั้น จากตารางแสดงคะแนนทักษะทั้ง 3 ด้าน ซึ่งระบุค่าเฉลี่ยไว้ที่ด้านการอ่าน 487 คะแนน และคณิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ 489 คะแนนเท่ากัน เด็กไทยทำคะแนนได้ 393, 419, 426 ตามลำดับ เทียบกับของจีนที่เป็นอันดับ 1 มีคะแนน 555, 591, 590 ตามลำดับ ขณะที่สิงคโปร์มีคะแนน 549, 569, 551 ส่วนในภูมิภาคอาเซียน นอกจากสิงคโปร์ ไทยเป็นรองมาเลเซียและบรูไนด้านทักษะการอ่าน แต่ยังดีกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51715</URL_LINK>
                <HASHTAG>PISA2018, จีน, นักเรียนอายุ 15 ปี, ปิซา, ปิซา2018, สิงคโปร์, โครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ, โลกตะวันตก, โออีซีดี, ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191203/image_big_5de66ab69b7d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2018 07:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2018 07:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งัดกลยุทธิ์สู้ศึก&quot;พิซา&quot;/ศธ..ขอตรวจการแปลข้อสอบก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่ โรงแรมบางกอกพาเลซ -สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดการประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ พิซา ประจำปี 2561 โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานพร้อมทั้งกล่าวตอนหนึ่งว่า เนื่องจากในวันที่ 7 สิงหาคม 2561 นี้ จะมีการจัดการสอบพิซา ในกลุ่มนักเรียนอายุ 15 ปี &amp;nbsp;ซึ่ง ศธ.จะต้องมีการตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ เพราะการสอบพิซาเป็นประเด็นสำคัญทั่วโลกไม่ใช่แค่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น และเราต้อวเห็นถึงความสำคัญ และการสอบพิซาก็เป็นเหมือนปรอทวัดอุณหภูมิด้านการศึกษา เพราะบางประเทศใช้ประเด็นเรื่องคะแนนพิซาในการโจมตีรัฐบาล อีกทั้งในด้านเศรษฐกิจการที่นักลงทุนจะมาลงทุนในประเทศต่างๆ ก็จะต้องดูเรื่องการศึกษาโดยใช้คะแนนการสอบพิซาเป็นพื้นฐาน ซึ่งการสอบพิซาไม่สามารถไปกวดวิชาได้ เพราะข้อสอบพิซาจะเป็นรูปแบบวัดความคิดวิเคราะห์และการอธิบายในสถานการณ์ต่างๆ ดังนั้นการสอบพิซาจะทำให้เด็กคุ้นเคยกับข้อสอบมากขึ้น ขณะเดียวกันการคะแนนการสอบพิซาของเด็กไทยก็ไม่ได้ต่ำสุด ซึ่งถือว่าเรายังไม่ได้แพ้ใครในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้หารือร่วมกับประธานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อแก้ไขปัญหาการติดขัดการสอบพิซาของไทย คือ ในปีนี้ข้อสอบพิซาจะเน้นการอ่าน &amp;nbsp;ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องการแปลข้อสอบจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย &amp;nbsp;เพราะนักภาษาศาสตร์แสดงความคิดเห็นว่า ผู้แปลข้อสอบไม่มีความเชี่ยวชาญและแปลเป็นภาษาที่ผู้เข้าสอบเข้าใจได้ยาก ดังนั้นตนจึงเสนอขอตรวจสอบการแปลภาษาก่อนจะมีการสอบเกิดขึ้น ซึ่งตนเข้าใจดีว่าข้อสอบเป็นความลับแต่หากไม่ให้ตรวจแปลภาษาก็จะไม่ยุติธรรมกับเด็กไทย และตนยืนยันหากไม่ให้ตรวจสอบตนก็จะไม่ให้เด็กไทยเข้ารับการทดสอบเช่นกัน &amp;nbsp;ขณะเดียวกันยังหารือประเด็นเด็กในโรงเรียนขยายโอกาส และโรงเรียนขนาดเล็ก ของประเทศไทยส่วนใหญ่มีครูคนเดียวสอนหลายวิชาและหลายชั้นเรียน จึงทำให้ที่ผ่านคะแนนเฉลี่ยการสอบพิซาโดยรวมของประเทศต่ำลง ซึงในหลายประเทศก็ได้ยกเว้นโรงเรียนกลุ่มเหล่านี้ออกไปแล้ว เช่น ประเทศเวียดนาม ไม่ได้นำคะแนนจากโรงเรียนเหล่านี้มารวมในคะแนนเฉลี่ยของประเทศ เป็นต้น โดยในส่วนของประเทศไทยยังคงทดสอบพิซาโรงเรียนกลุ่มนี้ เพื่อทดสอบคุณภาพการจัดการศึกษาของไทยและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ แต่จะไม่ขอนำคะแนนพิซามารวมกับค่าฉลี่ยขงประเทศ ซึ่งโออีซีดีได้รับทราบในหลักการข้อเสนอดังกล่าวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมไม่อยากให้เหมือนที่ผ่านมาหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบการสอบพิซาเพียงหน่วยงานเดียว จึงตั้งศูนย์พิซาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขึ้น เพื่อทำงานยกระดับคะแนนสอบพิซาให้สูงขึ้น และที่สำคัญคือการมีศูนย์นี้ของสพฐ.จะช่วยทำความเข้าใจกับสถานศึกษาได้ง่ายขึ้นถึงกระบวนการสอบต่างๆ &amp;nbsp;เพราะที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนจากสถานศึกษาว่า ต้องนำเด็กที่อายุ 15 ปีบริบูรณ์หรือชั้น ม.2 มาสอบ แต่ในต่างประเทศได้นำอายุ 15 ปีแต่ยังไม่ถึง 16ปี หรือเด็กที่กำลังศึกษาในชั้น ม.4 มาร่วมทดสอบ จึงทำให้คะแนนพิซาเหลื่อมล้ำ &amp;nbsp;ดังนั้นศูนย์นี้จะต้องไปดูและทำความเข้าใจใหม่ว่าการนำเด็กเข้าทดสอบจะต้องยึดช่วงอายุไม่ใช่ยึดชั้นเรียน ทั้งนี้ผมตั้งเป้าให้ศูนย์ดังกล่าวดูแลภาพรวมการสอบพิซาให้มีคะแนนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย&amp;rdquo; รมว.ศธ. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11803</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงศึกษาธิการ, น.พ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, พิซาปี2561, สอบพิซา, เตรียมความพร้อมสู้ศึกพิซา, โออีซีดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0fe46517317.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
