<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พานทองแท้รอดคุก อานิสงส์ยกประโยชน์จำเลยศาลชี้10ล้านแค่เศษเงิน‘โอ๊ค’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;พานทองแท้&amp;rdquo; รอดคุก! ได้อานิสงส์องค์คณะ 2 เสียง ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย &amp;nbsp;เชื่อโอ๊คไม่รู้ที่มาของเงิน ที่สำคัญมูลค่าก็แสนจิ๊บจ้อยเมื่อเทียบฐานะ &amp;ldquo;ตระกูลชินวัตร&amp;rdquo; แห่ขอบคุณกำลังใจ วิษณุเผยมีสิทธิ์อุทธรณ์ได้ อัยการยังกั๊กรออ่านคำพิพากษาข้อมูลพร้อมรีวิวให้ดีเอสไอก่อน ชี้ยังมีเวลา 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร &amp;nbsp;อายุ 41 ปี บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9 &amp;nbsp;และ 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 จากคดีการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร กรุงไทย จำกัด &amp;nbsp;(มหาชน) ให้ธุรกิจเครือกฤษดามหานคร &amp;nbsp;
โดยเมื่อเวลา 09.38 น. นายพานทองแท้เดินทางมาพร้อมกับคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร หรือดามาพงศ์ มารดา และ น.ส.พินทองทา, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร น้องสาวทั้งสองและน้องเขย รวมทั้งนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน รวมทั้งบุคคลใกล้ชิดครอบครัวและเพื่อนสนิทกว่า 20 คน รวมถึงนักการเมือง อาทิ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย และนายก่อแก้ว พิกุลทอง มาให้กำลังใจคับคั่ง
ก่อนเข้าฟังคำพิพากษา นายพานทองแท้ตอบข้อถามด้วยสีหน้ายิ้มเล็กน้อยว่าตื่นเต้นหรือไม่ในการฟังคำพิพากษา ว่ารู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ส่วนคุณหญิงพจมานได้ยิ้มทักทาย ทั้งนี้บริเวณศาลได้มีการประสานกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.น.1 ประมาณ 50 นายเพื่อดูแลความเรียบร้อยด้วย
โดยคดีนี้อัยการยื่นฟ้องนายพานทองแท้เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2561 สรุปพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2547 หลังจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารเครือกฤษดามหานครกับพวก ร่วมกันกระทำผิดกับอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทยในการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ ทำให้ธนาคารเสียหายจำนวน &amp;nbsp;10,400,000,000 บาท แล้วนายวิชัยกับพวกร่วมกันฟอกเงินที่ได้จากการกระทำผิด โดยนายวิชัยได้นำบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ที่มีนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรชายนายวิชัย, &amp;nbsp;นายสุบิน แสงสุวรรณเมฆา กรรมการบริษัท แกรนด์แซทเทิลไลท์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ที่มีนายเชื้อ ช่อสลิด เป็นกรรมการ มาใช้ในการรับโอนเงิน แล้วนำเงินนั้นไปซื้อขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สิน โดยนายวิชัยได้โอนเงินจากการขายหุ้นนั้นให้นายพานทองแท้ 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพื่อนกับนายรัชฎา และบุคคลในครอบครัวทั้งสองมีความรู้จักเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน โดยนายวิชัยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 17 พ.ค.2547 จากบัญชีกระแสรายวัน &amp;nbsp;ธนาคารไทยธนาคาร สาขาบางพลัด ระบุชื่อนายพานทองแท้&amp;nbsp;
ต่อมาวันที่ 18 พ.ค.2547 นายพานทองแท้ได้นำเช็คนั้นเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางพลัด และวันที่ 24 พ.ค.2547 นายพานทองแท้ได้ถอนเงิน 10 ล้านบาทเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ของจำเลยอีกอัน จากนั้นระหว่างวันที่ 24 พ.ค. - 26 พ.ย.2547 &amp;nbsp;นายพานทองแท้ได้ถอนเงินออกจากบัญชีผ่านตู้เอทีเอ็มครั้งละ 5,000-20,000 บาท รวม 11 ครั้ง และช่วงในวันที่ 14 มิ.ย.2547 มีเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ของจำเลย 80,000 บาท &amp;nbsp;วันที่ 30 พ.ย.2547 จำเลยได้ถอนเงิน 8,800,000 บาทจากบัญชีดังกล่าว เข้าฝากบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ ซึ่งมียอดเงินรวมในบัญชี 14,720,352.07 บาท ต่อมาวันที่ 2 ธ.ค.2547 จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 14,700,000 บาทจากบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ และในชั้นพิจารณา นายพานทองแท้ให้การปฏิเสธสู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง เงินดังกล่าวเป็นส่วนที่จะร่วมลงทุนธุรกิจนำเข้ารถซูเปอร์คาร์กับนายรัชฎา ขณะที่นายพานทองแท้ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี 1 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
มูลค่าเงินจิ๊บจ้อย
ต่อมาเวลาประมาณ 10.40 น. ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยองค์คณะศาลอาญาคดีทุจริตพิเคราะห์พยานโจทก์และจำเลยนำสืบหักล้างในชั้นไต่สวนพยานแล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดฐานรับโอนเงินที่ได้จากการกระทำผิดมูลฐานหรือไม่นั้น ตามกฎหมายต้องได้ความชัดเจนว่า ผู้ที่รับโอนเงินมานั้นต้องรับทราบว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินส่วนหนึ่งหรือได้มาจากการกระทำความผิดนั้น ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงก็ปรากฏตามทางนำสืบในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของจำเลยกับครอบครัวของนายวิชัย เพียงว่านายพานทองแท้เป็นบุตรของนายทักษิณ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกฯ ขณะที่นายวิชัยได้ทำการกู้สินเชื่อกับธนาคารและได้รับอนุมัติ โดยจำเลยมีความสนิทสนมกับนายรัชฎาเพียงเท่านั้น ซึ่งในการโอนเงิน 10 ล้านบาทเข้าบัญชีจำเลยอาจเกิดจากการอนุมัติสินเชื่อธนาคารกรุงไทย &amp;nbsp;10,400,000,000 บาท ขณะที่บิดาของจำเลยดำรงตำแหน่งนายกฯ &amp;nbsp;
ในการดำเนินคดีกับนายวิชัย เจ้าหน้าที่ก็ระบุว่า นายวิชัยจะผิดหรือไม่ก็ต้องรอผลคำพิพากษา ซึ่งกรณีของนายวิชัยที่ถูกกล่าวหาร่วมทุจริตการกู้สินเชื่อธนาคารกรุงไทยนั้น ศาลฎีกาฯ ได้มีคำพิพากษาในภายหลัง (ปี 2558) จากที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลย ที่ขณะนั้นอายุ 26 ปี ซึ่งเวลานั้นจำเลยเพิ่งจบการศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำเลยจึงย่อมไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเงินดังกล่าวได้มาจากการกระทำผิด โดยจำเลยเองเวลานั้นก็มีทรัพย์เป็นหุ้นในบริษัทจำนวน 4,000 ล้านบาทอยู่ก่อนแล้ว หากเทียบสัดส่วนเงิน 10 ล้านบาทที่โอนเข้าบัญชีกับมูลค่าหุ้นที่มีอยู่ ก็คิดเป็น 0.0025% และเมื่อเทียบกับจำนวนยอดเงินกู้สินเชื่อที่นายวิชัยได้ไปนั้นก็เพียง 0.001% เท่านั้น ซึ่งมีจำนวนน้อย และที่โจทก์เห็นว่า แม้พยานจะไม่ชัดเจนว่าจำเลยรับรู้ว่าเงินนั้นได้มาจากการกระทำผิดหรือไม่ ก็ต้องฟังประกอบกับพยานแวดล้อม พร้อมอ้างแนวคำพิพากษาฎีกาการฟอกเงินคดียาเสพติดนั้นระหว่างสามี-ภรรยาที่สามีกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และตัดสินว่าภรรยาที่อยู่กินร่วมกันฉันสามี ภรรยาย่อมรับรู้ว่าเงินนั้นมาจากการกระทำผิดด้วยนั้น โดยเป็นแนวทางที่นักวิชาการอิสระเองก็เห็นด้วย &amp;nbsp;ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวถือว่ามีความแตกต่างกับคดีนี้เป็นอย่างมาก จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้&amp;nbsp;
นอกจากนี้ตามทางนำสืบยังพบว่า ในการทำธุรกรรมทางการเงินของจำเลยผ่านบัญชีต่างๆ ก็ยังเป็นการโอนและถอนลักษณะปกติ มีเงินหมุนเวียนในบัญชีประมาณ 7 เดือน ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้ ไม่มีข้อที่ปกปิดในลักษณะเปิดเผยไม่ได้ หรือเป็นลักษณะซุกซ่อนปกปิดแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งหากเห็นการทำธุรกรรมมีข้อสงสัยว่าเป็นการกระทำผิดหรือไม่ ธนาคารก็สามารถตรวจสอบธุรกรรมได้ พฤติการณ์ของจำเลยยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยรู้หรือควรรู้ว่านายวิชัยได้เงินจากการทุจริต &amp;nbsp;เมื่อจำเลยไม่รู้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฟอกเงิน พิพากษายกฟ้อง
ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว องค์คณะได้ชี้แจงให้คู่ความรับทราบด้วยว่า คดีนี้องค์คณะผู้พิพากษามี 2 คนมีความเห็นต่างกันในการตัดสิน จึงได้นำความเห็นที่มีผลร้ายน้อยที่สุดกับจำเลยมาเป็นคำตัดสิน ขณะที่ความเห็นขององค์คณะอีกคนหนึ่งนั้นเห็นแย้งว่า จำเลยมีความผิดเห็นควรให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ซึ่งก็จะมีการบันทึกไว้เป็นความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษาด้วย หากคู่ความยื่นอุทธรณ์ ความเห็นแย้งนี้ในสำนวนก็จะขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ทราบเช่นกัน
สำหรับความเห็นแย้งนั้นระบุว่า คดีนี้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยมีความเห็นแย้งกันเป็น 2 ฝ่าย หาเสียงข้างมากไม่ได้ จึงให้ผู้พิพากษาที่มีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ซึ่งเห็นว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 5(1)(2), 60 ลงโทษจำคุก 4 ปี ยอมเห็นด้วยกับผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า คือยกฟ้อง
หลังศาลยกฟ้อง นายพานทองแท้กล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ว่า &amp;quot;ขอบคุณทุกกำลังใจ วันนี้ได้รับกำลังใจเยอะ&amp;quot; ขณะที่คุณหญิงพจมานได้ตอบคำถามสื่อด้วยรอยยิ้มว่า &amp;quot;ขอบคุณค่ะ ก็สบายใจขึ้น&amp;quot; ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอม-น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และอุ๊งอิ๊ง-น.ส.แพทองธาร ชินวัตร น้องสาวของนายพานทองแท้ ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านอินสตาแกรมขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้พี่ชายในครั้งนี้
ครอบครัวชินวัตรขอบคุณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน น.ส.พินทองทาหรือเอมได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านอินสตาแกรมว่า &amp;quot;ขอขอบพระคุณทุกๆ กำลังใจที่ส่งมาให้พวกเรานะคะ พวกเราทุกคนรับรู้และซาบซึ้งมากจริงๆ ค่ะ และขอขอบคุณครอบครัวของเราที่อบอุ่นและคอยดูแลประคองความรู้สึกกันตลอด ไม่ว่าคุณแม่ที่อยู่ใกล้หรือรวมถึงคุณพ่อที่อยู่ไกลแต่กำลังใจส่งมาไม่ห่าง ในวันนี้ถือเป็นหนึ่งในข่าวดีที่สุดของครอบครัวเราเลยค่ะ ขอบคุณทุกคนนะคะ รวมถึงสื่อมวลชนทุกท่านด้วยนะคะ&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่อุ๊งอิ๊ง น.ส.แพทองธารระบุข้อความว่า &amp;quot;ขอบพระคุณทุกคนสำหรับกำลังใจที่ให้พี่ชายของเราในวันนี้และที่ผ่านๆ มานะคะ มันมีความหมายมากจริงๆ สำหรับเรา ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองให้วันนี้มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับครอบครัวของเราค่ะ #familymeanseverything&amp;quot;
ขณะที่แหล่งข่าวอัยการเปิดเผยถึงขั้นตอนการพิจารณาอุทธรณ์คดีว่า หลังจากนี้ก็ต้องคัดคำพิพากษาและเอกสารหลักฐานในสำนวน รวมทั้งความเห็นแย้งส่งให้คณะทำงานพิจารณา คดีนี้เราได้พิจารณาในรูปแบบคณะทำงานของอัยการ โดยต้องพิจารณาว่าเหตุผลในคำพิพากษาว่ารับฟังได้เพียงใด ผลยังไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยยังมีความเห็นแย้งในองค์คณะเป็น 2 ฝ่ายด้วย ขณะที่เหตุที่ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 184, 185 หากกรณีที่มีผลคำพิพากษาเป็น 2 ฝ่าย ไม่มีเสียงข้างมาก ก็ให้นำผลคำพิพากษาที่มีผลร้ายน้อยที่สุดต่อจำเลยมาเป็นคำตัดสิน ดังนั้นเราก็ต้องนำรายละเอียดของความเห็นแย้งมาดูเหตุผลว่าอย่างไรที่จะตัดสินว่าควรจะลงโทษ คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชน ดังนั้นก็ต้องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาอย่างรอบคอบด้วย จะยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่ต้องอธิบายและตอบคำถามบุคคลที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนได้&amp;nbsp;
&amp;ldquo;สุดท้ายแล้วหากอัยการสำนักงานคดีศาลสูงมีคำสั่งให้อุทธรณ์ หลังจากที่คณะทำงานสำนักงานสำนวนคดีชั้นต้นทำความเห็นเบื้องต้นเสนอไปแล้ว กระบวนการก็ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ได้เลย แต่หากมีคำสั่งไม่อุทธรณ์ กรณีก็ยังไม่ถือว่าเป็นที่ยุติ ซึ่งขั้นตอนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 145 &amp;nbsp;และ พ.ร.บ.ว่าด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 34 ต้องแจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนทำคดีนี้ทราบ ในลักษณะเป็นการรีวิว หากดีเอสไอเห็นแย้งก็ต้องส่งให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะอุทธรณ์หรือไม่&amp;rdquo;&amp;nbsp;
อัยการกล่าวด้วยว่า คดีนี้เท่าที่ฟังถือว่าเส้นทางการเงินเข้าออกบัญชีชัด แต่ที่ยกฟ้องคือเจตนาของจำเลยว่าไม่รู้ถึงแหล่งที่มาของเงิน โดยกรณีของนายวิชัยนั้นถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาลงโทษหลังจากที่มีการรับโอนเงินกับจำเลย ซึ่งศาลเห็นว่าขณะรับโอนเงิน จำเลยไม่รู้ จำเลยจึงขาดเจตนา และเมื่อเทียบข้อเท็จจริงกับทรัพย์สินที่จำเลยนำเสนอว่ามีอยู่แล้ว 4,000 ล้านบาท จำนวนเงินโอนมีน้อยกว่า จึงน่าเชื่อว่าจำเลยไม่ได้รับรู้ว่าเงินนั้นมาจากการกระทำผิด
สำหรับขั้นตอนในการยื่นอุทธรณ์คดีนั้นต้องยื่นภายใน 1 เดือน นับจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา&amp;nbsp;
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายพานทองแท้ที่เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลอาญาฯ ทำให้จากนี้ไม่ต้องไปจับตาแล้วใช่หรือไม่ว่า ไม่ต้องจับตาหรอก เขามาก็มา ซึ่งฝ่ายความมั่นคงก็ไม่หนักใจอะไร
ส่วนนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวหลังศาลยกฟ้องนายพานทองแท้ว่า ถ้าเป็นศาลชั้นต้นตัดสิน อัยการสามารถอุทธรณ์ได้ ส่วนที่ถามว่าการตัดสินถือว่าสามารถสร้างความปรองดองสมานฉันท์ได้หรือไม่นั้น-ไม่ทราบ คุณไปพูดแบบนั้นไม่ได้ เป็นเรื่องของศาลตัดสิน ใครจะไปปรองดองกับศาล&amp;nbsp;
เมื่อถามว่า สังคมคาดการณ์ตอนแรกว่านายพานทองแท้น่าจะโดนคดี นายวิษณุกล่าวว่า เล่นไปคาดการณ์กันเอง คาดถูกคาดผิดไปตามเรื่อง โดยไม่เคยฟังพยาน ไม่เคยดูคำฟ้อง ไม่เคยดูคำให้การ &amp;nbsp;ศาลตัดสินว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น ถ้าไม่เห็นด้วย ไม่พอใจก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากันต่อไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51097</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีกู้แบงก์กรุงไทย, พานทองแท้ ขินวัตร, มีสิทธิ์อุทธรณ์, ยกประโยชน์จำเลย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชื่อโอ๊คไม่รู้ที่มาของเงิน, แค่เศษเงิน, ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191125/image_big_5ddbe086b8ace.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36657</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอ๊คลุ้น25พ.ย.นัดพิพากษา ฟอกเงินธนาคารกรุงไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลนัดพิพากษา &amp;quot;พานทองแท้&amp;quot; คดีฟอกเงินกรุงไทย 25 พ.ย. หลังสืบพยาน 3 นัดเดือน ก.ย. &amp;quot;โอ๊ค&amp;quot; ยิ้มสู้ยังมั่นใจพยานหลักฐาน แกนนำเพื่อไทยแห่ให้กำลังใจเพียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง &amp;nbsp;ถ.นครไชยศรี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. ศาลตรวจพยานหลักฐานคดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร อายุ 39 ปี บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 10 ต.ค.2561 จากกรณีนายพานทองแท้รับโอนเงินเป็นเช็คจำนวน 10 ล้านบาทเข้าบัญชี ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเงินนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำจากการทุจริตปล่อยกู้สินเชื่อระหว่างธนาคารกรุงไทยฯ กับเอกชนกลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 80 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายวิชัย และอดีตคณะผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ตกเป็นจำเลยในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้จำคุกนายวิชัยและนายรัชฎาคนละ 12 ปี ร่วมกับพวก โดยในส่วนของนายวิชัย, นายรัชฎา และกลุ่มอดีตกรรมการบริษัทเอกชนในเครือกฤษดาฯ รวม 6 คนนั้น ก็ถูกอัยการยื่นฟ้องความผิดฟอกเงินการทุจริตปล่อยกู้ดังกล่าวต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเช่นกันด้วย โดยชั้นศาล นายพานทองแท้ จำเลย ก็ให้การปฏิเสธสู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง เงินดังกล่าวเป็นที่ได้ร่วมลงทุนกับนายรัชฎา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ (23 พ.ค.) นายพานทองแท้ที่ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี 1 ล้านบาท เดินทางมาพร้อมกับน้องสาวทั้งสองคือ นางพินทองทา หรือเอม คุณากรวงศ์ และ น.ส.แพทองธาร หรืออุ๊งอิ๊ง ชินวัตร ขณะที่แกนนำพรรคเพื่อไทย ทั้ง พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติศิริ ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัวนายทักษิณ, นายชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ปรึกษากฎหมายพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย อาทิ นายวัฒนา เมืองสุข, นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รวมถึง น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ และกลุ่มเพื่อนนายพานทองแท้จำนวนหนึ่ง ก็เดินทางมาร่วมให้กำลังใจด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การตรวจพยานหลักฐานคดี เป็นการตรวจหลักฐานต่อเนื่องจากที่ศาลให้อัยการโจทก์และทนายความจำเลย ยื่นระบุบัญชีพยานแต่ละฝ่าย พร้อมเสนอประเด็นนำสืบโต้แย้งเสนอต่อศาล ตั้งแต่เมื่อช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย.2562 โดยฝ่ายอัยการโจทก์เสนอบัญชีพยานบุคคล 21 ปาก ซึ่งในจำนวนนั้น 12 คน พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนไว้แล้ว และพยานเอกสาร 27 ลำดับ ส่วนจำเลยยื่นบัญชีพยานบุคคล 15 ปาก และพยานเอกสาร 47 ลำดับ ซึ่งจำเลยก็รับข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2547 ได้รับโอนเงินเป็นเช็คจากนายวิชัย 10 ล้านบาท ผ่านเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพฯ แต่เป็นเงินที่ร่วมการลงทุนกับนายรัชฎา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อศาลพิจารณาคำฟ้องและประเด็นโต้แย้งทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว เห็นควรกำหนดประเด็นวินิจฉัย 2 ข้อ 1.คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้สอบสวนสำนวนของจำเลยแล้ว ต่อมาพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้สอบสวนรวบรวมหลักฐานในเรื่องเดิม ถูกแทรกแซงหรือชี้นำการสอบสวน เป็นการดำเนินการโดยมิชอบหรือไม่ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ 2.กรณีที่จำเลยรับโอนเงินจากนายวิชัยและนายรัชฎานั้น เป็นการทำธุรกรรมทางการเงินโดยมิชอบ ที่เป็นการกระทำผิดฐานฟอกเงินจากการทุจริตหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพยานที่จะดำเนินการไต่สวนนั้น ศาลพิเคราะห์ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่จะวินิจฉัยในคดีแล้ว เห็นควรกำหนดลักษณะพยานเป็นกลุ่มๆ คือ กลุ่มตรวจสอบการกระทำผิด, กลุ่มลงทุนธุรกิจ, กลุ่มตรวจสอบเส้นทางการเงิน และกลุ่มพนักงานสอบสวน ซึ่งพยานของจำเลยในกลุ่มลงทุนธุรกิจและกลุ่มพนักงานสอบสวนบางปากเป็นพยานร่วมกับของฝ่ายอัยการโจทก์ด้วย ดังนั้นศาลจึงเห็นควรไต่สวนพยานโจทก์-จำเลย และตัวจำเลยเอง รวมทั้งสิ้น 5 ปาก โดยจะเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน, นักธุรกิจ, กลุ่มพนักงานสอบสวนดีเอสไอ และตัวจำเลย ซึ่งพยานจากฝ่ายโจทก์ 3 ปาก และฝ่ายจำเลย 2 ปาก ส่วนพยานลำดับอื่นๆ มีบันทึกถ้อยคำในสำนวนของโจทก์ที่รู้เห็นประเด็นตามที่ศาลกำหนดให้ไต่สวนพยานนั้นอยู่ แต่หากไต่สวนพยานเสร็จสิ้นแล้วเห็นว่ายังไม่ครบถ้วน ศาลก็จะเรียกพยานมาไต่สวนเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเนื่องจากคดีนี้มีการตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมทางการเงินที่มีรายละเอียดอยู่มาก จึงให้คู่ความทำเป็นแผนภูมิแสดงเส้นทางการรับ-โอนเงินของจำเลย เพื่อนำสืบประกอบการไต่สวนพยานบุคคลด้วย โดยศาลก็จะออกหมายเรียกพยานเพื่อมาไต่สวน ในวันนัดที่ 24, 25, 26 ก.ย.นี้ ซึ่งก่อนจะเริ่มไต่สวนพยานศาลจะนัดตรวจความพร้อมการนำพยานเข้าสืบก่อนในวันที่ 15 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ขณะที่ศาลกำชับให้คู่ความเตรียมพยานให้พร้อม และให้ตัวจำเลยเดินทางมาศาลทุกนัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ทนายความจำเลยได้แถลงต่อศาลว่า ติดใจที่จะนำสืบประเด็นของนายวิชัยและนายรัชฎา ที่เคยให้ชั้นดีเอสไอเกี่ยวกับการลงทุนและโอนเงินธุรกิจในสำนวนคดีอื่นมาประกอบ เพื่อแสดงให้เห็นเจตนาของการทำธุรกิจระหว่างจำเลยและนายรัชฎาด้วย ซึ่งศาลให้ทนายความทำเป็นคำร้องชัดเจนยื่นเข้ามาเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ศาลได้ชี้แจงกับจำเลยและทนายความจำเลยย้ำด้วยว่า กระบวนพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง เป็นระบบไต่สวนที่ศาลจะทำการซักถามพยานด้วยตนเองจากพยานทั้งสองฝ่ายเสนอ ซึ่งศาลจะพิจารณาว่าพยานปากใดมีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยบ้าง โดยเมื่อศาลซักถามพยานตามประเด็นข้อพิพาทแล้ว คู่ความสามารถส่งประเด็นคำถามให้ศาลซักถามพยานเพิ่มเติมได้ หากเห็นว่ายังไม่ครบถ้วน และหากคู่ความเห็นว่ามีพยานปากใดที่ต้องการเสนอให้ศาลไต่สวนเพิ่มเติม ก็สามารถยื่นเป็นคำร้องเข้ามาให้วินิจฉัยได้ ส่วนจะมีความจำเป็นต้องไต่สวนพยานจากที่เดิมกำหนดไว้ หรือเพิ่มวันนัดอีกหรือไม่นั้น ศาลจะพิจารณาอีกครั้ง โดยในชั้นนี้ศาลเห็นควรกำหนดวันไต่สวนพยานไว้ 3 นัด 24-26 ก.ย.นี้ พร้อมกำหนดวันพิพากษาคดีล่วงหน้าไว้ก่อนในวันที่ 25 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเสร็จสิ้นการตรวจพยานหลักฐาน นายพานทองแท้กล่าวว่า มั่นใจและพร้อมนำพยานหลักฐานเข้าสู่การพิจารณา ซึ่งทุกอย่างอยู่ในกระบวนการอยู่แล้ว โดยศาลนัดมาเมื่อใดตนก็พร้อมมาทุกนัด ส่วนเรื่องที่ศาลกำหนดนัดฟังคำพิพากษาไว้ล่วงหน้าในวันที่ 25 พ.ย.นี้ ตนก็ไม่หวั่นใจ ทั้งนี้ นายพานทองแท้ยังปฏิเสธไม่ขอพูดประเด็นการเมืองใดๆ ก่อนเดินทางกลับขึ้นรถตู้ไปพร้อมน้องสาวทั้ง 2 คน โดยมีสีหน้ายิ้มแย้มทักทายกับผู้สื่อข่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36657</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย, นายพานทองแท้ ชินวัตร, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, หนังสือพิมพ์, ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190523/image_big_5ce6b127a9278.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
