<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>37007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2019 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2019 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ย้ำการถ่ายภาพใบขับขี่ ไม่สามารถใช้แทนใบขับขี่จริงได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค.62- พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษา (รอง ผบช.ศ.) ในฐานะคณะทำงานแก้ปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการแก้ไขพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับที่ 12 พ.ศ.2562 ในประเด็นการแสดงใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยกฎหมายฉบับนี้ จะมีผลบังคับใช้ภายใน 120 วัน หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือวันที่ 19 กันยายน 2562 ซึ่งจะมีผลเรื่อง ยกเลิกการเรียกเก็บใบขับขี่จากตำรวจ แต่ผู้ขับขี่ยังจำเป็นต้องแสดงใบขับขี่ 3 รูปแบบ เพื่อแสดงข้อมูลในการออกใบสั่ง ได้แก่ ใบขับขี่ปกติ การแสดงข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ ของกรมการขนส่งทางบก และสำเนาภาพถ่ายที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ซึ่งในส่วนของสำเนาภาพถ่าย ตำรวจจะมีการกำหนดรูปแบบร่วมกับกรมการขนส่งทางบกอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใบขับขี่ที่ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพ ไม่สามารถใช้ได้แน่นอน เพราะกฎหมายฉบับเก่ายังมีผลบังคับใช้ ดังนั้นผู้ขับขี่ยังต้องพกพาใบขับขี่ฉบับจริง และตำรวจยังมีอำนาจเรียกเก็บใบขับขี่อยู่ หากพบมีการกระทำความผิดกฎหมายจราจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.เอกรักษ์ กล่าวต่อว่า เชื่อด้วยว่า หลังการบังคับใช้กฎหมายจราจรฉบับใหม่ &amp;nbsp;ประชาชนจะมีภาระน้อยลง แต่ขณะเดียวกัน ต้องขอความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กรมการขนส่งทางบก จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันผ่านแอพพลิเคชั่นของกรมการขนส่งทางบก เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37007</URL_LINK>
                <HASHTAG>จราจร, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ, รองผบช.ศ., ใบขับขี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190528/image_big_5cecbd14e025b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16345</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2018 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2018 16:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ทุบโต๊ะ!ไม่เห็นด้วยกฎหมายเพิ่มโทษหนักไม่พกใบขับขี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค.61 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข้อเสนอของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้เพิ่มโทษสำหรับผู้ที่ไม่พกใบขับขี่ว่า เรื่องนี้เป็นความคิดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลต้องมาศึกษารายละเอียดดูว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ต้องไปหาประเด็นอื่นๆมาด้วย อย่ามองกันแค่ว่าเป็นการเพิ่มความรับผิดชอบให้กับคนที่จะต้องพกใบขับขี่หรือไม่ก็ต้องต่อทะเบียนรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วัตถุประสงค์มีหลายอย่างด้วยกัน แต่ไม่ใช่หลายอย่างที่ในโซเชียลฯเอามาโพสต์กัน อย่าสร้างความเข้าใจผิดๆ แบบนี้ให้ประชาชน เพราะไม่เช่นนั้นในวันข้างหน้าการแก้ปัญหาจะไปไม่ได้ ทุกอย่างต้องอาศัยกฎหมาย ความเหมาะสม ควรจะเป็นอย่างไร สำหรับผมยังไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ ก็ต้องหารือกันต่อไป ต้องมองกันในหลายๆ มุม อย่าไปขัดแย้งอะไรกัน ดังนั้นขอให้เข้าใจว่าวันนี้ผมยังไม่อนุมัติอะไรทั้งสิ้น&amp;rdquo;นายกฯกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16345</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่, พล.อ.ประยุทธ์ค้าน, เพิ่มโทษหนักลืมพกใบขับขี่, ใบขับขี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180828/image_big_5b8518c6851a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16163</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2018 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2018 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนเกินครึ่งไม่คาดหวังว่า รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาการจราจรในกทม.ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนเกินครึ่งไม่คาดหวังว่า รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาการจราจรในกทม.ได้ &amp;nbsp;53% เชื่อเพิ่มบทลงโทษไม่มีใบขับขี่ จะไม่ช่วยในการแก้ปัญหา ชี้วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจเคร่งครัด ทำตามกฎหมาย /ผู้ใช้รถใช้ถนนมีจิตสำนึก&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ตามที่นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เสนอแผนแก้ไขปัญหาจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ขณะที่รัฐบาลเองก็ได้มีการเตรียมเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.แก้ไขกฏหมายจราจรเพื่อเพิ่มโทษผู้กระทำผิด เช่น ไม่มีใบขับขี่ หรือมีใบขับขี่แล้วไม่พก ที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน &amp;ldquo;สวนดุสิตโพล&amp;rdquo; มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,132 คน ระหว่างวันที่ 22-25 สิงหาคม 2561 สรุปผลได้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ประชาชนคิดอย่างไร? กรณีที่ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางแก้ปัญหาจราจร ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่กำลังวิกฤตอยู่ในขณะนี้
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แก้ให้ตรงจุด มีแผนระยะสั้นและระยะยาว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;45.83%
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มงวด ประชาชนต้องเคารพกฎจราจร&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;32.00%
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อยากเห็นการจราจรในกรุงเทพฯ ดีขึ้น ทันสมัย เดินทางสะดวก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;29.33%
อันดับ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหารถติดอยู่ในขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะหน้าฝน เดินทางลำบาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;28.50%
อันดับ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่งผลต่อภาพลักษณ์ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;19.00%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กรณีที่ รัฐบาลเตรียมเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.แก้ไขกฏหมายจราจรเพื่อเพิ่มโทษผู้กระทำผิด เช่น &amp;nbsp;ไม่มีใบขับขี่ หรือมีใบขับขี่แล้วไม่พก ประชาชนคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาจราจรได้หรือไม่
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แก้ไม่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;53.71% เพราะ &amp;nbsp;เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ปัญหาการจราจรเป็นปัญหาที่มีมานาน แก้ไขได้ยาก เกิดจากความประมาทขาดวินัย ฝ่าฝืนกฎจราจร ระบบขนส่งสาธารณะไม่ดี ทำให้คนนิยมใช้รถส่วนตัว รถมีปริมาณมากกว่าถนน ฯลฯ
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แก้ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;23.41% เพราะ &amp;nbsp;ทำให้ผู้ขับขี่เกรงกลัวกฎหมาย มีบทลงโทษที่รุนแรงมากขึ้น ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง &amp;nbsp;อาจช่วยลดปัญหาการจราจร และอุบัติเหตุได้ ฯลฯ&amp;nbsp;
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;22.88% เพราะ &amp;nbsp;คงต้องรอดูก่อนว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ &amp;nbsp;เป็นเพียงข้อเสนอยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาวิกฤตจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้สำเร็จหรือไม่
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่คาดหวังว่าจะสำเร็จ &amp;nbsp; 55.03% เพราะ &amp;nbsp;เป็นปัญหาใหญ่ มีมานาน แก้ไขไม่ได้ ขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคล คนไทยไม่เคารพกฎหมาย ระบบขนส่งสาธารณะไม่รองรับการเดินทางของประชาชน ถนนหนทางไม่เป็นระบบ รถมีปริมาณมาก ฯลฯ&amp;nbsp;
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;22.97%เพราะ &amp;nbsp;ไม่รู้รายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร อาจต้องใช้เวลานาน ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ใช้รถใช้ถนน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตำรวจจราจร ฯลฯ&amp;nbsp;
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาดหวังว่าจะสำเร็จ &amp;nbsp;22.00% เพราะ &amp;nbsp;เป็นรัฐบาลที่เด็ดขาด สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 ได้ มีความตั้งใจในการแก้ปัญหา หากทำสำเร็จจะเป็นผลงานที่โดดเด่นของรัฐบาล ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ประชาชนคิดว่าวิธีการแก้ไขปัญหาจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ให้เป็นรูปธรรมควรทำอย่างไร
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตำรวจเคร่งครัด ทำตามกฎหมาย /ผู้ใช้รถใช้ถนนมีจิตสำนึก มีวินัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;51.17%
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ค่าโดยสารไม่แพง เพื่อให้บริการแก่ประชาชน 36.68%
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีมาตรการควบคุมจำนวนรถยนต์ จำกัดจำนวนรถยนต์ที่ครอบครอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;34.07%
อันดับ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรับผังเมือง กระจายความเจริญไปสู่จังหวัดอื่น ๆ สร้างงาน สร้างรายได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;28.85%
อันดับ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรับปรุงถนน มีป้ายจราจรที่ชัดเจน ไม่จอดรถ ขายของในที่ต้องห้าม &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;21.41%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ประชาชนคิดว่าการแก้ไขปัญหาจราจรของรัฐบาลมีความเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้งตามที่มีกระแสข่าวพาดพิงหรือไม่&amp;nbsp;
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;40.64% เพราะ &amp;nbsp; เป็นเพียงกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ &amp;nbsp;ข่าวต่าง ๆ ในช่วงนี้ มักถูกนำมาโยงกับการเมือง ฯลฯ &amp;nbsp;
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp; 31.45% เพราะ &amp;nbsp; เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหา &amp;nbsp;เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากขึ้น &amp;nbsp;ปัญหาจราจร &amp;nbsp;ในกรุงเทพฯ ควรได้รับการแก้ไขมานานแล้ว &amp;nbsp;เป็นปัญหาที่ติดอันดับโลก ฯลฯ&amp;nbsp;
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;27.91% เพราะ &amp;nbsp; เป็นนโยบายของรัฐบาล เร่งทำผลงาน อยากมีผลงานให้เห็น &amp;nbsp;ใกล้กับช่วงเวลาที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง ในปีหน้า ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16163</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชาชนไม่เชื่อ, ผลสำรวจความคิดเห็น, สวนดุสิตโพล, เพิ่มโทษไม่มีใบขับขี่, แก้ปัญหาจราจร, ใบขับขี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180826/image_big_5b820ee1df4ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2018 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2018 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วัชระ&#039; เหน็บแก้กฎหมายให้ตำรวจติดเตารีด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค.61 - นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ไขกฏหมายให้มีการเพิ่มโทษปรับกรณีไม่พกใบอนุญาตขับขี่ เป็น 5 หมื่นบาท ว่า ขอคัดค้านในการเสนอแก้ไขของกรมการขนส่งทางบก และขอเรียกร้องพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระงับการพิจารณา และชะลอการบังคับใช้ เพราะการเพิ่มโทษปรับดังกล่าวจะเป็นการเอื้อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนทุจริต และถือเป็นการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถือเตารีดใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ที่ผ่านมาสังคมไทยรู้กันดีว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีต่อผู้กระทำผิดกฏหมายจราจรเป็นอย่างไร และมักจะตั้งศาลเตี้ยตามริมถนนและสี่แยกไฟแดง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16130</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวัชระ เพชรทอง, รีดไถ, เตารีด, เพิ่มโทษไม่มีใบขับขี่, ใบขับขี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180825/image_big_5b80eb1f46f5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 13:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯชี้แจงเหตุผลแก้กฏหมายผู้ขับขี่ไม่พกใบอนุญาตขับรถ ให้โทษแรงขึ้น ลดอุบัติเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯแจงสาเหตุการขอแก้ไขกฎหมาย ผู้ขับขี่ไม่พกใบอนุญาตขับรถ มุ่งลดสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจากการไม่มีใบอนุญาตขับรถ จากข้อมูลศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย พบว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ มีโอกาสการเสียชีวิต 34% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ถึงสองเท่า

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า เด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 15-19 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มีการเสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนนสูงสุดเฉลี่ยปีละ 1,688 คน ทั้งนี้จากการศึกษาจากต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา พบว่ากรณีความผิดเกี่ยวกับการขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตขับรถในประเทศญี่ปุ่น มีโทษปรับไม่เกิน300,000 เยน (88,000 บาท) หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี และถูกตัดแต้ม 12 คะแนน ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา มีโทษปรับไม่เกิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ (800,000บาท) หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี และถูกบันทึกประวัติตลอดชีวิตด้วย

นายกมลกล่าวว่า เพื่อให้ผู้ขับขี่ตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของ กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งรวมเข้าเป็นฉบับเดียวกัน โดยปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายให้เป็นเครื่องมือในการควบคุมกำกับพฤติกรรมของผู้ขับขี่ให้มากขึ้น รวมถึงปรับบทลงโทษกรณีผู้ขับขี่กระทำผิด โดยความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ เสนอให้ปรับโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิมที่ปัจจุบันตาม&amp;nbsp; พรบ.รถยนต์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท และพรบ.ขนส่ง จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท,

ทั้งนี้ส่วนความผิดเกี่ยวกับการขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต ปรับโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิมตามพรบ.รถยนต์มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท พรบ.ขนส่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท และพรบ.จราจร มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เกิน 40,000 บาท ,ส่วนความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาต ปรับโทษสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท จากเดิมตาม พรบ.รถยนต์ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท และพรบ.ขนส่ง ปรับไม่เกิน 5,000 บาท&amp;nbsp;


นายกมล กล่าวว่าซึ่งร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฉบับใหม่อยู่ระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ทั้งนี้จากการเสนอแก้ไขปรับเพิ่มโทษกรณีความผิดดังกล่าว&amp;nbsp; จะทำให้การพิจารณาโทษตามฐานความผิดอยู่ในดุลพินิจของชั้นศาล ซึ่งจะทำให้ ผู้ขับขี่ตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจรมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16070</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมขนส่งทางบก, ลดอุบัติเหตุ, เพิ่มโทษ, ใบขับขี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b7f9ea403c55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2018 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2018 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ออกโรงค้านเพิ่มโทษลืมพกพาใบขับขี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.61 - นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา กล่าวถึงกรณีทีมีการเสนอแก้กฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 เข้าด้วยกันให้เป็นกฎหมายฉบับเดียว อีกทั้งมีการเพิ่มอัตราโทษค่าปรับให้สูงขึ้น เกี่ยวกับการขับขี่รถที่ไม่พกพาใบอนุญาตขับขี่ และใบอนุญาตขับขี่หมดอายุ ว่า&amp;nbsp;ในความเห็นส่วนตัวของตนซึ่งจะเป็นความเห็นทางวิชาการไม่เกี่ยวกับคดีความ มองว่าเรื่องนี้ต้องแบ่งปัญหาออกเป็น 2 อย่าง คือ 1.มีใบขับขี่หรือไม่ก่อน อาจจะมีใบขับขี่แต่ไม่ได้พกหรือ 2.คือกรณีที่ไม่มีใบขับขี่หรือก็คือไม่ได้ผ่านการทดสอบทางทฤษฎีหรือภาคปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีแรกคือได้รับอนุญาตให้มีใบขับขี่แต่ลืมพกพา อันนี้ตนมองว่าไม่ใช่คดีที่ร้ายแรง เพราะว่าเขาได้รับอนุญาตแล้ว เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้พก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความไม่สะดวกของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ว่าจะไม่สามารถไปยึดใบขับขี่ได้ ในกรณีที่มีการกระทำผิดกฎจราจร ความผิดตรงนี้ถือว่าไม่ได้มีความร้ายแรงเพราะเขามีความสามารถที่จะขับรถผ่านการอบรม มีใบขับขี่เป็นเครื่องการันตี ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเขาจะไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ถนนร่วมทาง อันนี้จึงไม่ควรจะไปเพิ่มโทษ หรือถ้าเพิ่มก็ควรเป็นโทษปรับ แต่ต้องไม่ควรมากจนเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประการที่สองนั้นน่าสนใจ คือกรณีบุคคลผู้ไม่มีใบขับขี่ซึ่งต้องสันนิษฐานไว้ว่า เป็นผู้ไม่มีความชำนาญและไม่ได้รับการอบรมทดสอบในการขับขี่จากกรมขนส่งทางบก ทำให้การควบคุมรถซึ่งคือเครื่องจักร ในต่างประเทศจะถือเป็นโทษที่ร้ายแรง เพราะบุคคลคนนั้นที่ไม่มีความชำนาญในการขับรถ เขาพร้อมที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อผู้ใช้รถร่วมทางหรือก่อให้เกิดทำให้ผู้ที่เดินถนนเป็นอันตราย ที่ผ่านมามีคดีเยอะมากที่เกิดจากผู้ที่ไม่มีใบขับขี่ ในต่างประเทศจะถือความผิดลักษณะนี้ร้ายแรง รองลงมาจากความผิดฐานเจตนาฆ่ากันเลยทีเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หรือเมาแล้วขับที่เมืองไทยยังให้มีการจับแล้วสั่งคุมประพฤติ แต่ต่างประเทศถือว่าเป็นโทษที่ร้ายแรงก็สั่งจำคุกเลย ทั้ไม่มีใบขับขี่หรือเมาแล้วขับในสหรัฐอเมริกาเขาถือว่าเป็นอาชญากรรม ตรงนี้ผมเห็นด้วยในเรื่องเพิ่มโทษ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีอัมพร กล่าวอีกว่า แต่ตนก็ขอตั้งข้อสังเกตว่า การที่มีการตั้งโทษจำคุกหรือปรับไว้สูงมากจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องปรามต่ออุบัติเหตุจากการจราจรหรือไม่&amp;nbsp;เพราะถ้าหากโทษสูงมากอาจจะมีกระบวนการหนีไม่ให้มีการดำเนินการทางกฎหมาย ตรงนี้อาจจะเกิดกระบวนการตัดตอนโดยการให้ทรัพย์สิน หรือเรียกทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการของกฎหมายขึ้นมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคนมองโทษสูงเกินไปมันจะไม่เหมาะสม เพราะว่าคนที่พอจะแก้ไขได้ในทางวิชาการก็จะมีความเห็นว่าศาลนำคนเข้าคุกมากเกินไป และศาลไม่ควรจะนำคนเข้าคุกเลยควรให้โอกาสเขาให้รอการลงโทษและกำหนดโทษ ฝ่ายที่ที่ออกกฎหมายก็มองอีกมุม ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผล แต่ตนมองว่าถ้าจะเอากลางๆ การกำหนดโทษสูงเกินไปบางทีก็ไม่ได้เป็นการป้องปรามอาชญากรรมแต่จะเป็นการชนแล้วหนีสูงขึ้น เรื่องนี้เป็นเหมือนดาบสองคม ถ้าเราฟันไปก็จะเกิดเอฟเฟคกลับมา การกำหนดโทษปรับสูงและจำคุกมากจะต้องดูบริบทของสังคมไทย จริงอยู่ผู้ที่ร่างกฎหมายก็คือรัฐบาลและสภาบางทีก็มองในด้านเดียว จริงๆ เราต้องดูผลกระทบด้วย จะหนักไปทางใดทางหนึ่งไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การลงโทษอย่างค่าปรับยังไงก็เป็นภาระประชาชนอยู่แล้ว ทฤษฎีบอกไว้ว่าถ้าโทษต่ำเกินไปเขาก็ไม่กลัว เราก็ต้องดูตามค่าของเงินตรงนี้ก็สามารถปรับให้สูงขึ้นได้ แต่ถ้าสูงจนเกินไปก็ไม่เหมาะสม ต้องให้ความยืดหยุ่นในการใช้ดุลพินิจในการลงโทษ อย่างคดียาเสพติดสมัยก่อนมียาบ้า นำเข้ามาในราชอาณาจักรเม็ดเดียวก็ลงโทษได้ 2 อย่าง คือจำคุกตลอดชีวิตกับประหารชีวิต ซึ่งคนออกกฎหมายมุ่งแค่จะลงโทษไม่ให้มีคนกระทำผิดแต่ความจริงก็พบว่ายังมีคนทำมาเรื่อยๆ ผลสุดท้ายจึงได้แก้กฎหมายให้ลงโทษได้น้อยลง เราต้องดูกรณีศึกษาว่าเกิดผลกระทบอะไร ก็ถือว่าเป็นปัญหาโลกแตกที่ทำอย่างหนึ่งกระทบอีกอย่างหนึ่ง จึงต้องคิดว่าทำแค่ไหนอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบตามมามีทฤษฎีทางอาชญวิทยาที่ระหว่างประเทศที่เขายอมรับกันเขาระบุว่า การเพิ่มโทษที่สูงเกินไปไม่ได้ทำให้การกระทำผิดในเรื่องนั้นลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เรื่องนี้ถกเถียงกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แต่ยังใช้ได้อยู่&amp;rdquo; ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16018</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีก, ศรีอัมพร ศาลิคุปต์, ใบขับขี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180823/image_big_5b7e798a08056.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15951</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯเตรียมบังคับใช้ใบอนุญาตขับขี่รถบิ๊กไบค์ ภายในปี 62 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯรับลูก ครม. เตรียมบังคับใช้ใบอนุญาตขับขี่รถบิ๊กไบค์ ภายในปี 62 หวังควบคุมความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนน แจงผู้ขับบิ๊กไบค์ต้องเข้าอบรมทฤษฎี-ปฏิบัติเพิ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22ส.ค.61-นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่าตามที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบปรับปรุงแก้ไขร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุ และการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2548 และผู้ที่ประสงค์จะขับรถจักรยานยนต์ที่มีกำลังสูง หรือบิ๊กไบค์ ต้องมีการผ่านการฝึกอบรม และทดสอบการขับรถด้วย พร้อมแยกใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วไป และรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์นั้น ในขณะนี้เรื่องดังกล่าว อยู่ระหว่างการเตรียมประกาศกฎกระทรวงฯ ก่อนที่จะออกบทบัญญัติของกรมการขนส่งทางบก และมีผลบังคับใช้ภายในปี 2562 ทั้งนี้ สามารถเข้าไปดำเนินการได้ที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ โดยยืนยันว่าจะไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการปรับปรุงแก้ไขร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว ถือเป็นการควบคุมตัวรถในแต่ละขนาดกำลังของเครื่องยนต์ (ซีซี) รวมถึงเป็นการกำหนดวุฒิภาวะในการรับผิดชอบของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ในการป้องกันอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์บนท้องถนน ทั้งนี้ ในส่วนของเกณฑ์ผู้ที่จะขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์นั้น รถจะต้องมีขนาดกำลังเครื่องยนต์เกิน 400 ซีซีขึ้นไป โดยจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมถึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกฎหมายจราจร และมีทักษะในการขับรถบิ๊กไบค์ด้วย อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกได้รับความร่วมมือจากสมาคมบิ๊กไบค์ ในการกำหนดหลักเกณฑ์และใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจะออกกฎกระทรวงแยกใบขับขี่รถจักรยานยนต์และใบขับขี่รถบิ๊กไบค์ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเป็นการแบ่งโดยใช้เกณฑ์ขนาดซีซีของรถ ซึ่งผู้ที่มีใบขับขี่รถจักรยานยนต์เดิม แล้วมีรถบิ๊กไบค์ ต้องเข้ามาฝึกอบรมทั้งทฤษฎีและปฏิบัติเพิ่มเติม ก่อนที่จะได้รับใบขับขี่ใหม่และถือใบเดียวเท่านั้น ไม่ต้องมี 2 ใบ&amp;quot; นายสนิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดี ขบ. กล่าวว่า หลังจาก ครม. เห็นชอบในหลักการแล้วจะนำเสนอร่างดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อพิจารณาร่างฯ คาดว่าจะใช้เวลา 3-4 เดือน โดยสาระสำคัญนั้น จะมีการจำแนก จยย. ที่มีกำลังสูงมีเครื่องยนต์ 400 ซีซีขึ้นไป หรือกำลังตั้งแต่ 35 กิโลวัตต์ขึ้นไป หรือบิ๊กไบค์ นั้นผู้ที่ขอรับต้องผ่านการอบรม. และทดสอบจาก ขบ. ซึ่งเป็นเงื่อนไขกำหนดเพิ่มเติมขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกมล กล่าวต่อว่า สำหรับสาเหตุที่แยกทำใบขับขี่กับรถ จยย. ทั่วไป เพราะเป็นข้อเรียกร้องจากสังคม เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากในต่างประเทศการขอรับใบขับขี่บิ๊กไบค์จะแยกประเภทกับใบขับขี่รถ จยย. ทั่วไปเช่นกัน สำหรับข้อมูลจดทะเบียนบิ๊กไบค์ ณ วันที่ 31 ก.ค.61 มีจำนวน 166,868 คันทั่วประเทศ ซึ่งตัวกฎหมายใหม่จะแยกใบขับขี่บิ๊กไบค์กับ ใบขับขี่รถ จยย. ทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะขณะนี้ กฎหมายปัจจุบันใบขับขี่บิ๊กไบค์ยังอยู่กับใบขับขี่รถ จยย. ทั่วไป ยังไม่แยกให้เห็นชัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การอบรมนี้จะต่างจากการขอรับใบขับขี่ จยย. ทั่วไป ขบ. จัดเตรียมหลักสูตรที่จะรองรับไว้แล้ว ซึ่งผู้ขอรับต้องมีทักษะพอสมควร เพราะรถนี้มีสมรรถนะค่อนข้างสูง กำลังแรง และน้ำหนักค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นการใช้รถต้องอาศัยความชำนาญ เพราะไม่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย&amp;quot; นายกมล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกมล กล่าวอีกว่า การอบรมหลักสูตรจะต่างด้วย เช่น เพิ่ม ชม. การอบรมมากขึ้น ปรับปรุงข้อสอบข้อเขียนเพิ่มจำนวนมากขึ้น เกี่ยวกับกฎหมายจราจร กฎหมายรถยนต์ กฎหมายขนส่ง การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ และเครื่องหมายจราจร มีสัดส่วนในการนำมาสอบข้อเขียน ซึ่งปัจจุบันผู้มาขอรับใบขับขี่ต้องมีสอบข้อเขียน 50 ข้อ และต้องสอบผ่านได้ 45 ข้อหรือ 90% ตอนนี้ข้อสอบปัจจุบันมีการใช้มา 2-3 ปีแล้ว &amp;nbsp;ส่วนอายุต้องมีเกณฑ์ 18 ปีขึ้นไป เพราะมีเรื่องขนาดรถใหญ่กว่ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งต่างจากขอรับใบขับขี่ รถ จยย. ที่อายุ 15 ปีสามารถมาทำใบขับขี่ได้ ที่มีเครื่องยนต์ 110 ซีซีขึ้นไป รวมทั้งการออกแบบใบขับขี่บิ๊กไบค์จะแตกต่างรถ จยย. ทั่วไป อยู่ระหว่างออกแบบให้แตกต่างจากปัจจุบันใบขับขี่จะเป็นแบบสมาร์ทการ์ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้ประสานงานกับค่ายจำหน่ายรถต่างๆ ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่จำหน่ายรถบิ๊กไบค์ด้วย เพราะการขับรถบิ๊กไบค์ต้องมีทักษะในการขับขี่ &amp;nbsp;เพิ่มเติมจากการขับขี่รถ จยย. ทั่วไป เพราะสภาพรถมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก และมีสมรรถนะสูง สำหรับผู้ที่จะขอรับใบขับขี่บิ๊กไบค์จะต้องเข้ามาอบรมหลักสูตรเพิ่มเติม จากนั้นสามารถรับใบขับขี่ได้ โดยไม่ต้องสอบภาคทฤษฎีและปฏิบัติเหมือนกระบวนการมาขอรับใบขับขี่ จยย. ใหม่ โดยใช้เอกสารประกอบการทำใบขับขี่ และจ่ายค่าธรรมเนียมในการออกบัตรเหมือนกับการขอรับใบขับขี่ จยย. ทั่วไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15951</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, ขนส่ง, ความปลอดภัย, บิ๊กไบค์, ใบขับขี่, ใบอนุญาตขับรถ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180408/image_big_5ac9b073306b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
