<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>37138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2019 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2019 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยเบี้ยวจ่ายใบสั่ง ดีเดย์ตัดแต้มไม่เกิน19 ธ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.62-พล.ต.ท. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรจแห่งชาติ เปิดเผยว่าสาเหตุที่สำคัญของปัญหาอุบัติเหตุในประเทศไทย คือผู้ขับขี่ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร จากตัวเลขสติถิผู้เสียชีวิตตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึงวันที่ 28 พ.ค.นี้ มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั้งหมด 6,954 ราย และผู้บาดเจ็บทั้งหมดราว 412,000 ราย หรือมีค่าเฉลี่ย 1,400 ราย/เดือนและ 80,000 ราย/เดือนตามลำดับ สอดคล้องกับสถิติผู้ทำผิดกฎหมายจราจรที่มีปริมาณมากขึ้นถึง 100% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงมีสถิติการกระทำผิดซ้ำมากถึง 20% ตลอดจนมีประชาชนที่ค้างใบสั่งไม่ยอมจ่ายค่าปรับตามระบบมากกว่า 85% ของการออกใบสั่งทั้งหมด


พล.ต.ท. ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่าตัวเลขสถิติการออกใบสั่งย้อนหลังราย 3 ปีในปี 2560 มีการออกใบสั่งทั้งหมด 5.2 ล้านใบ พบว่ามีผู้กระทำผิดกฎหมายซ้ำ 1.2 ล้านรายหรือคิดเป็น 20% ของทั้งหมด
ในปี 2561 มีการออกใบสั่งทั้งหมด 11 ล้านใบ คิดเป็นการขยายตัวมากกว่า 1 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้มาชำระเพียง 1.3 ล้านใบ และมีใบสั่งตกค้างในระบบราว 9.7 ล้านใบคิดเป็นมากกว่า 85% ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 พบว่า&amp;nbsp; มีการออกใบสั่งทั้งหมด 7 ล้านใบและมีใบสั่งที่ยังไม่ถูกชำระค้างอยู่ในระบบมากถึง 5.9 ล้านใบคิดเป็น 84% ของทั้งหมด ส่วนเงินค่าปรับจากใบสั่งที่อยู่ในระบบนั้นเฉลี่ย 500 บาทต่อใบหรือคิดเป็น 5,500 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ประชาชนสามารถตรวจสอบว่าตนเองค้างใบสั่งอยู่หรือไม่ได้ที่ www.ptm.police.co.th และแอพพลิเคชั่น policeserveyou ในอนาคต รวมถึงแอพพลิเคชั่น policeiloveyou

&amp;quot;ตำรวจขอวิงวอนให้ประชาชนเคารพกฎหมาย ชำระค่าปรับ ตลอดจนมีวินัยในการขับขี่เพราะเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อปกป้องทุกชีวิตบนท้องถนน&amp;quot;

พล.ต.ท. ดำรงศักดิ์ กล่าวอีกว่าส่วนเรื่องการตัดแต้มใบขับขี่ตามกฎหมายใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ภายใน 19 ธ.ค. 2562 นี้ ตามเงื่อนไขของกฎหมายใหม่ที่กำหนดขอบเขตไว้ ขณะนี้ยืนยันว่าผู้กระทำผิดกฎจราจรจะถูกตัดแต้มและบันทึกลงใบขับขี่ หลังจากนี้จะไปศึกษาโมเดลจากหลายประเทศ เพื่อกำหนดแต้มว่าจะมีเท่าไหร่ เช่น กำหนดแต้ม 12 แต้ม หากโดนตัดแต้มบางส่วนจะต้องโดนส่งไปอบรมวินัยจราจรกับกรมขนส่งทางบก(ขบ.) และหากโดนตัดแต้มทั้งหมดจะต้องถูกพักใช้หรือยึดไปขับขี่ รวมถึงเพิกถอนใบขับขี่หากมีการทำผิดซ้ำ

รายงานข่าวกระทรวงคมนาคมระบุว่าจากการที่ฝั่งตำรวจได้เคยศึกษามาพบว่าแนวทางที่เหมาะสมคือ 12 แต้ม หากประชาชนถูกตัดคะแนนหมดทั้ง12แต้มจะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่90 วัน และหากถูกพักใบอนุญาตขับขี่ติดต่อกัน3 ครั้งครั้งที่ 3จะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่1 ปี และเมื่อครบกำหนดแล้วกลับมาใช้ใบอนุญาตขับขี่แต่ถูกตัดคะแนนหมด12แต้มอีกครั้งจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เป็นระยะเวลา3 ปี หลังจากนั้นจึงจะยื่นขอทำอนุญาตใบขับที่กับกรมการขนส่งได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตามหากประชาชนกระทำความผิดแต่คะแนนยังไม่หมดภายใน 1ปีคะแนนจะกลับเข้าสู่ระบบใหม่แต่หากไม่ต้องการรอจนครบ1 ปีสามารถยื่นคำร้องเพื่อขอเจ้ารับการอบรมกับทางโรงเรียนสอนขับรถที่ได้รับอนุญาตจากกรมขนส่งฯและนำคะแนนมายื่นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นผู้แจ้งว่าถูกตัดคะแนน คะแนนก็จะกลับเข้าระบบตามเดิม

รายงานข่าวระบุว่าในปีที่ผ่านมาจากยอดรายได้จากใบสั่งของตำรวจทั้งหมด 5,500 ล้านบาท มีสัดส่วนการแบ่งค่าปรับรางวัลนำจับดังนี้ นำส่งท้องถิ่นและรัฐบาลหรือแผ่นดิน 55% คิดเป็น 3,025 ล้านบาท ขณะที่อีก 45% คิดเป็น 2,475 ล้านบาทนั้นตกเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แบ่งเป็น ตำรวจผู้จับ 1,485 ล้านบาท คิดเป็น 27% และทีมงานตำรวจผู้สนับสนุนอีก 990 ล้านบาท คิดเป็น 18% ของทั้งหมด ตำรวจราจรแต่ละคนจะได้รับเงินส่วนแบ่งค่าปรับได้คนละไม่เกิน10,000บาทต่อเดือน

อย่างไรก็ตามขณะนี้นโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องการให้ยกเลิกรางวัลนำจับดังกล่าวเพราะทำให้ตำรวจเสียภาพลักษณ์และถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างมาก โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะให้ตอบแทนอื่นๆทดแทนได้ อาทิ คิดเป็นค่าล่วงเวลา เป็นต้น

ด้านนางจันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกได้ให้ความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดตั้งคณะทำงานร่วมพร้อมประชุมหารือกันอย่างใกล้ชิด โดยพัฒนาระบบในการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์ เพื่อให้ทั้งสองหน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลและใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบกรกระทำความผิดต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และมีความพร้อมในการให้บริการประชาชน ซึ่งการพัฒนาระบบดังกล่าวร่วมกันเป็นมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก มีวัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เน้นให้เคารพกฎจราจร ให้มีวินัยขับขี่ ไม่ต้องการให้มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบกับประชาชนผู้ใช้รถทั่วไป สามารถดำเนินการชำระภาษีรถประจำปีได้ตามปกติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37138</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจจราจร, ใบสั่งจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190529/image_big_5cee410b22de2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34750</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2019 06:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2019 23:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำไมเป็นคนแบบนี้!&#039;ธนาธร&#039;ใช้ความผิดล้างผิด งัดใบสั่ง3ใบซิ่งรถ 130-140 เข้ากรุง ขู่เล่นงานกกต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เม.ย.62- นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit กรณีถูกจับผิดเรื่องการโอนหุ้นว่า &amp;nbsp;เราเลือกที่จะทำงานการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างสันติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเลือกที่จะร่วมสร้างพรรคอนาคตใหม่กับสมาชิก เพราะเราเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านกลับสู่ประชาธิปไตยที่สันติและค่อยเป็นค่อยไปมากที่สุดคือการทำผ่านกระบวนการรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สังคมที่เราอยากเห็นคือสังคมที่เป็นประชาธิปไตย ที่คนทุกคนเท่าเทียมกัน หลักนิติรัฐและความเป็นธรรมได้รับการเชิดชู ทรัพยากรของประเทศถูกนำไปใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ สังคมสวยงามที่เรียบง่ายแต่ขณะเดียวกันก็หนักแน่นไปด้วยหลักการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่จนถึงวันนี้ ผมมีคดีและข้อกล่าวหาทั้งสิ้นแล้ว 6 กรณี ผมไม่มีเจตนาร้ายกับสังคม แต่แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศที่เราฝันถึง ย่อมกระทบกับผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยที่พอใจกับสังคมที่ไม่มีวันพรุ่งนี้ คนกลุ่มนี้เองที่ไม่ต้องการให้เราเข้าสภา และพร้อมทำทุกอย่างที่แม้แต่จะนำประเทศไทยลงเหวเพื่อรักษาอำนาจตัวเองไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นที่ผมต้องไปชี้แจงพรุ่งนี้ไม่มีมูล ไม่มีใครมีหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์โต้แย้งหลักฐานที่เรานำเสนอได้ ผมไม่ได้ถือหุ้นสื่อในวันที่ผมสมัคร ส.ส. และ กกต. ไม่มีอำนาจในการตั้งข้อกล่าวหาและตรวจสอบผมในประเด็นนี้ ผมหวังว่า กกต. จะเป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง เป็นเสาหลักที่เข้มแข็งในการดำเนินการผลักดันสังคมให้กลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หาก กกต. ใช้อำนาจโดยมิชอบ สุ่มเสี่ยงที่จะมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 157 ผมขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการทางกฏหมายกับ กกต. ต่อไป
-----&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรุ่งนี้ผมต้องไปอธิบายกรณีที่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นสื่อต่อ กกต. โดยจะนำหลักฐานแสดงความบริสุทธิ์ของผมไปด้วย นอกเหนือจากหลักฐานที่ผมเสนอต่อสาธารณะไปแล้ว ยังมีเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมอื่นๆ อีกมาก เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปที่ 1 ใบสั่งตามรูปแสดงให้เห็นว่าผมอยู่ที่สุรินทร์ในวันที่ 7 มกราคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปที่ 2 ใบสั่งตามรูปแสดงให้เห็นว่าผมอยู่ที่ถนนทางหลวงที่ 24 กม. ที่ 107-109 อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ วันที่ 8 มกราคม เวลา 11.41 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปที่ 3 ใบสั่งตามรูปแสดงให้เห็นว่าผมอยู่ที่ถนนกาญจนาภิเษก กม. 5 (ขาเข้า) ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี วันที่ 8 มกราคม เวลา 14.45 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปที่ 4 และ 5 เนื่องจาก ม.จ. จุลเจิม ยุคล ได้เขียนข้อความทวงถามต้นขั้วเช็คผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรง ผมสันนิฐานว่าเขาเขียนถึงผม ถ้าเจ้าตัวไม่มีเจตนาเขียนถึงผม ผมขอโทษมา ณ ที่นี้ รูปนี้แสดงให้เห็นว่าต้นขั้วเช็คเรียงลำดับอย่างถูกต้อง และสอดคล้องกับหมายเลขเช็คที่แถลงไปก่อนหน้า ไม่มีการทำเช็คย้อนหลังอย่างที่หลายคนพยายามกล่าวหาแต่อย่างใด ท่านที่ยังสงสัยสามารถสอบถามไปยังธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ถึงการเรียงเบอร์ตามต้นขั้วดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปที่ 6 แสดงให้เห็นถึงเส้นทางการเดินทาง และการยืนยันหลักฐานที่อยู่และเวลาตามใบสั่งในรูปก่อนหน้า และตามใบเสร็จทางพิเศษที่ชี้แจงไปก่อนหน้า ทุกท่านจะเห็นได้ว่าเวลาและที่อยู่สอดคล้องกันทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34750</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาธร จึงรุ่งเริองกิจ, โอนหุ้น, ใบสั่งจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190429/image_big_5cc726542d21c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31892</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2019 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2019 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.เสนอเพิ่มโทษจราจร คนไม่กลัวกฎหมาย &#039;คดีเมาแล้วขับ&#039; ผู้โดยสารก็ผิดด้วย  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21&amp;nbsp;มี.ค.62 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร กรณีผู้กระทำผิดซ้ำ ตามโครงการพัฒนาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ในระยะที่ 4 ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้สนับสนุนให้กองบัญชาการศึกษา สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกระทำผิดกฎจราจรโดยใช้ระบบ&amp;nbsp;ptm&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;police ticket management&amp;nbsp;มาใช้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาโดยระบบนี้จะรวบรวมข้อมูลการกระทำความผิดต่างๆไว้และนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการลดอุบัติเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการวิเคราะห์ข้อมูลในเบื้องต้นพบว่า ในปี 2561 พบมีการกระทำผิดกฎจราจรและออกใบสั่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้าน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;แสนกว่าครั้ง คิดเป็น 39 เปอร์เซ็นต์ โดยยอดรวมของปี 2560 มีการออกใบสั่ง&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ล้าน 4&amp;nbsp;แสนกว่าครั้ง แต่ในปี 2561 มีการออกใบสั่ง&amp;nbsp;11ล้าน&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนกว่าครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการศึกษายังพบอีกว่า มีคนไทยที่มีใบสั่งซ้อนสูงสุด 144 ใบใน 1 ปี ซึ่งรถคันดังกล่าวเป็นรถขนส่งของภาคเอกชน ที่วิ่งขนส่งของทั่วประเทศแต่ถูกกล้องตรวจจับการกระทำความผิดอัตโนมัติ ในข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และรถบรรทุกไม่ขับชิดขอบทางด้านซ้าย และมีผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับโดนจับซ้ำรวมกว่า 1,507 ราย ภายในรอบ 4 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาการจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า จากผลวิจัยดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าปัญหาใบสั่งซ้ำซ้อนเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายเดิมไม่สามารถบังคับใช้ได้กับทุกคน และไม่ทำให้เกิดความหวาดกลัวในการลงโทษ จนกระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้เชื่อว่าหลังพระราชบัญญัติจราจรทางบกฉบับใหม่ บังคับใช้จะสามารถนำระบบตัดแต้มมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้ขับขี่เกิดความระมัดระวังในการขับรถไม่ให้ผิดกฎจราจร จนเกิดใบสั่งซ้ำซ้อนแบบที่ผ่านมา โดยในอดีตการใช้ระบบการตัดแต้มไม่สามารถใช้งานได้จริงเนื่องจากใบขับขี่เป็นแบบกระดาษและฐานข้อมูลของตำรวจและกรมการขนส่งทางบกไม่ได้เชื่อมโยงถึงกัน แต่กฎหมายใหม่บังคับให้ 2 หน่วยงานต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูล ทำให้ระบบการตัดแต้มมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาแนวทางการชำระใบสั่งที่ซ้ำซ้อนหลายใบในแบบเหมาจ่ายหรือลดราคา ในเรื่องดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถพิจารณาปรับลดเองได้ ต้องนำเรื่องเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาลพิจารณา ส่วนข้อมูลการศึกษาที่พบว่ามีคนเมาแล้วขับซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเกิดจากตัวผู้ขับขี่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเกิดจากกฎหมายมีบทลงโทษที่ไม่รุนแรง ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ไม่เกรงกลัวกฎหมายและฝ่าฝืน ซึ่งในที่ประชุมอยู่ระหว่างการพิจารณานำปัญหาดังกล่าวหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขบทลงโทษในข้อหาเมาแล้วขับให้หนักขึ้น เหมือนอย่างในประเทศญี่ปุ่นที่มีการลงโทษผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่นั่งมาด้วย ในข้อหาสนับสนุนให้กระทำความผิด ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31892</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาใบสั่งซ้ำซ้อน, พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ใบสั่งจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190321/image_big_5c932bb5a6812.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
