<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการขนส่งฯ-ตำรวจแจงยิบแก้กฎหมายลงโทษหนักไม่มีใบขับขี่!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.61 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ &amp;nbsp;นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผบก.ส.3 ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจร และพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันชี้แจงสาเหตุการขอแก้ไขกฎหมาย กรณีโทษความผิดเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ โดยนายกมล กล่าวว่า กฎหมายด้านการขนส่งทางบกฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้บังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 &amp;nbsp;ซึ่งการขอแก้ไขพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 และพ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปรับเนื้อหาให้มีความทันสมัยและให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้มีส่วนในการสร้างความตระหนักและรับผิดชอบต่อสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เนื่องจากข้อมูลศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย พบว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ มีโอกาสการเสียชีวิตร้อยละ 34 &amp;nbsp;ซึ่งสูงกว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ถึงสองเท่า และจากข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า เด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 15-19 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มีการเสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนนสูงสุดเฉลี่ยปีละ 1,688 คน ทั้งนี้จากการศึกษาจากต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา พบว่ากรณีความผิดเกี่ยวกับการขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตขับรถในประเทศญี่ปุ่น มีโทษปรับไม่เกิน300,000 เยน หรือประมาณ 88,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี และถูกตัดแต้ม 12 คะแนน ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา มีโทษปรับไม่เกิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 800,000บาท หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี และถูกบันทึกประวัติตลอดชีวิตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยังกล่าวต่อว่า เพื่อให้ผู้ขับขี่ตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของ กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 และพ.ร.บ.การขนส่งทางบกพ.ศ.2522 ซึ่งรวมเข้าเป็นฉบับเดียวกัน โดยปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายให้เป็นเครื่องมือในการควบคุมกำกับพฤติกรรมของผู้ขับขี่ให้มากขึ้น รวมถึงปรับบทลงโทษกรณีผู้ขับขี่กระทำผิด โดยความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ เสนอให้ปรับโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิมที่ปัจจุบันตาม พ.ร.บ.รถยนต์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท และพ.ร.บ.ขนส่ง จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท, ส่วนความผิดเกี่ยวกับการขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต ปรับโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิมตามพ.ร.บ.รถยนต์มีโทษปรับไม่เกิน 2,000บาท พ.ร.บ.ขนส่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท และพ.ร.บ.จราจร มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาต ปรับโทษสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท จากเดิมตาม พ.ร.บ.รถยนต์ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท และพ.ร.บ.ขนส่ง ปรับไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งร่างพ.ร.บ.การขนส่งทางบกฉบับใหม่อยู่ระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ทั้งนี้จากการเสนอแก้ไขปรับเพิ่มโทษกรณีความผิดดังกล่าว จะทำให้การพิจารณาโทษตามฐานความผิดอยู่ในดุลพินิจของชั้นศาล ซึ่งจะทำให้ ผู้ขับขี่ตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจรมากขึ้น &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามการเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น ส่วนสำคัญอยู่ที่ผู้ขับขี่ ซึ่งต้องตระหนักถึงความปลอดภัยและนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังอย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.เอกรักษ์ กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนยืนยันว่า พ.ร.บ.ที่จะออกมาใหม่ เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในภาพรวมบนถนนสาธารณะ จึงมีความจำเป็นที่ต้องรณรงค์และบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายคงต้องใช้กระบวนการพิจารณาทางนิติบัญญัติที่ยาวนานพอสมควร ดังนั้นจึงจะต้องเริ่มวางแผนและบริหารจัดการ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าสู่ระบบของการมีใบอนุญาตขับขี่ เมื่อพ้นกำหนดจะมีมาตราการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หลังจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะกำหนดมาตราการที่ชัดเจน คือ มีการดำเนินคดีทั้งทางอาญาและวินัย หากพบการทุจริตสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีนโยบายที่จะช่วยเหลือ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด สำนักงานตำรวจแห่งชาติสนับสนุนในเรื่องกระบวนการของใบขับขี่ควรจะส่งไปที่ศาล เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณา คดีมีอัตราโทษเกิน 1 เดือนให้ส่งฟ้องศาลปรับ ถ้าไม่เกิน 1 เดือนหรือโทษปรับให้จบที่เจ้าพนักงาน ส่วนใครที่ขับรถไม่มีใบขับให้ส่งศาลเป็นผู้พิจารณาปรับเช่นเดียวกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เราต้องการคือผู้ขับขี่ที่มีคุณภาพ มีความสามารถที่จะขับรถได้อย่างดีและปลอดภัย ดังนั้นต้องไปผ่านการตรวจสอบมาตราฐานเบื้องต้นของกรมขนส่ง โดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ทุกคนปลอดภัย ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าจะเป็นการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ในการรีดไถประชาชน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กำชับมาแล้วว่าห้ามเกิดขึ้นเด็ดขาด ถ้าใครนอกลู่นอกทางถูกดำเนินทั้งวินัยและอาญา ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกปฏิบัติงานห้ามเป็นตำรวจนินจาที่ใส่ผ้าคลุมใบหน้ามิดชิด อนุโลมให้ใส่เฉพาะหน้ากากกันฝุ่น เมื่อพูดคุยกับประชาชนต้องเปิดหน้าอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16081</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, เพิ่มโทษไม่มีใบขับขี่, แก้ปัญหาจราจร, ใบอนุญาตขับรถ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b7fc6540780a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15951</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯเตรียมบังคับใช้ใบอนุญาตขับขี่รถบิ๊กไบค์ ภายในปี 62 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯรับลูก ครม. เตรียมบังคับใช้ใบอนุญาตขับขี่รถบิ๊กไบค์ ภายในปี 62 หวังควบคุมความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนน แจงผู้ขับบิ๊กไบค์ต้องเข้าอบรมทฤษฎี-ปฏิบัติเพิ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22ส.ค.61-นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่าตามที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบปรับปรุงแก้ไขร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุ และการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2548 และผู้ที่ประสงค์จะขับรถจักรยานยนต์ที่มีกำลังสูง หรือบิ๊กไบค์ ต้องมีการผ่านการฝึกอบรม และทดสอบการขับรถด้วย พร้อมแยกใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วไป และรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์นั้น ในขณะนี้เรื่องดังกล่าว อยู่ระหว่างการเตรียมประกาศกฎกระทรวงฯ ก่อนที่จะออกบทบัญญัติของกรมการขนส่งทางบก และมีผลบังคับใช้ภายในปี 2562 ทั้งนี้ สามารถเข้าไปดำเนินการได้ที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ โดยยืนยันว่าจะไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการปรับปรุงแก้ไขร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว ถือเป็นการควบคุมตัวรถในแต่ละขนาดกำลังของเครื่องยนต์ (ซีซี) รวมถึงเป็นการกำหนดวุฒิภาวะในการรับผิดชอบของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ในการป้องกันอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์บนท้องถนน ทั้งนี้ ในส่วนของเกณฑ์ผู้ที่จะขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์นั้น รถจะต้องมีขนาดกำลังเครื่องยนต์เกิน 400 ซีซีขึ้นไป โดยจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมถึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกฎหมายจราจร และมีทักษะในการขับรถบิ๊กไบค์ด้วย อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกได้รับความร่วมมือจากสมาคมบิ๊กไบค์ ในการกำหนดหลักเกณฑ์และใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจะออกกฎกระทรวงแยกใบขับขี่รถจักรยานยนต์และใบขับขี่รถบิ๊กไบค์ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเป็นการแบ่งโดยใช้เกณฑ์ขนาดซีซีของรถ ซึ่งผู้ที่มีใบขับขี่รถจักรยานยนต์เดิม แล้วมีรถบิ๊กไบค์ ต้องเข้ามาฝึกอบรมทั้งทฤษฎีและปฏิบัติเพิ่มเติม ก่อนที่จะได้รับใบขับขี่ใหม่และถือใบเดียวเท่านั้น ไม่ต้องมี 2 ใบ&amp;quot; นายสนิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดี ขบ. กล่าวว่า หลังจาก ครม. เห็นชอบในหลักการแล้วจะนำเสนอร่างดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อพิจารณาร่างฯ คาดว่าจะใช้เวลา 3-4 เดือน โดยสาระสำคัญนั้น จะมีการจำแนก จยย. ที่มีกำลังสูงมีเครื่องยนต์ 400 ซีซีขึ้นไป หรือกำลังตั้งแต่ 35 กิโลวัตต์ขึ้นไป หรือบิ๊กไบค์ นั้นผู้ที่ขอรับต้องผ่านการอบรม. และทดสอบจาก ขบ. ซึ่งเป็นเงื่อนไขกำหนดเพิ่มเติมขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกมล กล่าวต่อว่า สำหรับสาเหตุที่แยกทำใบขับขี่กับรถ จยย. ทั่วไป เพราะเป็นข้อเรียกร้องจากสังคม เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากในต่างประเทศการขอรับใบขับขี่บิ๊กไบค์จะแยกประเภทกับใบขับขี่รถ จยย. ทั่วไปเช่นกัน สำหรับข้อมูลจดทะเบียนบิ๊กไบค์ ณ วันที่ 31 ก.ค.61 มีจำนวน 166,868 คันทั่วประเทศ ซึ่งตัวกฎหมายใหม่จะแยกใบขับขี่บิ๊กไบค์กับ ใบขับขี่รถ จยย. ทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะขณะนี้ กฎหมายปัจจุบันใบขับขี่บิ๊กไบค์ยังอยู่กับใบขับขี่รถ จยย. ทั่วไป ยังไม่แยกให้เห็นชัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การอบรมนี้จะต่างจากการขอรับใบขับขี่ จยย. ทั่วไป ขบ. จัดเตรียมหลักสูตรที่จะรองรับไว้แล้ว ซึ่งผู้ขอรับต้องมีทักษะพอสมควร เพราะรถนี้มีสมรรถนะค่อนข้างสูง กำลังแรง และน้ำหนักค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นการใช้รถต้องอาศัยความชำนาญ เพราะไม่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย&amp;quot; นายกมล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกมล กล่าวอีกว่า การอบรมหลักสูตรจะต่างด้วย เช่น เพิ่ม ชม. การอบรมมากขึ้น ปรับปรุงข้อสอบข้อเขียนเพิ่มจำนวนมากขึ้น เกี่ยวกับกฎหมายจราจร กฎหมายรถยนต์ กฎหมายขนส่ง การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ และเครื่องหมายจราจร มีสัดส่วนในการนำมาสอบข้อเขียน ซึ่งปัจจุบันผู้มาขอรับใบขับขี่ต้องมีสอบข้อเขียน 50 ข้อ และต้องสอบผ่านได้ 45 ข้อหรือ 90% ตอนนี้ข้อสอบปัจจุบันมีการใช้มา 2-3 ปีแล้ว &amp;nbsp;ส่วนอายุต้องมีเกณฑ์ 18 ปีขึ้นไป เพราะมีเรื่องขนาดรถใหญ่กว่ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งต่างจากขอรับใบขับขี่ รถ จยย. ที่อายุ 15 ปีสามารถมาทำใบขับขี่ได้ ที่มีเครื่องยนต์ 110 ซีซีขึ้นไป รวมทั้งการออกแบบใบขับขี่บิ๊กไบค์จะแตกต่างรถ จยย. ทั่วไป อยู่ระหว่างออกแบบให้แตกต่างจากปัจจุบันใบขับขี่จะเป็นแบบสมาร์ทการ์ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้ประสานงานกับค่ายจำหน่ายรถต่างๆ ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่จำหน่ายรถบิ๊กไบค์ด้วย เพราะการขับรถบิ๊กไบค์ต้องมีทักษะในการขับขี่ &amp;nbsp;เพิ่มเติมจากการขับขี่รถ จยย. ทั่วไป เพราะสภาพรถมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก และมีสมรรถนะสูง สำหรับผู้ที่จะขอรับใบขับขี่บิ๊กไบค์จะต้องเข้ามาอบรมหลักสูตรเพิ่มเติม จากนั้นสามารถรับใบขับขี่ได้ โดยไม่ต้องสอบภาคทฤษฎีและปฏิบัติเหมือนกระบวนการมาขอรับใบขับขี่ จยย. ใหม่ โดยใช้เอกสารประกอบการทำใบขับขี่ และจ่ายค่าธรรมเนียมในการออกบัตรเหมือนกับการขอรับใบขับขี่ จยย. ทั่วไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15951</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, ขนส่ง, ความปลอดภัย, บิ๊กไบค์, ใบขับขี่, ใบอนุญาตขับรถ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180408/image_big_5ac9b073306b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
