<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 06:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 06:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เสรี&#039;อบรมพวกผีเจาะปาก!อย่าประชดโชว์โง่เลย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เม.ย.64 - ดร.เสรี วงษ์มณฑา ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เขาให้ธุรกิจปิดเร็ว ก็ประชดว่าโควิดทำงานกลางคืนไม่ทำงานกลางวันหรือ โถ !!!! คิดมิติเดียวเนาะ เขาปิดกลางคืน ไม่ใช่เพราะพฤติกรรมของเชื้อโรค แต่เป็นพฤติกรรมของคน (บางคน) ที่ดึกดื่นค่ำคืนแล้วยังไม่เข้าบ้าน (คิดเอาเองนะ ว่านอกจากคนที่ทำงานแล้ว คนออกนอกบ้านดึกๆ มักจะทำอะไรที่เสี่ยงติดเชื้อ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาบอกอยู่ในรถ แม้กับคนในครอบครัว ต้องใส่หน้ากาก ถ้าอยู่ในบ้านไม่ต้อง ก็ประชดอีกว่าเชื้อโรคมันทำงานแต่ในรถ ไม่ทำงานที่บ้านหรือไร โถๆๆๆ มันไม่เกี่ยวกับเชื้อโรคค่ะ มันเกี่ยวกับพื้นที่ บ้านกว้างกว่ารถ อยู่ห่างกันได้ (ถ้าคิดเป็นนะคะ) แต่รถมันแคบ ห่างกันไม่ได้ บ้านโล่งกว่ารถ มองเห็นไหมค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าประชดโชว์โง่เลยนะคะ มองเป็นระบบ อย่ามองมิติเดียวนะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะประชดประชัน กระแทกแดกดันไปทำไมคะ มันมีประโยชน์อันใดคะ ทำไมไม่คิดที่จะเข้าใจว่าทำไม ศบค. จึงแนะนำให้ทางการประกาศมาตรการต่างๆออกมา น่าจะดีกว่านะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วทำตามคำแนะนำ ยอมรับมาตรการดีกว่าค่ะ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100859</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการป้องกันโควิด, เสรี วงษ์มณฑา, ใส่หน้ากาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_608750654a3fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2021 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2021 18:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> พิษณุโลกเข้มมีคำสั่งให้สวมหน้ากาก100% ฝ่าฝืนติดคุก2ปีปรับ2หมื่น พร้อมพบผู้ป่วยรายใหม่ 12 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 เมษายน 2564 &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ผู้ป่วยโควิดรายวัน ของจังหวัดพิษณุโลก พบว่า ยังคงน่าเป็นห่วง&amp;nbsp;ล่าสุดวันนี้พบผู้ป่วยเพิ่ม &amp;nbsp;12 ราย ทำให้ยอดสะสม ของจังหวัดพิษณุโลก อยู่ที่ &amp;nbsp;233 ราย รักษาหายออกจากโรงพยาบาล แล้ว &amp;nbsp;7 ราย ยังรักษาตัวอยู่ อีก 226 ราย ทำให้ในวันนี้ นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ออกคำสั่ง กำหนดมาตรการให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ต้องสวมใส่หน้าอนามัยหรือหน้ากากผ้า ตลอดเวลาเมื่อออกจากเคหสถาน หรือ จากที่พำนัก หากฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 51 พรบ.ควบคุมโรคติดต่อ มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และมีความผิดตามมาตรา 18 พรก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีโทษจำคุกไม่เกินสองปี ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100684</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิษณุโลก, สถานการณ์ผู้ป่วยโควิดรายวัน, ใส่หน้ากาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210425/image_big_60854cc3ca3e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักท่องเที่ยวสวมหน้ากากอนามัยสักการะ &#039;พระธาตุขามแก่น&#039; สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองขอนแก่นในวันเข้าพรรษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ค.63 - ที่วัดเจติยาภูมิ หรือวัด พระธาตุขามแก่น ต.บ้านขาม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต่างเดินทางมาไหว้พระขอพรและทำบุญถวายสังฆทาน เนื่องในวันเข้าพรรษาประจำปี 2563 เป็นจำนวนมาก เนื่องจากที่วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุขามแก่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองขอนแก่น ที่เป็นเคารพบูชาของประชาชนชาวขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างมากซึ่งทางวัดได้จัดให้มีการตั้งจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิ การให้บริการเจลล้างมือแอลกอฮอล์ รวมทั้งการเว้นระยะห่างในพื้นที่ทำบุญตามจุดต่างๆตามที่วัดกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.อนุศักดิ์ ศักดาวัชรานนท์ ผกก.สภ.น้ำพอง กล่าวว่า กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ประสานการทำงานร่วมกันกับฝ่ายปกครองและ อสม. ในการตั้งจุดบริการประชาชนที่ทยอยเดินทางมาไหว้พระทำบุญที่วัดแห่งนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะวันนี้ที่มีประชาชนมาทำบุญกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งองค์พระธาตุขามแก่นแห่งนี้นั้นลักษณะเป็นเจดีย์ยอดฉัตรทองคำสูง 19 เมตร มีลักษณะประกอบด้วยฐานบัวคว่ำสองชั้น ลักษณะโค้งขึ้นไปเป็นบัลลังค์ต่อด้วยเรือนธาตุและยอดธาตุ ซึ่งย่อมุมกลีบมะเฟือง จากนั้นจึงเป็นส่วนปลียอดและฉัตร ชาวขอนแก่นเคารพนับถืออย่างมากและชื่อขามแก่นยังเป็นที่มาของชื่อเมืองขอนแก่นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นักท่องเที่ยวนิยมเข้ามากราบสักการะพระธาตุ และในวันนี้ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาจึงมีพุทธศาสนิกชนชาวขอนแก่นและนักท่องเที่ยวเดินทางมาตั้งแต่ช่วงเช้าและตลอดทั้งวัน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ส่วนใหญ่เข้ามามำบุญ ไหว้พระ ปิดทองพระธาตุจำลองและถวายจัตตุปัจจัยไทยทาน เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับตนเองและครอบครัว โดยทุกคนต่างให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่มีการสวมใส่หน้ากากอนามัยและเข้ารับการตรวจคัดกรองจากทางเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด&amp;quot;&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70647</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดขอนแก่น, พระธาตุขามแก่น, วัดเจติยาภูมิ, วันเข้าพรรษา, ใส่หน้ากาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200706/image_big_5f02c7acc1f50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65951</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2020 19:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2020 19:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใส่หน้ากากออกกำลัง..เรื่องต้องระวัง &quot;ออกซิเจนลด -ปอด-หัวใจทำงานหนัก&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ในห้วงเวลาที่ยังคงมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปทั่วโลก สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลย คือ การออกกำลังกาย แม้ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าการออกกำลังกายสามารถช่วยป้องกันโรค COVID-19 ได้ แต่การหมั่นเคลื่อนไหวร่างกายก็จะช่วยให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรง พร้อมที่จะฝ่าฟันสถานการณ์นี้ไปได้ แต่หลายคนอาจกำลังสงสัยว่า การสวมหน้ากากขณะออกกำลังกายจะส่งผลเสียต่อร่างกายหรือไม่อย่างไร การรู้เท่าทันข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยคลายความกังวลใจ และช่วยปรับพฤติกรรมขณะออกกำลังกายได้อย่างถูกวิธี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นพ.ภคภณ อิสรไกรศีล ศัลยแพทย์ด้านผ่าตัดผ่านกล้องข้อเข่าและข้อไหล่ แพทย์เวชศาสตร์การกีฬา สถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกาย (BASEM) โรงพยาบาลกรุงเทพ หรือ FIFA MEDICAL CENTRE OF EXCELLENCE ศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการแพทย์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) กล่าวว่า การใส่หน้ากาก (Mask) ขณะออกกำลังกายอาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ เพราะทำให้อึดอัด หายใจลำบาก เหนื่อยง่ายขึ้น ออกซิเจนไม่เพียงพอ ปอดและหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล รวมถึงชนิดของหน้ากากที่สวมใส่ 1.นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ อาจมีความสามารถในการปรับตัวและทนต่อการหายใจลำบากได้ หากออกกำลังกายแบบไม่หนักสามารถสวมใส่หน้ากาก (Mask) ได้ แต่หากต้องออกกำลังกายที่หนักขึ้นอาจทำให้เหนื่อยง่ายขึ้นได้ เพราะต้องใช้แรงในการหายใจที่เพิ่มมากกว่าปกติ ทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายลดลง 2.ผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือผู้สูงอายุ การสวมใส่หน้ากาก (Mask)ขณะออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายและหัวใจต้องทำงานหนักมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ อาจยิ่งเสี่ยงอันตรายมากขึ้น และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ชนิดของหน้ากาก หากสวมใส่ขณะออกกำลังกาย 1.หน้ากาก N95 ปกติสวมใส่เพื่อป้องกันอนุภาคเล็กๆ ได้ดี แต่การใส่ N95 แม้ในขณะพูดคุยยังรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ หากสวมใส่ขณะออกกำลังกายก็จะยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัด ผู้ใส่หายใจลำบาก และเหนื่อยง่ายมากๆ อีกด้วย แม้จะเลือกใช้แบบมี Valve ที่ช่วยหายใจออกก็ตาม 2.หน้ากากอนามัย การใส่หน้ากากอนามัยในขณะออกกำลังกาย จะทำให้รู้สึกอึดอัดและเหนื่อยง่ายได้เช่นเดียวกัน และหน้ากากอนามัยเกิดความเปียกชื้นจากเหงื่อ จะทำให้ลดประสิทธิภาพในการป้องกันลง 3.หน้ากากผ้า การสวมใส่หน้ากากผ้าอาจทำให้หายใจได้สะดวกกว่าแบบอื่นๆ แต่ก็ไม่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 หรือป้องกันไวรัสได้หากได้รับละอองฝอยจากการไอ หรือจามใส่โดยตรง 4. ผ้าคลุมใบหน้าหรือผ้าบัฟ อาจเลือกใช้ผ้าคลุมบริเวณปากและจมูกแทนการสวมใส่หน้ากากได้ ช่วยให้หายใจได้สะดวกกว่า สามารถลดระยะทางการกระจายละอองฝอยได้บ้างหากผู้สวมใส่ไอ จาม แต่ประสิทธิภาพการป้องกันจะไม่เทียบเท่าหน้ากากอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ ในคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายนอกบ้าน เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อและช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 อาจปฏิบัติได้ดังนี้ 1) เลี่ยงสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน รักษาระยะห่างให้มากที่สุดอย่างน้อย 2 เมตร เนื่องจากหากมีคนไอ จาม ละอองอาจไปได้ไกลกว่าปกติจากความเร็วในการวิ่งและลมพัด 2) งดเว้นการจับกลุ่มพูดคุยหรือรวมกลุ่มออกกำลังกาย 3) หากมีอาการ ไข้ ไอ ไม่สบาย ควรพักการออกกำลังกายและงดการออกกำลังกายนอกบ้าน 4) หมั่นประเมินตนเอง และเลือกชนิดการออกกำลังกายที่เหมาะสม 5) หากออกกำลังกายในสถานที่ที่คนไม่พลุกพล่าน ไม่แนะนำให้ใส่หน้ากากขณะออกกำลังกาย 6) รักษาสุขลักษณะทุกเวลา หมั่นล้างมือ ไม่นำมือไปสัมผัสใบหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อป้องกันและลดการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 การออกกำลังกายที่บ้าน โดยไม่ต้องสวมใส่หน้ากาก (Mask) ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เหตุการณ์ COVID-19 ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและใช้วิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ที่สำคัญอย่าลืมประเมินตนเองอยู่เสมอเพื่อจะได้กลับมาออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากโรค เพราะการออกกำลังกายช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงในระยะยาว รพ.กรุงเทพ ขอฝ่าฟันห้วงเวลาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ ไปพร้อมกับทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65951</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ภคภณ อิสรไกรศีล, โควิด19, ใส่หน้ากาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200514/image_big_5ebd3fe6a8886.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64475</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2020 14:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2020 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาจารย์หมอ&#039;ชูวารสารวิชาการแพทย์ฮ่องกง ยันการใส่หน้ากากเสมอคือทางรอดเมื่อออกจากบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เม.ย.63- &amp;nbsp;รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุข้อความว่า Cheng V และคณะได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาที่ฮ่องกงในวารสารวิชาการแพทย์ Journal of Infection วันที่ 23 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการที่ฮ่องกงได้มีนโยบายรณรงค์ให้ประชาชนใส่หน้ากากเสมอเวลาออกจากบ้าน ทีมวิจัยได้ทำการติดตามดูตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2562 จนถึง 8 เมษายน 2563 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในฮ่องกง (96.6%) ร่วมมือในการใส่หน้ากากเป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้อัตราการติดเชื้อรายใหม่ของฮ่องกงน้อยกว่าประเทศอื่นๆ อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสเปน อิตาลี เยอรมัน ฝรั่งเศส สิงคโปร์ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และพบว่าในช่วงเวลา 100 วันที่ติดตามดูนั้น มีการติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นถึง 11 กลุ่มในพื้นที่ที่มีกิจกรรมสันทนาการโดยไม่ใส่หน้ากาก แต่มีการติดเชื้อเพียง 3 กลุ่มในพื้นที่ทำงานที่มีการใส่หน้ากากประจำ โดยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เป็นข้อมูลสำคัญที่ตอกย้ำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการใส่หน้ากากเสมอเวลาออกจากบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลดล็อคแล้วอย่าการ์ดตกนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐช่วยบล็อคต่างชาติไม่ให้เข้ามาในไทยแล้ว ดังนั้นเราทุกคนต้องช่วยกันปฏิบัติตัวอย่างเข้มแข็ง ป้องกันตนเองและครอบครัวไม่ให้ติดเชื้อด้วยการทำ New Normal = New &amp;quot;Me&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นกำลังใจให้ทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยต้องทำได้ครับ..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64475</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200426/image_big_5ea4ecd810557.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 16:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯเข้มไม่สวมหน้ากากอนามัยห้ามขึ้นรถโดยสารทุกประเภท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 มี.ค.63-นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยยังไม่คลี่คลายและมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น และนายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 โดยวันนี้ (26 มีนาคม 2563) ได้ลงนามในประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง มาตรการปฏิบัติเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถสาธารณะและผู้โดยสาร โดยสาระสำคัญของประกาศดังกล่าว กำหนดให้ผู้โดยสารทุกคนที่จะใช้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าก่อนขึ้นรถโดยสารและตลอดการเดินทาง &amp;nbsp;สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด ด้วยรถโดยสารสาธารณะ ต้องให้ความร่วมมือตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนใช้บริการ และกรอกข้อมูล ตามแบบ ต.8 คค หรือให้ข้อมูลในลักษณะเดียวกันผ่านแอปพลิเคชันของหน่วยงาน ซึ่งแบบ ต.8 คค จะมีส่วนสำคัญให้ผู้โดยสารต้องระบุข้อมูลที่พักที่สามารถติดต่อได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งควบคุมกำกับผู้ประกอบการขนส่งให้จัดเก็บข้อมูลผู้โดยสารทุกคนอย่างเคร่งครัด และต้องจัดส่งข้อมูลให้สำนักงานขนส่งจังหวัดหรือนายสถานีขนส่งผู้โดยสาร ทั้งยังมีมาตรการคัดกรองผู้โดยสาร ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารทั้งต้นทางและปลายทาง หากตรวจพบผู้โดยสารที่มีอุณหภูมิสูง เกินกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ห้ามเดินทางโดยเด็ดขาด &amp;nbsp;และประสานหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เข้าดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านผู้ประกอบการขนส่งซึ่งต้องดำเนินการตามประกาศดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ต้องเข้มงวดตรวจสอบห้ามมิให้ผู้โดยสารที่ไม่สวมหน้ากากอนามัยขึ้นรถโดยสารเด็ดขาด หรืออาจอำนวยความสะดวกในการจัดหาหน้ากากมาจำหน่ายราคาประหยัดให้ผู้โดยสารที่ไม่มีหน้ากากสามารถซื้อก่อนใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ &amp;nbsp;จัดที่นั่งคอยและที่นั่งบนรถโดยสาร เว้นระยะเวลาระหว่างคนอย่างน้อย 1 เมตร เพื่อป้องกันการติดต่อสัมผัส เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคภายในรถและอาคารสำนักงาน ช่องจำหน่ายตั๋ว เช่น ราวจับ ที่จับบริเวณประตูรถ ที่นั่ง ราวจับบันได/บันไดเลื่อน ปุ่มกดลิฟต์ และห้องน้ำ เป็นต้น ให้มีน้ำยาแอลกอฮอล์ เจล หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้โดยสารภายในรถ รวมถึงในพื้นที่ส่วนกลางและบริเวณที่มีการใช้งานร่วมกัน เช่น บริเวณทางเข้า-ออกสถานี ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสาร กำชับให้พนักงานขับรถ ผู้ประจำรถ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานีขนส่งผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาขณะปฏิบัติงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรณีที่ผู้โดยสารไม่ให้ความร่วมมือในการคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิก่อนใช้บริการ ไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ผู้ประกอบการขนส่งสามารถปฏิเสธการให้บริการได้ โดยให้ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จะคลี่คลายหรือมีการประกาศเปลี่ยนแปลง หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามอาจมีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61036</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขนส่ง, บขส., ใส่หน้ากาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c77e8ef2fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุคลากรแพทย์ไทย ติดเชื้อไวรัสโคโรนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุขเผย บุคลากรทางการแพทย์ของไทยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 19 หลังดูแลผู้ป่วยโดยไม่สวมใส่หน้ากากขณะปฏิบัติงาน สะท้อนว่าการป้องกันโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลอาจไม่เข้มแข็ง เตรียมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ประชุมแพทย์ และ รพ.ต่างๆ ในวันจันทร์ที่ &amp;nbsp;17 ก.พ.นี้ กำชับป้องกันเคร่งครัด ผงะ! ซูเปอร์โพลเผยประชาชนส่วนใหญ่กลัวปัญหาปากท้องมากกว่าโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 19 ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่า สาระสำคัญคือผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 19 ได้กลับบ้านอีก 1 ราย เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนอายุ 56 ปี ทำให้ยอดกลับบ้านมีจำนวน 14 ราย แต่ล่าสุดได้พบผู้ป่วยที่ยืนยันการติดเชื้อรายใหม่ เป็นหญิงไทยอายุ &amp;nbsp;35 ปี เป็นบุคลากรทางการแพทย์ มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ปวยที่รักษาตัวโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส และผู้ป่วยรายใหม่นี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ที่เข้าข่ายติดตามเฝ้าระวัง ซึ่งเกิดอาการมีไข้ เลยนำตัวไว้ห้องแยกโรคตรวจหาเชื้อ ผลออกมาเป็นบวกจึงรับไว้รักษา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสาเหตุที่ติดเชื้อ เนื่องจากผู้ป่วยรายใหม่นี้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ ได้สัมผัสผู้ป่วย ซึ่งปกติมีความเสี่ยงมากกว่าประชาชนทั่วไป ซึ่ง สธ.ได้มีการติดตามตรวจบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ อีก &amp;nbsp;24 ราย แต่ไม่พบเชื้อ ไม่มีอาการป่วย ประกอบกับผู้ป่วยรายใหม่ อาศัยอยู่ลำพังคนเดียว จึงไม่มีผู้สัมผัสในครอบครัวเพิ่มเติม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อเจอผู้ป่วยรายหนึ่งจะมีการสำรวจ การสัมผัสคนรอบช้าง และจะถูกนำมาแยก และติดตามผล ผู้ป่วยรายนี้ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ มีผู้ใกล้ชิด 24 ราย ซึ่งการตรวจและติดตาม ไม่พบผิดปกติ แต่เราจะติดตาม 14 วัน และเมื่อเราสอบสวนข้อมูลเชิงลึก พบว่าผู้ป่วยรายใหม่ ไม่สวมใส่หน้ากากขณะปฏิบัติงาน สะท้อนว่าการป้องกันโรคติดเชื้อใน รพ.อาจไม่เข้มแข็ง และนี่อาจเป็นการป้องกันรายบุคคลที่ไม่ดีพอ สังเกตได้จากอีก 24 คนไม่เป็นไร แต่คนนี้อาจได้รับเชื้อทางใดทางหนึ่ง จึงขอให้แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงระมัดระวังป้องกัน &amp;nbsp;โดยกระทรวงสาธารณสุขได้กำชับ จะมีหนังสือสั่งการสถานพยาบาลรัฐเอกชน อบรมเข้ม จัดร่วมกัน ชมรมโรคติดเชื้่อโรงพยาบาลในประเทศไทย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุวรรณชัยกล่าวอีกว่า การติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์เกิดขึ้นแล้วกับประเทศจีน จากรายงานคณะกรรมการสุขภาพจีนเมื่อวันที่ 14 ก.พ. พบว่าตั้งแต่เริ่มต้นของการระบาดไวรัสโคโรนา 19 จนถึงวันที่ &amp;nbsp;11 ก.พ. จีนมีบุคลากรทางการแพทย์ 1,716 รายที่ติดเชื้อ คิดเป็น 3.8 % ของผู้ติดเชื้่อทั้งหมดของจีน และมีบุคลากรแพทย์เสียชีวิต 6 ราย คิดเป็น 0.4% &amp;nbsp;ของผู้ติดเชื้อที่เสียชีวิตของจีน ดังนั้น สธ. กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ ชมรมป้องกันผู้ติดเชื้อ รพ.ในประเทศ จึงเน้นให้ รพ.ดำเนินมาตรการป้องกันผู้ติดเชื้อจากผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และขอให้บุคลากรทุกระดับและทุกสถานพยาบาลที่ดูแลป่วยไวรัสโคโรนา 19 ต้องจัดให้มีอุปกรณ์ดูแลตนเองที่เหมาะสม รวมถึง รพ.เองก็ต้องมีอุปกรณ์และระบบป้องกันการติดเชื้อที่เหมาะสม และทบทวนระบบป้องกันอย่างสม่ำเสมอ สธ.จะมีการอบรมการป้องกันติดเชื้่ออีกครั้งในวันที่ &amp;nbsp;17 ก.พ. โดยเน้นสถานพยาบาลที่มีสถานที่ท่องเที่ยวให้ดำเนินการป้องกันอย่างเคร่งครัด ตลอดจนสถานพยาบาลทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน ก็ต้องดำเนินมาตรการเคร่งครัดด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;
วิดีโอคอนเฟอเรนซ์จันทร์นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศก์ และโฆษกของ สธ. กล่าวว่า หลังจากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ ทาง สธ.จะมีการทำวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ประชุมแพทย์และ รพ.ต่างๆ ในวันจันทร์ที่ &amp;nbsp;17 ก.พ.นี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่สุดของบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าการต่อสู้เชื้อโรค และเพื่อซักซ้อมความเข้าใจ การทำงาน ซึ่งขณะนี้เรามีกำลังคนทางการแพทย์ 2 แสนทั้งประเทศ ซึ่งมีตั้งแต่ระดับเวรเปลขึ้นไปที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรค และการยกระดับรับมือกับ ของ สธ.ต้องทำงานล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือในการเปลี่ยนระยะของโรค เพื่อที่เราจะได้ก้าวหน้ารับมือได้ ดังนั้น ขณะนี้ผู้บริหารระดับสูงของ สธ.เห็นว่าการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ เหมือนกองทัพต่อสู้เชื้อโรค จึงได้เสนอให้มีการตั้งงบกลางตอบแทนทางการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ที่ปฏิบัติงานล่วงเวลาขณะนี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุวรรณชัยยังรายงานความคืบหน้าผู้ป่วยหนัก 2 ราย ที่นำพลาสมาของแท็กซี่ที่ติดเชื้อและหายแล้ว ซึ่งถือว่ามีภูมิต้านทานโรคมาใช้กับผู้ป่วยหนัก 2 รายดังกล่าว ว่าจีนก็นำวิธีการนี้มาใช้ และอยู่ในกระบวนการรักษาไปศึกษาไป โดยผู้ป่วย 2 รายนี้เราได้ร่วมกับสภากาชาดไทยเอาพลาสมาคนที่หายแล้วไปรักษา พบว่าไม่ได้ทำให้อาการดีขึ้นชัดเจน อาจจะมาจากเหตุผลว่าพลาสมาที่นำมาใช้ยังไม่รู้ภูมิคุ้มกันอยู่มากน้อยแค่ไหน และการใช้พลาสมา ที่เคยติดเชื้อ ยังไม่เคยมีรายงานผลการรักษามาก่อน แต่เพื่อประโยชน์สูงสุดผู้ป่วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้จึงได้นำเครื่องเอ็กโมหรือปอดเทียมมาใช้กับผู้ป่วยอาการหนัก เพื่อให้ระดับออกซิเจนในเลือดสูงขึ้น และเพื่อให้ผู้ป่วยมีเวลาฟื้นตัวรักษาตัวเอง ขณะเดียวกันเราก็ไม่นิ่งนอนใจ ขณะนี้ได้มีการนำเข้ายาหลายตัวที่มีการขึ้นทะเบียนในต่างประเทศ แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนบ้านเรา สั่งนำเข้ามาใช้รักษาผู้ป่วย ในรายที่มีอาการหนัก ยาจะมาถึงได้วันนี้ ยาดังกล่าวเป็นกลุ่มต้านไวรัส &amp;nbsp;รักษาฟลาวิราเวียร์ หรือเป็นยาที่ใช้การรักษาระดับที่สอง หลังจากใช้ยารักษาอาการระดับแรกแล้วไม่ได้ผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์ถึงวันที่ 15 ก.พ. เวลา 08.00 น. ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรักษาในโรงพยาบาล 20 ราย กลับบ้านแล้ว 14 ราย รวมสะสม 34 ราย ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม-14 กุมภาพันธ์ 2563 มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนต้องเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 804 ราย คัดกรองจากสนามบิน 54 ราย มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 750 ราย อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว และอยู่ระหว่างติดตามอาการ 685 ราย ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังคงรักษาในโรงพยาบาล 119 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ทั่วโลกใน 27 ประเทศ และ 2 เขตบริหารพิเศษ ข้อมูลตั้งแต่ 5 มกราคม-14 กุมภาพันธ์ 2563 (07.00 น.) พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจำนวน 67,100 ราย เสียชีวิต 1,526 ราย ส่วนประเทศจีนพบผู้ป่วย 66,492 ราย เสียชีวิต 1,523 ราย
คัดกรองสะสม 393,788 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากเรือเวสเตอร์ดัม เมื่อวานนี้ได้เดินทางเข้าประเทศมาที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งหมด 9 ราย เป็นชาวต่างชาติ 8 ราย คนไทย 1 ราย ตรวจคัดกรองไม่มีไข้ ชาวต่างชาติเดินทางกลับประเทศ ส่วนคนไทยดูแลติดตามเฝ้าระวังตามมาตรฐานป้องกันควบคุมโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการดำเนินงานที่ด่านควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 3-23 มกราคม 2563 ได้เฝ้าระวังคัดกรองผู้โดยสารเที่ยวบินตรงจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และกระบี่ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2563 ขยายเพิ่มที่ท่าอากาศยานเชียงราย และตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2563-14 กุมภาพันธ์ 2563 คัดกรองเที่ยวบินจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งขาเข้าและขาออกจากประเทศจีน สะสมทั้งสิ้น 799 เที่ยวบิน รวมคัดกรองผู้เดินทางและลูกเรือสะสม 64,357 ราย ทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดเจ้าหน้าที่หมุนเวียนไปสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ด่าน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ได้คัดกรองพื้นที่ ณ ท่าเรือ 5 แห่ง (กรุงเทพมหานคร ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือภูเก็ต และท่าเรือสมุย) มีผู้ได้รับการคัดกรองสะสมรวม 44,200 ราย และด่านพรมแดนทางบก มีผู้ได้รับการคัดกรองสะสม 393,788 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง การควบคุมโรคโควิด-19 กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,302 ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 9-13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงปัญหาสุขภาพของตนเองหรือคนใกล้ชิดที่ติดต่อจากไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 พบว่า เพียงร้อยละ 1.9 เท่านั้นที่คิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 รองลงมาหรือร้อยละ 30.7 ระบุไม่เกี่ยวข้องกัน และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.4 ระบุยังไม่มีปัญหาสุขภาพอะไรที่น่ากลัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการแก้ปัญหาโรคระบาด พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.2 ระบุรัฐบาลใส่ใจมากถึงมากที่สุด รองลงมาคือร้อยละ 25.2 ระบุปานกลาง ในขณะที่ร้อยละ 3.6 ระบุใส่ใจน้อยถึงไม่ใส่ใจเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.9 พอใจมากถึงมากที่สุดต่อหน่วยงานต่างๆ ในการควบคุมโรคระบาด ในขณะที่ร้อยละ 21.7 พอใจปานกลาง และร้อยละ 9.4 พอใจน้อยถึงไม่พอใจเลย
กลัวปัญหาปากท้องมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.4 กลัวปัญหาปากท้อง กลัวไม่มีจะกิน หากินขัดสน มากกว่ากลัวปัญหาโรคระบาด โคโรนา (โควิด-19) ในขณะที่ร้อยละ 22.6 กลัวโรคระบาด โคโรนา (โควิด-19) มากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า การตื่นตัวดูแลสุขภาพแต่ไม่ตื่นตระหนกเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าตื่นตระหนกเกินเหตุเป็นเรื่องที่น่ากลัวกว่าโรคระบาด เพราะอาจสร้างความเสียหายใหญ่หลวง และอาจจะซ้ำเติมความเสียหาย ความเดือดร้อนของประชาชนด้านอื่นๆ ได้ ในเวลานี้ที่ควรเน้นในการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19 ต่อสาธารณชนมีเพียง 3 อย่างที่ควรสื่อสารกับประชาชนต่อเนื่องคือ 1.หมั่นล้างมือ ไม่เอามือลูบหน้าปะจมูก อาบน้ำเมื่อกลับถึงบ้าน ใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่มีคนหนาแน่น 2.ถ้ารู้สึกตัวไม่สบายควรรีบรักษาหาหมอตามปกติ และ 3. หน่วยงานต่างๆ ตื่นตัวยกระดับควบคุมโรคเหมือนที่กำลังทำอยู่ได้สร้างความพอใจให้กับประชาชนแล้วจึงจะไม่ส่งผลกระทบซ้ำเติมปัญหาปากท้องและการทำมาหากินขัดสนของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนนท์ กลินทะ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายขาย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ในเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน และล่าสุดหลายประเทศได้แนะนำให้ประชาชนลดการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ โดยไม่จำเป็น ดังนั้น บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องปรับลดเที่ยวบินเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเดินทางและปริมาณการสำรองที่นั่งล่วงหน้าของผู้โดยสาร ดังนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ปรับลดเที่ยวบินในเส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-โซล จากเดิมทำการบิน 5 เที่ยวบินต่อวัน ปรับเปลี่ยนเป็นทำการบิน 4 เที่ยวบินต่อวัน ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์-28 มีนาคม 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ยกเลิกเที่ยวบินในเส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-ปูซาน ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 และวันที่ 5-6 มีนาคม 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ปรับลดเที่ยวบินในเส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ จากเดิมทำการบิน 5 เที่ยวบินต่อวัน ปรับเปลี่ยนเป็นทำการบิน 4 เที่ยวบินต่อวัน ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์-27 มีนาคม 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของตารางการบินที่ปรับปรุงใหม่ รายละเอียดเที่ยวบินที่ทำการบินและเที่ยวบินที่ปรับลดได้ที่เว็บไซต์ thaiairways.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ THAI Contact Center โทร.0-2356-1111 ตลอด 24 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57285</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ติดเชื้อไวรัสโคโรนา, บุคลากรแพทย์ไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด-19, โคโรนาไวรัส, ใส่หน้ากาก, ไวรัสอู่ฮั่น, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200215/image_big_5e47fa4192db4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
