<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 12:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 17:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น่าตกใจ!!! เด็กติดโควิดช่วง 1ม.ค.-4ส.ค.มียอดถึง 65,086 ราย  &#039;3องค์กร-ยูนิเซฟ&#039; ต้องจับมือเปิดศูนย์ช่วยเหลือ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5ส.ค.64-นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ขณะนี้มีการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ขึ้น โดยเป็นความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ และยูนิเซฟ เพื่อบูรณาการข้อมูลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเด็กกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงการดูแลรักษา เด็กกำพร้าพ่อแม่เสียชีวิตจากโควิด เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ไม่มีผู้ดูแล หรือมีแนวโน้มหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพื่อปกป้อง ช่วยเหลือได้ทันสถานการณ์ในทุกมิติปัญหา เนื่องจากเรื่องนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน มีเด็กได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของโควิด-19 จำนวนมาก มียอดเด็กติดเชื้อสะสมระหว่าง 1 มกราคม &amp;ndash; 4 สิงหาคม 2564 มากกว่า 65,086 คน แบ่งเป็น กทม. จำนวน 15,465 คน ส่วนภูมิภาค 49,621 คน โดยจำนวนเด็กติดเชื้อรายวันล่าสุดวันที่ 4 สิงหาคม 2564 อยู่ที่ 2,194 คน แบ่งเป็น กทม. 408 คน และส่วนภูมิภาค 1,786 คน และยังมีเด็กไม่ป่วยแต่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น พ่อแม่หรือผู้ปกครองติดเชื้อ ป่วยหนักหรือเสียชีวิต ทำให้เด็กโดดเดี่ยวหรือกำพร้า เด็กที่เข้าไม่ถึงการรักษา ขาดแคลนอาหาร และหลุดออกนอกระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดศูนย์ฯ คือ การปรับปรุงระบบการรับแจ้งเหตุ หรือ Mobile Application คุ้มครองเด็ก เพื่อค้นหาเด็กกำพร้า หรือเด็กกลุ่มเสี่ยงกำพร้าและไม่มีผู้ดูแล ผ่านเครือข่ายคุ้มครองเด็กทั่วประเทศ การประสานการทำงานกับหน่วยงานและเครือข่ายทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด สำหรับกรณีเด็กที่ผู้ปกครองติดเชื้อและไม่มีผู้ดูแล จะจัดอาสาสมัครเข้าไปช่วยดูแลเด็กระหว่างการกักตัวในสถานกักตัวของรัฐ หากยังไม่มีผู้ดูแลหรือยังกลับบ้านไม่ได้ ได้จัดเตรียมสถานสงเคราะห์ 4 แห่ง รองรับได้ 160 คน เพื่อให้การดูแลชั่วคราวระหว่างการจัดหาการดูแลในรูปแบบของครอบครัวเป็นลำดับแรก ติดตามครอบครัวเครือญาติ จัดหาครอบครัวอุปถัมภ์ หรือส่งเด็กเข้ารับการดูแลในสถานรองรับเด็กของ ดย. ซึ่งรองรับได้ 1,935 คน รวมทั้งการช่วยเหลือเฉพาะหน้า และการจัดบริการสวัสดิการสังคมตามความต้องการของเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อีกด้วย&amp;rdquo;อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ปัญหาโควิด-19 สร้างความท้าทายต่อบริการภาครัฐ ซึ่งเรามีกลไกอาสาสมัครคุณภาพของทั้ง 4 หน่วยงานและภาคประชาสังคม ร่วมสนับสนุนทรัพยากรที่ยังขาดแคลนและจำเป็นเร่งด่วนในสถานการณ์ที่วิกฤต และในระยะฟื้นฟู กสศ.จะสนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษา และโปรแกรมฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา จากการสูญเสียผู้ดูแลและเสาหลักครอบครัวเนื่องจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลกระทบกับเด็กในหลายด้าน 1. กระทบกับเด็ก เรื่องการเรียนที่ต้องปรับมาเรียนออนไลน์ เหมือนถูกตัดออกจากครูและเพื่อน ขาดโอกาสในการพัฒนา เด็กเปราะบางหรือยากจนจะยิ่งเป็นปัญหาเพราะไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือ ทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง 2. กระทบกับครอบครัว ทำให้ตกงานเกิดสภาพยากจนเฉียบพลัน กลายเป็นความเครียดมาลงที่เด็กได้ หรือสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิต ทำให้เด็กได้รับผลกระทบจากการสูญเสียคนที่รัก และ 3. ผลกระทบเชิงสังคม เกิดความเครียดจากสถานการณ์การแพร่ระบาด (Pandemic Stress) มีความเสี่ยงเกิดพฤติกรรมรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งสังคมที่แสดงความโกรธเกรี้ยว เกิด Hate speech ที่จะทำให้เด็กซึมซับความรุนแรง ซึ่ฝผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กในเวลานี้ สูงกว่าเหตุการณ์สึนามิที่มีเด็กได้รับผลกระทบจากคนในครอบครัวเสียชีวิตประมาณ 5,000 คน แต่วิกฤตโควิด -19 นี้มีเด็กที่มีคนในครอบครัวเสียชีวิตสูงเกินกว่า 5,000 ครอบครัว และยังคงเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112324</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., พม., ยูนิเซฟ, ศูนย์ช่วยเหลือเด็กติดโควิด, ไกรยศ ภัทราวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610bbb1cb94d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ.-กสศ.จับมือช่วยเหลือนร.ยากจนพิเศษ ตั้งแต่อนุบาล-ม.ต้น เตรียมขยายไปถึงนักเรียน พ่อแม่ตกงานด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
16ก.ค.63-ที่ห้องประชุมปฏิบัติ DOC อาคารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) - สพฐ. ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดประชุมชี้แจงการดำเนินการขอรับเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้ง 225 เขต และครูโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ทั่วประเทศ ผ่านระบบ Teleconference&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ. ) กล่าวเปิดการประชุมผ่านระบบ Teleconference ว่า ในปีการศึกษา 2563 สพฐ. และ กสศ. ได้ขยายผลการพัฒนาและบูรณาการร่วมกัน ทั้งความช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ ตั้งแต่ระดับอนุบาล&amp;ndash;มัธยมศึกษาตอนต้น ทั่วประเทศ ให้ได้รับการช่วยเหลือเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข นอกจากนี้ยังบูรณาการการบันทึกข้อมูลเพื่อเยี่ยมบ้านและบันทึกข้อมูลการคัดกรองไว้ในระบบเดียวกัน ซึ่งความร่วมมือระหว่าง สพฐ. และ กสศ. ถือว่าประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา แต่นักเรียนกลุ่มนี้ยังมีความเสี่ยงด้านอื่นๆ เช่น สุขภาพ การเรียนรู้ พฤติกรรม เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยทำให้หลุดออกจากระบบการศึกษา สพฐ.จึงขอความร่วมมือจาก กสศ. ในการทำองค์ความรู้และวิจัยพัฒนาหาแนวทางส่งต่อการดูแลเพื่อให้ สพฐ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือนักเรียนยากจนได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ขอขอบคุณเขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา ครู ที่เป็นกำลังสำคัญจะทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ประโยชน์เกิดแก่นักเรียน และขอบคุณ กสศ. หน่วยงานใหม่ของประเทศ ที่เข้ามามีบทบาทเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือ ช่วยสนับสนุนและเติมเต็มแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า กระบวนการคัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษในส่วนของนักเรียนกลุ่มใหม่ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล สังกัด สพฐ. กรณีที่บางพื้นที่มีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ให้คุณครูสามารถใช้วิธีการสำรวจ/สอบถามข้อมูลจากผู้ปกครอง โดยผู้ปกครอง หรือ ครูส่งรูปถ่าย หรือข้อมูลเข้ามาในระบบได้ และในวันที่มารับเงินให้เซ็นรับรองความถูกต้องของข้อมูลได้ ส่วนเรื่องการเซ็นรับรองเอกสารที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐสามารถส่งเอกสารมาทางไปรษณีย์ได้เช่นกัน โดย สพฐ-กสศ. เปิดระบบให้คัดกรองเข้ามาได้ระหว่างวันที่ 9-26 กรกฎาคมนี้ โดยในภาคเรียนที่ 1/2563 จะคัดกรองนักเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจาก สพฐ. ครบรอบ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 และนักเรียนกลุ่มที่ยังไม่เคยได้รับทุนตั้งแต่อนุบาล-ม.ต้น ทั่วประเทศ นอกจากนี้ กสศ.ยังเตรียมงบประมาณ เพื่อใช้ในการสนับสนุนกลุ่มเด็กที่ผู้ปกครองได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เช่น ผู้ปกครองขาดรายได้จากการตกงาน เป็นต้น และที่สำคัญปีนี้ กสศ. ได้รับความร่วมมือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) และธนาคารออมสิน มอบสิทธิพิเศษให้กับนักเรียนยากจนพิเศษที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปี สามารถเปิดบัญชีธนาคารศูนย์บาท ไร้ค่าธรรมเนียมและสมัครบริการพร้อมเพย์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งส่งผลให้การจัดสรรเงินอุดหนุนในเทอมหน้าจะเน้นโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารของนักเรียน เพื่อความโปร่งใส และลดภาระของโรงเรียน ที่สำคัญเงินมุ่งตรงไปที่ตัวเด็กโดยตรง ทำให้การใช้จ่ายเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์คัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษเมื่อเทอมที่ผ่านมา สามารถยื่นสมัครเข้ามาใหม่ได้ทันที เพราะเชื่อว่ามีเด็กและผู้ปกครองจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการโควิด-19 กสศ. ต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อป้องกันการเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยผู้ที่ผ่านการคัดกรองเป็นนักเรียนยากจนพิเศษในปีนี้จะได้รับจัดสรรทุนเสมอภาคทันทีจำนวน 2,000 บาทในเทอม1/2563 เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครอบครัว ส่วนที่เหลืออีก 1,000 บาทจะจัดสรรให้ในเทอม 2/2563&amp;quot; รองผู้จัดการ กสศ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางนวารี อาตกะวร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาดเงินฝาก ธนาคารออมสิน กล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนยากจนพิเศษ ธนาคารออมสิน ยินดีที่จะบริการเปิดบัญชีออมทรัพย์ โดยที่ไม่ต้องฝากเงินให้กับนักเรียนที่ได้รับทุนจาก กสศ. รวมถึงจะมอบสิทธิพิเศษยกเว้นค่ารักษาบัญชีในกรณีที่เด็กไม่มาติดต่อทำธุรกรรมทางการเงินเป็นเวลานานๆ และกรณีมีเงินฝากไม่ถึงเกณฑ์ให้กับนักเรียนที่อายุไม่ถึง 20 ปี ทั้งนี้ผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานไปติดต่อขอเปิดบัญชีศูนย์บาทได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้โรงเรียนเอกชนในระบบส่วนใหญ่ค่อนข้างได้รับผลกระทบทั้งสถานะทางการเงินและอื่นๆ ซึ่งตนจะเสนอให้มีการปรับแก้กฏ ศธ.ที่เกี่ยวเรื่องการประกอบกิจการอื่นๆ ที่เดิมมีข้อกำหนดที่ห้ามไม่ให้โรงเรียนเอกชนในระบบ ดำเนินการประกอบกิจการอื่นๆ ภายในโรงเรียน ดังนั้น สช.จึงเตรียมหารือ เพื่อแก้ไขกฎ ศธ.ดังกล่าวให้มีข้อยกเว้น เนื่องจาก สช.ต้องการให้โรงเรียนสามารถใช้สถานที่ไปดำเนินกิจการต่างๆ ที่ไม่เป็นอุปสรรค หรือ รบกวนการจัดการเรียนการสอนในช่วงเวลาปกติ เช่น การอบรมหลักสูตรระยะสั้น เป็นต้น ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่โรงเรียนจะสามารถหารายได้ในช่วงปิดภาคเรียน โดยจะครอบคลุมไปถึงกลุ่มสถาบันอาชีวศึกษาเอกชนด้วย ทั้งนี้ตนจะเสนอให้คณะกรรมการ กช.พิจารณาเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71647</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., #สพฐ., เด็กยากจนพิเศษ, ไกรยศ ภัทราวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200716/image_big_5f102438ba149.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63220</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2020 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2020 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.อนุมัติ 300 ล้าน ช่วยหลือเด็กยากจนพิเศษ ช่วงโควิดระบาด ป้องกันหลุดออกจากระบบการศึกษา พบส่วนใหญ่มีปัญหาขาดแคลนอาหาร  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15เม.ย.63-นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)&amp;nbsp;กล่าวว่า จากการสำรวจผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดโรคโควิด-19 ในกลุ่มเป้าหมายผู้ปกครองนักเรียนยากจนพิเศษ หรือนักเรียนทุนเสมอภาค ผ่านทางโทรศัพท์ จำนวน 1,100 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า ร้อยละ 80 มีความกังวลต่อผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่วนประเด็นที่เป็นผลกระทบมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ 1.ไม่มีอาหารรับประทาน 2.ถูกพักงานหรือถูกเลิกจ้าง 3.ไม่มีของใช้จำเป็นในครอบครัว 4.การศึกษาเล่าเรียนของคนในครอบครัว และ5.ปัญหาสุขภาพ หากเจาะลึกไปในเรื่องการเรียนของบุตรหลานในครอบครัวพบว่า สิ่งที่เป็นผลกระทบมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ 1.เพิ่มรายจ่ายด้านอาหารที่บ้าน 2.ไม่ได้ไปเรียนหนังสือ 3.ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพียงพอ 4.ไม่ได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ และ5.แผนการเรียนที่ยุ่งยากขึ้น เบื้องต้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวนักเรียนยากจนพิเศษ และป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาในปีการศึกษานี้ คณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้อนุมัติวงเงินช่วยเหลือฉุกเฉินเพิ่มเติมจำนวน 300 ล้านบาท เพื่อสมทบทุนเสมอภาคที่นักเรียนยากจนพิเศษจะได้รับในเทอม 1/2563 ให้กับกลุ่มเป้าหมายในครอบครัวที่มีความเดือดร้อนจำเป็นเร่งด่วน จากการระบาดของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรยส กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กสศ.ได้จัดประชุมระดมสมองร่วมกับองค์การยูเนสโก และองค์การยูนิเซฟ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากนานาชาติในการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อระบบการศึกษาและเด็กเยาวชนในครอบครัวที่มีรายได้น้อยและด้อยโอกาสที่จะเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาในประเทศไทยเมื่อเปิดเทอม ซึ่งข้อสรุปที่ได้จากการประชุมระดมสมองดังกล่าวพบว่า ช่วงก่อนจะถึงการเปิดเทอมถือเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอย่างมาก หากได้รับการช่วยเหลือที่ตรงจุดและทันเวลา นักเรียนยากจนพิเศษเหล่านี้จะมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ครบทุกคน ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา และป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนทุนเสมอภาค สามารถเข้ามาให้ข้อมูลผ่านการตอบแบบสอบถามในช่องทางออนไลน์ที่ www.eef.or.th ด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63220</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กศส., เด็กยากจนพิเศษ, ไกรยศ ภัทราวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190816/image_big_5d568b4228454.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2019 19:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2019 18:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;กสศ.&quot; ลุยสำรวจรร.ขนาดเล็กชนบทห่างไกลทั่วประเทศ หวังลดเหลื่อมล้ำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18ธ.ค.62-นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศ โจทย์สำคัญโจทย์หนึ่ง คือ เรื่องของโรงเรียนขนาดเล็กที่ถือว่าเป็นโจทย์ที่มีความซับซ้อน และ กสศ. พยายามวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อตีโจทย์โรงเรียนขนาดเล็กให้เห็นภาพ และแนวทางการปฏิรูปเชิงระบบที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุนกระบวนการวิจัยเชิงระบบที่จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และสอดคล้องกับกำลังของ กสศ. ที่มีงบประมาณจำกัดเพียงร้อยละ 0.5 ของงบประมาณในระบบการศึกษา เราจึงกำหนดโจทย์การทำงานไปที่กลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลของชุมชน (Small Protected School) ที่ไม่สามารถยุบและควบรวมได้ ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (iSEE) พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คนต่อโรงเรียน และมีระยะห่างจากโรงเรียนข้างเคียงที่ใกล้ที่สุดไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตรอยู่จำนวน 1,594 โรง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลบนดอย เกาะแก่ง และปัจจุบันโรงเรียนกลุ่มนี้ทั่วประเทศจัดการศึกษาให้นักเรียนอยู่ราว 100,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรยส กล่าวต่อว่า สำหรับโรงเรียนกลุ่มดังกล่าว กสศ. จะใช้กระบวนการวิจัยเชิงระบบเพื่อกำหนดโจทย์การทำงานที่จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูปความเสมอภาคทางการศึกษาของโรงเรียน Protected School เหล่านี้ ให้สามารถยืนหยัดจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เด็กเยาวชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย 3 โจทย์ย่อย ได้แก่ 1.การแก้ไขปัญหาด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่ง กสศ. ได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่เป็นระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ทุกคนเห็นสภาพปัญหาที่จริง ชี้พิกัดในแผนที่ให้เห็นชัดว่าโรงเรียน 1,594 โรงที่ต้องการการคุ้มครองนี้อยู่จังหวัดใด และอยู่ระหว่างการพัฒนาขั้นตอนวิธี (Algorithm) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและปัจจัยสภาพแวดล้อมในมิติต่างๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากระยะห่างระหว่างโรงเรียน&amp;nbsp;
2.การจัดสรรทรัพยากรด้วยหลักความเสมอภาค เนื่องจากการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพและความเสมอภาคในการจัดการศึกษาระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดใหญ่ และยังทำให้เห็นได้ว่าการปฏิรูปแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทยสามารถทำได้โดยการจัดสรรงบประมาณ &amp;nbsp;ด้วยหลักความเสมอภาค โดยการมีสูตรการจัดสรรงบประมาณที่สามารถโยกทรัพยากรจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง และไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเลยเสียด้วยซ้ำ ทั้งทรัพยากรที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน เพราะการจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กเยาวชนในโรงเรียนขนาดเล็กจำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมในการจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ โดย 2 นวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น และ Teaching at the Right Level (TaRL) ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากร กำลังคน และสภาพแวดล้อมสาธารณูปโภคที่มีอยู่อย่างจำกัดในโรงเรียนขนาดเล็กนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด &amp;nbsp;รวมทั้งสามารถจัดการศึกษาได้สอดคล้องต่อความต้องการและศักยภาพของผู้เรียนได้เป็นรายบุคคล &amp;nbsp;ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียน
&amp;quot;อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กต้องเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน และนำเอาปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้เห็นสภาพปัญหาอย่างแท้จริง กสศ. อยากชักชวนให้มองปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถควบรวมได้อีกนับ 1,000 แห่ง การแก้ปัญหาในส่วนนี้มีอีกหลายวิธีการตั้งแต่การเปลี่ยนวิธีการจัดสรรทรัพยากรให้เป็นไปตามหลักความเสมอภาคมากขึ้น และสร้างความเสมอภาคทางคุณภาพการศึกษาผ่านการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพการศึกษาในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กได้อย่างยั่งยืน&amp;rdquo;รองผู้จัดการ กสศ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52776</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., โรงเรียนขนาดเล็ก, ไกรยศ ภัทราวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190816/image_big_5d568b52117b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51935</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2019 19:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2019 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.ร่วม ม.หอการค้าสำรวจ&quot;เด็กปฐมวัย&quot;มีจำนวนแค่ไหนพร้อมเข้าสู่โรงเรียน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6ธ.ค.62-นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (รองผู้จัดการ กสศ.) กล่าวว่า จากข้อมูลการวิเคราะห์ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า เด็กปฐมวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนวัยเรียน (3-5 ปี) เป็นช่วงที่สำคัญอย่างมาก ส่งผลต่อแนวโน้มสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศ และจากสถานการณ์ดังกล่าว กสศ. และสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงร่วมกันพัฒนาเครื่องมือสํารวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัยหรือ School Readiness Survey (SRS) ระดับจังหวัดขึ้น เพื่อเป็นกระจกสะท้อนสถานการณ์ด้านพัฒนาการและความพร้อมของเด็กปฐมวัยก่อนเข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับ (5-6ปี) ทั้งในแง่ของสถานการณ์ปัญหาเด็กยังไม่เข้าเรียนอนุบาล และระดับพัฒนาการที่สำคัญด้านต่างๆ ของเด็กวัยนี้ ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจ SRS จะช่วยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ กำหนดแนวทางผลักดันให้เด็กเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัย ตลอดจนสะท้อนผลลัพธ์คุณภาพการเรียนรู้ ช่วงปฐมวัยว่าได้เตรียมเด็กให้พร้อมจะก้าวเข้าสู่ประถมศึกษาเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กชายขอบ และกลุ่มเด็กด้อยโอกาสทางสังคม เช่น เด็กที่มาจากครอบครัวยากจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรยส กล่าวต่อว่า SRS จะเป็นเครื่องมือทางวิชาการและพัฒนาข้อเสนอนโยบายที่ช่วยแก้ปํญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยจะปิดช่องว่างปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ต้นเหตุและต้นทางก่อนที่เด็กจะเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อมีความพร้อมตั้งแต่ปฐมวัยจะช่วยให้เด็กมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียน มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จทางการศึกษา และพฤติกรรมทางบวกของเด็กในระยะยาว ตัวอย่างการศึกษาในประเทศบราซิล จาไมก้า และฟิลิปปินส์ พบว่า 2 ใน 3 ของเด็กที่มีความพร้อมในการเข้าสู่โรงเรียนของเด็กปฐมวัยและได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมการสำรวจนี้ การศึกษาในกัวเตมาลาและแอฟริกาใต้พบว่าเด็กปฐมวัยที่มีความพร้อมฯ สูงกว่าจะมีผลการเรียนและความสามารถในการเรียนรู้ดีกว่า เช่น ทักษะการอ่าน และการคิดคำนวณ เช่นเดียวกับกัมพูชา เครื่องมือนี้ช่วยลดจำนวนเด็กทิ้งการเรียนกลางคัน เมียนมา ช่วยให้อัตราเด็กเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 13 เนปาล ช่วยลดอัตราการเรียนซ้ำชั้นของเด็กในระดับประถมศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เด็กปฐมวัยถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐให้จัดการศึกษาระดับก่อนวัยเรียนให้แก่เด็กปฐมวัยอย่างเสมอภาค โดยได้บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 54 ให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษามีบทบาทสนับสนุนให้เด็กปฐมวัยในครอบครัวที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพได้จนสำเร็จการศึกษาตามศักยภาพและความถนัดของแต่ละคน โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย หลักฐานเชิงประจักษ์ที่นำเสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ศาสตราจารย์ James J. Heckman จาก University of Chicago ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าให้ผลตอบแทนแก่สังคมดีที่สุดในระยะยาว7-12 เท่า ซึ่งนอกจากการใช้เครื่องมือ SRS ใน 5 จังหวัดนำร่องแล้ว ในปีงบประมาณ 2563 คณะกรรมการ กสศ.ได้ขยายผลการดำเนินงานตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ สนับสนุนทุนเสมอภาคที่จะช่วยป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบให้ครอบคลุมนักเรียนยากจนพิเศษระดับชั้นอนุบาลในสังกัด สพฐ. อปท. ตชด. ให้ครอบคลุม 77 จังหวัด ราว 1.5 แสนคน อย่างไรก็ตามการที่จะสามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้หรือไม่นั้น ต้องรอการพิจารณางบประมาณปี 2563 นี้ ว่ากสศ. จะสามารถแปรญัตติเพิ่มงบประมาณในส่วนที่ถูกตัดลดได้หรือไม่&amp;rdquo;รองผู้จัดการ กสศ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจ SRS พื้นที่นําร่อง 5 จังหวัด ครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ กาญจนบุรี ศรีสะเกษ ระยอง และภูเก็ต ในกลุ่มเป้าหมายนักเรียนอายุ 5-6 ปี จำแนกเป็น ระดับชั้นอนุบาล 2 จำนวน 1,149 คน และชั้นอนุบาล 3 จำนวน 1,309 คน รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 2,885 คน ทั้งโรงเรียนระดับอำเภอเมือง โรงเรียนในอำเภอกลุ่มความยากจนระดับน้อย จนถึงระดับมากที่สุด พบว่า เด็กที่อาศัยอยู่ในครอบครัวที่มีความขัดสนมากกว่าและครอบครัวที่เคยมีปัญหาอาหารไม่เพียงพอแก่การบริโภค ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่จะมีความพร้อมด้านคณิตศาสตร์และภาษาไทยต่ำกว่าเด็กกลุ่มอื่น ประเด็นนี้น่าจะบ่งบอกว่า เด็กที่เกิดในครอบครัวที่ขาดโอกาสมักจะมีพัฒนาการที่ช้า นอกจากนี้ หากเราให้ความสำคัญกับจำนวนเด็กหางแถว (เด็กที่มีระดับคะแนนไม่ถึงร้อยละ 25 ของคะแนนเต็ม) ในแต่ละพื้นที่มากกว่าระดับคะแนนเฉลี่ย พบว่า มีเด็กปฐมวัยบางส่วนที่มีระดับความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟังค่อนข้างต่ำ (มีระดับคะแนนไม่ถึงร้อยละ 25 ของคะแนนเต็ม) ซึ่งจังหวัดที่มีปัญหาส่วนนี้ค่อนข้างมากคือ เชียงใหม่ ร้อยละ 10.6 ศรีสะเกษ ร้อยละ 7.3 กาญจนบุรี ร้อยละ 6.1 ส่วนระยองและภูเก็ต มีปัญหานี้เพียงเล็กน้อย ร้อยละ 3.4 และ ร้อยละ 1.4 ตามลำดับ หากเจาะลึกไปที่ 3 จังหวัดแรกที่มีปัญหามากที่สุด จะพบว่า ว่าเด็กกลุ่มนี้อยู่ในอำเภอที่ห่างไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ มีเด็กปฐมวัยจำนวนไม่น้อยที่มีระดับความพร้อมด้านการรู้จักตัวเลขและด้านการแปลงรูปในใจ ค่อนข้างต่ำ โดยสัดส่วนของเด็กปฐมวัยที่มีระดับความพร้อม ด้านการรู้จักตัวเลข ไม่ถึง 25 คะแนน มากที่สุดคือ เชียงใหม่ร้อยละ 13.9 ศรีสะเกษ ร้อยละ 13.7 กาญจนบุรี ร้อยละ 11.2 ระยองร้อยละ 10.6 และภูเก็ต ร้อยละ 9.8 ด้านการแปลงรูปในใจ ส่วนใหญ่มีเด็กที่มีคะแนนไม่ถึง 25 คะแนนในสัดส่วนที่สูงมาก ศรีสะเกษ ร้อยละ 28.1 เชียงใหม่ ร้อยละ 27.3 กาญจนบุรี ร้อยละ 21.1 ระยอง ร้อยละ 16 และภูเก็ต ร้อยละ 8 เนื่องจากปัญหาของการศึกษาที่สำคัญคือ การที่มีเด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ใช่ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยเพียงไม่กี่คะแนน ดังนั้น การรายงานผลโดยใช้สัดส่วนเด็กหางแถว (มีระดับคะแนนไม่ถึงร้อยละ 25 ของคะแนนเต็ม) จะทำให้เราได้รู้ว่าพื้นที่ไหนมีเด็กหางแถวหรือมีเด็กนักเรียนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากเป็นพิเศษ และช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจัดสรรทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความเอาใจใส่กับพื้นที่ที่มีสัดส่วนนักเรียนหางแถวที่สูงเป็นพิเศษ นักวิจัยเชื่อว่า การสำรวจข้อมูลความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยและการรายงานผลคะแนนในลักษณะนี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับพื้นที่ เพราะสามารถชี้เป้าหมายพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสูง ที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยควรสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษารวมถึงการสนับสนุนที่มุ่งเป้าไปที่ตัวเด็ก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51935</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เด็กปฐมวัย, กสศ., ไกรยศ ภัทราวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191206/image_big_5dea438a0affd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2019 16:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2019 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ. ดึงรร.นานาชาติ Shrewsbury - บ.JD Central สร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน ระหว่าง นักเรียนชนบทและเมือง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
5 พ.ย.62-&amp;nbsp;ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิร์ด กรุงเทพฯ - กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury และบริษัท JD Central จัดกิจกรรมการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายโรงเรียนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity Partnership&amp;rsquo;s School Network) ภายใต้โครงการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity Partnership&amp;rsquo;s School Network) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการทํางานร่วมกัน เพื่อเป้าหมายสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาระหว่างสถานศึกษา ครู และนักเรียนในพื้นที่ชนบท และสถานศึกษาในเขตเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยนายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า โครงการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาฯ เกิดจากความร่วมมือ 3 ฝ่าย คือ กสศ. โรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury และบริษัท JD Central เป็นการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ผ่านกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี e-commerce และการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการในศตวรรษที่ 21 (Entrepreneurial Skill) ระหว่างเครือข่ายโรงเรียน โดย กสศ.สนับสนุนให้โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในเครือข่ายตลาดวาดฝัน ซึ่งส่วนหนึ่งของกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพ ทักษะชีวิตนักเรียนทุนเสมอภาค ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้า และมีนักเรียนผู้รับทุนเสมอภาคที่มีความพร้อมด้านภาษาอังกฤษเข้าร่วมในโครงการ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ร่วมกับนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury และนำมาจำหน่ายในช่องทางของ JD Central พร้อมทั้งมอบรายได้จากการจำหน่ายทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย ให้กับนักเรียนทุนเสมอภาคในโรงเรียนสังกัด สพฐ. เพื่อให้เด็กๆ นำไปต่อยอดโครงการส่งเสริมทักษะอาชีพและกิจกรรมลดความเหลื่อมล้ำต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ การสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักเรียนชนบทและเมือง อย่างไม่มีช่องว่างของความเหลื่อมล้ำ เด็กๆ ต่างมีศักยภาพที่แตกต่างกัน และนี่คือสิ่งพิเศษที่พวกเขาเติมเต็มซึ่งกันและกันได้ กสศ.และองค์กรภาคีเครือข่ายฯ อยากเห็นสังคมไทยก้าวหน้าเป็น Thailand 4.0 ที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม ผ่านระบบการศึกษาที่มีความเสมอภาค ซึ่งเด็กเยาวชนไทยในวัยเรียนเป็นวัยที่มีพลัง และไม่ว่าจะเกิดที่ไหน เรียนที่ไหนก็สามารถร่วมกันสร้างประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีหากเด็กเยาวชนจากบริบทที่มีความหลากหลายได้มีโอกาสรู้จัก หรือทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะร่วมกันตั้งแต่ในวัยเรียน เมื่อก้าวพ้นจากสถาบันการศึกษา ภาพของสังคมไทยในอนาคตจะเป็นภาพที่ทุกคนสามารถทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะร่วมกันได้แม้จะมีความแตกต่างกัน เพื่อสร้างสังคมที่มีความเสมอภาค เมื่อเราเข้าใจกันทำงานร่วมกันปัญหา เรื่องการแบ่งแยกก็ไม่เกิดขึ้น&amp;quot;รองผู้จัดการกองทุน กสศ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายไกรยส กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวจะสามารถขยายผลสนับสนุนการทำงานของสถานศึกษาที่รับทุนเสมอภาคจาก กสศ. ไปพัฒนากิจกรรมฝึกทักษะอาชีพ ทักษะชีวิตให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษในพื้นที่ต่างๆ ได้ในอนาคต และที่สำคัญทั้ง 3 องค์กรหวังที่จะเห็นนักเรียนมากกว่า 100 ชีวิตที่ได้ร่วมกิจกรรมในโครงการนี้ เพราะเรามองว่าเมื่อเด็กกลุ่มนี้เติบโตขึ้นในอนาคต จะสามารถเลือกศึกษาต่อในคณะ สาขาวิชาที่จะช่วยประเทศชาติ รวมถึงเมื่อจบการศึกษาแล้ว จะได้เลือกทำงานเพื่อช่วยให้ประเทศชาติมีความเสมอภาคมากขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นงานในฝั่งภาครัฐ หรือเอกชน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49585</URL_LINK>
                <HASHTAG>JD Central, กสศ., รร.นานาชาติ Shrewsbury, ไกรยศ ภัทราวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191105/image_big_5dc144cfcb8b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44051</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2019 17:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2019 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.กำเงิน 20ล้าน เตรียมให้ทุนนร.ยากจน รร.ตชด.1 หมื่นคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ส.ค.62-นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนพร้อมด้วยคุณครูสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บก.ตชด.) ได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียน ตชด. เพื่อบันทึกข้อมูลมาสนับสนุนการคัดกรองผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ด้วยวิธีวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Means Test: PMT) โดยการเดินทางเยี่ยมบ้านนักเรียนถือเป็นการเดินทางที่ยากลำบากมาก เนื่องจาก สภาพเส้นทางระหว่างโรงเรียน และบ้านของเด็กนักเรียน ตชด. ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูงที่มีความทุรกันดาร โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนนี้ แต่ครู ตชด. ทุกคนก็มีความมุ่งมั่นและสามารถเก็บข้อมูลนักเรียนเข้ามาได้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งล่าสุดมีนักเรียนยากจนพิเศษในโรงเรียนสังกัด บก.ตชด. ที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการสถานศึกษาแล้วราว 10,000 คน โดยทั้งหมดนี้จะได้รับการจัดสรรทุนเสมอภาคจาก กสศ. ซึ่งประกอบด้วยเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานเพื่อนักเรียนยากจนที่นักเรียนกลุ่มนี้ยังไม่เคยได้รับการสนับสนุนมาก่อน จำนวน 500 บาท สำหรับเด็กอนุบาล-ประถมศึกษา และ 1,500 บาท สำหรับเด็กมัธยมศึกษาต่อเทอม และเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไขอีกจำนวน 1,000 บาทต่อเทอม รวมแล้วนักเรียน ตชด. จะได้รับทุนเสมอภาคคนละ 1,500-2,500 บาทต่อคนต่อเทอม ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษา เพื่อใช้แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครอบครัวในรายการสำคัญ เช่น ค่าหนังสือเรียนและอุปกรณ์การเรียน ค่าเสื้อผ้าและวัสดุเครื่องแต่งกายนักเรียน ค่าอาหาร ค่าครองชีพ ค่าพาหนะในการเดินทาง หรือจ้างเหมารถรับ-ส่งนักเรียน รวมทั้งกิจกรรมสร้างเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาในโรงเรียน เป็นต้น โดย กสศ. ได้เตรียมงบประมาณไว้ราว 20 ล้านบาท เพื่อนักเรียน ตชด. ในภาคเรียนที่ 1/2562 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;กสศ.และคณะวิจัย ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลโรงเรียนสังกัด บก.ตชด. พบว่านักเรียนในโรงเรียนสังกัด ตชด. ส่วนใหญ่มีฐานะยากจนพิเศษ ครัวเรือนมีรายได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับฤดูกาลและหลายครอบครัวได้รับเพียงค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำหรือน้อยกว่า เด็กนักเรียนส่วนใหญ่อายุไม่ตรงตามเกณฑ์ เพราะครอบครัวโยกย้ายถิ่นฐานบ่อยตามแหล่งการจ้างงานของผู้ปกครอง นักเรียนบางส่วนขาดเรียนบ่อย เพื่อไปช่วยผู้ปกครองประกอบอาชีพหารายได้ บางครอบครัวนักเรียนที่เป็นพี่น้องก็สลับกันมาโรงเรียน ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ ทาง กสศ. และ บก.ตชด. ได้ร่วมกันสนับสนุนมาตรการสร้างเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาที่ยั่งยืนผ่านการส่งเสริมการเยี่ยมบ้าน &amp;nbsp;เพื่อให้ครูได้รู้จักสภาพความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กและครอบครัวอย่างใกล้ชิดเป็นรายบุคคล และยังสามารถให้ครูและโรงเรียนนำข้อมูลเหล่านี้มาวางแผนสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาได้ด้วย อีกทั้งการที่ครูได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมบ้าน พบสภาพความเป็นอยู่จริง เป็นกระบวนการที่ทำให้ครูได้ข้อมูลที่ทำให้เข้าใจปัญหาของเด็กแต่ละคนมากขึ้น ความเข้าใจนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อการเรียนการสอน ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่า ถ้าครูมีความเข้าใจเด็กมากขึ้นเท่าใด คุณภาพการเรียนการสอนก็จะดีขึ้นเท่านั้น เพราะครูจะสามารถสอนเด็กได้เป็นรายบุคคล &amp;nbsp;อย่างเต็มศักยภาพ โดยโรงเรียนสามารถใช้งบประมาณจากทุนเสมอภาคในการสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น&amp;quot;รองผู้จัดการ กสศ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44051</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., นักเรียน รร.ตชด., ไกรยศ ภัทราวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190822/image_big_5d5e69472795f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
