<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49017</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2019 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2019 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไกล่เกลี่ยไม่จบ&#039;ปารีณา&#039;โพสต์พาดพิง&#039;ไก่จ๋า&#039;คดีบ้านเอื้ออาทรศาลฯนัดไต่สวน2ธ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค.62- ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร นัด น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ผู้ถูกร้อง มาสอบถามกรณีที่นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย จำเลยที่ 1 คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้พิจารณากรณีที่อ้างว่า น.ส.ปารีณา น่าจะกระทำการที่ขัดต่อคำสั่งศาลเกี่ยวกับข้อกำหนดที่วางไว้ในคดีบ้านเอื้ออาทร จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวของ น.ส.ปารีณา เมื่อเดือน ส.ค. 2562 พาดพิงนายวัฒนาและการเบิกความในคดีบ้านเอื้ออาทร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวันนี้ นายวัฒนา ผู้ร้อง เดินทางมาศาลพร้อมทีมทนายความ ขณะที่ น.ส.ปารีณา ผู้ถูกร้อง เดินทางมาเพียงลำพัง ไม่มีทนายความ เมื่อถึงเวลานัด องค์คณะฯ เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยไกล่เกลี่ยกันก่อนเป็นเวลาเกือบชั่วโมง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ คำร้องจึงเข้าสู่กระบวนไต่สวน โดยองค์คณะฯ กำหนดนัดไต่สวนพยานทั้งสองฝ่ายในวันจันทร์ที่ 2 ธ.ค. นี้ เวลา 09.30 น. ซึ่งทั้งสองฝ่ายอ้างตนเองเป็นพยานฝ่ายละ 1 ปาก ขณะเดียวกัน องค์คณะฯ ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ตั้งทนายความกับ น.ส.ปารีณา ตามที่ร้องขอด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายการพิจารณานายวัฒนาได้แถลงต่อศาลด้วยว่าจะขอเพิ่มพยานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอีกปากหนึ่ง เนื่องจากในการพูดคุยเห็นว่า น.ส.ปารีณา ผู้ถูกร้อง ไม่ยอมรับถึงการโพสต์ข้อความในวันที่ 17 ส.ค. แต่ตนเชื่อว่าสามารถตรวจสอบการกู้ข้อมูลได้ว่ามีการโพสต์หรือไม่ ซึ่งศาลเห็นว่า ขณะนี้เข้าสู่กระบวนการไต่สวนแล้ว จึงให้มีการไต่สวนพยานตามที่กำหนดก่อน และระหว่างนั้นคู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถแถลงขอเพิ่มเติมพยานได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการสอบถามคำร้องแล้ว นายวัฒนา กล่าวว่า ส่วนนี้ตนได้ยื่นคำร้องว่า น.ส.ปารีณา น่าจะกระทำการที่ชัดต่อข้อกำหนดของศาลหรือไม่ ส่วนที่ตนแถลงว่าจะขอไต่สวนผู้เชี่ยวชาญนั้น เพราะเห็นว่า น.ส.ปารีณา ไม่ยอมรับเรื่องโพสต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวัน-เวลา และพฤติการณ์โพสต์ นายวัฒนาปฏิเสธที่จะกล่าวถึง โดยระบุเพียงว่า ทั้งหมดอยู่ในคำร้องแล้ว และกระบวนการรอศาลไต่สวน ส่วนคดีหลักบ้านเอื้ออาทรนั้น การไต่สวนพยานยังดำเนินการอยู่ โดยวันที่ 6 พ.ย.นี้ องค์คณะฯ ได้นัดพร้อมคู่ความเพื่อกำหนดวันสืบพยานใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมามีเปลี่ยนองค์คณะบางคน (องค์คณะบางคนโยกย้าย) โดยขณะนี้ยังเหลือพยานอัยการโจทก์อีก 3 ปาก ส่วนของจำเลย 14 คน ก็ยังมีพยานที่ยังไม่ได้เริ่มสืบ คาดว่าหากได้มีการกำหนดเวลาไต่สวนพยานที่ชัดเจนแล้ว ในส่วนของพยานจำเลยคิดว่าจะใช้เวลา 2 เดือนน่าจะเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.ปารีณา กล่าวยืนยันว่า การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของตนนั้น ไม่ได้พาดพิงถึงนายวัฒนาและคดีบ้านเอื้ออาทร โดยตนเห็นว่าการยื่นคำร้องนั้นอาจเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ เพราะที่ตนโพสต์นั้นเป็นการชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ไม่ทำทุจริต ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีบ้านเอื้ออาทร เพราะตนไม่เคยติดตามคดีนี้มาก่อน ซึ่งข้อความที่โพสต์นั้นน่าจะเป็นช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยตนก็ยังไม่ได้ลบข้อความดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการของศาลแล้ว แต่ไม่อาจพูดรายละเอียดอะไรได้มาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49017</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบ้านเอื้ออาทร, น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์, นายวัฒนา เมืองสุข, โพสต์หมิ่น, ไกล่เกลี่ยยอมความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191028/image_big_5db682c7b19a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16567</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วงการตุลาการระอุ! ชำนาญขู่ปราบหัวโจกเขย่าศาล/ชงบันทึกเทปแทนอมความ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ชำนาญ&amp;rdquo; เปิดใจหลังถูกยื่นร้องขอถอดถอนพ้น ก.ต. ลั่นต่อสู้เรื่องความเป็นอิสระของผู้พิพากษามาตลอด ชงใช้เครื่องบันทึกเสียงทุกศาล เลิกบันทึกเพราะมีกรณี &amp;ldquo;อมความ&amp;rdquo; ยันเร็วๆ นี้ได้เห็น &amp;ldquo;หัวโจก&amp;rdquo; เล่นการเมืองในศาล-รังแกผู้พิพากษากันเองต้องถูกปราบ สอนน้องๆ ทำหน้าที่ตัดสินต้องฟังความสองฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ กรณีนายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2, นายพงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และ น.ส.มณี สุขผล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้นำรายชื่อผู้พิพากษา 1,776 &amp;nbsp;คน ยื่นคำร้องต่อนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ให้ดำเนินการลงมติเพื่อถอดถอนนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา และกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ซึ่งเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมได้ตรวจสอบรายชื่อผู้พิพากษาทั้งหมดแล้วพบว่ามีความถูกต้องจำนวน 1,735 คน และได้ส่งคำร้องและรายชื่อผู้พิพากษาที่ร่วมลงชื่อไปปิดประกาศที่สำนักงานศาลทั่วประเทศในวันที่ 29 ส.ค.นั้น
ล่าสุด นายชำนาญให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เป็นครั้งแรกถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นต้องสังคายนาระบบ ก.ต.กันใหม่ ต้องปฏิรูปโครงสร้างการปฏิบัติหน้าที่ และต้องเปลี่ยนวิธีการสืบพยานในศาลชั้นต้นใหม่ทั้งหมด เป็นเรื่องที่ควรทำมานานแล้ว การบันทึกแบบอมความใช้ไม่ได้ ต้องแก้ไข คือผู้พิพากษาเบิกความเอง ทนายความเดือดร้อนโต้แย้งว่าพยานไม่ได้พูด แต่ศาลจดบันทึก ทั้งที่สมัยใหม่ใช้กล้องวงจรปิด เครื่องบันทึกเสียง อย่างศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ใช้เครื่องบันทึกเสียง ไต่สวนพยานถามตอบอย่างไรบันทึกตรงตามนั้น รวดเร็วมาก&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ไม่ต้องโต้เถียงเรื่องบันทึกไม่ตรงคำเบิกความ สามารถแก้ไขได้ทั่วประเทศ ใช้งบประมาณเพียงเล็กน้อย แต่ผู้บริหารศาลยุติธรรมยังไม่เอาไปใช้ ถือเป็นบทเรียนที่ต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้ ศาลต้องเปลี่ยนวิธีการสืบพยานในศาลชั้นต้นใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าตำแหน่งของผม&amp;rdquo; นายชำนาญกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชำนาญกล่าวอีกว่า ไม่มีทางเลยที่จะไปแทรกแซงผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เพราะผลักดันเรื่องความเป็นอิสระของผู้พิพากษามาตลอดมากกว่าใคร และเป็นผู้เสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ผู้พิพากษามีสิทธิอุทธรณ์มติของ ก.ต. ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ เพราะ ก.ต.เองก็ไม่ใช่เทวดาที่ไหน แม้เป็น ก.ต.ก็ยอมให้ตรวจสอบได้ คือหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาที่แท้จริง เป็นหลักสำคัญที่ต้องเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเสนอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของศาลชั้นต้น โดยต้องมีกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ทำหน้าที่ตรวจสอบปฏิบัติหน้าที่ของศาลชั้นต้นไม่ให้ถูกแทรกแซง ซึ่งตัวท่านเองต้องทำด้วยความรอบคอบ ท่านอาจจะประมาทหรือทุจริต &amp;nbsp;ถ้ามีกองตรวจสอบ ใครก็แทรกแซงไม่ได้ ทุจริตไม่ได้ ประชาชนก็อุ่นใจ เรื่องนี้เสนอมาตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งสำคัญจำเป็นต้องตรวจสอบ ถ้าศาลชั้นต้นได้มาตรฐานเท่าเทียมศาลฎีกา ประโยชน์ตกเป็นของประชาชน ฉะนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรที่มาหาว่าแทรกแซง เหลวไหลทั้งนั้น เรื่องเกิดจากผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่มิชอบต้องถูกปราบ หัวโจกเล่นการเมืองในศาลต้องถูกปราบ การบิดเบือนต้องถูกปราบ อยากเรียนให้ทราบ หัวโจกรังแกผู้พิพากษากันเองต้องถูกปราบ ท่านจะได้เห็นเร็วๆ นี้ มีที่ไหนออกข่าวผ่านสื่อเต็มไปหมด ผู้พิพากษาดีๆ เขาไม่ทำกัน&amp;rdquo; นายชำนาญระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสอบถามถึงความหมายของคำว่า อมความ &amp;nbsp;นายชำนาญอธิบายว่า มีตัวอย่างสมัยหนึ่งผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ไปเป็นพยานเบิกความในคดีอย่างหนึ่ง ผู้พิพากษาในคดีก็ไปบันทึกอีกอย่างหนึ่ง คือสรุปไม่ตรงกัน ที่บอกว่าอมความ คือสรุปให้ใกล้เคียงกับที่พยานเบิกความ มาสรุปเป็นภาษาของผู้พิพากษาเอง อาจไม่ตรงกับถ้อยคำที่เบิกความ ซึ่งก็ไม่ทราบใครคิดคำนี้ขึ้น เหมือนเป็นผู้พิพากษาเบิกความเองทำให้ความหมายเปลี่ยนไป บางทีท่านอาจจะฟังไม่ทันหรือลืมบันทึกสิ่งที่อาจเป็นถ้อยคำสำคัญ ต่างจากการถอดเทปเป็นคำๆ &amp;nbsp;พอมาเป็นผู้พิพากษามานานอยู่ศาลสูงเห็นเลยว่าผิด &amp;nbsp;ประเทศอื่นทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา เปลี่ยนหมดแล้ว ไม่มีที่ไหนในโลกนี้ทำ การบันทึกเทปจะมีหมดทุกอย่าง ง่ายต่อการพิจารณา ไม่ต้องโต้เถียง การอมความที่สรุปเป็นคำพูดตนเองแล้วไม่ตรง จึงเกิดเรื่องราวกันมาตลอด ถ้าประมาท จงใจ หรือละเว้นถ้อยคำสำคัญก็ไม่ขึ้นไปถึงศาลสูง ถือเป็นอันตราย ต้องแก้ไข ถ้าปล่อยไปเสียหายต่อประชาชน เทคโนโลยีปัจจุบันก็ราคาถูกมาก เป็นผลประโยชน์ประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชำนาญกล่าวต่อไปว่า การอำนวยความยุติธรรมเบื้องต้นคือการสืบพยานในศาลชั้นต้นโดยถูกต้อง เป็นธรรม พยานเบิกความอย่างไรก็บันทึกเทปไปตามนั้น ภาพ เสียง ถ้อยคำครบถ้วน สงสัยตรงไหนก็ไปตัดมา เหมือนที่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องบ้านพักศาล มีเทปบันทึกเสียงไว้ พูดอย่างไรก็ตามนั้น ไม่ยากเลย &amp;nbsp;ประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ศาลต้องเปลี่ยน ที่ผ่านมาคิดแต่ไม่ทำ ต้องผลักดันแก้ไขสิ่งเหล่านี้ เป็นศาลต้องทำเพื่อประโยชน์ประชาชน มิฉะนั้นจะเป็นไปทำไม ถ้าแก้ปัญหาอะไรไม่ได้จะเป็นทำไม ตำแหน่งเป็นแค่หัวโขน ถ้าเห็นการทุจริต ปฏิบัติหน้าที่มิชอบไม่ปราบได้หรือ การทำให้ประชาชนเสียหายถือว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ทราบว่ามีการเสนอร่างกฎหมายคุ้มกันผู้พิพากษาจากการถูกดำเนินคดีเข้าไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเห็นว่าผู้พิพากษาต้องปฏิบัติหน้าที่ให้รอบคอบถึงจะไม่ถูกดำเนินคดี ทำให้รอบคอบถึงคุ้มกันได้ จะเรียกร้องทำอะไร เพราะไม่กลัวถูกตรวจสอบ ถ้าทำโดยสุจริตไม่ควรกลัวถูกตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการทำเอกสารคำชี้แจงข้อกล่าวหา จะปิดประกาศได้ในช่วงไหน นายชำนาญระบุว่า เป็นไปตามกรอบเวลาหลังพ้น 20 วัน รอให้สำนักงานศาลยุติธรรมส่งเอกสารขอคำชี้แจงเข้ามาก่อนแล้วจะส่งไป คำชี้แจงจะมีรายละเอียดครบถ้วน ทั้งความเป็นมาอย่างไร ทำไมถึงเกิดเหตุนี้ขึ้นมา บอกได้เลยว่าผู้พิพากษากระทำผิด ปกปิดบิดเบือน เดี๋ยวก็รู้ ปิดประกาศไปทั่ว เดี๋ยวผู้สื่อข่าวก็ได้รับ ขณะนี้เขียนเสร็จแล้วไม่มีอะไรซับซ้อน ต้องรอเวลาเท่านั้น ตำแหน่งไม่ได้สำคัญ ถ้าเป็น ก.ต.แก้ปัญหาไม่ได้ก็ไม่มีความหมาย คนตัดสินคือประชาชน ที่จะมองว่าสิ่งที่ทำถูกต้องหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผมเป็นผู้พิพากษา นอกจากผู้พิพากษาด้วยกันเองตัดสินแล้วก็คือประชาชน เรื่องใหญ่คือผมทำอะไรให้ประชาชนบ้าง ทั้งหมดที่ทำมุ่งหวังประโยชน์ประชาชน แก้ไขให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งประชาชน ตำแหน่งเล็กน้อยไม่ยึดติด ถ้าไม่สามารถทำประโยชน์ให้ประชาชนได้ ก็ไม่ควรมารับเงินเดือนสูงจากภาษีประชาชน ซึ่งคนเป็นผู้พิพากษาต้องฟังความสองฝ่าย ถ้าฟังฝ่ายเดียวแล้วออกความเห็นก็ไม่ต่างกับคนทั่วไป หลักสำคัญท่านถูกฝึกมาคือต้องฟังความสองฝ่าย ฝ่ายเดียวเชื่อมีความเห็นเลยไม่ได้ ต้องยึดหลักให้มั่นคง ก่อนจะวินิจฉัยอะไรต้องฟังสองฝ่ายเป็นหน้าที่&amp;rdquo; นายชำนาญกล่าวทิ้งท้าย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16567</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบันทึกแบบอมความ, ดำเนินการลงมติเพื่อถอดถอน, นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์, ปฏิรูปโครงสร้างการปฏิบัติหน้าที่, หนังสือพิมพ์, เปลี่ยนวิธีการสืบพยานในศาลชั้นต้นใหม่ทั้งหมด, ไกล่เกลี่ยยอมความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b8944c65708e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14153</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2018 12:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2018 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลจังหวัดพัทยาไกล่เกลี่ยสำเร็จ ลูกชาวจีน 6 ขวบถูกรถชนได้ชดใช้กว่า 3 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค. 61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;nbsp;จากการดำเนินคดีนักท่องเที่ยวในเขตอำนาจของศาลจังหวัดพัทยา ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ขณะที่ศาลจัดให้มีผู้ประนีประนอมซึ่งมีความรู้ความสามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศ เพื่อทำให้การอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้มีอรรถคดีด้วยความพึงพอใจให้เสร็จสิ้นไปด้วยความรวดเร็ว เป็นธรรม และลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล อันเป็นไปตามนโยบายของนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกานั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดพัทยาได้จัดให้มีการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทก่อนฟ้อง ซึ่งเป็นผลสำเร็จ โดยมีการยินยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดพัทยา ผู้ร้อง กับนายอานนท์ คำดีวัน ผู้ต้องหา กรณีเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2561 เกิดเหตุที่ ต.บางละมุง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี รถยนต์โดยสารได้ชนบุตรชายอายุ 6 ปีของนางซือ ไม่ หลี และนายเฉิง กัว หวัง นักท่องเที่ยวชาวจีน จนถึงแก่ความตาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดพัทยาได้ยื่นคำร้องขอสืบพยานก่อนฟ้องคดี เรื่อง ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยศาลสืบพยานฝ่ายอัยการผู้ร้องจนจบ 3 ปาก ต่อมานายเกษม ศุภสิทธิ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยา มอบหมายให้นายธวัช สถิรเศรษฐ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดพัทยา และ นายสมชัย ชัยวงศ์ศรีอรุณ ผู้ประนีประนอม ซึ่งมีความสามารถในการสื่อสารภาษาจีน เป็นผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาท จนสามารถตกลงกันได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายอานนท์ คำดีวัน,&amp;nbsp; บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด, บริษัท เอส.ซี. สมชัยบริการ จำกัด&amp;nbsp;และบริษัท ไทย จิน หยวน จำกัด ยินยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทน ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและอื่นๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,500,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำหรับการสืบพยานล่วงหน้าก่อนฟ้องนั้นเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ เนื่องจากพยานซึ่งเป็นผู้เสียหายชาวจีน จะต้องเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรก่อนที่อัยการจะสั่งฟ้องคดี ทำให้ยากแก่การตามตัวมาในภายหลัง พนักงานอัยการจังหวัดพัทยาจึงยื่นคำร้องขอสืบพยานไว้ก่อนได้ตามกฎหมายดังกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14153</URL_LINK>
                <HASHTAG>ไกล่เกลี่ยยอมความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180726/image_big_5b595d92b0a3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8785</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ตีหัวบอล-มอบตัว ดาราพร้อมให้อภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หนุ่มหน้าตาดีเข้ามอบตัว รับเป็นคนตีหัวดาราหนุ่มบอล-จิตรภาณุ แต่ไม่ยอมบอกสาเหตุ ตำรวจชี้ถ้าไม่บาดเจ็บสาหัสก็ยอมความกันได้ ด้านผู้เสียหายยันไม่เกี่ยวเรื่องผู้หญิง แต่ถ้าใช่ก็ขอโทษ พร้อมให้อภัยถ้ามาเคลียร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณี นายจิตรภาณุ กลมแก้ว หรือบอล อายุ 34 ปี &amp;nbsp;ดาราละครทีวีช่อง 3 เข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.กฤษณะ กิมไพศาล รองสารวัตร (สอบสวน) สน.ปทุมวัน หลังถูกคนร้ายใช้หัวเข็มขัดตีเข้าที่ศีรษะจนแตกต้องเย็บจำนวน 3 เข็ม และที่มือซ้าย 2 แผล ก่อนจะเข้ารับรักษาที่ รพ.พญาไท 2 เหตุเกิดเมื่อบ่ายวันจันทร์ บริเวณลานจอดรถสแควร์วัน ชั้นใต้ดิน แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. ขณะนายจิตรภาณุกล่าวว่า หลังจากได้ดูกล้องวงจรปิด ตนก็ยังไม่ทราบอยู่ดีว่าคนที่ทำร้ายเป็นใคร ไม่เคยรู้จัก และยืนยันว่าตนไม่เคยมีเรื่องกับใคร ส่วนวันที่ไปเดินสยาม ก็ไปเอากางเกงตามปกติ ไม่ได้รู้สึกว่าเกิดเรื่อง หรือมีคนมาตามเราแต่อย่างใด ส่วนเรื่องชู้สาว ก็ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหารักซ้อนกับใคร และอยากทราบเหมือนกันว่าทำไมจึงมาทำร้ายตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานความคืบหน้าเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจหาพยานหลักฐาน กระทั่งต่อมาเวลา 10.00 น. ได้มีนายภาวี แสวงสัตย์ อายุ 30 ปี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เพื่อมอบตัว โดยยอมรับว่าตนเองเป็นคนทำร้ายร่างกายนายจิตรภาณุ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัวเข้าห้องสอบสวนเพื่อทำการสอบปากคำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวแจ้งว่า นายภาวีเป็นชายหน้าตาดี นุ่งใส่กางเกงยีนส์ สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว สวมหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้าตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม นายภาวีไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดถึงการดักทำร้ายนายจิตรภาณุ บอกแต่เพียงว่าเป็นเรื่องส่วนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น ผกก.สน.ปทุมวัน เปิดเผยว่าเบื้องต้นได้ส่งตัวให้พนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่า นายภาวีได้มามอบตัว พร้อมให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง ตำรวจจึงทำการพิมพ์ลายนิ้วมือ ก่อนแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งข้อหาดังกล่าวสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยกันเองได้ ต้องรอสอบถามทางผู้เสียหายว่าจะยินยอมหรือไม่ นอกจากนี้ต้องรอใบรับรองแพทย์ รพ.พญาไท 2 ประเมินว่าอย่างไร หากแพทย์ลงความเห็นว่าอาการสาหัส ผู้ก่อเหตุต้องถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอาการล่าสุดของนายจิตรภาณุ มีอาการปวดศีรษะ จึงกลับไปพบแพทย์ที่ รพ.พญาไท 2 อีกครั้งหนึ่ง ส่วนแผลแตกเย็บ 3 เข็ม 1 แผล และ 2 เข็มอีก 1 แผล ได้เอ็กซเรย์แล้วไม่มีส่วนใดแตกร้าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายจิตรภาณุได้เดินทางไปยัง สน.ปทุมวัน พร้อมด้วยผู้จัดการส่วนตัว ยืนยันว่าไม่เคยรู้จักนายภาวีแต่อย่างใด ขณะนี้ยังงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนสาเหตุที่หลายคนคาดเดาว่าเป็นเรื่องชู้สาว มองว่าไม่น่าจะใช่ แต่ถ้าเป็นเรื่องนั้นจริงก็ต้องขอโทษด้วย สำหรับอาการล่าสุด กะโหลกไม่ร้าว แต่ยังเจ็บศีรษะอยู่บ้าง ซึ่งแพทย์ให้รอดูอาการ 48 ชั่วโมง ส่วนการดำเนินคดีกับนายภาวี จะมีการไกล่เกลี่ยยอมความหรือไม่ เป็นหน้าที่ของตำรวจ ถ้าผู้ก่อเหตุเข้ามาขอโทษ ก็พร้อมให้อภัย ตนเป็นผู้ลูกชายพอ เพราะทุกคนย่อมมีเหตุผลในการกระทำ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8785</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนตีหัวดาราหนุ่ม, นายจิตรภาณุ กลมแก้ว, นายภาวี แสวงสัตย์, พ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น, ร.ต.ท.กฤษณะ กิมไพศาล, รพ.พญาไท 2, สน.ปทุมวัน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนุ่มหน้าตาดี, ไกล่เกลี่ยยอมความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af1a5ffa1a72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
