<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81841</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 17:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2020 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้ำ&quot;โควิด&quot; กับ &quot;ไข้หวัดใหญ่&quot;อาการคล้ายคลึงกันมาก  ไข้ต่ำๆไอ มีน้ำมูก  ยันต้องสวมหน้ากากล้างมือบ่อยๆ ต่อไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;26 ต.ค.63-นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ และแพทย์หญิงเปี่ยมลาภ แสงสายัณห์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด สถาบันโรคทรวงอก ร่วมกันแถลงข่าวการดูแลรักษาสุขภาพช่วงฤดูหนาวให้ห่างไกลโรคโควิด 19 โดยนพ.ณัฐพงศ์กล่าวว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว หลายพื้นที่เริ่มมีอุณหภูมิลดลง อากาศเย็น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจระบาดได้ง่าย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น รวมทั้งประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อโควิด 19 รายใหม่ ซึ่งทั้งไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด 19 มีอาการคล้ายคลึงกัน ดังนั้นหากอยู่แต่ในบ้าน มีพฤติกรรมป้องกันตนเอง สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ โอกาสที่จะเป็นโรคโควิด 19 จะน้อยมาก แต่หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น สถานที่กักกัน หรือสถานที่เคยติดโรคมาก่อน ใกล้ชิดกับคนต่างประเทศในภาวะกักกัน หากป่วยควรไปตรวจหาเชื้อโควิด 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;quot; การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี สามารถป้องกันได้ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด 19 ซึ่งแต่ละปีโรคไข้หวัดใหญ่จะแพร่ระบาดสูง 2 ช่วง คือ ช่วงต้นปี จากนั้นลดลงช่วงฤดูร้อน และกลับมาระบาดอีกครั้งช่วงต้นฤดูหนาว แต่จากมาตรการป้องกันโรคโควิด 19 ทำให้โรคไข้หวัดใหญ่ลดลงอย่างมาก ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 จนถึงปัจจุบัน และยังลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อที่ติดจากมือด้วย เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น &amp;quot;นพ.ณัฐพงศ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ด้านพญ.เปี่ยมลาภ แสงสายัณห์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด สถาบันโรคทรวงอก กล่าวว่า ข้อแตกต่างระหว่างโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด 19 คือ โรคไข้หวัดใหญ่ใช้ระยะเวลาการฟักตัวของโรค 1-4 วันจึงจะเริ่มมีอาการ และสามารถแพร่เชื้อได้ก่อนมีอาการ 1 วัน แต่ไม่เกิน 7 วัน อาการเด่น คือ ระยะแรกจะมีไข้สูง เกิน 38 องศาเซลเซียส ปวดศีรษะ คัดจมูก น้ำมูกไหล และไอ สามารถหายได้เองใน 7 วัน อาจเกิดปอดอักเสบได้ขึ้นกับสายพันธุ์ของเชื้อที่ติดและภูมิคุ้มกันของร่างกาย การรักษามียาต้านไวรัส และมีวัคซีนป้องกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ส่วนโรคโควิด 19 หลังรับเชื้อระยะเวลาเกิดโรคโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 วัน ส่วนใหญ่ไม่เกิน 14 วัน เริ่มแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1-2 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้นานถึง 14 วัน ส่วนใหญ่ 80 เปอร์เซ็นต์มักไม่แสดงอาการ แตกต่างจากไข้หวัดใหญ่คือ อาการไข้ น้ำมูก และไอไม่เด่นเท่าไข้หวัดใหญ่ โดยมีไข้ต่ำๆ ประมาณ 37.5 หรือ 37.8 องศาเซลเซียส อาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวและไอร่วม แต่ที่เด่นชัดคือ สูญเสียการรับรสและกลิ่น สามารถหายเองได้ใน 10-14 วัน ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือมีโรคอื่นร่วมด้วย มีความเสี่ยงที่จะเกิดปอดอักเสบรุนแรงได้ ส่วนอาการจมูกไม่ได้กลิ่นจากภูมิแพ้ที่เกิดจากอากาศเย็นและฝุ่น PM 2.5 จะมีอาการเด่น คือ คัดจมูกและมีน้ำมูก หากสงสัยให้ไปพบแพทย์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;โรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด 19 ติดต่อได้เหมือนกัน ผ่านการไอ จาม หรือสัมผัสถูกน้ำมูก เสมหะของผู้ป่วย มือที่สัมผัสเชื้อ การป้องกันตนเองจากทั้ง 2 โรค ทำได้เหมือนกัน คือ การใส่หน้ากาก ทั้งคนป่วยและคนไม่ป่วยจะช่วยป้องกันการแพร่เชื้อและรับเชื้อ &amp;nbsp;เว้นระยะห่าง 1-2 เมตร ล้างมือบ่อยๆ &amp;nbsp;กินของร้อน ใช้ช้อนกลางส่วนตัว หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด เน้นการอยู่พื้นที่โล่งและมีแดดก็จะช่วยป้องกันได้&amp;rdquo; แพทย์หญิงเปี่ยมลาภกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81841</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ไข้หวัดใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201026/image_big_5f96a017f2e3c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64742</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉีดฟรีวัคซีนหวัดใหญ่ ช่วยเหลือ7กลุ่มเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เริ่มแล้ว สปสช.บริการฟรีฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ตั้งแต่หญิงมีครรภ์ เด็กเล็ก ผู้มีโรคเรื้อรัง ผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้พิการทางสมอง ภูมิคุ้มกันบกพร่องและโรคอ้วน พร้อมให้คน กทม.ลงทะเบียนจองสิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นสาเหตุที่สำคัญของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน พบได้บ่อยในประชากรทุกกลุ่มอายุ อาการเริ่มตั้งแต่มีไข้ น้ำมูกไหล จนถึงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดบวม สมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตับอักเสบ ฯลฯ พบอัตราป่วยราวร้อยละ 10-20 ของประชากร โดยกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง และผู้ที่เป็นโรคอ้วนมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิต หากไม่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดได้จะทำให้โรงพยาบาลต้องรับภาระในการดูแลผู้ป่วย ก่อให้เกิดความสูญเสียในด้านเศรษฐกิจด้านการรักษาพยาบาลตามมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สปสช.ได้บรรจุบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเป็นสิทธิประโยชน์ภายใต้ &amp;ldquo;กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ&amp;rdquo; โดยดำเนินการร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน และในปี 2563 นี้ สปสช.ได้จัดเตรียมวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 4 ล้านโด๊ส สำหรับให้บริการประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงจากโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยเป็นวัคซีนผลิตจากเชื้อไวรัส 3 สายพันธุ์ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) มีการระบาดมากในประเทศไทยและทั่วโลก ดังนี้ สายพันธุ์ A/Brisbane/02/2018 (H1N1) pdm09-like virus; สายพันธุ์ A/South Australia/34/2019 (H3N2)-like virus; และสายพันธุ์ B/Washington/02/2019-like (B/Victoria lineage) virus&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ศักดิ์ชัยกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 โดยผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่และมีกลุ่มเสี่ยงภาวะรุนแรง เสียชีวิต เป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่นเดียวกัน ดังนั้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดความรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มเสี่ยง และป้องกันความสับสนในการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 สปสช.ขอเชิญชวนประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ร่วมรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 หรือจนกว่าวัคซีนจะหมด ที่หน่วยบริการภาครัฐและหน่วยบริการเอกชนที่ร่วมระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ 1) หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป 2) เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปีทุกคน (หมายถึง กลุ่มเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนเต็ม จนถึงอายุ 2 ปี 11 เดือน 29 วัน) 3) ผู้มีโรคเรื้อรัง ดังนี้ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน 4) บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป 5) ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 6) โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ) และ 7) โรคอ้วน (น้ำหนัก &amp;gt; 100 กิโลกรัม หรือ BMI &amp;gt; 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ เมื่ออายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป สปสช.ได้จัดเตรียมวัคซีนไว้สำหรับทุกคน โดยสามารถขอรับการฉีดวัคซีนได้ตลอดทั้งปี ไม่จำกัดเฉพาะช่วงการรณรงค์เท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ศักดิ์ชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในปีนี้ สปสช.เขต 13 กทม. ได้เพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการฉีดวัคซีน ด้วยการลงทะเบียนจองสิทธิ์รับวัคซีนผ่านไลน์ @ucbkk สร้างสุข เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ และเข้ารับบริการฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ตามวันเวลาและหน่วยบริการที่ได้ลงทะเบียนไว้ในระบบ ซึ่งจะทำให้มั่นใจว่าได้รับบริการฉีดวัคซีนแน่นอนเมื่อไปถึงหน่วยบริการ ขณะเดียวกันยังช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64742</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเสี่ยง, บริการฟรีฉีดวัคซีน, สปสช., เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ไข้หวัดใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200430/image_big_5eaac911283f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ อาการต่างจากคนทั่วไป  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของคนทั่วโลก จนหลายคนอาจจะมองข้ามปัญหาไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่ถือเป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างฉับพลัน ที่เกิดจากเชื้อ Influenza virus ซึ่งพบการแพร่ระบาดมากกว่าปกติในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ความรุนแรงของโรคมักขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคนในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต เบาหวาน และโรคมะเร็ง หากพบการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดพบอาการแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อไซนัส หรือหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉะนั้นการเฝ้าระวังและแยกความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่กับไวรัสชนิดอื่นๆ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม&amp;nbsp;ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย ทั้งนี้ อาการที่เรียกว่า &amp;ldquo;ไข้หวัดใหญ่&amp;rdquo; ในผู้สูงอายุสามารถสังเกตได้ คือ ภาวะซึม ทานข้าวไม่ได้ สับสน เพิ่มเติมจากอาการไข้หวัดใหญ่ปกติ เช่น มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว ไอแห้ง เจ็บคอ และมีน้ำมูก อีกทั้งอาการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุมักมีความรุนแรงมากกว่าคนปกติ และอาจพบอาการแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่า ไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้หากดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ แต่ถ้าเริ่มมีอาการไข้สูง หายใจเหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ทานอาหารไม่ได้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย โดยนำตัวอย่างของเหลวจากจมูกหรือลำคอของคนไข้ไปตรวจหาชนิดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และรักษาโดยเร่งด่วนในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว การปล่อยให้เชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน สามารถเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อน อีกทั้งเพิ่มระดับความรุนแรงของโรคให้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวิธีการรักษาไข้หวัดใหญ่ที่ได้ผล คนไข้ควรได้รับยาต้านไวรัสภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากมีอาการไข้ ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรค นอกเหนือจากนั้นจะเป็นการรักษาตามอาการ เช่น ทานยาแก้ไข้ ยาแก้ไอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี เพราะในแต่ละปีเชื้อโรคมีการเปลี่ยนแปลง และพบการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดเชื้อตัวใหม่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในแต่ละปีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเชื้อที่ระบาดในช่วงเวลานั้น โดยหลักแล้วจะครอบคลุม 3 สายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่ที่พบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดโรค นอกจากนี้วัคซีนยังช่วยลดความรุนแรงของโรคและโอกาสในการเกิดโรคแทรกช้อนหากเป็น ขณะเดียวกัน คนที่อายุต่ำกว่า 50 ปี แต่มีโรคประจำตัว หรือโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด โรคหัวใจ กลุ่มนี้ควรได้รับวัคซีนเป็นประจำทุกปีเช่นกัน รวมไปถึงผู้ที่ดูแลหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ นอกจากอาการบวมแดงเล็กน้อยในบริเวณที่ฉีด ส่วนอาการไข้หลังฉีดวัคซีนที่หลายคนกังวลนั้น พบได้ &amp;ldquo;น้อยมาก&amp;rdquo; เนื่องจากวัคซีนช่วยในเรื่องการป้องกัน อย่างไรก็ตาม วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันโรคหวัดได้ 100% ในกรณีที่ได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใกล้เคียง แต่จะช่วยบรรเทาอาการของโรคไม่ให้เป็นอันตรายถึงชีวิต หรือช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นตามมาได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59835</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, โลกวัยเกษียณ, ไข้หวัดใหญ่, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200315/image_big_5e6e1acb20455.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2018 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2018 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พยากรณ์โรคปี62ไข้หวัดใหญ่อันดับหนึ่งต้องเฝ้าระวัง ส่วนโรคหัดแซงโค้งมาเป็นอันดับสอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ธ.ค.61 ที่กรมควบคุมโรค &amp;nbsp;นพ.สุวรรณชัย &amp;nbsp;วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมคณะผู้บริหารจากกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงข่าว เรื่อง &amp;ldquo;พยากรณ์โรคและภัยสุขภาพที่สำคัญ พ.ศ.2562&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งกรมควบคุมโรค ได้วิเคราะห์สถานการณ์โรคในระบบเฝ้าระวังต่างๆ ที่ผ่านมา โดยวิธีอนุกรมเวลา วิเคราะห์จำนวนและช่วงเวลาการเกิดโรคต่างๆ เพื่อคาดการณ์แนวโน้มของการเกิดโรค และนำมาพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพที่สำคัญในปี 2562 เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ของโรคที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 การพยากรณ์โรคติดต่อ และกลุ่มที่ 2 โรคไม่ติดต่อและภัยสุขภาพ &amp;nbsp;ดังนี้ การพยากรณ์โรคติดต่อที่สำคัญในปี 2562 มี 3 โรค ได้แก่
1.โรคไข้หวัดใหญ่ จากข้อมูลในปี 2561 (ณ สิ้นเดือนพ.ย.61) พบผู้ป่วย 166,342 ราย เสียชีวิต 38 ราย &amp;nbsp;สำหรับการพยากรณ์โรค ปี 2562 คาดว่าจำนวนผู้ป่วยจะยังคงสูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปี โดยจะมีผู้ป่วย 177,759 ราย ซึ่งจำนวนผู้ป่วยใกล้เคียงกับปี 2561 โดยในช่วงต้นปี (ม.ค.-มี.ค.) จะมีผู้ป่วยประมาณ 13,000-15,000 ราย และช่วงฤดูฝน (ก.ค.-พ.ย.) จะมีผู้ป่วยประมาณ 15,000-25,000 ราย &amp;nbsp;จึงขอให้ประชาชนใช้มาตรการ &amp;ldquo;ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด&amp;rdquo; ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ดังนี้ 1.ปิด คือ ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม 2.ล้าง คือ ล้างมือบ่อยๆ เมื่อสัมผัสสิ่งของ &amp;nbsp;3.เลี่ยง คือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย และ 4.หยุด คือ เมื่อป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรมในสถานที่แออัด
2.โรคหัด จากข้อมูลในปี 2561 (ณ วันที่ 25 พ.ย.61) มีรายงานผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือสงสัยหัด 5,442 ราย เสียชีวิต 22 ราย เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 2,451 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 1-4 ปี คิดเป็นร้อยละ 30 รองลงมาคือ 20-29 ปี &amp;nbsp;สำหรับการพยากรณ์โรค ปี 2562 หากมีมาตรการควบคุมโรคที่เข้มแข็ง มีความครอบคลุมของวัคซีนได้ตามเป้าหมาย และมีการให้วัคซีนในกลุ่มเสี่ยง คาดว่าจะมีผู้ป่วยสงสัยโรคหัด 1,003 ราย &amp;nbsp; ขอแนะนำว่าโรคหัดเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ของกระทรวงสาธารณสุข โดยผู้ปกครองพาเด็กเล็กไปรับวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน จำนวน 2 เข็ม เข็มแรกเมื่อเด็กอายุ 9 เดือน และเข็มที่สองเมื่ออายุ 2 ปีครึ่ง
3.โรคไข้เลือดออก จากข้อมูลในปี 2561 (ณ สิ้นเดือนพ.ย.61) พบผู้ป่วย 78,762 ราย เสียชีวิต 105 ราย สำหรับการพยากรณ์โรค ปี 2562 คาดว่าจะมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก 94,291 ราย และคาดว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นในเดือนเมษายน และอาจพบสูงสุดในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค. โดยคาดว่าจะมีอำเภอเสี่ยงสูง 136 อำเภอจากทั้งหมด 928 อำเภอ (ใช้เกณฑ์การประเมินจากพื้นที่ป่วยซ้ำซากและความรุนแรงของการเกิดโรคในปีปัจจุบัน) &amp;nbsp;แนะนำประชาชนร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ตามมาตรการ &amp;ldquo;3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค&amp;rdquo; คือ 1.เก็บบ้าน 2.เก็บขยะ และ 3.เก็บน้ำ เพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา
นพ.สุวรรณชัย &amp;nbsp;กล่าวต่อไปว่า สำหรับการพยากรณ์โรคไม่ติดต่อและภัยสุขภาพ มี 1 เรื่อง คือ การบาดเจ็บจากการจราจรทางถนน &amp;nbsp; เนื่องจากทุกปีประเทศไทยจะพบอุบัติเหตุจากการจราจรเกิดขึ้นจำนวนมาก &amp;nbsp;โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ พบว่าบางรายมีการใช้แอลกอฮอล์ร่วมด้วย ทำให้เกิดอุบัติเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากกรณีดังกล่าวจำนวนมาก &amp;nbsp;คาดการณ์จำนวนผู้บาดเจ็บจากการจราจรทางถนน ในปี 2562 คาดว่าจะต้องเฝ้าระวัง ระมัดระวังตลอดทั้งปี &amp;nbsp; ไม่ขับรถเร็ว คาดขัดนิรภัยทุกครั้ง หากดื่มสุราแล้วไม่ควรขับรถ และง่วงต้องไม่ขับ เป็นต้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ ประชาชนต้องดูแลสุขภาพและระมัดระวังตนเองจากโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น &amp;nbsp;เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาการป่วยตายของคนไทยในช่วงที่ผ่านมา มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;&amp;nbsp;
//////&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24068</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โรคหัด, กรมควบคุมโรค, พยากรณ์โรคปี62, ไข้หวัดใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181212/image_mid_5c10ce4226387.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนแก่กลายเป็นเด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นเรื่องจริง ประสบการณ์ตรงที่เจอะเจอกับตัวเองเมื่อเร็วๆ นี้เลย ด้วยคุณแม่ที่เด็กๆ เรียกกันว่า &amp;quot;อาม่า&amp;quot; ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะไข้หวัดใหญ่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลูกหลานต้องร้อง OMG เลยทีเดียว เพราะอาม่าวัยอีกปีเดียวจะครบ 100 ท่านทำตัวเหมือนเด็กอายุไม่เกิน 2 ขวบ คือพูดไม่รู้เรื่อง ขอให้ทำอะไรก็ไม่ทำ ซ้ำยังร้องโวยวาย ครวญคราง โอดโอยเหมือนเด็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลาคุณพยาบาลจะเอาเข็มทิ่มมือ เพื่อเอาเลือดไปตรวจ และตามด้วยการใส่น้ำเกลือ อาม่าจะสะบัดไม้สะบัดมือ เหมือนเด็กที่ดิ้นแรงๆ เรียกว่าเล่นเอาเหงื่อตกไปตามๆ กัน ที่สำคัญ คนเดินผ่านไปมา ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็จะตกอกตกใจว่ามีการทำการทรมานคนแก่หรืออย่างไรกัน?!?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาพที่เห็นและสัมผัส ทำให้ย้อนนึกถึงตอนอุ้มลูกมาตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล หรือแอดมิตเพราะไข้ขึ้นสูงยังไงยังงั้นเลยทีเดียว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาม่าวัย 99 ปี ร่างกายทำงานมานาน อวัยวะก็ต้องสึกหรอตามกาลเวลา โดยเฉพาะสมองของท่านไม่สามารถสั่งงานได้เหมือนเก่า ต่อมความรู้สึกเจ็บจึงทำงานหนัก ส่งผลให้สติสัมปชัญญะที่เคยสามารถควบคุมอารมณ์ได้นั้นอ่อนแอลงด้วย เสียงร้องที่ออกมาเหมือนเด็กกลัวเข็มฉีดยานั้นจึงดังไม่แพ้กัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นจริงที่มีคนกล่าวกันว่า เมื่อแก่ตัวลง ผู้ใหญ่จะกลับกลายเป็นเด็ก เพราะระบบการทำงานสมองที่เชื่องช้าลง นับว่าเป็นสาเหตุที่สำคัญ ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจและการใช้สติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เมื่อรู้และเข้าใจอย่างนี้แล้ว จึงนับเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่จะต้องใช้สติและปัญญาในการบริหารจัดการกับกระบวนการธรรมชาติของการเกิด แก่ และเจ็บ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะพึงกระทำ มิเช่นนั้น ความเครียดจะเข้าครอบงำ แทนที่แค่เจ็บป่วยร่างกายด้วยโรคหวัดธรรมดาๆ ก็อาจจะบานปลายกลายเป็นการเจ็บป่วยทางใจได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนทางง่ายๆ คือ ย้อนกลับไปนึกถึงว่า ตอนเรามีลูกอายุ 1-2 ขวบ ที่ยังไม่สามารถสื่อสารอะไรได้ดีนัก นอกจากรู้ว่าเจ็บ รู้ว่าปวดเท่านั้น พวกเขามีพฤติกรรมอย่างไร วันนี้ อาม่าวัย 99 ก็ไม่แตกต่าง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าคิดได้แบบนี้ เราก็จะรู้ว่า เราควรจะต้องจัดการอย่างไรกับเด็กที่ไร้เดียงสา ไม่รู้อะไรเลยว่าถูกหรือผิดที่เสียงดังโวยวายเมื่อถูกเข็มฉีดยา หรือแม้แต่พยาบาลมาแตะตัวเพื่อเช็ดตัวหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม ผู้สูงวัยก็จะร้องครวญครางเหมือนเด็กได้แบบเดียวกันค่ะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มองเป็นเรื่องตลก ก็พอจะช่วยคลี่คลายความเครียดจากปัญหาการเจ็บป่วยของบุพการีได้ อีกทั้งจะช่วยเตือนสติเราตลอดเวลาไม่ให้โกรธ ไม่ให้โมโห ว่าทำไม..อาม่าพูดไม่รู้เรื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นเพราะคนแก่ได้กลายเป็นเด็กแล้ว เมื่อความเจ็บปวดมาครอบงำสติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือเป็นเครื่องสอนใจได้เลยว่า การดูแลสุขภาพของตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องทำด้วยตัวเอง ถึงเวลามีเงิน บางครั้งก็ช่วยไม่ไหวนะคะ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ป้าเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6865</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป้าเอง, ผู้ใหญ่จะกลับกลายเป็นเด็ก, มองมุมสูง, ระบบการทำงานสมองที่เชื่องช้าลง, อาม่า, เครื่องสอนใจ, เจ็บป่วยทางใจ, ไข้หวัดใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37680816e92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
