<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>19064</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2018 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2018 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไจก้าเปิดโผ 4 สถานีรถไฟฟ้าวิกฤติคนล้น จี้เพิ่มขบวนรถ แอร์พอร์ตลิงก์เล็งถอดเบาะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ไจก้าเปิดโผ 4 สถานีรถไฟฟ้าวิกฤติคนล้น ต้องรอ 2-3 ขบวน ด้านคมนาคม-บีทีเอสรับมีปัญหาเกิดหลายสถานี ลั่นแก้ได้ภายในสองปี แอร์พอร์ตลิงก์เล็งถอดเบาะแก้แออัด เผยลดความถี่เหลือ 5 นาทีต่อเที่ยวหลังเสริมรถวิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น(ไจก้า)ระบุว่าจากการศึกษาระบบขนส่งมวลชนด้านรถไฟฟ้าในกรุงเทพนั้นพบว่ามีปริมาณหนาแน่นอย่างมากในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนคือ 07.30 ส่งผลให้ประชาชนต้องรอเสียเวลาเดินทางและเสียเวลารอรถหลายขบวนโดยเฉพาะ 1.สถานีรามคำแหงของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ วิกฤติมากที่สุดต้องรอรถอย่างน้อย 2 ขบวนเสียเวลาเดินทาง 7-28 นาที 2.สถานีสะพานตากสินรถไฟฟ้าบีทีเอสวิกฤติมาก ต้องรอรถอย่างน้อย 2 ขบวนเสียเวลาเดินทาง 10-20 นาที 3.สถานีอ่อนนุชรถไฟฟ้าบีทีเอส วิกฤติมาก ต้องรอรถอย่างน้อย 2 ขบวนเสียเวลารอ 8-10 นาที 4.สถานีลาดพร้าวรถไฟฟ้าใต้ดิน วิกฤติมาก ต้องรอรถอย่างน้อย 2 ขบวนเสียเวลารอ 8-10 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม JICA มองว่าผู้ให้บริการรถไฟฟ้าจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนขบวนรถเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะแอร์พอร์ตลิงก์ซึ่งปัจจุบันมีรถวิ่งบริการจำนวน 8 ขบวนซึ่งน้อยกว่าเฉลี่ยที่ควรจะเป็นซึ่งอยู่ที่ราว 20 ขบวนในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ทั้งนี้หากรถไฟฟ้าทุกสายที่เปิดบริการขณะนี้มีรถเพียงพอตามค่าเฉลี่ยแล้วจะสามารถรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นได้ 130% คิดเป็นวันละ 158,000 คนต่อชั่วโมงต่อเส้นทาง จากปัจจุบันรองรับได้ 68,800 คนต่อชั่วโมง
ภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่าในส่วนของรฟม.นั้นยอมรับว่ามีปัญหาดังกล่าวจริงในเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินโดยเฉพาะช่วงชั่วโมงเร่งด่วนที่ผู้โดยสารต้องเสียเวลารอรถไฟฟ้าอย่างน้อย 2-3 ขบวนในสถานีหลักชั้นในได้แก่ สถานีลาดพร้าว สถานีเพชรบุรี สถานีสุขุมวิทและสถานีศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามขณะนี้รฟม.ได้ใช้วิธีแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนโดยการถอดเบาะรถไฟฟ้าโดยการถอดเบาะตู้กลางของรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินครบทั้ง 19 ขบวนแล้วโดยรถไฟฟ้า 1 ขบวนจะมี 3 ตู้ ตู้ละ 42 ที่นั่ง รวม 126 ที่นั่ง โดยจะถอดเบาะออกในตู้กลาง คิดเป็นตู้ละ 14 ที่นั่งรวมสามตู้ 42 ที่นั่ง ทำให้ที่นั่งเหลือ 84 ที่นั่ง ซึ่งที่ผ่านมาได้เสียงตอบรับจากประชาชนดีมากเนื่องจากสามารถบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีนัยยะสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคมเชื่อว่าปัญหารถไฟฟ้าใต้ดินแน่นจะเริ่มคลี่คลายลงในปี 2562 และหมดไปในปี 2563 โดยในช่วงต้นปีหน้าจะเริ่มรับมอบขบวนใหม่ 3 ขบวนจะส่งผลให้ความถี่ต่อขบวนลดลงเหลือ 2.30 นาที จากปัจจุบัน 3 นาที จากนั้นเมื่อส่งมอบครบทั้ง 35 ขบวนในปี 2563แล้วจะลดระยะเวลาการรอรถไฟฟ้าลงได้ 1 ใน 3 หรือลดลง 30% คิดเป็นความถี่ 2 นาทีต่อขบวนซึ่งเป็นระยะเวลาทำรอบดีที่สุดที่จะเป็นไปได้ สำหรับปริมาณรองรับเพิ่มนั้นอยู่ที่ 1,000 คน/ขบวน/เที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอส)กล่าวว่าปัญหาความแออัดภายในสถานีอ่อนนุชและสถานีสะพานตากสินนั้นปัจจุบันมีปัญหาผู้โดยสารหนาแน่นในชั่วโมงเร่งด่วนจริง โดยเฉพาะสถานีสะพานตากสินซึ่งอยู่ในเส้นทางบีทีเอสสายสีลมปัจจุบันนั้นประสบปัญหาคอขวดบริเวณสถานีส่งผลให้ความถี่เดินรถต่อขบวนมากราว 4-6 นาที ส่งผลให้ผู้โดยสารอาจต้องรอรถไฟหลายขบวนดังนั้นบีทีเอสจึงมีแผนลงทุนราว 1.1 พันล้านบาท เพื่อขยายสถานีดังกล่าวขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ฉบับสมบูรณ์เพื่อเสนอสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) คาดว่าจะเสนอได้ภายในเดือนพ.ย. นี้หากได้รับความเห็นชอบจะดำเนินการก่อสร้างทันทีใช้ระยะเวลาก่อสร้างราว 2 ปีเศษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะที่สถานีอ่อนนุชนั้นปัญหาได้คลี่คลายลงมากแล้วตั้งแต่การปรับระบบบีทีเอส ปัจจุบันมีความถี่ต่อขบวนที่ราว 2.40 นาที ดังนั้นปัญหาผู้โดยสารหนาแน่นจะเริ่มคลี่คลายลงภายใน 2 ปี ขณะนี้มีแผนลงทุนจัดซื้อรถใหม่ทั้งสิ้น 46 ขบวน วงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสามารถส่งมอบได้ในปลายปีนี้ราว 10 ขบวน เพื่อรองรับการเปิดเดินรถไฟฟ้าสีเขียวใต้ส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการในเดือนธ.ค.นี้ ส่วนอีก 36 ขบวนจะส่งมอบทั้งหมดเพื่อนำมาให้บริการภายในปลายปี 62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กล่าวว่าแอร์พอร์ตลิงก์ประสบปัญหาผู้โดยสารหนาแน่นช่วงชั่วโมงเร่งด่วนจริง สำหรับสถานีรามคำแหงนั้นเป็นอีกหนึ่งสถานีที่ผู้โดยสารหนาแน่น นอกจากนี้ยังมีสถานีอื่นๆที่มีปริมาณผู้โดยสารมากช่วงเช้าและเย็นได้แก่ สถานีพญาไท สถานีมักกะสัน สถานีหัวหมากและสถานีลาดกระบังเป็นต้น ดังนั้นแอร์พอร์ตลิงก์จึงเร่งนำรถซ่อมบำรุงออกมาวิ่งบริการปัจจุบันมี 8 ขบวน โดยมีแผนการเดินรถในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนแบ่งเป็น รถไฟฟ้า 6 ขบวนวิ่งปกติ และอีก 2 ขบวนเป็นรถเสริมตามสถานีที่หนาแน่น ส่งผลให้ความถี่ในของเที่ยววิ่งและระยะเวลาการรอลดลงถึง 100% &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19064</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 สถานีรถไฟฟ้าวิกฤตคนล้น, การศึกษาระบบขนส่งมวลชนด้านรถไฟฟ้าในกรุงเทพ, รายงานข่าวองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น, สถานีรามคำแหงของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์, สถานีลาดพร้าวรถไฟฟ้าใต้ดิน, สถานีสะพานตากสินรถไฟฟ้าบีทีเอส, สถานีอ่อนนุชรถไฟฟ้าบีทีเอส, ไจก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0f51efe0e21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2018 19:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 19:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>76ปีกรมอุตุฯโชว์ศักยภาพพยากรณ์อากาศได้ทุก10นาที จากเดิมเป็นรายชั่วโมงตั้งเป้าทำนายล่วงหน้าจาก7วันเป็น15วัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 มิ.ย.61-ที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้มีการจัดงานวันสถาปนาครบรอบ 76 ปี &amp;nbsp;โดยมีนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธี วางพานพุ่มสักการะพระอนุสาวรีย์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อรำลึกถึงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์พระบิดาผู้ให้กำเนิดกิจการอุตุนิยมวิทยาในประเทศไทย มีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิทัลฯ และกรมอุตุนิยมวิทยา เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นายวันชัย ศักดิ์อุดมชัย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวเนื่องในโอกาสวันสถาปนาครบรอบ 76 ปี กรมอุตุนิยมวิทยา ว่า ในก้าวต่อไปกรมอุตุฯ ยังสามารถดึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้พัฒนาศักยภาพอุปกรณ์พยากรณ์อากาศของประเทศได้อีกมากในอนาคต เนื่องจากระบบคลังข้อมูลหรือดาต้าในปัจจุบันมีความรวดเร็วมากขึ้น และเชื่อมโยงข้อมูลด้านสภาพอากาศได้จากทั่วโลก ต่างจากในอดีตที่ยังล่าช้าอยู่ทำให้การพยากรณ์อาจจะล่าช้าตาม ตอนนี้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือไจก้า และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ( WMO) ในการสนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียมจากญี่ปุ่น ช่วยให้ไทยสามารถพยากรณ์อากาศได้ทุก 10 นาที &amp;nbsp;จากเดิมใช้เวลาพยากรณ์ทุกชั่วโมง โดยในอนาคตจะทำข้อตกลงเพิ่มเติมในช่วงเกิดวิกฤติ จะขอใช้ดาวเทียมถี่มากขึ้นเป็นทุก 2 นาที ซึ่งจะช่วยให้การพยากรณ์อากาศมีความแม่นยำมากขึ้น และเจาะจงพื้นที่ได้ชัดเจนมากขึ้น บอกรายละเอียดลงลึกถึงระดับตำบล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ความคืบหน้า การพยากรณ์อากาศในระดับตำบล ได้เปิดให้ใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่น TMD Smart sim บนโทรศัพท์ที่ต้องระบุพิกัดสถานที่ ท่านอยู่ที่ไหนก็ล็อคอินเข้าระบบ มันก็จะพยากรณ์ในตำบลที่ท่านอยู่ว่าเป็นยังไง ฝนจะตกเมื่อไหร่ มีพยากรณ์เป็นรายชั่วโมง พยากรณ์ล่วงหน้า 7 วัน &amp;nbsp;ในอนาคตเราก็พยายามจะพัฒนาให้พยากรณ์ได้ล่วงหน้า 15 วัน ทำให้มันแม่นยำขึ้น ถ้ามีข้อมูลวิเคราะห์มากขึ้น ซึ่งการพยากรณ์อากาศลงมาถึงระดับตำบลเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะข้อมูลที่กรมมีอยู่ในสถานีต่างๆ มันไม่ถึงระดับตำบล มันเป็นรัศมีประมาณ 50 กิโลเมตร เพราะฉะนั้นการลงระดับตำบลอาจต้องใช้ข้อมูล จากส่วนต่างๆ เช่น การประมาณการ จากดาวเทียม และอีกหลายอย่างฯลฯ ตรงนี้กำลังพยายามแก้เหมือนกัน&amp;rdquo; อธิบดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อถามถึงความแม่นยำในการพยากรณ์อากาศของไทย เทียบเท่ากับต่างประเทศได้มากน้อยแค่ไหน นายวันชัย กล่าวต่อว่า ในทุกประเทศไม่ว่าประเทศนั้นจะเจริญแล้วหรือยังไม่เจริญก็ตาม ถ้าอยู่ในประเทศเขตร้อนเหมือนไทย จะมีความแม่นยำที่ใกล้เคียงกัน เต็มที่ก็ประมาณ 75 &amp;ndash; 78 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเทียบเท่าศักยภาพใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกาในเขตรัฐตอนล่าง แถวแคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา ที่มีความแม่นยำประมาณ 80กว่าเปอร์เซ็นต์ &amp;nbsp;ยกเว้นในโซนเขตหนาว เราอาจจะด้อยกว่าเล็กน้อย เพราะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศน้อยกว่าโซนเขตร้อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ในส่วนการสร้างความรู้กับประชาชนในเรื่องของการดูแลตนเองจากภัยธรรมชาติ อธิบดีกรมอุตุฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา อย่างกระทรวงศึกษาธิการ ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา หรืออังกฤษ เขาสอนให้เด็กเรียนรู้เรื่องอุตุฯ เบื้องต้น ตั้งแต่ประถม เช่น สึนามิคืออะไร ฝนตกแบบไหน พายุคืออะไร แต่ในไทย อุตุฯ เป็นวิชาเลือกในการศึกษา ซึ่งบางคนไม่เลือกเรียนด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นจึงมีความแตกต่างกับต่างประเทศ ก็อยากจะผลักดันให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุวิชาอุตุฯ เข้าไปไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนของเยาวชน เช่น วิชา สปช. เพื่อสร้างเสริมให้มวลชน หรือเด็กได้ความรู้ในการปรับตัวกับภัยธรรมชาติที่จะรุนแรงขึ้นทุกวัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อธิบดี ยังเผยอีกว่า ในส่วนของสภาพอากาศช่วงนี้เป็นช่วงที่ฝนอาจจะลดลง จากช่วง 2-3 วัน ที่ผ่านมา คาดว่าปลายเดือนนี้อาจจะมีลักษณะของฝนทิ้งช่วงในเวลาสั้นๆ ประมาณ 5-10 วัน หรือประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน- ตอนล่าง และอีสานตอนกลาง มีลักษณะของฝนทิ้งช่วง แต่ไม่รุนแรง เพราะช่วงที่ผ่านมาฝนตกค่อนข้างดีและต่อเนื่อง เหมาะกับคนที่จะซ่อมแซมหลังคาบ้าน หรือคนที่ผลิตพืชผลทางการเกษตรที่อยากจะหลีกเลี่ยงจากความชื้น แต่ถ้าฝนมา อาจจะต้องระวังลักษณะของฝนช่วงบ่าย และค่ำในบางพื้นที่ จากโมเดลที่เราคาดมา ในช่วงต้นฤดู ฝนจะมีปริมาณมาก ช่วงส.ค.-ก.ย. แต่พอครึ่งหลังฝนจะซาลงไปอีก ซึ่งปีนี้ฝนไม่มากเท่าปีก่อน มีตกบ้าง ไม่ตกบ้างสลับกัน &amp;nbsp;แต่ก็ห่วงว่าอาจจะมีพายุเข้ามา ปีนี้น่าจะมีพายุ 1-2 ลูก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ค่าเฉลี่ยปีนี้เป็นปีปกติ ไม่มีอะไรร้ายแรง พายุที่อาจจะมาไม่ได้เป็น เอลนีโญ ลานีญา แต่ถ้ามาต่อให้พื้นที่ที่ไม่มีพายุเข้า ก็จะดึงลมเข้ามาแรงขึ้น ฝนก็จะเพิ่มขึ้นในช่วงนั้นด้วย แต่เท่าที่ดูล่าสุดตอนนี้ยังไม่มีพายุไหนที่ก่อตัวใกล้เคียงในเขตบ้านเรา ส่วนภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 21-22 มิ.ย.คลื่นลมทะเลในอันดามันลดลงเหลือประมาณ 2 เมตร ก็จะต้องรอระลอกใหม่ ถ้ามีเมื่อไหร่ก็จะประกาศให้ทราบ&amp;quot; อธิบดีกล่าวทิ้งท้าย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11918</URL_LINK>
                <HASHTAG>76ปีกรมอุตุนิยมวิทยา, ปีนี้ฝนน้อย, ฝนทิ้งช่วง, พยากรณ์อากาศ, วันชัย ศักดิ์อุดมชัย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา, อุตุนิยมวิทยาโลก, เทคโนโลยีพยากรณ์อากาศ, ไจก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2ceede1f1ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2018 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2018 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.จับมือไจก้าศึกษาแผนแม่บททางรางระยะที่2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนข. จับมือไจก้าศึกษาจัดทำแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางราง &amp;nbsp;คาดปรับปรุงแผนแม่บทขนส่งมวลชนทางรางฯ ระยะที่ 2 ระยะ 2 ภายในปีนี้ &amp;nbsp;ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาคาดเริ่มก่อสร้างปี 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เม.ย. 61- นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา&amp;rdquo;The Blueprint for the 2nd Bangkok Mass Rapid Transit Master Plan &amp;nbsp;(M-MAP 2)&amp;rdquo;แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (พื้นที่ต่อเนื่อง) ระยะที่ 2 (M-map2) ว่า สำหรับแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนระยะที่2 สำนักงานนโยบายแผนการขนส่งและจราจร( สนข.)และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น(ไจก้า) &amp;nbsp;จะดำเนินการศึกษา สำรวจใหม่ทั้งหมด เนื่องจากบริบท ที่อยู่อาศัย จำนวนประชาชนกรความหนาแน่น มีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนจึงจำเป็นต้องสำรวจข้อมูลใหม่ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาว่าจะต้องแล้วเสร็จภายใน3ปี เพื่อกำหนดแนวเส้นทางเบื้องต้น ซึ่งโครงข่ายที่ทำเพิ่มเติมจะต้องเชื่อมต่อกับสนามบิน เรือ และสถานีกลางบางซื่อเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ รวมถึงหามาตรการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสถานีรถไฟเช่นเดียวกับญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันไทยยังมีการพัฒนาไม่มากพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การสำรวจข้อมูลเบื้องต้นโครงข่ายรถไฟฟ้าระยะที่ 2 จะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม นี้ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการที่ 2 คือการกำหนดเส้นทาง และพื้นที่ โดยจุดหลักที่เป็นพื้นที่สำคัญ มีการเชื่อมต่อในหลายระบบ จะเร่งศึกษา คือ บางซื่อ มักกะสัน สถานีแม่น้ำ เป็นต้น เมื่อได้ข้อสรุปจะเสนอกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรี(ครม)ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรอบระยะเวลาการดำเนินการในปี 62 ทำการสำรวจพื้นที่รายละเอียด ปี63 กำหนดแนวเส้นทาง แต่ละพื้นที่ สรุปข้อมูล ชัดเจนปี64-65 เริ่มต้นก่อสร้างโครงการ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จะเร่งดำเนินการวางแผนโครงการให้แล้วเสร็จในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อส่งต่อให้กับรัฐบาลชุดต่อไป &amp;nbsp;โดยรถไฟฟ้าระยะที่ 2จะเป็นโครงข่ายย่อย ระบบฟีดเดอร์ มีทั้งโมโนเรล &amp;nbsp;รางเดี่ยว ระบบ เฮฟวี่เรล เช่น บีทีเอส MRT &amp;nbsp;ผู้รับผิดชอบอาจจะเป็นทั้งกรุงเทพมหานคร และการรถไฟฟ้าขนส่งมวชชนแห่งประเทศ รฟม.ซึ่งจะพิจารณาตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชิโระ ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวว่า รถไฟฟ้าในเมืองมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการเพิ่มจำนวนประชากรของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดังนั้น จึงยินดีที่มีความคืบหน้าในการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าตามแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางราง ระยะที่ 1 (M-MAP 1) ซึ่งรัฐบาลไทยได้รับการออกแบบร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) ปี 2553 เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นยังกล่าวต่อว่าที่มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องนั้นจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าให้มากขึ้นและลดปัญหาการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้ ทางญี่ปุ่นพร้อมที่จะแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเข้าถึงสถานีรถไฟได้อย่างง่ายดายและเปลี่ยนถ่ายการเดินทางไปยังระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ได้สะดวกมากขึ้นสำหรับทุกคนรวมทั้งผู้สูงอายุ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถตระหนักถึงสังคมเพื่อคนทั้งมวล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนการจัดทำแผนแม่บทขนส่งมวลชนระบบรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลระยะที่ 2 นั้น ไจก้าร่วมสนับสนุนดำเนินการทบทวนศึกษาและเสนอทิศทางนโยบายการจัดทำแผนแม่บทฯ ระยะ 2 ให้กับ สนข. เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตและรองรับทิศทางการพัฒนาเมืองในอนาคต โดยได้เริ่มดำเนินโครงการนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 60 ปัจจุบันมีความคืบหน้ากว่า80%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8184</URL_LINK>
                <HASHTAG>ระบบขนส่งมวลชน, ระบบราง, สนข., อาคม, ไจก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180225/image_big_5a92aa60068a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
