<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 14:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปฏิเสธสมบูรณาญาสิทธิราชย์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
(ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่หกต่อจากตอนแรก &amp;ldquo;การซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ&amp;rdquo; และตอนที่สอง &amp;ldquo;พ.ศ. 2408: &amp;nbsp;มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; และตอนที่สาม &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชอำนาจมากแค่ไหน ?&amp;rdquo; &amp;nbsp;ตอนที่สี่ &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชทรัพย์มากแค่ไหน ?&amp;rdquo; &amp;nbsp;และตอนที่ห้า &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปฏิเสธสมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จากตอนที่แล้ว ได้ชี้ให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาปฏิเสธการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างชัดเจน มาตอนนี้ จะนำข้อมูลประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของพระองค์ ที่สามารถนำมาเป็นเหตุผลแวดล้อมสนับสนุนว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงต้องการปกครองอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เหตุผลแวดล้อมที่สามารถนำมาสนับสนุนว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงต้องการปกครองอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ความรู้ประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษที่เป็นบทเรียนให้กับพระมหากษัตริย์ที่ไม่ตระหนักถึงภยันตรายของการมีพระราชอำนาจอันไม่จำกัดอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แม้ว่าจะไม่ปรากฎเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชนิพนธ์ที่แสดงให้เห็นถึงรับรู้เกี่ยวกับวิกฤตการเมืองในเหตุการณ์ต่างๆที่เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการของการปกครองของอังกฤษ ที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างขุนนางอภิชนกับพระมหากษัตริย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วิกฤตการเมืองครั้งสำคัญมีอยู่สามเหตุการณ์ ได้แก่ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
หนึ่ง กรณีการเกิดมหากฎบัตรหรือ &amp;ldquo;Magna Carta&amp;rdquo; ในปี ค.ศ. 1215 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สอง สงครามกลางเมืองอังกฤษระหว่าง ค.ศ. 1642-1649 &amp;nbsp;ที่ลงเอยด้วยชัยชนะของฝ่ายรัฐสภา และมีการพิพากษาสำเร็จโทษโดยการบั่นพระเศียรพระเจ้าชาร์ลสที่หนึ่ง ทำให้สิ้นสุดสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมีอันล่มสลายไปหนึ่งทศวรรษ และฟื้นฟูกลับขึ้นมาอีกครั้งในปี ค.ศ. 1660 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สาม การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ในช่วง ค.ศ. 1688/1689 ที่ฝ่ายรัฐสภากดดันให้พระเจ้าเจมส์ที่สองสละราชสมบัติ และลงมติให้พระราชธิดาของพระเจ้าเจมส์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การลดทอนพระราชอำนาจกษัตริย์โดยรัฐสภาอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์ทั้งสามนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการทางการเมืองของอังกฤษที่นำไปสู่การจำกัดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์โดยรัฐสภา โดยพระมหากษัตริย์ทรงต้องใช้อำนาจร่วมกับเสนาบดีและรัฐสภา&amp;nbsp;
แต่เรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ในปี พ.ศ. 2408 &amp;nbsp;หมอบรัดเลย์เริ่มตีพิมพ์ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของอังกฤษเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2408 &amp;nbsp;อันเป็นช่วงปลายรัชกาลที่สี่ ภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;พงศาวดาร บท 3&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
หมอบรัดเลย์ได้กล่าวถึงมหากฎบัตรหรือ &amp;ldquo;Magna Carta&amp;rdquo; ที่พวกขุนนางบังคับให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยยอมรับการลดทอนพระราชอำนาจตามอำเภอใจต่อขุนนางและราษฎรในศตวรรษที่สิบสาม&amp;nbsp;
และยังได้กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐสภากับฝ่ายพระมหากษัตริย์ในศตวรรษที่สิบเจ็ด โดยมีข้อความว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;อนึ่ง พวกขุนนางในประเทศอังกฤษเคยประชุมปฤกษาราชการ, แลเมื่อประชุมอยู่, พวกนั้นได้ชื่อว่าพาเลเม็ดๆกับชาลิซ์เจ้าแผ่นดินอังกฤษปฤกษาหาเห็นพร้อมกันไม่. ชาลิซ์จึ่งให้ขุนนางเหล่านั้นเลิกกลับไปบ้านเสีย, เปนดังนี้หลายครั้งหลายหน, ด้วยขุนนางเหล่านั้นไม่ใคร่จะเกรงกลัวถือตัวว่าเปนใหญ่, พระเจ้าแผ่นดินทรงอย่างไร, พวกพาเลเม็นต์นั้นมักขัดขวางไม่ใคร่จะยอม, พวกพาเลเม็นต์นั้นมักขัดขวางไม่ใคร่จะยอม. การเหล่านี้ก็กำเริบขึ้นทีละน้อยๆ, จนขุนนางแลไพร่พลเมืองแตกกันเป็นสองฝ่าย. &amp;nbsp;ฝ่ายหนึ่งเข้าข้างพวกพาเลเม็ด. ฝ่ายหนึ่งเปนฝ่ายเจ้าแผ่นดินแก่งแย่งไม่เข้ากัน. ขยับจะเกิดศึกในเมือง..&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นั่นคือ ฝ่ายรัฐสภา (พาเลเม็นต์) ขัดแย้งกับพระมหากษัตริย์ ขุนนางและราษฎรแตกเป็นสองฝ่ายจนนำไปสู่สงครามกลางเมือง และเมื่อฝ่ายรัฐสภาได้ชัยชนะและนำพระมหากษัตริย์เข้าสู่การพิจารณาคดี และหมอบรัดเลย์กล่าวว่ามีการ &amp;ldquo;ปรึกษาโทษ ว่าไม่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน แกล้งใส่ความเอาเปล่าๆหลายข้อ ชำระอยู่สามวัน ไม่ได้จริง ก็ให้เอาไปตัดศีรษะเสีย&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
หลังจากนั้น อังกฤษยังได้เข้าสู่การปกครองระบอบใหม่ภายใต้โอลิเวอร์ ครอมเวลที่หมอบรัดเลย์กล่าวว่า &amp;ldquo;มีอำนาจยศศักดิ์คล้ายพระเจ้าแผ่นดิน&amp;rdquo; &amp;nbsp; หลังจากโอลิเวอร์ ครอมเวลเสียชีวิตลง ไม่มีใครมีอำนาจปกครอง มีการแข่งกันเป็นใหญ่ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ราษฎรทั้งปวงเห็นว่าพวกนั้นเป็นคนโกง ก็พร้อมใจกันเข้าเป็นกองทัพใหญ่ ขับไล่กำจัดพวกนั้นเสีย มิให้มาตั้งตนเป็นใหญ่ได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;และมีการฟื้นฟูการปกครองภายใต้พระมหากษัตริย์กลับคืนมาด้วยความปิติยินดีของราษฎร &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อความข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการที่เหล่าขุนนางให้มีการตรากฎบัตร &amp;ldquo;Magna Carta&amp;rdquo; ลดทอนไม่ให้พระมหากษัตริย์ใช้พระราชอำนาจตามอำเภอใจ &amp;nbsp;การเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายรัฐสภากับฝ่ายพระมหากษัตริย์และลงเอยด้วยการที่เหล่าขุนนางนำตัวพระมหากษัตริย์มาพิพากษาและสำเร็จโทษทั้งๆที่ไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้ &amp;nbsp; และบ้านเมืองไม่ได้มีพระมหากษัตริย์ปกครอง &amp;nbsp; เหตุการณ์เหล่านี้ย่อมจะต้องเป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้อ่านหนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ &amp;nbsp;บ้างอาจจะรู้สึกสะพรึงกลัวน่าตกใจ หรืออาจจะรู้สึกเทียบเคียงอำนาจขุนนางอังกฤษกับอำนาจของขุนนางสยาม &amp;nbsp; แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของการเมืองอังกฤษก็กลับมาลงเอยมีการปกครองโดยพระมหากษัตริย์อีกในที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
และต่อมาช่วงปี ค.ศ. 1688-1689 เมื่อรัฐสภามีความขัดแย้งในประเด็นศาสนากับพระเจ้าเจมส์ รัฐสภาสามารถมีอำนาจเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยสามารถเปลี่ยนตัวพระมหากษัตริย์ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเป็นหนึ่งในรายชื่อผู้ซื้อหนังสือพิมพ์ดังกล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่พระองค์จะทรงรับรู้เหตุการณ์เหล่านี้และตระหนักถึงอันตรายของการเป็นพระมหากษัตริย์ที่พระราชอำนาจไม่จำกัด พระองค์ทรงยอมรับสภาพที่กลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคครองอำนาจนำ โดยเหตุผลสำคัญคือ พระองค์ทรงต้องการให้สยามมีการปกครองที่ยังมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ แต่มีพระราชอำนาจจำกัดและไม่มีรัฐสภา &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จากการที่ทรงอ่านประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือ จดหมายเหตุฯ &amp;nbsp;ก็เป็นไปได้ว่า บทเรียนที่พระองค์ได้คือ วิวัฒนาการการเติบโตของอำนาจของพวกขุนนางในรูปของรัฐสภาหรือ &amp;ldquo;พาเลเมนต์&amp;rdquo; ในการทัดทานและลดทอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ และความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐสภาจนถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมืองและสำเร็จโทษพระมหากษัตริย์อย่างในกรณีของพระเจ้าชาร์ลสที่หนึ่งหรือต้องสละราชบัลลังก์ไปอย่างในกรณีของพระเจ้าเจมส์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ดังนั้น ในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์น่าจะทรงระมัดระวังไม่ให้เกิดการใช้พระราชอำนาจอย่างเกินเลย &amp;nbsp;ดังที่พระองค์ทรงมีพระราชหัตถเลขาแสดงให้เห็นว่าไม่ทรงโปรดสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และหนทางที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้คือ การปกครองราชาธิปไตยที่อำนาจจำกัดตามการปกครองของอังกฤษ แต่พระองค์ยังไม่ทรงมีพระราชดำริที่จะให้มีรัฐสภาขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังปรากฏข้อความที่แสดงถึงความรู้เกี่ยวกับกลไกและสถาบันทางการเมืองในระบอบการเมืองในโลกตะวันตกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างชัดเจน โดยในปี พ.ศ. 2408 &amp;nbsp;ทรงมีพระราชสาส์นไปถึงสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียมีความตอนหนึ่งว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;...เชื่อว่าปาลิยาแมน (รัฐสภา) ในนอกแลอินเตอรนาแชนนาลลอสอไสยิตี้ จะคิดการแลพิพากษาสิ่งใดก็ล้วนเป็นยุติธรรมดี ทุกประการ...&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ข้อความดังกล่าวย่อมสะท้อนว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเข้าใจเป็นอย่างดีถึงกลไกการทํางานและความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์และรัฐสภาอังกฤษในขณะนั้น (ค.ศ. 1865) ที่ซึ่งพระมหากษัตริย์อังกฤษคือสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียทํางานและใช้อํานาจร่วมกันกับเหล่าเสนาบดีในสถาบันทางการเมืองที่เรียกว่ารัฐสภาหรือ &amp;ldquo;ปาลิยาแมน&amp;rdquo; (Parliament) โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวคือการปกครองที่เรียกว่าเป็น Queen/King-in-Parliament ที่ซึ่งพระมหากษัตริย์กับรัฐสภาใช้อํานาจในการตัดสินใจต่าง ๆในแต่ละขั้นตอน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ข้อความดังกล่าวยังสะท้อนว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประเมินสถานะและความมั่นคงอันเกิดขึ้นจากการจัดการปกครอง ตามลักษณะดังกล่าวของอังกฤษที่ได้ผ่านยุคส่องสว่างทางปัญญา (The Enlightenment) ว่าเป็นรูปแบบการปกครองที่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจอันจำกัดจากการที่ต้องใช้อำนาจร่วมกับเหล่าเสนาบดีและรัฐสภาที่มีความลงตัวและก่อให้เกิดเสถียรภาพมาช้านานแล้วอีกด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ &amp;ldquo;อเนกชนนิกรสโมสรสมมุต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และที่น่าสนใจคือ &amp;nbsp; การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิเสธการเป็นพระมหากษัตริย์ที่ปกครองอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นอกจากในความเป็นจริง พระองค์จะไม่ได้มีอำนาจอันไม่จำกัดแล้ว พระองค์ดูจะทรงไม่เห็นด้วยกับการมีภาพลักษณ์ของการเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีสมบูรณาญาสิทธิ์ด้วย &amp;nbsp;ดังที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้ว พระองค์จะทรงพอพระทัยที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชอำนาจอันจำกัด ดังที่พระองค์ทรงโปรดให้ที่ประชุมเสนาบดีและพระราชวงศ์มีอำนาจในการเลือกผู้สืบราชสันตติวงศ์และโปรดให้มีพระปรมาภิไธยในพระบรมสุพรรณบัฏว่า &amp;ldquo;เอนกชนนิกรสโมสรสมมุติ&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
และน่าคิดว่า พระมหากษัตริย์ต่อจากพระองค์ จะมีพระองค์ไหนที่อยากจะเป็นพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(แต่พระองค์มิได้ทรงทราบว่าหลังจากสวรรคต &amp;nbsp;แม้แต่การตั้งวังหน้าที่เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้ใช้อำนาจอิทธิพลเปลี่ยนให้เป็นอำนาจของที่ประชุมพระราชวงศ์และเสนาบดีที่อยู่ใต้อิทธิพลของเขา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;----------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(แหล่งอ้างอิง: หนังสือจดหมายเหตุ Vol. 1 เล่ม ๑ บางกอก เดือนสิบเอ็ด ขึ้นสิบห้าค่ำ จุลศักราช ๑๒๒๗ Oct. 5th 1865 กฤษศักราช ๑๘๖๕, ใบที่ ๑๕ No. 15; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ฉบับที่ 35 พระราชสาส์น เรื่องกงสุลที่จะมาแทนเซอรอเบิตส จอมเบิค เมื่อปีชวด พ.ศ. 2408&amp;rdquo; &amp;nbsp; รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, คณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในโอกาสที่วันพระบรมราชสมภพครบ 200 ปี วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2547)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117395</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปฏิเสธสมบูรณาญาสิทธิราชย์, ไชยัตน์ ไชยพร, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชทรัพย์มากแค่ไหน? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่สี่ต่อจากตอนแรก &amp;ldquo;การซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ&amp;rdquo; และตอนที่สอง &amp;ldquo;พ.ศ.2408 : มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo;และตอนที่สาม &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชทรัพย์มากแค่ไหน?&amp;rdquo; ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้) และในตอนที่สาม ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีพระราชอำนาจน้อยมาก และยิ่งในปลายรัชกาลในปี พ.ศ.2408 ก็ยิ่งน้อยลงอย่างยิ่ง เมื่ออำนาจถูกรวบไปอยู่ที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ แต่กระนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องน่าแปลกที่ในปี พ.ศ.2408 มีคนปล่อยบัตรสนเท่ห์เป็นภาษาอังกฤษว่า พระองค์มีพระราชอำนาจในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์! และ &amp;ldquo;ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้นเต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;rdquo; เรามาดูกันว่าพระองค์มีพระราชทรัพย์มากมายตามข่าวลือหรือเปล่า?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการศึกษาของ รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด กล่าวว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พระคลังข้างที่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ถือเป็นพระราชทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ไม่อ้างสิทธิ์ครอบครอง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พระคลังข้างที่&amp;rdquo; คือ ทรัพย์สินรายได้ที่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงหาได้เป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งมีมากเสียจนต้องเก็บในอีกห้องหนึ่งต่างหาก อันเป็นที่มาของ &amp;ldquo;คลังข้างที่&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะอย่างที่ทราบกันตามประวัติศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงปรีชาสามารถในทางการค้า ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์ทรงประสบความสำเร็จในการค้าและการสะสมความมั่งคั่ง จากการที่ได้ทรงรับราชการในหน้าที่กรมท่า และทรงสามารถหาเงินจากการแต่งสำเภาค้าขาย และเก็บภาษีขาเข้า มีได้รายได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ใช้จ่ายในราชการแผ่นดินทุกอย่างทุกประการ จนทำให้การคลังมั่งคั่งมั่นคงจนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชบิดาทรงสัพยอกให้สมญาพระองค์ว่าเป็น &amp;ldquo;เจ้าสัว&amp;rdquo; แห่งกรุงสยาม แต่เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงมีพระราชดำริว่า เมื่อมีพระราชทรัพย์ในขณะที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทรัพย์ทั้งหมดจึงควรจะเป็นของแผ่นดิน หาใช่พระราชทรัพย์ที่จะตกทอดถึงพระราชโอรส ธิดาของพระองค์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
แต่กระนั้น อย่างที่อาจารย์กุลลดาได้กล่าวข้างต้นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ไม่ทรงอ้างสิทธิ์ในพระคลังข้างที่ และอาจารย์กุลลดายังได้กล่าวต่อไปว่า &amp;ldquo;จึงเกิดคำถามขึ้นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงหารายได้ส่วนพระองค์ด้วยวิธีใดในเมื่อมิใช่ผู้มี &amp;lsquo;หัวการค้า&amp;rsquo;&amp;rdquo; ด้วย &amp;ldquo;เมื่อเริ่มต้นรัชกาลนั้น พระองค์มีพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อยู่ 100 ชั่ง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์กุลลดาอธิบายว่า &amp;ldquo;ทรงพยายามลงทุนในกิจการส่วนพระองค์ให้ได้กำไรงอกเงยขึ้น เมื่อกิจการดังกล่าวเกิดความยุ่งยากจากสนธิสัญญาเบาว์ริง พระองค์จึงขอความช่วยเหลือจากขุนนางผู้ใหญ่จนเป็นที่ตกลงกันในหมู่ชนชั้นนำว่า พระคลังข้างที่จะได้รับรายได้จากภาษีอากรร้อยละ 5 ซึ่งเป็นที่ถูกเพิกเฉยละเลยกันโดยมาก ส่วนใหญ่แล้ว พระองค์จะอาศัยเจ้าพระยาพลเทพผู้จงรักภักดี ซึ่งขึ้นเป็นเสนาบดีกรมนาได้ด้วยการสนับสนุนของพระองค์ เจ้าพระยาพลเทพได้ถวายเงินเข้าพระคลังข้างที่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยปีละ 2,000 ชั่ง แต่เมื่อพระยาอาหารบริรักษ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานและผู้ใต้อุปถัมภ์ของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เข้ามาดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมนาแทน พระองค์ก็ต้องสูญเงินอุดหนุน 2,000 ชั่งไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์กุลลดากล่าวต่อไปอีกว่า &amp;ldquo;เห็นได้ชัดว่า ฝ่ายขุนนางผู้ใหญ่ถือว่า ภาษีอากรที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตนเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัว และใช้ทุกโอกาสที่จะไม่ต้องจ่ายเงินเข้าท้องพระคลัง ถึงแม้รายได้จากการประมูลภาษีอากรจะเพิ่มขึ้นมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว ขุนนางเหล่านี้ก็ถือว่าการจ่ายรายได้แผ่นดินเข้าพระคลังหลวงเป็นจำนวนที่แน่นอนตายตัวนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง แม้กระทั่งกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ซึ่งกำกับดูแลพระคลังสินค้า ก็มิได้ประพฤติต่างไปจากขุนนางผู้ใหญ่คนอื่นๆ&amp;hellip;&amp;hellip;ด้วยเหตุนี้ ทั้งพระคลังข้างที่และพระคลังหลวงจึงได้ประโยชน์น้อยมากในยามที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว&amp;hellip;&amp;hellip;ขุนนางผู้ใหญ่เป็นกลุ่มที่รับผลประโยชน์มากที่สุดจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งนี้ (จากการทำสนธิสัญญาการค้าเบาว์ริงกับอังฤษ/ผู้เขียน)&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทรัพยากรต่างๆ ตกอยู่ในการควบคุมของขุนนางผู้ใหญ่มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ตกอยู่ในฐานะผู้รับการอุปถัมภ์จากขุนนางผู้ใหญ่มาตั้งแต่ต้น แทนที่จะเป็นผู้อุปถัมภ์ขุนนางเหล่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ในวิทยานิพนธ์ของ ชลธิชา บุนนาค ได้กล่าวถึงภาวะทางการเงินของบ้านเมืองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ไว้ว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสมัยรัชกาลที่ 4 ไทยต้องยอมเจรจาทำสนธิสัญญาฉบับใหม่กับชาติตะวันตก คือ สัญญาเบาว์ริง ซึ่งมีผลกระทบต่อรายได้ของรัฐโดยตรงยิ่งกว่าสัญญาเบอร์นี เนื่องจากรัฐมีสิทธิ์เก็บภาษีขาเข้าจากต่างประเทศได้เพียงร้อยละสามเท่านั้น และต้องจ่ายคืนถ้าสินค้าที่พ่อค้านำเข้ามาจำหน่ายเหลือกลับออกไป ผลประโยชน์ที่รัฐเคยได้จากภาษีเบิกร่อง ภาษีปากเรือ ภาษีสินค้าเข้าและออก ต้องยกเลิกไปโดยสิ้นเชิง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงหาวิธีแก้ไขเพื่อหารายได้แผ่นดินมาชดเชยส่วนที่เสียไป โดยการเรียกเก็บภาษีอากรภายในเพิ่มขึ้นอีก 14 อย่าง รวมกับภาษีอากรเดิมที่ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 จำนวน 38 อย่าง เป็น 52 อย่าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้น เพราะอยู่ในระยะที่ต้องใช้เงินเพื่อปรับปรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าเพื่อรักษาเอกราชของชาติด้วย และในขณะเดียวกันต้องคอยเอาใจบรรดาเจ้านายและขุนนางผู้เคยได้รับผลประโยชน์จากการค้าผู้ขาดแต่เดิม โดยทรงเลื่อนตำแหน่งเจ้านายและขุนนาง แจกเบี้ยหวัด และให้โอกาสข้าราชการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากระบบภาษีนายอากร ซึ่งทำให้ &amp;lsquo;ความลำบากในเรื่องเงินแผ่นดินตกต่ำจึงค่อยสงบลงไป&amp;rsquo;&amp;rdquo; นอกจากนี้ ชลธิชายัง &amp;ldquo;มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงพยายามแสวงหารายได้เพิ่มขึ้นทุกวิถีทางเพื่อชดเชยส่วนที่เสียไปในการเจรจากับประเทศคู่สัญญาขอแก้ไขอัตราภาษี และจัดเก็บภาษีอากรภายในเพิ่มขึ้นอีก 14 ชนิด ซึ่งน่าจะทำให้รายได้แผ่นดินเพิ่มขึ้น แต่ปรากฏว่า จากตัวเลขประมาณการรายได้ตอนปลายรัชกาลที่ 4 รายได้อยู่ในภาวะทรงตัว แต่รายจ่ายในกรมพระคลังมหาสมบัติเพิ่มขึ้นทุกปี เช่น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2403 จ่าย 2,217,426 บาท 87 สตางค์ พ.ศ.2404 จ่าย 2,615,764 บาท 50 สตางค์ พ.ศ.2405 จ่าย 2,680,332 บาท 50 สตางค์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2406 จ่าย 2,670,786 บาท 50 สตางค์ รายได้ในปีสุดท้ายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ คงเหลืออยู่ 2,967,604 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชลธิชาได้วิเคราะห์สาเหตุที่รัฐบาลมีปัญหาเรื่องรายรับไม่พอกับรายจ่ายในช่วงนั้นไว้ดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หนึ่ง เจ้านายภาษีอากรที่ประมูลจัดเก็บภาษีอากรไม่ส่งเงินผลประโยชน์ให้รัฐตามกำหนดเวลา นอกจากปัญหาไม่ส่งเงินตามเวลาแล้ว เจ้าภาษีนายอากรพากันเป็นหนี้รัฐบาลเป็นจำนวนมาก เพราะเจ้าภาษีมักจะนำเงินที่ได้ไปใช้สอยส่วนตัว เนื่องจากเจ้าภาษีนายอากรส่วนใหญ่มักจะทำการค้าอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย มักจะนำเงินภาษีอากรที่เก็บได้ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เจ้าภาษีนายอากรประมูลเงินส่งรัฐในอัตราที่ต่ำกว่าที่ควร การรั่วไหลของเงินภาษีอากรแผ่นดินที่เกิดจากระบบเจ้าภาษีนายอากร คือ การที่รัฐให้เอกชนผู้ต้องการทำภาษีเป็นผู้เสนอราคาว่าจะส่งเงินให้แก่รัฐบาลเท่าใด เนื่องจากรัฐไม่เคยสำรวจการทำมาหากินของประชาชนว่าทำสิ่งใดมากน้อย มีสิ่งผลิตจำนวนเท่าใดที่ต้องเสียภาษี ดังนั้นเจ้าภาษีจึงถือโอกาสเสนอราคาซึ่งต่ำกว่าที่สมควรเพื่อตนจะได้กำไรจากการทำภาษีเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สาม รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บภาษีสูงโดยไม่จำเป็น การที่รัฐกำหนดให้มีเจ้าภาษีนายอากรเป็นผู้รับผิดชอบการจัดเก็บภาษีอากรแต่ละประเภทเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เช่น ค่าพาหนะขนส่ง ค่าเรือ ค่าจ้างโคต่าง เกวียนต่างๆ ค่าก่อสร้างโรงภาษี ที่เจ้าภาษีหักไว้เป็นค่าใช้จ่าย เงินที่รัฐได้จึงลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สี่ รัฐไม่มีหน่วยงานควบคุมและตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายของแผ่นดินโดยตรง อำนาจในการเก็บเงินภาษีอากรกระจายอยู่ในหน่วยงานทางการบริหารที่สำคัญหลายกรม ทำให้รัฐไม่อาจทราบจำนวนรายได้แท้จริงของแผ่นดินที่เจ้าภาษีจัดเก็บมาส่งมอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้า รัฐอนุญาตให้ขุนนางในกรมที่ได้ควบคุมภาษีใช้จ่ายเงินแผ่นดินได้ทันทีเมื่อเจ้าภาษีนำเงินมาส่งตามกำหนด ขุนนางในกรมนั้นสามารถหักเงินภาษีนี้ใช้จ่ายราชการได้ก่อนเหลือเท่าไร จึงจะนำส่งคลังมหาสมบัติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
หก เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งและซื่อตรง การที่บรรดาเจ้าภาษีนายอากรพากันติดค้างเงินหลวงเป็นจำนวนมาก เพราะเอาเงินไปลงทุนทำการค้าส่วนตัวโดยไม่หวั่นเกรงอำนาจรัฐ เป็นผลเนื่องมาจากเจ้าพนักงานที่รัฐตั้งให้เป็นผู้ควบคุมเจ้าภาษีที่เรียกว่า &amp;lsquo;เจ้าจำนวน&amp;rsquo; นั้น ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด เนื่องด้วยมีผลประโยชน์ร่วมกับเจ้าภาษี&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาด้านการเงิน ทำให้ในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ไม่มีเงินพอใช้จ่ายราชการและต้องตกเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพตลอดมาจนถึงปีมะแม (พ.ศ.2414) เป็นเงินถึง 100,000 ชั่ง และ &amp;ldquo;รายได้แผ่นดินในสมัยต้นรัชกาลไม่พอใช้จ่าย&amp;rdquo; ดังความตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสว่า &amp;ldquo;&amp;hellip;.แต่เบี้ยหวัดปีละ 11,000 ชั่งก็วิ่งตาแตก ได้เงินคลังมหาสมบัติ ซึ่งเปนเจ้าน่าที่ต้องวิ่งหาเปนพื้น นอกนั้นก็ปล่อยให้ค้าง ที่ได้ตัวเงินจริงมีประมาณ 20,000 ชั่งเท่านั้น เงินไม่พอจ่ายราชการ ต้องเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพ ตลอดมาจนถึงปีมะแมนี้ เปนเงิน 100,000 ชั่ง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ น่าจะชัดเจนแล้วว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ &amp;ldquo;ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้น เต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;rdquo; จริงตามข่าวลือหรือไม่! &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
มีเกร็ดเรื่องเล่าเกี่ยวกับปัญหาเรื่องพระทนต์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ คือ พระองค์ทรงเสียพระทนต์ทั้งพระโอษฐ์ไปตั้งแต่ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ ในปี พ.ศ.2397 (หลังเสด็จขึ้นครองราชย์ 3 ปี) หมอบรัดเลย์ได้ทรงถวายชุดพระทนต์ปลอม (ฟันปลอม) จากทันตแพทย์ชาวอเมริกันชื่อหมอฮิทช์คอก แต่ฟันปลอมไม่พอดีกับพระองค์ ต่อมาในปี พ.ศ.2410 (ก่อนสวรรคตหนึ่งปี) มีหมอฟันอีกท่านหนึ่งชื่อ หมอคอลลินส์ได้เดินทางมาจากประเทศจีน เพื่อจะมาถวายการจัดพระทนต์ปลอมแด่พระองค์ โดยหมอท่านนั้นได้ยินคำเล่าลือมาว่า พระองค์จะทรงพระราชทานเงินเป็นจำนวนถึง 1,000 ดอลลาร์ สำหรับหมอฟันคนใดที่ทำฟันปลอมให้พระองค์ได้สำเร็จ แต่ปัญหาคือ พระองค์ไม่ยอมให้หมอท่านนั้นเอามือเข้าไปในพระโอษฐ์ของพระองค์เพื่อทำพิมพ์ฟันปลอม แต่พระองค์ขอใส่พิมพ์ฟันนั้นด้วยพระองค์เอง แต่เมื่อเอาพิมพ์ฟันนั้นไปทำฟันปลอม ก็ปรากฏว่าไม่พอดี พระองค์ทรงกริ้วหมอนั้นมาก แต่วันรุ่งขึ้น พระองค์ก็ทรงขอโทษคุณหมอ ต่อมาหมอบรัดเลย์ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เป็นผู้เอามือใส่ในพระโอษฐ์เพื่อกดขี้ผึ้งแท่นพิมพ์ คราวนี้ ฟันปลอมที่ทำมาใส่ได้พอดี แต่พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชทานเงิน 1,000 ดอลลาร์ให้หมอคอลลินส์ตามข่าวลือ แต่พระราชทานเพียง 560 ดอลลาร์เท่านั้น &amp;nbsp;และเงินจำนวนนั้นยังรวมค่าทำฟันปลอมให้กับพระประยูรญาติที่แก่กว่าพระองค์อีกหนึ่งชุดด้วย! ไม่ทราบว่าจะเป็นด้วยเหตุผลที่ทรงต้องมัธยัสถ์หรือเหตุใดก็แล้วแต่จะพิจารณากันเอาเอง เมื่อเราทราบแน่นอนแล้วว่า ข่าวลือที่ปล่อยออกมาในปี พ.ศ.2408 นั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ตอนต่อไปเราจะมาวิเคราะห์กันว่า ทำไมถึงมีการปล่อยข่าวลือ และใครน่าจะเป็นคนปล่อย เพราะอะไร ใครได้อะไร?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
(กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เขียน, อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู แปล, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย ; ๒๐๐ ปีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, พิมพ์ครั้งแรกในวารสารข่าวช่าง ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๓๐ ; ชลธิชา บุนนาค, การเสื่อมอำนาจทางการเมืองของขุนนางในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2416-235) : ศึกษากรณีขุนนางตระกูลบุนนาค, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, พ.ศ.2527 ; Abbot Low Moffat, Mongkut the King of Siam.).
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112195</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชทรัพย์, ไชยัตน์ ไชยพร, ไม่เคืองแค้นไม่เสียดาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พ.ศ. 2408:  มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเขียนนี้เป็นตอนสองต่อจากตอนที่หนึ่ง &amp;ldquo;การซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ&amp;rdquo; ที่เผยแพร่ไปเมื่อสักสองสัปดาห์ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่จริง สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน การปล่อยข่าวในปี พ.ศ. 2408 ว่า พระมหากษัตริย์ในเวลานั้นทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ปกครองในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาอะไร เพราะคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันน่าจะคิดว่า ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 การปกครองของไทยเราเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ &amp;nbsp;แต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงเข้าสู่การปกครองที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ หรืออีกนัยหนึ่งคือ พระราชอำนาจถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2408 &amp;nbsp;ผู้ที่ปล่อยข่าวลือแบบนั้นก็คือผู้ที่เพียงแต่ยืนยันในสิ่งที่เป็นอยู่และรับรู้กันเป็นปกติอยู่แล้ว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯก็ไม่น่าจะต้องทรงเดือดร้อนพระราชหฤทัยแต่อย่างใด &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต่างกับว่า หากสมัยนี้ มีคนปล่อยข่าวลือในอังกฤษว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองทรงปกครองอังกฤษในแบบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;คนอังกฤษหรือคนทั่วไปก็คงงงๆว่า จะปล่อยข่าวลือที่เป็นข่าวจริง (ไม่ลวง) นี้ออกมาทำไม &amp;nbsp;และสมเด็จพระราชินีฯก็ทรงไม่สนพระทัยอะไรกับข่าวปล่อยที่ว่านี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดง่ายๆก็คือ ไม่รู้จะปล่อยมาทำไม !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ใน พ.ศ. 2408 มีคนปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่สี่ที่แพร่สะพัด (แต่ก็ไม่สะพัดมาก เพราะปล่อยเป็นภาษาอังกฤษ) โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯดังนี้คือ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง กรุงสยามอยู่ภายใต้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหญ่ (หมายถึงรัชกาลที่สี่ เพราะสมัยนั้น มีพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชอนุชาในรัชกาลที่สี่) จะมีพระบรมราชโองการมากประการใดก็ต้องปฏิบัติตาม จะคัดค้านมิได้ไม่ว่าจะเป็นราษฎรผู้ใดก็ตาม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้น เต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองกรุงสยามองค์ปัจจุบัน มีพระทัยคับแคบและทรงนิยมสิ่งของทั้งหลายที่แปลกๆ ทรงโปรดธรรมเนียม ประเพณี วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และวรรณคดี ฯลฯ ของชาวยุโรปโดยไม่มีขอบเขต พระองค์ยังทรงพอพระราชหฤทัยถ้อยคำประจบ และทะเยอทะยานในพระเกียรติ ดังนั้น ในขณะนี้ จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะทำการกอบโกยเอาเงินเอาทองจำนวนมากจากท้องพระคลังของกรุงสยาม ฯลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงมีปฏิกิริยาอย่างไรกับปมประเด็นทั้งสามนี้ ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบคือ &amp;nbsp;พระองค์ทรงเดือดร้อนไม่สบายพระทัยต่อประเด็นทั้งสาม และมีพระราชหัตถเลขาตอบเป็นภาษาอังกฤษ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
คำถามคือ ทำไมพระองค์ท่านต้องไม่สบายพระทัยในทุกประเด็น ? &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สองและสาม เข้าใจได้เพราะมาหาว่าท่านมีพระราชทรัพย์มากมายท่วมดุจภูเขาเลากา แต่พระราชหฤทัยคับแคบ แต่อยากเด่นอยากดัง ชอบคนสอพลอ และหลอกเอาทรัพย์ง่าย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ประเด็นที่ว่าพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นี่สิ ทำไมพระองค์ต้องทรงเดือดร้อน น่าจะยินดีมิใช่หรือที่เป็นพระมหากษัตริย์มีทรงพระราชอำนาจอันล้นพ้น เพราะสมัยก่อนโน้นๆ พระมหากษัตริย์ในยุโรปก็อยากจะมีพระราชอำนาจอันสมบูรณ์กันทั้งนั้น และภาคภูมิใจที่สามารถสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการตอบประเด็นต่างๆเหล่านี้ &amp;nbsp;ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับลักษณะของข่าวลือนี้ &amp;nbsp;ประการแรก เขียนเป็นภาษาอังกฤษ สอง แพร่กระจายในหมู่ชาวต่างชาติในสยาม &amp;nbsp;ซึ่งชาวต่างชาติส่วนใหญ่ในขณะนั้นคือ ชาวยุโรปและชาวจีนที่สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ และแน่นอนว่า ย่อมรวมถึงชาวสยามที่รู้ภาษาอังกฤษด้วย และแน่นอนว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เพราะพระองค์ทรงรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี และแน่นอนอีกด้วยว่า พระบรมวงศานุวงศ์อีกจำนวนหนึ่งก็น่าจะรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาษาอังกฤษ แต่พระองค์ที่ได้รับการยอมรับจากชาวตะวันตกว่าภาษาอังกฤษดีจนโดดเด่นคือ พระราชอนุชาของรัชกาลที่สี่ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp;รวมทั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp;และยังมีขุนนางจำนวนหนึ่งที่รู้ภาษาอังกฤษโดยเฉพาะขุนนางตระกูลบุนนาค&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และแน่นอนด้วยว่า คนปล่อยข่าวลือนี้ย่อมรู้ภาษาอังกฤษเป็นอยางดีถึงเขียนอะไรได้ขนาดนั้น ดังนั้น คนปล่อยข่าวลือน่าจะอยู่ในกลุ่มชาวยุโรป ชาวจีนและชาวสยามที่รู้ภาษาอังกฤษดี &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรกในข่าวลือ กรุงสยามอยู่ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยในภาษาอังกฤษใช้คำว่า &amp;ldquo;Siam is under quite absolute Monarchy.&amp;rdquo; &amp;nbsp;และมีข้อความต่อว่า &amp;ldquo;ไม่ว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหญ่ (หมายถึงรัชกาลที่สี่) จะมีพระบรมราชโองการมาประการใดก็ต้องปฏิบัติตาม จะคัดค้านมิได้ไม่ว่าจะเป็นราษฎรผู้ใดก็ตาม&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามคือ ข้อความดังกล่าวนี้มีปัญหาอย่างไรต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนอื่น ต้องขออธิบายว่าในสมัยนั้น ยังไม่มีการแปลคำว่า &amp;ldquo;absolute monarchy&amp;rdquo; เป็นภาษาไทยว่า &amp;ldquo;สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพราะมีหลักฐานว่า แม้เวลาผ่านไปในสมัยรัชกาลที่ห้า ในปี พ.ศ. 2428 ที่มีเจ้านายและข้าราชการ 11 พระองค์/คนกราบบังคมทูลถวายความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน มีความตอนหนึ่งที่กล่าวถึงความปรารถนาของคณะผู้กราบบังคมทูลฯที่จะให้เปลี่ยนแปลงประเพณีการปกครอง โดยกล่าวว่า &amp;ldquo;ต้องเปลี่ยนแปลงประเพณีปัจจุบันนี้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงพระราชวินิจฉัยราชการบ้านเมืองทุกสิ่งไปในพระองค์ ซึ่งมีประเพณีที่อังกฤษเรียกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอบโสลูดโมนากี ให้เป็นประเพณีซึ่งเรียกว่า คอนสติติวชั่นแนลโมนากี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นมหาประธานของบ้านเมือง ที่จะทรงพระราชวินิจฉัย มีพระบรมราชโองการเป็นสิทธิ์ขาด แก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ ดังเช่นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทุกๆพระองค์ในยุโรป ที่มิต้องทรงราชการด้วยพระองค์เองทั่วไปทุกอย่าง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากข้อความข้างต้นจะสื่อว่า ยังไม่มีการแปล absolute monarchy เป็นภาษาไทยแล้ว ยังสื่ออีกด้วยว่า ในความคิดของคณะผู้กราบบังคมทูลฯเห็นว่า ขณะนั้น (พ.ศ. 2428) สยามปกครองในระบอบ absolute monarchy และพวกเขาต้องการให้เปลี่ยนเป็น constitutional monarchy &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าเพิ่งงงๆนะครับ ผมใช้ทับศัพท์ตามที่พวกคณะบุคคลนั้นใช้ แต่ถ้าพูดภาษาปัจจุบันก็คือ คณะบุคคลในปี พ.ศ. 2428 เห็นว่าสยามเราขณะนั้นปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พวกเขาต้องการให้เปลี่ยนเป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;หมายความว่า คณะบุคคลที่ว่านี้มาก่อนคณะราษฎรเป็นเวลาถึง 47 ปี &amp;nbsp;แต่จริงๆแล้ว ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของคณะบุคคลในปี พ.ศ. 2428 ก็ไม่เหมือนกับระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของคณะราษฎรในปี พ.ศ. 2475 เสียทีเดียว (ที่จริงไม่ใช่แค่เสียทีเดียว แต่แตกต่างกันมากเลย)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อยังไม่มีคำแปล &amp;ldquo;absolute Monarchy&amp;rdquo; เป็นภาษาไทยว่า &amp;ldquo;สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; ก็หมายความว่า ชาวสยามที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ก็จะไม่เข้าใจว่า &amp;ldquo;absolute Monarchy&amp;rdquo; คืออะไร ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจมีผู้อ่านสงสัยว่า แม้แต่คำว่า Monarchy ชาวสยามสมัยนั้นไม่รู้จักหรืออย่างไร &amp;nbsp;? &amp;nbsp;คำตอบคือ ไม่รู้ เพราะยังไม่มีคำแปล &amp;ldquo;ราชาธิปไตย&amp;rdquo; ในภาษาไทยที่คนไทยส่วนใหญ่สมัยนี้รู้จักกันดี &amp;nbsp;ที่ว่าไม่รู้ &amp;nbsp;ก็เพราะมีผู้ศึกษาวิจัยในเรื่องนี้และพบว่า คำว่า ราชาธิปไตย ปรากฏครั้งแรกในหนังสือชื่อ &amp;ldquo;คัมภีร์สรรพพจนานุโยค&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟังชื่อแล้วน่าพิศวงงงวย แต่จริงๆก็คือหนังสือพจนานุกรมภาษาอังกฤษ-สยามที่มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;The Comprehensive Anglo-Siamese Dictionary&amp;rdquo; ซึ่งมีทั้งหมดห้าเล่มใหญ่ &amp;nbsp;และแปลคำว่า Monarchy ไว้ดังนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;Monarchy, n. มอนอาร๎กี, บ้านเมือง ฤๅคอเวอร๎เมนต๎อันให้มีราชาธิปตัยเปนเจ้าแผ่นดิน; แผ่นดินบ้านเมืองอันมีเจ้าครอง. Monarchian/Monarchic/Monarchical, a. มอนอาร๎ก๎อิแอน, มอนอาร๎กอิก, มอนอาร๎กิแกล๎, อยู่ในราชาธิปตัยองค์เดียว; แห่งราชาธิปตัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ประธานาบธิบดีแฟรงคลิน เพียซ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดอกเตอร์แซมมวล สมิธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และผู้ที่ทำหน้าที่จัดทำ &amp;ldquo;คัมภีร์สรรพพจนานุโยค&amp;rdquo; &amp;nbsp;คือ แซมมวล สมิธ (Samuel J. Smith) หรือ &amp;ldquo;หมอสมิธ&amp;rdquo; &amp;nbsp;มิชชันนารีชาวอเมริกันผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา ความเป็นมาของการจัดทำหนังสือพจนานกรมนี้คือ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ &amp;nbsp;ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เพียซได้ส่งพจนานุกรมภาษาอังกฤษตามแบบอเมริกันของโนอาฮ์ เวบสเตอร์ (Noah Webster) มาถวายเป็นของกำนัลแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงโปรดให้หมอสมิธเป็นผู้จัดทำพจนานุกรมอังกฤษ-สยามขึ้นโดยใช้พจนานุกรมเวบสเตอร์เล่มดังกล่าวเป็นมาตรฐาน โดยเริ่มในปี พ.ศ. 2427 และเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2442&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;คัมภีร์สรรพพจนานุโยค&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ชาวสยามสมัยก่อนจะเริ่มรู้จักคำว่า &amp;ldquo;ราชาธิปไตย&amp;rdquo; ก็น่าจะตั้งแต่ พ.ศ. 2427 เป็นอย่างเก่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2408 ที่มีข่าวลือดังกล่าว &amp;nbsp; ผู้รู้ความหมายที่เป็นชาวสยามจะต้องเป็นผู้ที่ไม่เพียงแต่รู้ภาษาอังกฤษ แต่จะต้องเข้าใจด้วยว่า absolute Monarchy หมายถึงการปกครองแบบไหน &amp;nbsp;? &amp;nbsp;ซึ่งน่าจะมีไม่มากนัก หรือจะว่าค่อนข้างน้อยด้วยซ้ำเลยก็ว่าได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่แน่นอนว่า ชาวยุโรปย่อมเข้าใจว่าคำๆนี้สื่อถึงรูปแบบการปกครองอะไร และมีนัยในแง่ดีหรือร้ายอย่างไร &amp;nbsp;เพราะในปี พ.ศ. 2408 หรือ ค.ศ. 1865 ในยุโรป การปกครองที่มีพระมหากษัตริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์น่าจะไม่เหลือแล้ว เหลือก็แต่รัสเซีย &amp;nbsp;! และคำว่า absolute monarchy ได้มีความหมายในแง่ลบไปเรียบร้อยแล้ว ดีไม่ดีจะมีความหมายเท่ากับทรราช (tyrant) ด้วยซ้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การปล่อยข่าวลือว่า พระบาทสมเด็จพระจอมแกล้าเจ้าอยู่หัวปกครองสยามในแบบ absolute monarchy ที่ &amp;ldquo;มีพระบรมราชโองการมาประการใดก็ต้องปฏิบัติตาม จะคัดค้านมิได้ไม่ว่าจะเป็นราษฎรผู้ใดก็ตาม&amp;rdquo; จึงมีความหมายในแง่ลบและเป็นการโจมตีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯโดยตรง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวลือนี้เผยแพร่ไปในรูปของจดหมาย และ &amp;ldquo;จดหมายที่เขียนกล่าวโทษผู้อื่น โดยไม่ลงชื่อ หรือไม่ลงชื่อจริงของผู้เขียน&amp;rdquo; นี้ เขามีศัพท์เฉพาะใช้ นั่นคือ &amp;ldquo;บัตรสนเท่ห์&amp;rdquo; &amp;nbsp; พูดง่ายๆก็คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯต้องทรงเผชิญกับบัตรสนเท่ห์ที่กล่าวว่า พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองอย่าง &amp;ldquo;absolute Monarchy&amp;rdquo; ที่เวลาพระองค์ทรง &amp;ldquo;มีพระบรมราชโองการมาประการใดก็ต้องปฏิบัติตาม จะคัดค้านมิได้ไม่ว่าจะเป็นราษฎรผู้ใดก็ตาม&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ในสยามสมัยนั้นเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า ? &amp;nbsp;เพราะนักวิชาการส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดต่างเห็นตรงกันว่า สมบูรณาญาสิทธิราช์ของไทยนั้นเริ่มเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ห้า และไม่ใช่ในปี พ.ศ. 2428 ตามที่คณะบุคคลได้กล่าวไว้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตอนหน้า จะพาผู้อ่านกลับไปดูการปกครองสยามในสมัยรัชกาลที่สี่ว่า ตกลงแล้วเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์จริงหรือไม่ ? รวมทั้งดูปมประเด็นเรื่องพระราชทรัพย์ว่ามีมากมายเป็นภูเขาเลากาจริงหรือไม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;? และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงอธิบายแก้ข่าวลือไว้อย่างไร ? และพระราชทานพระราชหัตถเลขานั้นไปถึงผู้ใด ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106585</URL_LINK>
                <HASHTAG>!แจกเงิน 7 พัน, พ.ศ. 2408:  มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์, ไชยัตน์ ไชยพร, ไม่เคืองแค้นไม่เสียดาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
