<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 18:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 13:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใครปล่อยข่าวลือว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่เจ็ดต่อจากตอนแรก &amp;ldquo;การซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ&amp;rdquo; และตอนที่สอง &amp;ldquo;พ.ศ. 2408: &amp;nbsp;มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; และตอนที่สาม &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชอำนาจมากแค่ไหน ?&amp;rdquo; &amp;nbsp;ตอนที่สี่ &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชทรัพย์มากแค่ไหน ?&amp;rdquo; &amp;nbsp;และตอนที่ห้าและตอนที่หก &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปฏิเสธสมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากหกตอนที่ผ่านมา เราทราบว่า ในสมัยรัชกาลที่สี่ ในราว พ.ศ. 2408 มีคนปล่อยบัตรสนเท่ห์เป็นภาษาอังกฤษออกไปจนกลายข่าวลือที่เสียหายแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีข้อกล่าวหาสามข้อ คือ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
หนึ่ง กรุงสยามอยู่ภายใต้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ &amp;nbsp;(&amp;ldquo;Siam is under quite absolute Monarchy.&amp;rdquo;) ไม่ว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหญ่ (หมายถึงรัชกาลที่สี่ เพราะสมัยนั้น มีพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชอนุชาในรัชกาลที่สี่) จะมีพระบรมราชโองการมากประการใดก็ต้องปฏิบัติตาม จะคัดค้านมิได้ไม่ว่าจะเป็นราษฎรผู้ใดก็ตาม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้น เต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองกรุงสยามองค์ปัจจุบัน มีพระทัยคับแคบและทรงนิยมสิ่งของทั้งหลายที่แปลกๆ ทรงโปรดธรรมเนียม ประเพณี วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และวรรณคดี ฯลฯ ของชาวยุโรปโดยไม่มีขอบเขต พระองค์ยังทรงพอพระราชหฤทัยถ้อยคำประจบ และทะเยอทะยานในพระเกียรติ ดังนั้น ในขณะนี้ จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะทำการกอบโกยเอาเงินเอาทองจำนวนมากจากท้องพระคลังของกรุงสยาม ฯลฯ &amp;nbsp; &amp;nbsp;และเราก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ข้อกล่าวหาทั้งสามข้อไม่เป็นความจริง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีนี้ ตอนนี้เราจะพยายามแกะรอยว่า ใครเป็นคนปล่อยข่าวลือ ? ตามทฤษฎีการเลือกอย่างเป็นเหตุเป็นผล (rational choice) คนที่ปล่อยข่าวจะต้องเป็นคนที่ได้ประโยชน์จากการเสียพระนามของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และการปล่อยข่าวลือนี้ถือเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุดและสามารถสร้างความเสียหายได้มากที่สุดเช่นกัน เป็นไปตามหลักทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุมีผลที่ว่า คนจะตัดสินใจเลือกวิธีการที่ลงทุนลงแรงลงเวลาน้อยที่สุดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;การปล่อยข่าวลือก็เข้าเกณฑ์ดังกล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างที่กล่าวไป การปล่อยข่าวลือเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้น ข่าวลือจะมีผลได้ก็ต่อเมื่อผู้รับสารรู้ภาษาอังกฤษ และที่สำคัญคือ ต้องรู้ว่า absolute monarchy หรือ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นสิ่งที่ไม่ดีด้วย &amp;nbsp;จากการสืบค้นและกล่าวไปในตอนก่อนๆแล้ว พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักทั้งสองคำ ไม่ว่าจะเป็น absolute monarchy หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ &amp;nbsp;จะมีก็แต่ชนชั้นนำไทยจำนวนไม่มากนัก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่แน่ๆคือ บรรดาชาวต่างชาติที่อยู่ในสยามไม่ว่าจะเป็นตัวแทนของประเทศต่างๆ หรือบรรดาพ่อค้าและหมอสอนศาสนา ย่อมรู้จัก absolute monarchy &amp;nbsp;ซึ่งในช่วงเวลานั้น คำศัพท์หรือการปกครอง absolute monarchy เป็นสิ่งที่มีความหมายในเชิงลบๆมาก และหลายประเทศในยุโรปและอเมริกาก็เปลี่ยนแปลงการปกครองไปแล้ว ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญหรือระบอบสาธารณรัฐ น่าจะเหลือแต่รัสเซียกับไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ยังไม่เปลี่ยน &amp;nbsp;และเดนมาร์กก็เพิ่งเปลี่ยนไปในปี พ.ศ. 2392 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ผู้ปล่อยข่าวลือต้องการให้ภาพลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสียหายในสายตาของคนต่างชาติ &amp;nbsp;และขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงมีพระชนมายุ 61 พรรษา ซึ่งนับว่ามีพระชนมายุมากเมื่อเทียบกับรัชกาลที่หนึ่ง ที่ทรงสวรรคตเมื่อพระชนมายุ 72 พรรษา รัชกาลที่สอง 56 พรรษา รัชกาลที่สาม 63 พรรษา ดังนั้น หากเกิดการเปลี่ยนรัชกาลขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใด ผู้ปล่อยข่าวลือย่อมหวังให้ภาพลักษณ์ที่เสียหายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯในสายตาของต่างชาติส่งผลให้ต่างชาติมีบทบาทแทรกแซงการสืบราชสันตติวงศ์ในทางใดทางหนึ่ง เพราะตั้งแต่รัชกาลที่สามเป็นต้นมา การสืบราชสันตติวงศ์ยังไม่ได้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลที่เกิดขึ้นในรัชกาที่หก และการสถาปนาตำแหน่งมกุฎราชกุมารในฐานะว่าที่ผู้สืบราชสันตติวงศ์ก็เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ห้า &amp;nbsp;แต่การสืบราชสันตติวงศ์ตั้งแต่รัชกาลที่สามจนถึงรัชกาลที่สี่เป็นไปตามหลัก &amp;ldquo;อเนกชนนิกรสโมสรสมมุติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยที่ประชุมพระราชวงศ์และเสนาบดีเป็นผู้ลงความเห็นในการเลือกผู้ขึ้นครองราชสมบัติ และที่ประชุมที่ว่านี้ก็อยู่ภายใต้อิทธิพลของขุนนางตระกูลบุนนาค &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการที่ผู้ใดขึ้นครองราชย์สมบัติอย่างตรงๆ มีดังต่อไปนี้ คือ หนึ่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า &amp;nbsp;สอง เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้นำขุนนางตระกูลบุนนาค และสาม เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
จากรายพระนามและนามทั้งสาม เราตัดเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ออกไปได้เลย เพราะไม่มีเหตุผลที่พระองค์จะปล่อยข่าวลือทำลายชื่อเสียงของพระราชบิดาของพระองค์เอง &amp;nbsp;คงเหลือแต่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลและเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เราก็ต้องตัดกรมพระราชวังบวรฯหรือวังหน้าออกไป เพราะวังหน้าหรือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2408 &amp;nbsp;และจากหลักฐานประวัติศาสตร์ไม่ได้บอกว่าช่วงไหนของปี &amp;nbsp;และถ้าสันนิษฐานว่า ข่าวลือถูกปล่อยออกมาหลังจากนั้น เราจึงตัดพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯออกไป &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หลังจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯสวรรคต ตำแหน่งวังหน้าว่างลง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงมีพระราชดำริปล่อยให้ตำแหน่งว่างไว้ &amp;nbsp;ด้วยเหตุผลที่เป็นไปได้ดังนี้คือ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ยังทรงพระเยาว์เกินกว่าที่จะตั้งให้ดำรงตำแหน่งวังหน้าได้ แต่ก็คาดหวังให้พระราชโอรสเป็นผู้สืบราชสมบัติ และคาดหวังด้วยว่า พระมหากษัตริย์จะทรงมีพระชนมายุยืนยาวจนพระราชโอรสทรงพระชันษา และเมื่อพระองค์สวรรคต ก็คาดหวังให้ที่ประชุมเลือกพระราชโอรสขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากแต่งตั้งผู้ใดขึ้นเป็นวังหน้า และพระมหากษัตริย์เกิดสวรรคตไป ทั้งที่พระราชโอรสยังทรงพระเยาว์ ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้ดำรงตำแหน่งวังหน้าอาจจะทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน หรือไม่ก็เสด็จขึ้นครองราชย์ไปเสียเลยตามความเห็นชอบของที่ประชุม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ถ้าพระราชโอรสได้พระชันษา เมื่อตำแหน่งวังหน้าว่างลง พระมหากษัตริย์ก็จะทรงแต่งตั้งให้พระราชโอรสพระองค์นั้นให้ดำรงตำแหน่งวังหน้า และมีความเป็นไปได้น้อยมากที่ที่ประชุมจะไม่เห็นด้วยที่จะให้พระราชโอรสที่ดำรงตำแหน่งวังหน้าขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯไม่ทรงตั้งผู้ใด &amp;nbsp;ผู้ที่ผิดหวังคือ พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ (พระนามเดิมที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯทรงพระราชทานคือ พระองค์เจ้ายอช วอชิงตัน เพราะทรงนิยมในธรรมเนียมของอเมริกันและบรรดาประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา) &amp;nbsp;พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นพระชนมายุได้ 27 พรรษา กำลังหนุ่มแน่น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ผู้ที่ผิดหวังหรือเปล่าไม่ทราบได้ แต่พยายามโน้มน้าวกดดันให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศขึ้นดำรงตำแหน่งวังหน้าให้ได้คือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ &amp;nbsp;จนทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯประนีประนอมตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศให้ดำรงตำแหน่ง กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งวังหน้าที่มีสิทธิ์ในการขึ้นครองราชย์ หากพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคตตามธรรมเนียมการปกครองของไทยมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา &amp;nbsp;แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงปฏิบัติให้เกียรติดังตำแหน่งวังหน้า &amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่วังหน้าอยู่ดี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ผู้ที่เข้าข่ายมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องข่าวลือที่เป็นคนไทย จึงเหลือแค่กรมหมื่นบวรวิไชยชาญและเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ &amp;nbsp;ซึ่งทั้งสองมีความรู้ภาษาอังกฤษดี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่รู้ดีกว่าคือกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้คือ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาของพระองค์ &amp;ldquo;ทรงพระปรีชาสามารถในภาษาอังกฤษ และจากบันทึกของชาวต่างชาติ (บันทึกของหมอบรัดเลย์, นายเอฟ.เอ.นีล, &amp;nbsp;เซอร์จอห์น &amp;nbsp;เบาว์ริ่ง, นายเทาเซนด์ &amp;nbsp;แฮรีส, นายอ็องรี &amp;nbsp;มูโอต์ และนางแอนนา &amp;nbsp;เลียวโนเวนส์) เห็นตรงกันว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาษาอังกฤษของพระองค์นั้นอยู่ในขั้นยอดเยี่ยม&amp;rdquo; &amp;nbsp;และความสามารถทางภาษานี้ย่อมจะมีอิทธิพลต่อกรมหมื่นบวรวิไชยชาญด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
สอง นอกจากจะมีพื้นฐานจากพระราชบิดาแล้ว กรมหมื่นบวรวิไชยชาญยังสนิทสนมอย่างยิ่งกับทอมัส นอกซ์ (Thomas Knox) ที่พระราชบิดาของพระองค์ทรงจ้างให้มาเป็นครูฝึกทหารของฝ่ายวังหน้า ซึ่งในปี พ.ศ. 2408 &amp;nbsp;นอกซ์มีอายุได้ 41 ปี ส่วนกรมหมื่นฯพระชนมายุได้ 27 พรรษา ไม่ได้ห่างกันมากนัก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สาม กรมหมื่นบวรวิไชยชาญทรงเติบโตมาภายใต้เงื่อนไขที่พระบรมวงศานุวงศ์ศึกษาภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการจากครูชาวต่างชาติ แตกต่างจากคนรุ่นก่อนที่มักจะเรียนเอง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามคือ ระหว่างกรมหมื่นบวรวิไชยชาญกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ผู้ใดมีความเป็นไปได้มากกว่ากันที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับข่าวลือ ? คำตอบคือ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เพราะเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์มีอำนาจอิทธิพลมากอยู่แล้วในการกำหนดตัวผู้สืบราชสันตติวงศ์ &amp;nbsp;เขาไม่จำเป็นจะต้องมีส่วนยุ่งเกี่ยวกับข่าวลือที่จะมีผลต่อการกำหนดตัวผู้สืบราชสันตติวงศ์ &amp;nbsp;และก็คงไม่ต้องการให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงอำนาจอิทธิพลของตนในเรื่องนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ผู้ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดเกี่ยวกับการปล่อยข่าวลือคือ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ ที่หวังให้ต่างชาติมีอิทธิพลต่อเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ในการกำหนดตัวผู้สืบราชสมบัติ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งกว่านั้น ในสายตาของต่างชาติ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯพระราชบิดาของพระองค์ทรงมีพระราชดำริทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง (&amp;ldquo;He is said to have had very democratic political views.&amp;rdquo; &amp;nbsp;จาก Abbot Low Moffat, Mongkut the King of Siam, Ithaca, New York: Cornell University Press: 1961, 1968) &amp;nbsp; &amp;nbsp; และน่าจะส่งต่อมายังกรมหมื่นบวรวิไชยชาญด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น พระองค์จึงได้รับการยอมรับจากชาวต่างชาติมากกว่าเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ที่ยังทรงพระเยาว์อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา ทัศนคติทางการเมือง และความรู้ในวิทยาการทหารและวิทยาการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ตะวันตก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
การปล่อยข่าวลือดังกล่าวเท่ากับเป็นการขับเน้นความแตกต่างในความคิดทางการเมืองให้ต่างชาติเปรียบเทียบพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯและพระราชโอรสกับตัวพระองค์ โดยหวังผลในตอนเปลี่ยนรัชกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เซอร์ทอมัส นอกซ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการคาดเดาของผม ดูจะได้รับการยืนยันจากการเกิดวิกฤตการณ์วังหน้าในปี พ.ศ. 2417 ที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเสด็จไปลี้ภัยที่สถานกงสุลอังกฤษของเซอร์ทอมัส นอกซ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ เซอร์ทอมัส นอกซ์พยายามสนับสนุนให้กรมหมื่นบวรวิไชยชาญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด จากความสนิทสนมอันยาวนาน ที่มีมาตั้งแต่นายนอกซ์เริ่มเข้ารับราชการกับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯเป็นครูฝึกทหารวังหน้าตั้งแต่ พ.ศ. 2394 &amp;nbsp;ซึ่งขณะนั้น กรมหมื่นบวรวิไชยชาญมีพระชนมายุได้ 13 พรรษา &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากเพิ่ม เซอร์ทอมัส นอกซ์เข้าไปในผู้ที่มีความเป็นไปได้ที่จะปล่อยข่าวลือ &amp;nbsp;ก็เป็นไปได้ว่า เซอร์ทอมัส นอกซ์นี่เองที่เป็นผู้ปล่อยข่าวลือสร้างความเสียหายให้แก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2408 &amp;nbsp;อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯสวรรคต และพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศที่สนิทสนมกับตนไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวังหน้า.&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119517</URL_LINK>
                <HASHTAG>ใครปล่อยข่าวลือว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ?, ไชยันต์ ไชยพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114545</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 19:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 19:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปฏิเสธสมบูรณาญาสิทธิราชย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่ห้าต่อจากตอนแรก &amp;ldquo;การซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ&amp;rdquo; และตอนที่สอง &amp;ldquo;พ.ศ. 2408: &amp;nbsp;มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; และตอนที่สาม &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชอำนาจมากแค่ไหน ?&amp;rdquo; และตอนที่สี่ &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชทรัพย์มากแค่ไหน ?&amp;rdquo; &amp;nbsp;ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี พ.ศ. 2408 มีการปล่อยข่าวลือป้ายสีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า พระองค์ทรงปกครองอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์และทรงมีพระราชทรัพย์เงินทองมากมายท่วมท้องพระคลัง&amp;ldquo;ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวลือที่ว่าเผยแพร่ในรูปของจดหมายในทำนองบัตรสนเท่ห์ และเขียนเป็นภาษาอังกฤษ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลประวัติศาสตร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมได้พิสูจน์แล้วว่า นอกจากพระองค์จะไม่ได้ปกครองประเทศในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว พระองค์ยังเป็นพระมหากษัตริย์ที่แทบจะไม่มีพระราชอำนาจจเลยด้วยซ้ำ เพราะอำนาจอิทธิพลถูกรวบไว้อยู่ในมือของขุนนางตระกูลบุนนาคภายใต้การนำของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) &amp;nbsp;และพระราชทรัพย์ของพระองค์ก็มิได้มีมากมายตามข่าวลือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; (ดู ตอนที่สามและสี่)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งกว่านั้น หากพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจ พระองค์ก็ไม่ทรงมีพระราชอำนาจอันกว้างขวางอย่งาพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงมีคนสงสัยว่า ผมรู้ได้อย่างไร ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนอื่นคงต้องถามว่า พระองค์ทรงรู้จัก &amp;ldquo;สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; ไหม ? เพราะคำภาษาไทยคำนี้ ยังไม่ได้มีการบัญญัติขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯไปจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯด้วยซ้ำ เพราะในสมัยรัชกาลที่ห้า ยังใช้ทับศัพท์ว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;แอบโสลูดโมนากี&amp;rdquo; (ดู ตอนที่สอง &amp;ldquo;พ.ศ. 2408: &amp;nbsp;มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo;)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น คงต้องตั้งคำถามใหม่ว่า รัชกาลที่สี่รู้จัก &amp;ldquo;แอบโสลูดโมนากี&amp;rdquo; ไหม ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากหลักฐานประวัติศาสตร์ กล่าวได้ว่า ในสมัยรัชกาลที่สี่ การรับรู้เกี่ยวกับรูปแบบการปกครองของตะวันตกเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ทั้งจากการเผยแพร่สู่สังคมทั่วไปผ่านการออกหนังสือพิมพ์โดยมิชชันนารี โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่ชื่อ &amp;ldquo;หนังสือจดหมายเหตุ&amp;rdquo; ที่เรียกทับศัพท์ว่า &amp;ldquo;บางกอกรีกอเดอ&amp;rdquo; (The Bangkok Recorder ทับศัพท์แบบปัจจุบัน บางกอกรีคอร์เดอร์) ของหมอบรัดเลย์ &amp;nbsp;และจากการศึกษาหาความรู้โดยตรงจากการพบปะชาวตะวันตกหรือจากการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารภาษาอังกฤษ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรับรู้เกี่ยวกับรูปแบบการปกครองตะวันตกได้ปรากฏหลักฐานครั้งแรกในพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงพระราชทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไปยังพันโทดับบลิว. เจ. บัตเตอร์วอร์ท (W. J. Butterworth) ผู้ว่าการเกาะปีนังหรือเกาะปรินซ์ ออฟ เวล (Prince of Wales Island) ในปี พ.ศ. 2394 &amp;nbsp;ก่อนที่หมอบรัดเลย์จะตีพิมพ์เผยแพร่การปกรองของสหรัฐอเมริกาในหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 14 ปี &amp;nbsp;น่าจะตีความได้ว่า พระองค์ทรงศึกษาหาความรู้ดังกล่าวนี้ด้วยพระองค์เองในช่วงเวลาที่ยังทรงผนวชอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงใช้คำลงท้ายในพระปรมาภิไธยดังกล่าวว่า &amp;ldquo;newly elect President or Acting King of Siam&amp;rdquo; &amp;nbsp;แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีความรู้เกี่ยวกับการปกครองของสหรัฐอเมริกาที่ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง &amp;nbsp;และจากพระราชสาส์นที่ทรงมีไปถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา &amp;nbsp;สะท้อนให้เห็นว่า พระองค์ทรงเข้าใจในกติกาและประเพณีการปกครองของสหรัฐอเมริกาที่ประธานาธิบดีมีวาระดำรงตำแหน่งสมัยละสี่ปี และไม่เกินสองสมัย โดยผู้คนต่างเคารพกติกากัน &amp;ldquo;ไม่มีการขัดขวางแก่งแย่งแก่กัน &amp;nbsp;ด้วยผู้นั้นๆ จะช่วงชิงอิสริยยศกันเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ดังเมืองอื่นๆ ซึ่งเป็นอยู่เนืองๆ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งจาก ข้อความนี้ย่อมสะท้อนถึงการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์ในการเมืองสยามที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งอยุธยา และพระองค์ทรงเห็นความเคร่งครัดในการเคารพกติกาการปกครองของผู้คนในสหรัฐอเมริกาว่า &amp;ldquo;เป็นการอัศจรรย์ยิ่งนัก เป็นขนบธรรมเนียมที่ควรจะสรรเสริญอยู่แล้ว&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับบรรดาผู้มีอำนาจทางการเมืองในสยามขณะนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระองค์ทรงวิเคราะห์เกี่ยวกับลักษณะการปกครองของประเทศต่างๆไว้ว่า &amp;nbsp;ปัจจัยที่ทำให้รูปแบบการปกครองแตกต่างกันอยู่ที่ &amp;ldquo;ตัวคน&amp;rdquo; ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การปกครองของประเทศหนึ่งดำเนินไปได้ตามกฎกติกากฎหมาย &amp;nbsp;ดังข้อความที่ทรงมีพระราชสาส์นไปยังประธานาธิบดีเจมส์ บูแคนันแห่งสหรัฐอเมริกา พระองค์ได้กล่าวถึงลักษณะของผู้คนที่แบ่งออกเป็นสองประเภท นั่นคือ พวกแรก &amp;ldquo;ยังเป็นเถื่อนหรือใกล้เถื่อน&amp;rdquo; และ อกพวกหนึ่งคือ พวกที่ &amp;ldquo;ใกล้จะเชื่องราบหรือเชื่องราบแล้วด้วยรู้จักแลส้องเสพย์กฎหมาย แลอย่างธรรมเนียมอันดีๆในบ้านเมืองเช่นนี้โดยมาก&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ถ้ายังเป็นเถื่อนหรือใกล้เถื่อน การปกครองก็จะดำเนินไปโดยขึ้นอยู่กับผู้มีกำลังอำนาจหรือมีพรรคพวกมาก และผู้คนจำต้องยอมรับการปกครองของผู้มีกำลังอำนาจไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม &amp;nbsp; แต่ถ้าผู้คนใกล้จะเชื่องราบหรือเชื่องราบแล้ว ผู้คนเหล่านั้นก็จะรู้จักที่จะยอมรับกฎกติกา แม้ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยอมให้ผู้ปกครองปกครองบ้านเมืองไปจนครบวาระถ้าไม่เจ็บป่วย หรือยอมให้ปกครองไปจนสิ้นอายุขัย ไม่ใช้กำลังแก่งแย่ง &amp;ldquo;ช่วงชิงอิสริยยศกันเป็นใหญ่ในแผ่นดิน&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ประธานาธิบดีเจมส์ บูแคนัน &amp;nbsp;(1857&amp;ndash;1861)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเห็นว่า ในเมืองต่างๆ จึงมีความแตกต่างระหว่าง &amp;ldquo;เมือง&amp;rdquo; ที่มีการปกครองที่ผู้คนยอมรับเคารพกฎหมายกับ &amp;ldquo;เมือง&amp;rdquo; ที่มีการปกครองที่ผู้คนยอมจำนนต่อผู้ที่มีกำลังอำนาจนี้อันเป็น &amp;ldquo;ธรรมเนียมของเมืองต่างๆ ซึ่งมีปรกติเช่นนั้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากการจัดแบ่งความแตกต่างของ &amp;ldquo;ผู้คน&amp;rdquo; สองประเภทดังกล่าวนี้ หากนำประเด็นเรื่อง &amp;ldquo;ยังเป็นเถื่อน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ใกล้จะเชื่องราบหรือเชื่องราบ&amp;rdquo; มาพิจารณาผู้คนชาวสยาม ก็เป็นไปได้ว่า พระองค์น่าจะทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าผู้คนชาวสยามยังไม่เข้าข่าย &amp;ldquo;ใกล้จะเชื่องราบหรือเชื่องราบแล้วด้วยรู้จักแลส้องเสพย์กฎหมาย&amp;rdquo; ที่จะยอมรับกติกาการปกครองที่ &amp;ldquo;ไม่มีการขัดขวางแก่งแย่งแก่กัน &amp;nbsp;ด้วยผู้นั้นๆจะช่วงชิงอิสริยยศกันเป็นใหญ่ในแผ่นดิน&amp;rdquo; &amp;nbsp;การปกครองของไทยน่าจะอยู่ไปในทาง &amp;ldquo;เมือง&amp;rdquo; ที่มีการปกครองที่ผู้คนยอมจำนนต่อผู้ที่มีกำลังอำนาจ และการที่พระองค์ใช้คำว่าเป็นธรรมเนียมซึ่งมีปรกตินั้น ความหมายของคำว่าปรกติคือ &amp;ldquo;ธรรมดา,&amp;nbsp;เป็นไปอย่างเคย&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ซึ่งความปกติดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ธรรมดาสำหรับการเมืองการปกครองไทยที่มีผู้คนไม่เคารพกฎกติกา แต่ใช้กำลังอำนาจแย่งกันเป็นใหญ่ในแผ่นดิน อันเต็มไปความหวาดระแวง ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างบุคคลในพระราชวงศ์และกลุ่มขุนนางที่มีฝักฝ่ายและมักจะปะทุรุนแรงขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้อยู่เสมอตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
และด้วยเหตุนี้เองที่พระองค์ทรงให้ที่ประชุมพระราชวงศ์และขุนนางเสนาบดีตกลงกันว่าจะเลือกให้ผู้ใดสืบราชสันตติวงศ์ โดยพระองค์ไม่ใช้พระราชอำนาจของพระองค์ในการกำหนดตัวบุคคล เพราะอาจจจะนำมาซึ่งความขัดแย้งและเป็นอันตรายต่อพระราชโอรส (เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์) ที่ยังทรงพระเยาว์และทรงพระประชวร ซึ่งการยอมให้เป็นอำนาจของที่ประชุมนี้ได้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่สองเป็นต้นมา และคาดว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงต้องการจะให้เป็นอำนาจของที่ประชุมเป็น &amp;ldquo;ปกติ&amp;rdquo; ต่อไป ดังที่พระองค์ได้ทรงโปรดให้มีพระปรมาภิไธยที่แผ่นพระบรมสุพรรณบัฏว่า &amp;ldquo;เอนกนิกรสโมสรสมมติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ในครั้งที่ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ &amp;nbsp;และก็เช่นเดียวกันในคราวที่เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เสด็จขึ้นครองราชย์ ข้อความในพระบรมสุพรรณบัฏก็มีข้อความ &amp;ldquo;เอนกนิกรสโมสรสมมติ&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
การกำหนดข้อความดังกล่าวในพระบรมสุพรรณบัฏของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจจะตีความได้ว่า พระองค์ทรงต้องการวางกฎกติกาการสืบราชสันตติวงศ์ขึ้น โดยวางหลักการที่ให้อำนาจในการเลือกผู้สืบราชสันตติวงศ์อยู่ที่ที่ประชุมพระราชวงศ์และขุนนางเสนาบดีอย่างเป็นทางการหรือให้เป็นที่ยอมรับเป็น &amp;ldquo;ปกติ&amp;rdquo; ต่อไป &amp;nbsp;และไม่จำเป็นว่าผู้สืบราชสันตติวงศ์จะต้องเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ แต่เป็นพระองค์ใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ พระเจ้าลูกยาเธอหรือพระเจ้าหลานเธอ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวางหลักการดังกล่าวนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงการยอมรับอำนาจของขุนนางเสนาบดีหรืออีกนัยหนึ่งคือ การยอมรับเงื่อนไขการครองอำนาจนำของอภิชนหรืออภิชนาธิปไตยเหนือราชาธิปไตยนั่นเอง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และพระองค์ทรงหวังว่า เมื่อยอมรับกติกาที่ให้ที่ประชุมพระราชวงศ์และขุนนางเสนาบดีเป็นผู้เลือกผู้สืบราชสันตติวงศ์แล้ว &amp;ldquo;ผู้คนเหล่านั้นก็จะรู้จักที่จะยอมรับกฎกติกา แม้ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยอมให้ผู้ปกครองปกครองบ้านเมืองไปจนครบวาระถ้าไม่เจ็บป่วย หรือยอมให้ปกครองไปจนสิ้นอายุขัย (เน้นโดยผู้เขียน) ไม่ใช้กำลังแก่งแย่ง &amp;ldquo;ช่วงชิงอิสริยยศกันเป็นใหญ่ในแผ่นดิน&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือ พระองค์ทรงต้องการวางหลักการ &amp;ldquo;เอนกนิกรสโมสรสมมุติ&amp;rdquo; ให้เป็นกติการากฐานในการสืบราชสันตติวงศ์เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้กำลังความรุนแรงในการแก่งแย่งชิงบัลลังก์ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมาในยุครัตนโกสินทร์จะไม่เกิดการใช้กำลังความรุนแรงในการแย่งชิงบัลลังก์อย่างประจักษ์ชัดเจน เพราะด้วยเหตุบังเอิญที่ผู้ดำรงตำแหน่งวังหน้าสวรรคตไปก่อนสิ้นรัชกาลเป็นส่วนใหญ่ &amp;nbsp;แต่ไม่มีผู้ใดจะสามารถทำให้เกิดความบังเอิญนี้ได้ในทุกๆรัชกาลต่อไป &amp;nbsp;และหากหลักการ &amp;ldquo;เอนกนิกรสโมสรสมมุติ&amp;rdquo; นี้เป็นที่เคารพยอมรับอย่างเคร่งครัดจากทุกฝ่าย &amp;nbsp;สมการการเมืองแห่งอำนาจระหว่างพระมหากษัตริย์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลและกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคก็จะเปลี่ยนแปลงไป โดยกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคจะไม่สามารถ &amp;ldquo;เล่นการเมือง&amp;rdquo; กับฝ่ายวังหลวงและวังหน้าอันทำให้สถานะของตนครองอำนาจนำเหนือทุกฝ่ายได้มากจนเกินไป &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้างต้น พอจะอนุมานได้ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงยอมรับการมีอำนาจนำของกลุ่มขุนนาง &amp;nbsp; และยอมรับสภาพที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจจำกัด และพระองค์ทรงรับรู้ถึงการปกครองที่เรียกว่า &amp;ldquo;สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;Absolute Monarchy&amp;rdquo; และพระองค์ทรงปฏิเสธระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะโดยแท้จริงแล้ว อำนาจสิทธิ์ขาดไม่ได้อยู่ที่พระองค์ แต่อยู่ที่เหล่าเสนาบดี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ในปลายรัชสมัย มีการแพร่ข่าวลือเกี่ยวกับพระองค์ในหมู่ชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวยุโรปและชาวจีน ซึ่งเผยแพร่ในภาษาอังกฤษในราว พ.ศ. 2409 โดยหนึ่งสาระของข่าวลือคือ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรุงสยามอยู่ภายใต้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (under quite absolute Monarchy) &amp;nbsp;ไม่ว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหญ่ (Supreme Sovereign) จะมีพระบรมราชโองการมาประการใดก็ต้องปฏิบัติตาม จะคัดค้านมิได้ไม่ว่าจะเป็นราษฎรผู้ใดก็ตาม&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
พระองค์ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบปฏิเสธเป็นภาษาอังกฤษ (และมีการใช้คำว่า absolute monarchy) และให้เหตุผลว่า การปกครองโดยพระมหากษัตริย์ของสยามมิได้เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่อย่างใด และพระองค์ได้ลงท้ายพระราชหัตถเลขาฉบับนั้นว่า &amp;ldquo;ที่แท้ราชการจะหมดสิทธิ์ขาดคงอย่างไร ก็สุดแต่ท่านเสนาบดีเห็นพร้อมกันนั่นแหละ&amp;rdquo; &amp;nbsp;(ดู พระราชหัตถเลขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉบับที่ 18&amp;rdquo; &amp;nbsp;ใน รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในโอกาสที่วันพระบรมราชสมภพครบ 200 ปี วันที่ 18 ตุลาคม พุทธศักราช 2547, (กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา: 2548), หน้า 493.)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของพระองค์ที่สามารถนำมาเป็นเหตุผลแวดล้อมที่สนับสนุนว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงต้องการปกครองอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังที่จะกล่าวในตอนต่อไป &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
(แหล่างอ้างอิง: &amp;nbsp;&amp;ldquo;พงศาวดาร บท 3&amp;rdquo; ดู หนังสือจดหมายเหตุ (หมอบรัดเลย์) &amp;nbsp;Vol. 1 เล่ม ๑ บางกอก เดือนสิบเอ็ด ขึ้นสิบห้าค่ำ จุลศักราช ๑๒๒๗ Oct. 5th 1865 กฤษศักราช ๑๘๖๕, ใบที่ ๑๕ No. 15. หน้า 124; &amp;nbsp; หนังสือจดหมายเหตุ Vol. 1 เล่ม ๑ บางกอก เดือนสิบเอ็ด แรมสิบสี่ค่ำ จุลศักราช ๑๒๒๗ Oct. 19th 1865 กฤษศักราช ๑๘๖๕, ใบที่ ๑๖ No. 16. หน้า 137-139 และ หนังสือจดหมายเหตุ Vol. 1 เล่ม ๑ บางกอก เดือนสิบเอ็ด แรมสิบสี่ค่ำ จุลศักราช ๑๒๒๗ Oct. 19th 1865 กฤษศักราช ๑๘๖๕, ใบที่ ๑๖ No. 16. หน้า 137; หนังสือจดหมายเหตุ Vol. 2 เล่ม ๒ บางกอก เดือนแปด ขึ้นสิบห้าค่ำ จุลศักราช ๑๒๒๘ เดือนยูน วันที่ ๒๗ &amp;nbsp;กฤษศักราช ๑๘๖๖, ใบที่ ๙ หน้า ๙๗; พระราชหัตถเลขาถึงผู้ว่าการเกาะปรินซ์ ออฟ เวล (Prince of Wales Island) หรือเกาะปีนัง วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2394 เพื่อแจ้งข่าวพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระองค์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคมปีเดียวกัน &amp;ldquo;English Correspondence of King Mongkut,&amp;rdquo; pp. 3, 6. https://thesiamsociety.org/wp-content/uploads/2020/02/JSS_021_1b_EnglishCorrespondenceOfKingMongkut.pdf; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พระราชสาส์นถึงประธานาธิบดีอเมริกา เมื่อปีวอก พ.ศ. 2403&amp;rdquo; &amp;nbsp;ใน รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, หน้า 400-401)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114545</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปฏิเสธสมบูรณาญาสิทธิราชย์, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ไชยันต์ ไชยพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108923</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 13:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชอำนาจมากแค่ไหน ? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่สามต่อจากตอนแรก &amp;ldquo;การซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ&amp;rdquo; และตอนที่สอง &amp;ldquo;พ.ศ. 2408: &amp;nbsp;มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; ที่เผยแพร่ไปเดือนที่แล้ว)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ศ. 2408 มีคนปล่อยบัตรสนเท่ห์เป็นภาษาอังกฤษว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชอำนาจในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (&amp;ldquo;Siam is under quite absolute Monarchy.&amp;rdquo;) &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรามาดูกันว่าเป็นจริงเช่นนั้นจริงหรือไม่ ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระองค์ในปี พ.ศ. 2394 เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของที่ประชุมพระราชวงศ์และเสนาบดีผู้ใหญ่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของขุนนางตระกูลบุนนาค แม้ว่าในช่วงสุดท้ายก่อนพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จสวรรคต พระองค์ได้ทรงเสนอชื่อของพระราชโอรส (หม่อมเจ้าอรรณพ) ให้เป็นผู้สืบสันตติวงศ์ &amp;nbsp;แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ &amp;nbsp;เพราะเหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่เห็นสมควรให้เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ โดยปัจจัยในการกำหนดตัวผู้สืบสันตติวงศ์สัมพันธ์กับบริบทางการเมืองของสยามขณะนั้น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าการตัดสินใจเลือกเจ้าฟ้ามงกุฎนี้ใช่ว่าจะเป็นความเห็นพ้องต้องกันในหมู่เสนาบดีผู้ใหญ่เสียทีเดียว &amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดอันได้แก่ขุนนางรุ่นใหม่ในตระกูลบุนนาคได้ตระหนักถึงพระปรีชาสามารถในความรู้ในภาษาต่างประเทศและวิทยาการและความเป็นไปของโลกตะวันตกของพระองค์ อันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเท่าทันต่อโลกภายนอกสยาม และพระองค์ทรงมีทีท่าที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกไม่ต่างจากจุดยืนของกลุ่มขุนนางดังกล่าวนี้ที่ต้องการทำสนธิสัญญาทางการค้ากับอังกฤษ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ ดิศ บุนนาคเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ &amp;nbsp;สำเร็จราชการต่างพระเนตรพระกรรณทั่วราชอาณาจักร และรวมทั้งขุนนางสายตระกูลบุนนาคคนอื่นๆก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นการตอบแทน ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆอย่างเช่น กลาโหม สมุหนายก เมือง วัง คลัง นาล้วนมาจากขุนนางตระกูลบุนนาคหรือเกี่ยวข้องโดยการแต่งงานกับพวกบุนนาคทั้งสิ้น &amp;nbsp; ซึ่งต่างจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯที่เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วพระองค์ทรงหาทางลดทอนอำนาจบรรดาขุนนาง โดยการแบ่งแยกและปกครองเพื่อไม่ให้อำนาจกระจุกตัวอยู่ที่ขุนนางผู้ใหญ่ &amp;nbsp;แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯไม่สามารถทรงทำเช่นนั้นได้ เพราะพระองค์ไม่ได้สั่งสมอำนาจบารมีในทางการค้าและการเมืองมาก่อนขึ้นครองราชย์ &amp;nbsp;และเหตุผลประการหนึ่งที่พวกขุนนางตระกูลบุนนาคสนับสนุนพระองค์ก็เป็นเพราะพระองค์ไม่ได้ทรงมีอำนาจบารมีทางการเมืองที่เข้มแข็งพอที่จะต่อรองอะไรมากกับกลุ่มขุนนางที่สนับสนุนพระองค์ &amp;nbsp;เพราะก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชมาเป็นเวลานานราวสามทศวรรษ ทำให้พระองค์ไม่มีอำนาจต่อรองเท่าไรนัก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานะของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ &amp;ldquo;ปรากฏชัดเจนจากประกาศของพระองค์ใน พ.ศ. 2397 เพื่อพระราชทานอำนาจหน้าที่เต็มแก่ขุนนางคนสำคัญในตระกูลบุนนาคโดยส่วนใหญ่ ได้แก่ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) &amp;nbsp;เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (สมุหนายก: ว่าการมหาดไทย) และเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) โดยให้มีอำนาจบัญชาการเรื่องต่างๆได้โดยไม่ต้องรอพระบรมราชานุมัติ โดยพระองค์จะยินดีหากมีผู้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบถึงการตัดสินใจสำคัญใดๆเพื่อจะได้ปฏิบัติพระองค์ตามสมควร&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตำแหน่งวังหน้า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี พระอนุชาร่วมพระมารดาให้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล &amp;nbsp;เพราะในขณะนั้น ยังไม่ทรงมีพระราชโอรสที่ประสูติในเศวตรฉัตร (เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ทรงประสูติ พ.ศ. 2396) &amp;nbsp;และในการแต่งตั้งนี้ถือเป็นการแต่งตั้งที่พิเศษ นั่นคือ &amp;ldquo;โปรดพระราชทานให้มียศยิ่งใหญ่กว่าแต่ก่อน&amp;rdquo; นั่นคือ ให้มียศยิ่งใหญ่กว่ากรมพระราชวังสถานมงคลและให้เสมอกันกับพระเจ้าแผ่นดิน โดยให้ออกพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ถือเป็น &amp;ldquo;พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่สอง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ให้รับพระราชโองการทั้ง ๒ พระองค์..ผิดกันแต่คำนำหน้าที่ว่ารับพระราชโองการและรับพระบวรราชโองการเท่านั้น&amp;rdquo; และพะราชพิธีบวรราชาภิเษกก็ไม่แตกต่างจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุผลในการแต่งตั้งดังกล่าวนี้ สืบจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงพระราชดำริเห็นว่า เจ้าฟ้าจุฑามณี พระอนุชา &amp;ldquo;ทรงพระปรีชารอบรู้การในพระนครและการต่างประเทศ และขนบธรรมเนียมต่างๆ และศิลปะศาสตร์ในการรณรงค์สงครามเป็นอันมาก พระบรมราชวงศานุวงศ์และเสนาบดีข้าทูลละอองธุลีพระบาท ผู้ใหญู่ผู้น้อยก็นิยมยินดีนับถือมาก&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งการที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง &amp;ldquo;พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่สอง&amp;rdquo; นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยพระนเรศวรที่ทรงแต่งตั้งพระเอกาทศรถ &amp;nbsp;ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องเผชิญกับภัยภายนอกคือพม่าและทำให้ไม่มีปัญหาในการสืบราชสมบัติ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ในพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินท์ รัชกาลที่ 5 พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกล่าวว่า &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเชื่อตำราพยากรณ์ ว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯจำต้องได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน&amp;rdquo; &amp;nbsp;พระองค์จึงทรงแต่งตั้งเพื่อแก้เคล็ดคำพยากรณ์ดังกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ก็เป็นไปได้ว่า การที่พระองค์ทรงต้องการให้ตำแหน่งวังหน้าที่ครองโดยพระราชอนุชามีสถานะที่เท่าเทียมพระมหากษัตริย์ก็เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯทรงพอพระทัยกับสถานะอันทรงพระเกียรติสูงสุดเพื่อที่จะไม่จำเป็นต้องคิดแย่งชิงบัลลังก์โดยคบคิดกับผู้นำขุนนางตระกูลบุนนาค &amp;nbsp;ซึ่งก่อนหน้านี้ การมีพระมหากษัตริย์สองพระองค์เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นั่นคือ ย้อนกลับไปถึง 261 ปีในสมัยสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปลายรัชกาล ได้เกิดการควบรวมอำนาจทางการเมืองโดยเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ &amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2398 เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ถึงแก่พิราลัย เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้ขึ้นเป็นสมุหพระกลาโหมแทน ต่อมา พ.ศ. 2400 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) &amp;nbsp;ผู้เป็นอาของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัย &amp;nbsp;และในปี พ.ศ. 2408 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ผู้ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์องค์ที่สองและตำแหน่งวังหน้าสวรรคต ทำให้อำนาจทางการเมืองอยู่ภายใต้การนำของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์แห่งตระกูลบุนนาคในสายของตนแต่เพียงผู้เดียว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อีกทั้งหลังจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯสวรรคต ทำให้ตำแหน่งวังหน้าว่างลง เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์กราบทูลให้ทรงแต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว &amp;nbsp;แม้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯไม่ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะแต่งตั้งผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งวังหน้า แต่ด้วยอำนาจบารมีอันยิ่งใหญ่และการให้เหตุผลของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ พระองค์จึงทรงประนีประนอมยอมแต่งตั้งให้พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศดำรงตำแหน่งกรมหมื่นบวรวิชัยชาญ &amp;nbsp;แม้ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมีสิทธิ์สืบราชสมบัติเท่ากับตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล &amp;nbsp;แต่ในทางปฏิบัติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงโปรดให้กรมหมื่นบวรวิชัยชาญเสด็จออกงานพิธีคู่กับพระองค์ แต่ในทางราชการ มิได้ &amp;ldquo;ทรงยกย่องกรมหมื่นบวรวิชัยชาญให้ผิดกับแต่ก่อนอย่างไรไม่&amp;rdquo; &amp;nbsp;นั่นคือ ในทางปฏิบัติทรงปฏิบัติให้ผู้คนเห็นว่าทรงปฏิบัติต่อกรมหมื่นบวรวิชัยชาญประดุจกรมพระราชบวรสถานมงคล แต่ในทางการ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญมิได้มีสิทธิ์ในการสืบราชสมบัติอย่างกรมพระราชวังบวรสถานมงคล&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯได้ทรงโปรดเกล้าฯให้มีการออกประกาศต่างๆมากมายตลอดรัชสมัยของพระองค์ &amp;nbsp;แต่กุลลดา เกษบุญชู มี๊ด นักรัฐศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ได้กล่าวว่า &amp;ldquo;ถึงแม้ประกาศฉบับต่างๆของพระองค์จะให้ภาพว่าทรงกระตือรือร้นในกิจการของรัฐ ทว่าบรรดาขุนนางผู้ใหญ่มิได้เข้าเฝ้าฯเป็นประจำทุกวัน ก็บ่งชี้ว่าพระองค์มิได้เป็นศูนย์กลางอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐพิธีและพระราชพิธีต่างๆกลายเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของพระมหากษัตริย์ เนื่องจากขุนนางผู้ใหญ่ไม่สนใจเข้าร่วมพิธี เมื่อต้องประกอบพระราชพิธีโสกันต์เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระองค์จึงตรัสว่ามิได้คาดหวังให้ขุนนางมาช่วยงาน แต่หากผู้ใดมาช่วยงาน พระองค์จะสมนาคุณตอบแทนเมื่อถึงเวลาอันสมควร การเน้นย้ำผลประโยชน์ต่างตอบแทนเช่นนี้ทำให้พระองค์มิได้แสดงบทบาทพระมหากษัตริย์แบบจารีตในฐานะองค์อุปถัมภกสูงสุดอีกต่อไป พระองค์ทรงยอมรับอย่างเปิดเผยว่าทรงเห็นเป็นบุญคุณอย่างยิ่งที่บรรดาขุนนางสนับสนุนให้พระองค์ขึ้นครองราชย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระราชลัญจกรประจำรัชกาลถูกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่าเป็นกษัตริย์ที่ทรงชราและไร้พระราชอำนาจ พระองค์ก็ได้ขอร้องให้เหล่าขุนนางเข้าเฝ้าฯและร่วมพิธีทำขวัญ ในความสัมพันธ์ระหว่างขุนนาง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯพยายามยืนยันพระราชอำนาจด้วยการเน้นย้ำให้ขุนนางเข้าเฝ้าฯเฉพาะพระพักตร์ ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้ขุนนางเข้าเฝ้าฯเพื่อรอรับพระราชทานเบี้ยหวัดเงินปีด้วยตนเองแทนที่จะส่งผู้แทนมา &amp;nbsp;พระองค์ยังเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาและทรงริเริ่มการให้คำสัตย์สาบานว่าจะซื่อตรงต่อผู้ปกครอง &amp;nbsp;นอกจากนี้ พระองค์ยังลงพระปรมาภิไธยและพระราชทานหนังสือเฉลิมพระยศเจ้านายด้วยพระองค์เอง ณ วังของเจ้านายนั้นๆ ทั้งยังส่งเสริมให้ขุนนางระดับล่างกราบบังคมทูลให้ทรงทราบหากจะจัดพิธีใดๆขึ้นมา เพื่อจะได้เสด็จพระราชดำเนินไปร่วมงานโดยมุ่งหมายผลประโยชน์ต่างตอบแทนในภายหน้า &amp;nbsp;แต่กระนั้น ทรัพยากรที่จะเสริมสร้างระบบอุปถัมภ์ของพระองค์ก็มีอยู่จำกัด &amp;nbsp;ดังจะเห็นได้จากการเสนอให้ขุนนางใช้บริการนวดจากข้าราชบริพารของพระองค์&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงห่างไกลจากการเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตามที่มีผู้ปล่อยข่าวลือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คราวหน้าจะได้กล่าวถึงข่าวลืออีกเรื่องหนึ่งที่ว่า &amp;ldquo;ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้น เต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;rdquo; ! &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(แหล่งข้อมูล: พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินท์ รัชกาลที่ 5 พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ; ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๕๒ จดหมายเหตุเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต. [พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียงทูลเกล้า ฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พิมพ์พระราชทานในงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร ครบสัปตมวาร ณ วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒]; พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1-4 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เล่ม 2; ชัยอนันต์ สมุทวนิช, การเมือง-การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย 2411-2475,;กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เขียน, อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู แปล, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนการรัฐไทย; Abbot Low Moffat, Mongkut the King of Siam.)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108923</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ, พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว, เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์, ไชยันต์ ไชยพร, ไม่เคืองแค้นไม่เสียดาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105873</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 08:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 08:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อานนท์-ไชยันต์&#039; ชี้ตรงกันไม่มี ส.ส.คนไหนทำหน้าที่ในสภาฯ ตอบโต้ ส.ส.ล้มเจ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 64 - ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ (NIDA) &amp;nbsp;โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ว่ามีท่านผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือกัน ดูอภิปรายงบประมาณในรัฐสภา แล้วเห็นการโจมตีใส่ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ไม่มี ส.ส. คนไหน ออกมาตอบโต้ หรือแย้ง หรือประท้วง ท่านเดินมาหาผม แล้วบอกว่า ผมควรไปเป็น ส.ส. ใน สภา เชื่อว่าผมจะสามารถตอบโต้ ส.ส. ล้มเจ้าพวกนี้ได้ ด้วยข้อมูลที่แม่นกว่า ลึกกว่า และด้วยปฏิภาณไหวพริบที่ดีกว่า ให้ไปสมัครเป็น ส.ส เถิด ไปทำหน้าที่ปกป้องสถาบันในสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเองไม่เคยคิดอยากเป็นนักการเมือง ไม่ต้องการมีชื่อเสียง ไม่ต้องการตำแหน่งใดๆ แต่ถ้าการมีตำแหน่งจะทำให้สามารถทำหน้าที่ได้ดีขึ้น ผมก็อาจจะคิดดูอีกที แต่เวลานี้รู้สึกว่ายังไม่อยากสูญเสียความเป็นส่วนตัว อยากให้ชีวิตสบายๆ ไม่อยากวุ่นวายกับนักการเมืองที่ผมแสนจะรังเกียจ แต่ถ้าถึงเวลาต้องทำเพื่อบ้านเมืองก็อาจจะต้องทำ แต่ยังไม่ใช่เวลานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;เข้าไปแสดงความเห็นทำนองเดียวกันว่า &amp;quot;ไม่เข้าใจว่าทำไม ส.ส. ถึงไม่ทำหน้าที่อธิบาย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในประเทศอื่น คนเหล่านี้เขาทำหน้าที่กัน ไม่เข้าใจจริงๆ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105873</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปกป้องสถาบัน, อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, ไชยันต์ ไชยพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c16442cc7bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105159</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 21:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่าด้วยเรื่องการซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ (ตอนที่หนึ่ง) </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สังคมที่ปิดกั้นเสรีภาพในการพูด นั่นคือ มีการลงโทษทั้งทางกฎหมายและทางสังคม ผู้คนก็จะหันไปใช้การซุบซิบแทน และการซุบซิบมักจะเริ่มกับคนใกล้ชิด และก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะเมื่อ นาย ก. ซุบซิบกับคนสนิท ได้แก่ &amp;nbsp;นาย ข. และนาย ค. ก็ไม่ได้หมายความว่า การซุบซิบจะจำกัดอยู่แค่คนสามคน เพราะ นาย ข. และ นาย ค. ต่างก็มีคนที่ตนไว้ใจอื่นๆ ต่อๆ ไปอีก จนระบาดไปทั่ว และไม่สามารถจับมือใครดมได้ว่า มันเริ่มมาจากใคร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้นี่เอง ที่การซุบซิบจึงระบาดไปทั่ว แปรสภาพเป็นข่าวลือที่มีผลกระทบมากกว่าแค่ซุบซิบ ข่าวลือส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อคนที่ถูกลือ เพราะคนส่วนใหญ่จะรับรู้เรื่องที่ซุบซิบหรือข่าวลือนั้น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง มันก็จะมีพลังกลายเป็น &amp;ldquo;คำตัดสินพิพากษา&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซุบซิบ-ข่าวลืออาจจะเป็นเรื่องจริงหรือข่าวลวง แต่ซุบซิบ-ข่าวลือจะมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งหากคนที่ถูกซุบซิบเป็นคนที่อยู่อย่างไม่เปิดเผยหรือมีระยะห่างจากผู้คนมาก &amp;nbsp;เมื่อไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง ใช้ชีวิตอย่างไร การซุบซิบ-ข่าวลือจึงไม่สามารถถูกพิสูจน์หักล้าง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งคนที่ไม่สามารถอธิบายตอบโต้ได้ ไม่ว่าจะด้วยสถานะและเหตุผลอะไร การซุบซิบ-สร้างข่าวลือก็จะยิ่งมีพลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนที่อยู่อย่างเปิดเผยและใกล้ชิดกับชาวบ้านหรือสามารถสื่อสารตอบโต้ได้ การซุบซิบ-ข่าวลือจะไม่ค่อยมีพลังมากนัก หากการซุบซิบ-ข่าวลือมันแย้งกับความจริงที่ผู้คนเห็นกับตา แต่กระนั้นก็ตาม แม้จะอยู่อย่างเปิดเผย แต่อย่างไรเสีย ไม่มีใครที่จะดีหมดในสายตาคนมากมายหลากหลาย เพราะตัวตนของคนคนหนึ่ง อาจจะดีในสายตาบางคนและไม่ดีในสายตาอีกคนได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
กระนั้น การซุบซิบ-ข่าวลือไม่จำเป็นต้องเกิด หากคนที่เป็นเป้านั้นไม่มีอำนาจที่จะลงโทษใครที่ซุบซิบเรื่อง &amp;nbsp;เพราะไม่จำเป็นต้องซุบซิบ แต่สามารถพูดตรงๆ ต่อหน้าได้เลย ไม่ต้องกลัวถูกลงโทษทำร้าย อย่างเช่น คนเป็นนายสามารถด่าคนงานต่อหน้าได้ว่า ทำไมมึงถึงตัวเหม็นจัง &amp;nbsp;แต่คนงานคงไม่กล้าพูดเรื่องกลิ่นตัวของนายต่อหน้านาย สิ่งที่ทำได้คือ ไปซุบซิบกับคนงานด้วยกันหรือกับคนอื่นๆ ที่ไม่มีทางที่จะกลับมาเข้าหูนายได้ ดังนั้น การซุบซิบ-ข่าวลือจึงมีเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นั่นคือการที่คนคนหนึ่งจะมีเสรีภาพในการพูดได้ คือ การที่คนคนนั้นมีอำนาจเหนือคนที่เราพูดถึง คนเป็นนายมีเสรีภาพในการพูดเรื่องกลิ่นตัวของคนงานต่อหน้าคนงาน เพราะตัวเองมีอำนาจเหนือคนงาน ส่วนคนงานไม่มีเสรีภาพในการพูด แต่ต้องซุบซิบเพราะกลัวนายเล่นงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นอกจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจแล้ว &amp;nbsp;อาจจะเป็นเรื่องของความสุภาพมีมารยาทด้วยก็ได้ ผู้เป็นนายอาจจะมีมารยาทพอที่จะไม่พูดตรงๆ เรื่องกลิ่นตัวคนงานต่อหน้า แต่ไม่ใช่เพราะนายกลัว แต่เป็นเรื่องการถนอมน้ำใจกันมากกว่า นายจ้างอาจจะหาวิธีพูดอย่างมีศิลปะเตือนให้คนงานรู้ว่านายจ้างได้กลิ่นตัวของเขา และเช่นเดียวกัน คนงานก็อาจจะหาวิธีพูดเรื่องกลิ่นตัวของเจ้านายได้อย่างสุภาพและมีศิลปะ โดยไม่ทำให้นายโกรธและลงโทษเขา &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแง่นี้ ทั้งเจ้านายและคนงานต่างมีเสรีภาพที่จะพูดความจริงในสิ่งที่แต่ละคนคิดต่อกันและกันได้ โดยคนงานไม่จำเป็นจะต้องไปแอบซุบซิบ และเจ้านายมีเสรีภาพในการพูด โดยไม่ใช่เพราะตนมีอำนาจเหนือคนงาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแง่นี้ ถ้ารู้จักพูด คนแต่ละคนก็จะมีเสรีภาพเท่าเทียมกันในการพูด เพราะแต่ละคนมีความปรารถนาดีต่อกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
แต่ถ้าไม่ปรารถนาดีและไม่ต้องรับโทษใดๆ ในการพูด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ใช่ซุบซิบ (เพราะไม่ต้องแอบคุยในวงแคบๆ แล้วค่อยขยายไป) เป็นข่าวลือที่ไม่ใช่ข่าวลือ เพราะมันสามารถระบุตัวคนจำนวนมากที่ลือต่อๆ กันได้ และมันอาจจะเป็นข่าวจริงหรือข่าวลวงก็ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การแพร่ระบาดของ &amp;ldquo;บัตรสนเท่ห์&amp;rdquo; จึงสามารถเป็นทั้งอาวุธของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่มีทางสู้ต่อหน้ากับคนตัวใหญ่ แต่คนตัวใหญ่ก็สามารถเป็นเหยื่ออธรรมของฝูงคนตัวเล็กตัวน้อยได้เช่นกัน (ทั้งที่มีตัวจริงๆ และที่เป็นอวตาร)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ในสมัยรัชกาลที่สี่ ในราว พ.ศ.2408 มีคนปล่อยบัตรสนเท่ห์ออกไปจนกลายข่าวลือแพร่สะพัดเป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับพระองค์ มีข้อกล่าวหาสามข้อ คือ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
หนึ่ง กรุงสยามอยู่ภายใต้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหญ่ (หมายถึงรัชกาลที่สี่ เพราะสมัยนั้น มีพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชอนุชาในรัชกาลที่สี่) จะมีพระบรมราชโองการมากประการใดก็ต้องปฏิบัติตาม จะคัดค้านมิได้ไม่ว่าจะเป็นราษฎรผู้ใดก็ตาม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้น เต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สาม พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองกรุงสยามองค์ปัจจุบัน มีพระทัยคับแคบและทรงนิยมสิ่งของทั้งหลายที่แปลกๆ ทรงโปรดธรรมเนียม ประเพณี วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และวรรณคดี ฯลฯ ของชาวยุโรปโดยไม่มีขอบเขต พระองค์ยังทรงพอพระราชหฤทัยถ้อยคำประจบ และทะเยอทะยานในพระเกียรติ ดังนั้น ในขณะนี้ จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะทำการกอบโกยเอาเงินเอาทองจำนวนมากจากท้องพระคลังของกรุงสยาม ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
พระองค์ทรงทำอย่างไรกับข่าวลือนี้ หรือมันเป็นความจริง? โปรดติดตามตอนต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105159</URL_LINK>
                <HASHTAG>บทความไทยโพสต์, ว่าด้วยเรื่องการซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ, ไชยันต์ ไชยพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2021 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2021 10:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุวินัย&#039; สุดเอือมนักวิชาการมาเฟียบิดเบือนผิดเป็นถูก ทำวงการเสื่อมทรามถึงขีดสุดแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค.64 - ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า การรวมหัวของ 279 อาจารย์ที่ออกมาเรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยหยุดสอบสวนการกระทำผิดทางวิชาการของอาจารย์ณัฐพล ใจจริง นั้น&amp;nbsp;ช่างเป็นความอุบาทว์ทางวิชาการเสียนี่กะไร!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการสอบสวนก็เหมือนศาล ถ้าเอาแต่พวกมากลากไปไม่เอาความถูกต้องอย่างนี้ประเทศชาติและสังคมจะอยู่กันอย่างไร? ส่องกระจกดูพฤติกรรมเยี่ยงนี้แล้วยังมีหน้าเป็นครูบาอาจารย์ไปได้อีกหรือ? ไม่แปลกดอกที่วงการวิชาการในปัจจุบันได้เสื่อมทรามถึงขีดสุดแล้วก็ว่าได้ เหตุก็เพราะไม่สามารถชี้ถูกผิดให้กับสังคมได้ แถมยังทำตัวเองให้เป็นปัญหาแทนที่จะเป็นทางออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความไม่ถูกต้องของวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของณัฐพลนั้นน่าจะมีอยู่ที่วิธีวิทยาที่ใช้ คือ การตีความทางประวัติศาสตร์ โดยคำนึงถึงบริบทต่างๆที่แวดล้อมอยู่&amp;nbsp;ฟังดูแล้วดีแต่ไม่ได้เรื่อง นี่คือเหลาไม้ไฝ่กลายเป็นบ้องกัญชาเสียฉิบ แทนที่จะเป็นประโยชน์กลับกลายเป็นโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอาให้เข้าใจโดยง่าย การตีความของณัฐพล (จาก ตอบไชยันต์ ไชยพร เรื่องวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์) หมายถึงการเอาทัศนคติส่วนตนเข้าไปใช้กับ &amp;ldquo;หลักฐาน&amp;rdquo; ที่มีอยู่นั่นเอง&amp;nbsp;แต่ประเด็นที่ ศ.ดร.ไชยันต์ ได้ท้วงติงที่เป็นสาระสำคัญก็คือ&amp;nbsp;มีอะไรเป็น &amp;ldquo;หลักฐาน&amp;rdquo; ให้ตีความว่า บทบาทของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาถนเรนทร ใช้อำนาจในฐานะผู้สำเร็จราชการฯเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง (เพื่อจะเป็นต้นเรื่องกระทบคราดไปถึงสถาบันที่อาจใช้อำนาจนั้นผ่านผู้สำเร็จราชการฯ)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเมื่อสิ่งที่อ้างอิงว่าเป็น &amp;ldquo;หลักฐาน&amp;rdquo; นั้นไม่มีอยู่จริง&amp;nbsp;หากเป็นเช่นนี้จริงผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการ &amp;ldquo;กุ&amp;rdquo; เรื่องขึ้นมา ไม่ต่างจากที่ ทอน บูด มายด์ และอีกหลายคนได้กระทำในปัจจุบัน ถ้าจะใช้วิธีวิทยาของณัฐพล วิทยานิพนธ์ก็ทำโดยบรรดาผู้ที่ไม่นิยมกษัตริย์ เช่น อาจารย์ที่ปรึกษา กรรมการสอบ หนังสือที่(เลือก)เอามาอ้างอิง เพื่อหวังให้สำนักพิมพ์ที่(จะเลือก)เอาไปตีพิมพ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงสามารถตีความโดยวิธีวิทยาของณัฐพลเองได้ไหมว่า ณัฐพลมีส่วนอย่างแข็งขันที่จะ &amp;ldquo;กุ&amp;rdquo; เรื่องเท็จให้กลายเป็นเรื่องจริง เพื่อหวังเป็นต้นทางให้พวกที่ไม่นิยมกษัตริย์เอาไปขยายความโจมตีต่อไปเป็นทอดๆ&amp;nbsp;เพราะแม้ในวิทยานิพนธ์จะแก้ไขไม่ได้แล้วแต่ในหนังสือที่นำเอาเนื้อหาวิทยานิพนธ์นี้มาใช้ตีพิมพ์เผยแพร่ก็ยังไม่ยอมตัดข้อความที่เป็น &amp;ldquo;เท็จ&amp;rdquo; เพราะไม่มีหลักฐานอ้างอิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.ไชยันต์ ได้เขียนเอาไว้ในเฟสบุ๊คตนเองว่า ในหน้า 60 ของหนังสือ &amp;ldquo;ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรี&amp;rdquo; ณัฐพลและฟ้าเดียวกันได้ตัดข้อความที่กล่าวว่า&amp;nbsp;
&amp;ldquo;กรมพระยาชัยนาทเรนทรทรงเป็นเพียงหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 แต่ทรงลงนามพระนามประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2490 ที่เกิดจากการรัฐประหารแต่เพียงผู้เดียวอย่างรวดเร็ว&amp;rdquo; ที่เคยปรากฏอยู่ในวิทยานิพนธ์ออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ยังคงข้อความว่า &amp;ldquo;รัฐประหารครั้งนี้ไม่อาจสำเร็จได้หากปราศจากบทบาทของกรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการฯ ซึ่งมีบทบาทในการรับรองการรัฐประหารอย่างแข็งขัน&amp;rdquo; และยังคงอ้างข้อมูลหน้า 210 ของหนังสือ Brief Authority: Excursion of a Common Man in an Common World ของ Stanton อยู่ ซึ่งอย่างที่ชี้ให้เห็นไปแล้วว่า ในหน้า 210 ของหนังสือดังกล่าว ไม่มีข้อความใดเลยที่จะสื่อว่า กรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการฯ มีบทบาทในการรับรองการรัฐประหารอย่างแข็งขัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไมตัดข้อความที่ไม่มีหลักฐานอยู่จริงอันหนึ่งออกได้ แต่ไม่ยอมตัดอีกอันหนึ่งทั้งที่ปราศจากหลักฐานอ้างอิงเช่นกันและเอามาตีความ อย่างนี้ไม่เรียกว่าจงใจ &amp;ldquo;กุ&amp;rdquo; เรื่องแล้วจะให้เรียกว่าอะไร ณัฐพล?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นึกไม่ถึงว่าวงการวิชาการจะมีเผด็จการทางความคิดดังเช่น 279 อาจารย์ที่ออกมาเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยหยุดสอบสวนการกระทำผิด&amp;nbsp;นี่คือโฉมหน้ามาเฟียในวงการวิชาการไทยที่กล้าบิดเบือนผิดให้เป็นถูก ในนามของเสรีภาพทางวิชาการ ความถูกต้องจึงไม่ขึ้นอยู่กับจำนวน เป็นอนาลิโก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์ไชยันต์ครับ อย่างน้อยยังมีอีกอาจารย์อย่างพวกผม 2 คนที่เห็นด้วยกับการกระทำเพื่อสังคมวิชาการที่ดีในครั้งนี้ หนึ่งตำลึงจึงค้ำยังพันชั่งได้!ด้วยจิตคารวะ&amp;nbsp;โดย ศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง และรศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97433</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวินทร์ ลีนะบรรจง, ณัฐพล ใจจริง, สุวินัย ภรณวลัย, ไชยันต์ ไชยพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_60408ad08301b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97399</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2021 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2021 20:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไชยันต์&#039; สวนเจ็บแค่ 1 คนแก้ไขให้ถูกต้อง ไฉนต้องใช้ 279 นักวิชาการพร่ำเสรีภาพแต่ไม่รับผิดชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.64 - จากกรณี 279 นักวิชาการออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องจุฬาฯหยุดสอบสวนวิทยานิพนธ์ของนายณัฐพล ใจจริง&amp;nbsp;รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยอ้างว่าเป็นเสรีภาพทางวิชาการนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร แห่งภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า ภายใต้ &amp;ldquo;เสรีภาพทางวิชาการ&amp;rdquo;&amp;nbsp;ผู้ใช้เสรีภาพนั้น ได้รับเกียรติและได้รับการคุ้มครองอยู่มาก จึงย่อมต้องมีความรับผิดชอบมากตามมา อย่างปฏิเสธไม่ได้ เมื่อใช้เสรีภาพฯ นั้นแล้ว เกิดผิดพลาด เมื่อทราบและยอมรับข้อผิดพลาด ก็ควรรับผิดชอบ รีบแก้ไขเสีย เพื่อปกป้องรักษา &amp;ldquo;เสรีภาพทางวิชาการ&amp;rdquo; ให้เป็นที่เคารพและยอมรับของวงการวิชาการและสาธารณะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิฉะนั้นแล้ว เสรีภาพทางวิชาการจะไม่เป็นที่เคารพและเป็นประโยชน์สำหรับนักวิชาการต่อๆไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แค่ 1 คนแก้ไขให้ถูกต้อง..ก็จบไฉนจึงต้องใช้ตั้ง 279 คน&amp;rdquo; จาก มิตรสหายอีกท่านหนึ่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97399</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฬาฯ, ณัฐพล ใจจริง, นักวิชาการ, ไชยันต์ ไชยพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210320/image_big_60558e1805f5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
