<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2020 12:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2020 12:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์ยืนประหารชีวิต &#039;ไซซะนะ&#039; พร้อมพวกอีกรายสมคบค้ายาบ้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.63 - ที่ห้องพิจารณา 906 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดียาเสพติด หมายเลขดำ อย.2833/2560 ที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายไซซะนะ แก้วพิมพา อายุ 42 ปี (XAY SANA KEOPIMPHA) สัญชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว), นายชุมพร พนมไพร อายุ 45 ปี และนายรัชพล หรือกิมเล้ง รัฐสพลพกรณ์ อายุ 33 ปี เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันสมคบกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และมียาบ้า ซึ่งเป็นเมทแอมเฟตามีน ยาเสพติดประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 16 ก.ย. 2558 จำเลยที่ 1-2 กับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง สมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปโดยแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการเครือข่ายยาเสพติด โดยจำเลยที่ 1 กับพวกที่อยู่ใน สปป.ลาว ร่วมกันจัดหาเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า และจัดหาเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการลักลอบขนส่งลำเลียงยาเสพติดและจัดหารถยนต์สำหรับซุกซ่อนยาเสพติดจำนวน 2,381,400 เม็ด ไปส่งให้กับเครือข่ายทางภาคใต้ของไทย และมาเลเซีย และระหว่างวันที่ 17 - 22 ส.ค. 2559 จำเลยทั้งสาม ยังร่วมกันสมคบกันลักลอบส่งยาบ้าอีกจำนวน 1 ล้านเม็ด ส่งให้เครือข่ายทางภาคใต้โดยติดต่อกับนายไซนุเด็ง มะ ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ทำหน้าที่ธุรกรรมการเงินรับโอนเงินค่ายาเสพติดจากนายไซนุเด็งหลายครั้งหลายหน จำนวน 144 ล้านบาท ไปส่งมอบให้เพื่อนของจำเลยที่ 1 ที่ สปป.ลาว อันเป็นการกระทำเพื่อความสะดวกในการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมพวกจำเลยได้พร้อมของกลางหลายรายการทั้งยาเสพติด , รถกระบะที่ใช้กระทำผิด , โทรศัพท์มือถือ เหตุเกิดที่ สปป.ลาว , จ.นครพนม , จ.อุดรธานี , จ.สงขลา และอีกหลายพื้นที่เกี่ยวพันกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 1-2 ไม่ได้รับการประกันตัว โดยถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ส่วนจำเลยที่ 3 ได้รับการปล่อยตัว หลังศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง ซึ่งวันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยที่ 1-2 มาจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ส่วนจำเลยที่ 3 เดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมกับมารดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2561 พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแล้วเห็นว่า ในส่วนของข้อกล่าวหาสมคบกับนายรัชศักดิ์ ชำนาญกุล (ถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีในศาลอาญาแล้ว) ค้ายาบ้าจำนวน 2,381,400 เม็ด ที่มีนายวิทยา หรือวิท โสภา เป็นผู้ขับรถยนต์ขนส่งไปที่ประเทศมาเลเซีย ช่วงเดือน ก.ย. 2558 นั้นปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย เบิกความตามที่ได้รับฟังข้อเท็จจริงมาจากบุคคลอื่นที่ให้การซัดทอดมา ขณะที่โทรศัพท์ที่ตรวจยึดได้ไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่า ได้ติดต่อกับหมายเลขโทรศัพท์ที่จำเลยที่ 1 ใช้ พยานหลักฐานโจทก์ จึงมีเพียงคำซัดทอดที่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังประกอบพยานหลักฐานอื่น ซึ่งแม้จะมีข้อมูลการติดต่อโทรศัพท์แต่ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานเชื่อมโยงว่ามีการติดต่อถึงจำเลยที่ 1-2 พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควร ศาลจึงยกประโยชน์ความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อกล่าวหาจำเลยที่ 1 สมคบกับพวกนายศักดา หรือโหน่ง อัครศักดิ์ศรี และนายวิวัฒนชัย หรือเอ๋ เดชสหโรจนธร (ทั้งสองถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดียาเสพติดหมายเลขดำ อย.3226/2559 ที่ศาลจังหวัดชุมพรพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดง 363/2560 แล้ว) กระทำความผิดเกี่ยวกับยาบ้าจำนวน 1 ล้านเม็ด และจำเลยที่ 2 มียาบ้า 1 ล้านเม็ดดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น โจทก์มีพยานหลักฐานการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์แสดงการติดต่อระหว่างจำเลยที่ 1-2 กับนายศักดา และนายวิวัฒนชัย ในเดือน ส.ค.2559 ก่อนเกิดเหตุที่นายศักดา และนายวิวัฒนชัย ถูกจับกุมในวันที่ 25 ส.ค.2559 ซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์ติดต่อสั่งการจากฝั่ง สปป.ลาว และให้จำเลยที่ 2 กับพวกจัดหารถกระบะมือสองยี่ห้อมาสด้า ตรงกับคำให้การชั้นสอบสวนของนายศักดาและนายวิวัฒนชัย ที่ว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ติดต่อโทรศัพท์มาและพาไปพบจำเลยที่ 1 บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ช่วงเช้าของวันที่ 20 ส.ค.2559&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งเย็นวันที่ 21 ส.ค.2559 จำเลยที่ 2 ได้นำรถกระบะมาส่งให้ ขณะที่เมื่อถูกจับกุมตรวจค้นก็พบยาบ้าซุกซ่อนในรถกระบะ ขณะที่ผลการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ก็ระบุตำแหน่งขณะใช้บริเวณ จ.อุดรธานี จ.หนองคาย และด่านตรวจคนเข้าเมือง สอดคล้องกับคำให้การพยาน พยานหลักฐานจึงรับฟังได้ว่า นายไซซะนะ จำเลยที่ 1 สมคบกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วน นายชุมพร จำเลยที่ 2 รับฟังได้ว่าเป็นผู้นำรถกระบะไปดัดแปลงซุกซ่อนยาบ้า 1 ล้านเม็ดไว้ก่อนนำรถมาส่งให้กับนายศักดา และนายวิวัฒนชัย เพื่อไปส่งให้บุคคลอื่น นายชุมพร จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ นายรัชพล จำเลยที่ 3 ที่ถูกกล่าวหารับโอนเงินค้ายาจากกลุ่มผู้ค้ายาประเทศมาเลเซียมาส่งให้นายสีสุก ดาวเรือง พวกที่อยู่ใน สปป.ลาว เพื่อให้ความสะดวกจำเลยที่ 1-2 สมคบค้ายานั้น แม้โจทก์จะมีเจ้าหน้าที่จากมาเลเซีย เบิกความถึงหลักฐานการรับโอนเงินกว่า 2 ล้านบาทแต่ตามทางนำสืบฟังไม่ได้ว่าเป็นเงินจากการค้ายาบ้าจำนวน 1 ล้านเม็ดที่ฟ้องนี้ แต่น่าจะเป็นยาเสพติดอื่นจำนวน 200,000 แสนเม็ด ซึ่งข้อเท็จจริงนั้นเป็นเรื่องนอกสำนวนที่ไม่ได้ปรากฏในฟ้องนี้ศาลจึงไม่อาจนำมาพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 ยังมีข้อสงสัยตามสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงพิพากษา ให้ประหารชีวิต นายไซซะนะ และนายชุมพร จำเลยที่ 1-2 แต่คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความบางส่วนของจำเลยที่1-2 เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1-2 ไว้ตลอดชีวิต และให้นับโทษนายไซซะนะต่อจากยาบ้าคดีแรกจำนวน 1.2 ล้านเม็ด ที่ศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตไปแล้วด้วย โดยพิพากษายกฟ้อง นายรัชพล จำเลยที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาอัยการโจทก์ จำเลยที่ 1,2 ยื่นอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้วพิพากษาแก้ว่า นายไซซะนะ จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานสมคบกันค้ายาเสพติดเพิ่มอีก 1 ฐานความผิดด้วย&amp;nbsp;แต่ยังคงโทษประหารชีวิต คำให้การจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์อยู่บ้างในชั้นสอบสวนลดโทษให้ 1ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิต คำให้การชั้นสอบสวนของนายไซซะนะมีประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกไว้ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 2 ยังจำคุกตลอดชีวิตตามศาลชั้นต้น ขณะที่จำเลยที่ 3 พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่เพียงพอที่จะพิพากษาลงโทษได้ ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายไซซะนะ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2562 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาคดี อย.1642/2560 ให้ประหารชีวิตนายไซซะนะ ฐานนำเข้ายาบ้า จำนวน 1.2 ล้านเม็ด เข้ามาในราชอาณาจักรไทยเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตอีกคดีด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75006</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ, ค้ายา, ยาเสพติด, ไซซะนะ แก้วพิมพา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180201/image_big_5a72e9796fa13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์ยืนคุกตลอดชีวิตไซซะนะค้ายาบ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุกตลอดชีวิต &amp;quot;ไซซะนะ&amp;quot; ขนยาบ้ากว่า 1 ล้านเม็ดเข้าไทย ชี้พยานหลักฐานที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ธันวาคมนี้ &amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 905 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อย.1642/2560 ที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายไซซะนะ แก้วพิมพา ชาว สปป.ลาว เป็นจำเลย ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำเกี่ยวกับยาเสพติด, ร่วมกันนำเข้ายาบ้าซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 กรณีจำเลยมียาบ้าไว้ในครอบครอง 1.2 ล้านเม็ด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2561 ศาลชั้นต้นได้พิพากษาประหารชีวิตนายไซซะนะ เนื่องจากมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยเป็นผู้สั่งการให้มีการลำเลียงยาบ้าเพื่อส่งลูกค้าในประเทศไทย แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ศาลจึงลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวนายไซซะนะ จำเลย จากสถานบำบัดกลาง เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มายังศาลอาญา เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แม้จะเป็นชาวต่างชาติและการกระทำเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร แต่ประสงค์ให้เกิดในราชอาณาจักร จึงต้องดำเนินคดีและนับโทษตามกฎหมายในประเทศไทย ส่วนกรณีที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เจ้าหน้าที่ไทยและลาวทำงานร่วมกันอาจไม่เข้าใจในภาษา ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนและความเข้าใจผิดนั้น ในชั้นพนักงานสอบสวนเจ้าหน้าที่ทำด้วยความระมัดระวังอยู่แล้ว อีกทั้งมีล่ามแปลภาษาและทนายความเข้าร่วม ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย หากจำเลยไม่เข้าใจในขณะนั้นก็สามารถสอบถามล่ามได้ การอุทธรณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52864</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไซซะนะ แก้วพิมพา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191219/image_big_5dfb7ab63b9b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2019 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2019 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์ยืนจำคุกตลอดชีวิต &#039;ไซซะนะ&#039; ค้ายาบ้า 1.2 ล้านเม็ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ธ.ค.62 - ที่ห้องพิจารณา 905 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อย.1642/2560 ที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายไซซะนะ แก้วพิมพา ชาว สปป.ลาว เป็นจำเลย ในความผิดอาญามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือยาบ้า ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กรณีจำเลยมียาบ้าไว้ในครอบครอง 1.2 ล้านเม็ด ในความผิดมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือ ยาบ้าไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2561 &amp;nbsp;ศาลชั้นต้นได้พิพากษาประหารชีวิตนายไซซะนะ เนื่องจากมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยเป็นผู้สั่งการให้มีการลำเลียงยาบ้า เพื่อส่งลูกค้าในประเทศไทย แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ศาลจึงลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัว นายไซซะนะ จำเลยจากสถานบำบัดกลาง เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มายังศาลอาญา เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แม้จะเป็นชาวต่างชาติและการกระทำเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร แต่ประสงค์ให้เกิดในราชอาณาจักร จึงต้องดำเนินคดีและนับโทษตามกฎหมายในประเทศไทย ส่วนกรณีที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เจ้าหน้าที่ไทยและลาวทำงานร่วมกันอาจไม่เข้าใจในภาษา ทำให้เกิดความคาดเคลื่อนและความเข้าใจผิดนั้น ในชั้นพนักงานสอบสวนเจ้าหน้าที่ทำด้วยความระมัดระวังอยู่แล้ว อีกทั้งมีล่ามแปลภาษาและทนายความเข้าร่วม ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย หากจำเลยไม่เข้าใจในขณะนั้นก็สามารถสอบถามล่ามได้ การอุทธรณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52818</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลอาญา, เครือข่ายไซซะนะ, ไซซะนะ แก้วพิมพา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191219/image_big_5dfaf9ae29091.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำคุกตลอดชีวิต &#039;ไซซะนะ&#039;ค้ายาบ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศาลพิพากษาประหารชีวิต &amp;quot;ไซซะนะ แก้วพิมพา&amp;quot; นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาวลาว ในคดีร่วมกับพวกขนยาบ้า 1.2 ล้านเม็ดจากลาวเข้าไทย ปรานีที่รับสารภาพในชั้นสอบสวน ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 มีนาคมนี้ ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อย.1642/2560 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายไซซะนะ แก้วพิมพา (Mr.Xaysana Keopimpha) อายุ 42 ปี นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นจำเลย ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำเกี่ยวกับยาเสพติด, ร่วมกันนำเข้ายาบ้าซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66 และ 100/1 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 4-5, 8, 14
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า จำเลยกับพวกซึ่งอยู่ที่ สปป.ลาว ร่วมกันทำหน้าที่จัดหายาเสพติด รวมทั้งรถยนต์สำหรับซุกซ่อน และรถยนต์นำทางในการขนลำเลียงยาเสพติด โดยมีพวกของจำเลยที่อัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาไว้แล้วรวม 6 คน ร่วมกระทำผิดในการทำหน้าที่ขับรถรับยาเสพติดจาก สปป.ลาว เข้ามาในประเทศไทยเพื่อส่งต่อ พวกจำเลยได้มีการขับรถนำทางและสำรวจเส้นทางเพื่อตรวจสอบว่ามีด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ ก่อนที่จะประสานติดต่อกันเพื่อส่งมอบยาให้กับเครือข่ายยาเสพติดทางภาคใต้ของไทยและประเทศมาเลเซียต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2559 จำเลยกับพวกที่ถูกยื่นฟ้องแล้ว และอีกหลายคนที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันนำยาบ้าจำนวน 1.2 ล้านเม็ดจาก สปป.ลาว ซุกซ่อนในช่องลับใต้หลังคารถยนต์ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย เข้ามาในไทย ตำรวจสามารถจับกุมเครือข่ายจำเลยพร้อมยึดยาของกลางได้ กระทั่งขยายผลการจับกุมพวกจำเลยอีกส่วนที่อัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีไว้แล้ว ก่อนจะจับกุมจำเลยได้เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2560 เหตุเกิดที่ สปป.ลาว, ด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย, ด่านตรวจยาเสพติดสีคิ้ว จ.นครราชสีมา, ด่านตรวจยาเสพติดบ้านพละ จ.ชุมพร และลานจอดรถโรงแรมคริสตัล จ.สงขลา ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ศาลเบิกตัวนายไซซะนะจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางมาฟังคำพิพากษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลย ซึ่งให้การปฏิเสธในชั้นศาลแล้ว เห็นว่า โจทก์มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเบิกความตามลำดับจากการปฏิบัติหน้าที่ ไม่รู้จักและไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อได้ว่าพยานโจทก์เบิกความตามจริง แต่คดีต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย โดยนายทรรศพล พลธี, นายไพฑูรย์ ทองเสม, น.ส.เกศญาณัฐฐ์ ธงวาด และนายนิอุสมัน ปะจู จำเลยที่ 1-4 ในคดีหมายเลขดำ อย.5837/2559 ของศาลนี้ ได้เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน ในการขนยาเสพติดโดยใช้รถตู้ที่นายทรรศพลเป็นผู้ขับ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สะกดรอยตามและตรวจค้นพบเมตแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ จากการสอบสวนนายทรรศพลให้การว่า จำเลยเป็นพี่ใหญ่ในการสั่งการขนยาเสพติด พร้อมชี้ภาพยืนยัน มีนายไพฑูรย์ขับรถตรวจเส้นทาง การให้การของนายทรรศพลไม่ใช่เป็นการซัดทอดให้พ้นผิด และให้การโดยละเอียดยากแก่การปั้นแต่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์และไลน์ของจำเลย พบว่ามีการติดต่อกับพวกเรื่องการขนยาเสพติดและการโอนเงินเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ติดต่อกับขบวนการค้ายาเสพติดหลายกลุ่ม ซึ่งในชั้นสอบสวน จำเลยรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พยานหลักฐานมีน้ำหนักมั่นคงว่าจำเลยกระทำผิดจริง ส่วนที่จำเลยปฏิเสธว่ามีเบอร์โทรศัพท์ของลาวเบอร์เดียว ไม่ได้มีโทรศัพท์ 5 เครื่องที่เป็นของกลางนั้น จำเลยกลับยอมรับว่าเบอร์อื่นที่ใช้ในไลน์เป็นของจริง ไม่ใช่ข้อพิรุธของโจทก์ และที่อ้างว่าเจ้าหน้าที่ให้ลงนามในเอกสารแล้วจะได้รับการปล่อยตัวนั้น เป็นการอ้างลอยๆ ซึ่งขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่สถานทูตอยู่ด้วยก็ไม่ได้ทักท้วงใดๆ การให้การในชั้นสอบสวนจึงเป็นการให้การโดยสมัครใจ เป็นการให้การหลังถูกจับกุม ไม่มีเวลาปรุงแต่งเรื่อง จึงเชื่อว่าเป็นการให้การตามจริง อีกทั้งมีผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นคนไทย จำเลยจึงต้องรับโทษในไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำหน่ายยาเสพติด และนำเข้ายาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทสูงสุดฐานนำเข้ายาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5444</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไซซะนะ แก้วพิมพา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180320/image_big_5ab10f0280654.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2018 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2018 11:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งคุกตลอดชีวิต &#039;ไซซะนะ&#039; พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาวลาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 &amp;nbsp;มี.ค. 61 - เวลา 9.30 น. ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อย.1642/2560 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายไซซะนะ แก้วพิมพา (Mr.Xaysana Keopimpha) อายุ 42 ปี นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาว สปป.ลาว เป็นจำเลย ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำเกี่ยวกับยาเสพติด, ร่วมกันนำเข้ายาบ้าซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66 และ 100/1 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 4 - 5, 8, 14&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า จำเลยกับพวกซึ่งอยู่ที่ สปป.ลาว รวมกันทำหน้าที่จัดหายาเสพติด รวมทั้งรถยนต์สำหรับซุกซ่อน และรถยนต์นำทางในการขนลำเลียงยาเสพติด โดยมีพวกของจำเลยที่อัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาไว้แล้วรวม 6 คนร่วมกระทำผิดในการทำหน้าที่ขับรถรับยาเสพติดจาก สปป.ลาว เข้ามาในประเทศไทยเพื่อส่งต่อ พวกจำเลยได้มีการขับรถนำทางและสำรวจเส้นทางเพื่อตรวจสอบว่ามีด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ ก่อนที่จะประสานติดต่อกันเพื่อส่งมอบยาให้กับเครือข่ายยาเสพติดทางภาคใต้ของไทยและประเทศมาเลเซียต่อไป โดยเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2559 จำเลยกับพวกที่ถูกยื่นฟ้องแล้ว และอีกหลายคนที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันนำยาบ้าจำนวน 1.2 ล้านเม็ดจาก สปป.ลาว ซุกซ่อนในช่องลับใต้หลังคารถยนต์ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย เข้ามาในไทย โดยตำรวจสามารถจับกุมเครือข่ายจำเลย พร้อมยึดยาของกลางได้ กระทั่งขยายผลการจับกุมพวกจำเลยอีกส่วนที่อัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีไว้แล้ว ก่อนจะจับกุมจำเลยได้เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2560 เหตุเกิดที่ สปป.ลาว, ด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย, ด่านตรวจยาเสพติดสีคิ้ว จ.นครราชสีมา, ด่านตรวจยาเสพติดบ้านพละ จ.ชุมพร และลานจอดรถโรงแรมคริสตัน จ.สงขลา ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ศาลเบิกตัวนายไซซะนะจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางมาฟังคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลย ซึ่งให้การปฏิเสธในชั้นศาลแล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเบิกความตามลำดับจากการปฏิบัติหน้าที่ ไม่รู้จักและไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อได้ว่าพยานโจทก์เบิกความตามจริง แต่คดีต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย โดยนายทรรศพล พลธี, นายไพฑูรย์ ทองเสม, น.ส.เกศญาณัฐฐ์ ธงวาด และนายนิอุสมัน ปะจู จำเลยที่ 1-4 ในคดีหมายเลขดำ อย.5837/2559 ของศาลนี้ ได้เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน ในการขนยาเสพติดโดยใช้รถตู้ที่นายทรรศพลเป็นผู้ขับ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สะกดรอยตามและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ จากการสอบสวนนายทรรศพลให้การว่าจำเลยเป็นพี่ใหญ่ในการสั่งการขนยาเสพติด พร้อมชี้ภาพยืนยัน มีนายไพฑูรย์ขับรถตรวจเส้นทาง การให้การของนายทรรศพลไม่ใช่เป็นการซัดทอดให้พ้นผิด และให้การโดยละเอียดยากแก่การปั้นแต่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์และไลน์ของจำเลยพบว่ามีการติดต่อกับพวกเรื่องการขนยาเสพติดและการโอนเงินเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ติดต่อกับขบวนการค้ายาเสพติดหลายกลุ่ม ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พยานหลักฐานมีน้ำหนักมั่นคงว่าจำเลยกระทำผิดจริง ส่วนที่จำเลยปฏิเสธว่ามีเบอร์โทรศัพท์ของลาวเบอร์เดียว ไม่ได้มีโทรศัพท์ 5 เครื่องที่เป็นของกลางนั้น จำเลยกลับยอมรับว่าเบอร์อื่นที่ใช้ในไลน์เป็นของจริง ไม่ใช่ข้อพิรุธของโจทก์ และที่อ้างว่าเจ้าหน้าที่ให้ลงนามในเอกสารแล้วจะได้รับการปล่อยตัวนั้นเป็นการอ้างลอยๆ ซึ่งขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่สถานทูตอยู่ด้วยก็ไม่ได้ทักท้วงใดๆ การให้การในชั้นสอบสวนจึงเป็นการให้การโดยสมัครใจ เป็นการให้การหลังถูกจับกุมไม่มีเวลาปรุงแต่งเรื่อง จึงเชื่อว่าเป็นการให้การตามจริง อีกทั้งมีผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นคนไทย จำเลยจึงต้องรับโทษในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำหน่ายยาเสพติด และนำเข้ายาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทสูงสุดฐานนำเข้ายาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5387</URL_LINK>
                <HASHTAG>Mr.Xaysana Keopimpha, ค้ายาเสพติดข้ามชาติ, จำคุกตลอดชีวิต, ยาเสพติด, ไซซะนะ แก้วพิมพา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180320/image_big_5ab088d06d08f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2018 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2018 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งคุกตลอดชีวิต &#039;ไซซะนะ&#039; พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาวลาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 &amp;nbsp;มี.ค. 61 - เวลา 9.30 น. ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อย.1642/2560 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายไซซะนะ แก้วพิมพา (Mr.Xaysana Keopimpha) อายุ 42 ปี นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาว สปป.ลาว เป็นจำเลย ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำเกี่ยวกับยาเสพติด, ร่วมกันนำเข้ายาบ้าซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66 และ 100/1 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 4 - 5, 8, 14&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า จำเลยกับพวกซึ่งอยู่ที่ สปป.ลาว รวมกันทำหน้าที่จัดหายาเสพติด รวมทั้งรถยนต์สำหรับซุกซ่อน และรถยนต์นำทางในการขนลำเลียงยาเสพติด โดยมีพวกของจำเลยที่อัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาไว้แล้วรวม 6 คนร่วมกระทำผิดในการทำหน้าที่ขับรถรับยาเสพติดจาก สปป.ลาว เข้ามาในประเทศไทยเพื่อส่งต่อ พวกจำเลยได้มีการขับรถนำทางและสำรวจเส้นทางเพื่อตรวจสอบว่ามีด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ ก่อนที่จะประสานติดต่อกันเพื่อส่งมอบยาให้กับเครือข่ายยาเสพติดทางภาคใต้ของไทยและประเทศมาเลเซียต่อไป โดยเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2559 จำเลยกับพวกที่ถูกยื่นฟ้องแล้ว และอีกหลายคนที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันนำยาบ้าจำนวน 1.2 ล้านเม็ดจาก สปป.ลาว ซุกซ่อนในช่องลับใต้หลังคารถยนต์ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย เข้ามาในไทย โดยตำรวจสามารถจับกุมเครือข่ายจำเลย พร้อมยึดยาของกลางได้ กระทั่งขยายผลการจับกุมพวกจำเลยอีกส่วนที่อัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีไว้แล้ว ก่อนจะจับกุมจำเลยได้เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2560 เหตุเกิดที่ สปป.ลาว, ด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย, ด่านตรวจยาเสพติดสีคิ้ว จ.นครราชสีมา, ด่านตรวจยาเสพติดบ้านพละ จ.ชุมพร และลานจอดรถโรงแรมคริสตัน จ.สงขลา ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ศาลเบิกตัวนายไซซะนะจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางมาฟังคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลย ซึ่งให้การปฏิเสธในชั้นศาลแล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเบิกความตามลำดับจากการปฏิบัติหน้าที่ ไม่รู้จักและไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อได้ว่าพยานโจทก์เบิกความตามจริง แต่คดีต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย โดยนายทรรศพล พลธี, นายไพฑูรย์ ทองเสม, น.ส.เกศญาณัฐฐ์ ธงวาด และนายนิอุสมัน ปะจู จำเลยที่ 1-4 ในคดีหมายเลขดำ อย.5837/2559 ของศาลนี้ ได้เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน ในการขนยาเสพติดโดยใช้รถตู้ที่นายทรรศพลเป็นผู้ขับ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สะกดรอยตามและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ จากการสอบสวนนายทรรศพลให้การว่าจำเลยเป็นพี่ใหญ่ในการสั่งการขนยาเสพติด พร้อมชี้ภาพยืนยัน มีนายไพฑูรย์ขับรถตรวจเส้นทาง การให้การของนายทรรศพลไม่ใช่เป็นการซัดทอดให้พ้นผิด และให้การโดยละเอียดยากแก่การปั้นแต่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์และไลน์ของจำเลยพบว่ามีการติดต่อกับพวกเรื่องการขนยาเสพติดและการโอนเงินเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ติดต่อกับขบวนการค้ายาเสพติดหลายกลุ่ม ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พยานหลักฐานมีน้ำหนักมั่นคงว่าจำเลยกระทำผิดจริง ส่วนที่จำเลยปฏิเสธว่ามีเบอร์โทรศัพท์ของลาวเบอร์เดียว ไม่ได้มีโทรศัพท์ 5 เครื่องที่เป็นของกลางนั้น จำเลยกลับยอมรับว่าเบอร์อื่นที่ใช้ในไลน์เป็นของจริง ไม่ใช่ข้อพิรุธของโจทก์ และที่อ้างว่าเจ้าหน้าที่ให้ลงนามในเอกสารแล้วจะได้รับการปล่อยตัวนั้นเป็นการอ้างลอยๆ ซึ่งขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่สถานทูตอยู่ด้วยก็ไม่ได้ทักท้วงใดๆ การให้การในชั้นสอบสวนจึงเป็นการให้การโดยสมัครใจ เป็นการให้การหลังถูกจับกุมไม่มีเวลาปรุงแต่งเรื่อง จึงเชื่อว่าเป็นการให้การตามจริง อีกทั้งมีผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นคนไทย จำเลยจึงต้องรับโทษในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำหน่ายยาเสพติด และนำเข้ายาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทสูงสุดฐานนำเข้ายาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5386</URL_LINK>
                <HASHTAG>Mr.Xaysana Keopimpha, ค้ายาเสพติดข้ามชาติ, จำคุกตลอดชีวิต, ยาเสพติด, ไซซะนะ แก้วพิมพา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180320/image_big_5ab088d06d08f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
