<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2020 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2020 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039; แจงQ2ลุ้นจีดีพีดิ่งทะลุ-12.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค.2563 นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2563 หดตัวสูง ในระดับ 2 หลักต้น ๆ จากผลของมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เข้มงวดทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วนต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว โดยอุปสงค์ต่างประเทศหดตัวสูง ทั้งภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่อ่อนแอลงมาก ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะเครื่องชี้การนบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวสูง มีเพียงการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้และมีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ไตรมาส 2/2563 ซึ่งถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวลึก และลึกที่สุดในประวัติศาสตร์ เทียบจากไตรมาส 2/2541 ที่จีดีพีติดลบ 12.5% ซึ่งในครั้งนี้ก็คาดว่ามีโอกาสที่จะติดลบมากกว่าระดับดังกล่าว จากมาตรการปิดเมืองทั้งในและต่างประเทศ ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย โดยมาตรการดังกล่าวมีผลกระทบต่อเครื่องชี้เศรษฐกิจทุกตัว การส่งออก การนำเข้า การลงทุน การบริโภค มีเพียงภาครัฐที่ยังขยายตัวได้ โดยจากทิศทางที่ดีขึ้นทำให้มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวน้อยลงเรื่อย ๆ ส่วนจะกลับมาเติบโตปกติก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 คงต้องรอไปถึงปี 2565 ดังนั้นการเห็นเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นน่าจะทำให้สบายใจขึ้นว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ลงต่อ แต่ระยะต่อไปก็ยังมีความท้าทายรออยู่ด้วย&amp;rdquo; นายดอน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายดอน กล่าวอีกว่า การทำประมาณการเศรษฐกิจรอบใหม่ของ ธปท. จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 8.1% จะต้องรอตัวเลขอย่างเป็นทางการในไตรมาส 2/2563 จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ถ้าตัวเลขไตรมาส 2 ดีกว่าที่คาดไว้ ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไม่ได้เลวร้ายกว่าที่คิด ก็จะส่งผลให้การปรับประมาณการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ติดลบน้อยลง แต่ทั้งหมดต้องรอเดือน ก.ย. จะเห็นภาพชัดเจนที่สุด เพราะเศรษฐกิจไตรมาส 3/2563 จะเป็นตัวตัดสินว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนี้ยังเห็นการระบาดรุนแรงในหลายประเทศ ทำให้ต้องจับตาดูว่าจะมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์เข้มข้นหรือไม่ ถ้ามีการใช้มาตรการล็อกดาวน์แบบเข้มข้นอีกก็จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือ การ์ดอย่างเพิ่งตก เพราะหนทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งในส่วนการเยียวยาและฟื้นฟูยังอีกยาวไกล ดังนั้นเงินที่มีต้องใช้ให้ถูกจุดและทันการ ถ้าสถานการณ์เลวร้ายอาจจะต้องพร้อมที่จะต้องเพิ่มมาตรการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายดอน กล่าวอีกว่า ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีเมื่อเทียบกับภูมิภาคก็มีทิศทางอ่อนค่า แม้ว่าค่าเงินจะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในเดือน มิ.ย. แต่ก็ปรับอ่อนค่าลงในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายในประเทศ เช่น การพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดระยอง การเดินทางของกลุ่ม VIP รวมถึงความไม่แน่นอนด้านการเมือง และความไม่เชื่อมั่นในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน มิ.ย. 2563 ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน หมายถึงหดตัวน้อยลงจากระดับที่หดตัวสูง จากการทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองทั้งในและต่างประเทศ ที่ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกสินหดตัว 24.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หดตัวสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยอัตราหดตัวของมูลค่าสินค้าส่งออกยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนรายได้ของประเทศคู่ค้าที่ยังอ่อนแอ โดยเฉพาะหมวดยานยนต์และชิ้นส่วน หมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ หมวดสินค้าที่มีมูลค่าเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันดิบ ส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้า หดตัว 18.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการหดตัวน้อยลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าในทุกหมวดสินค้าสำคัญ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง รวมถึงสินค้าทุน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ปรับตัวดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่การบริโภคภาคเอกชน ยังหดตัวเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายปรับดีขึ้นในทุกหมวดเป็นผลมาจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ทำให้ประชาชนออกมาใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงได้รับสนับสนุนต่อเนื่องจากมาตรการเยียวยาของภาครัฐ ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวน้อยลงในเกือบทุกหมวดสินค้า สอดคล้องกับการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในส่วนการลงทุนภาคเอกชนหดตัวน้อยลงจากเดือนก่อน ตามการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ปรับตัวดีขึ้น ทั้งยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศ ยอดจดทะเบียนรถยนต์และการนำเข้าสินค้าทุน อย่างไรก็ตามเครื่องชี้การนลงทุนภาคเอกชนยังหดตัวสูง สอดคล้องกับอุปสงค์ในและต่างประเทศที่อ่อนแอ กำลังการผลิตส่วนเกินที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่แม้ปรับดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนขยายตัวจากระยะเดียวกันของปีก่อน ทั้งจากรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน โดยรายจ่ายประจำขยายตัวเล็กน้อยตามการเบิกจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการ ส่วนรายจ่ายลงทุนขยายตัวตามกาเบิกจ่ายของรัฐบาลกลางเพื่อซ่อมบำรุงถนน ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัว ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ยังคงหดตัวสูงต่อเนื่องที่ 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศของไทยที่ยังคงมีอยู่ ส่งผลให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ในส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบต่อเนื่อง แม้จะน้อยลงจากอัตราเงินเฟ้อในหมวดพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานติดลบเล็กน้อย สอดคล้องกับอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดใกล้สมดุล ขณะที่ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายเกินดุลสุทธิทั้งด้านสินทรัพย์จากการขายสุทธิตราสารหนี้และการถอนเงินฝากในต่างประเทศของนักลงทุนไทย และด้านหนี้สินจากการกลับเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงเปราะบาง ส่วนหนึ่งสะท้อนจากจำนวนผู้ขอรับสิทธิ์ว่างงานในระบบประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยังเห็นตลาดแรงงานที่มีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยังไม่น่าไว้วางใจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73036</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ธปท., ไตรมาส 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efb37d93cfd5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41902</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2019 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2019 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ออมสิน” เผยฐานรากกังวลเศรษฐกิจชะลอเบรกใช้จ่าย-รายได้วูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ค. 2562 นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก (GSI) ประจำไตรมาสที่ 2/2562 โดยได้ดำเนินการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ทั่วประเทศ จำนวน 2,186 ตัวอย่าง ดำเนินการโดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน พบว่า ดัชนี GSI ในไตรมาสที่ 2/2562 อยู่ที่ระดับ 42.4 ปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ที่อยู่ระดับ 46.1 เนื่องจากประชาชนฐานรากมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน จากรายได้ที่ลดลง ราคาสินค้าเกษตรยังทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น ประชาชนจึงระมัดระวังการใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระดับ GSI ในอนาคตอีก 6 เดือนข้างหน้า มีมุมมองที่ดีขึ้นเล็กน้อย อยู่ที่ระดับ 43.3 แต่ยังคงมีความกังวลต่อปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ในการผลักดันนโยบายและมาตรการต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นในด้านต่าง ๆ เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า พบว่า มีเพียงด้านการจับจ่ายใช้สอยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากภาระการใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม ส่วนความสามารถในการชำระหนี้สิน การออม การหารายได้ โอกาสในการหางานทำ และภาวะเศรษฐกิจปรับตัวลดลง เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศูนย์วิจัยฯ มองว่าในไตรมาสหน้า ยังคงมีประเด็นที่ต้องติดตาม คือ การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ และความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐต่อผู้มีรายได้น้อย ดังนั้นรัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อให้โครงการที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ ได้ดำเนินการต่อไป เพื่อสร้างความความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น&amp;rdquo; นายชาติชาย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41902</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชะลอใช้จ่าย, ชาติชาย พยุหนาวีชัย, ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก (GSI), เศรษฐกิจขาลง, ไตรมาส 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0fff05b1d8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศช.ฟุ้ง GDPไตรมาส2ปี 61โต4.6%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพัฒน์เผยจีดีพี ไตรมาส2/ 61โต 4.6% ย้ำทั้งปีโต 4.2 - 4.7% หลังได้รับอานิสงค์จากการบริโภคเอกชนและการลงทุนรวมขยายตัวเร่งขึ้น พร้อมปรับเป้าส่งออกขยายตัว 10% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 8.9%

20ส.ค.61-นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)(สภาพัฒน์)แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)ไตรมาส2 / 2561
&amp;nbsp;ขยายตัว 4.6% จากเดิมคาดเติบโต 4.4% ส่งผลให้ครึ่งปีแรก GDP ขยายตัวที่ 4.8% เนื่องจากการบริโภคเอกชนและการลงทุนรวมขยายตัวเร่งขึ้น รวมทั้งการส่งออกขยายตัวในเกณฑ์สูง การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวต่อเนื่อง ด้านการผบิต ภาคเกษตร ขายส่งขายปลีกขยายตัวในเกณฑ์สูงและเร่งตัวขึ้น

อย่างไรก็ตามสศช.ยังคงตัวเลขคาดการณ์ GDP ทั้งปีไว้ที่ 4.2-4.7% แต่ได้มีการปรับตัวเลขคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 10% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 8.9% ส่วนนำเข้าคาดเติบโตได้ 15.4% จากเดิมคาด 12.7% แต่ปรับลดคาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐลงเทั้งการบริโภคและการลงทุน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15759</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, สภาพัฒน์, สศช., ไตรมาส 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7a5855dcf04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2018 10:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2018 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. เปิดผลงานแบงก์ไตรมาส 2 อ่วมรายได้ค่าธรรมเนียมวูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. เปิดผลงานแบงก์ไตรมาส 2 อ่วมรายได้ค่าธรรมเนียมวูบเหลือ 1.5% จากก่อนหน้าอยู่ที่ 8.2% หลังจากจังมือยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอน ทำประชาชนหันโอนเงินข้ามธนาคารผ่านโทรศัพท์เพิ่มขึ้น 90%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดารณี แซ่จู ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 2/2561 ปล่อยสินเชื่อขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.4% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 4.7% โดยสินเชื่อธุรกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.1% ในหลายประเภทธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอีขยายตัว 7.5% ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัว 8% โดยหลักจากสินเชื่อรถยนต์ที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 และคาดว่าทั้งปี 2561 สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์โดยรวมจะขยายตัวได้ตามคาดการณ์ในช่วง 4-6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในไตรมาส 2 ธนาคารมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนจากค่าใช้จ่ายกันสำรองที่ลดลง และรายได้ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อ แต่ในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมได้รับผลกระทบจากการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนที่มีสัดส่วนลดลงจากรายได้ค่าธรรมเนียมโดยรวมมาอยู่ที่ 11% โดยไตรมาส 2 รายได้การโอนเงิน อยู่ที่ -11.2% จากไตรมาสก่อนที่ 8.8% ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมไตรมาส 2 อยู่ที่ 1.5% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 8.2% โดยพบว่าสัดส่วนปริมาณการโอนเงินรายย่อยข้ามธนาคารผ่านโทรศัพท์เพิ่มขึ้นเป็น 90%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กำไรระยะสั้นเหมือนจะดีขึ้น มองไปข้างหน้าแม้จะมีปัจจัยบวก เช่น รายได้ดอกเบี้ยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายกันสำรองลดลง แต่ปัจจัยด้านลบ เช่น ค่าใช้จ่ายลงทุนในดิจิทัล และค่าธรรมเนียมโอนเงินที่จะเริ่มทยอยลดลง ซึ่งในอนาคตรายได้จากค่าธรรมเนียมจะเข้าสู่ภาวะติดลบหรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ เพราะธนาคารพาณิชย์ยังมีรายได้ส่วนอื่นมาชดเชยอยู่&amp;rdquo; นางสาวดารณี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ มีสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 2.93% ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 2.92% โดยเอ็นพีแอลที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเป็น 3.39% จากไตรมาสก่อนที่ 3.38% ส่วนหนึ่งเป็นปัญหามาจากเคยได้อัตราดอกเบี้ยต่ำ 3 ปีแรก และเมื่อดอกเบี้ยปรับขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อการผ่อนชำระ โดยจะเห็นเอ็นพีแอลจากราคาบ้านประมาณ 3-5% ซึ่งเชื่อโยงกับคุณภาพหนี้ของกลุ่มเอสเอ็มอีด้วย แต่ถ้าเศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่อง แนวโน้มเอ็นพีแอลก็จะปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดารณี กล่าวว่า สำหรับทิศทางดอกเบี้ยขาขั้นนั้น จะกระทบต่อสัดส่วนหนี้เสียในอนาคตหรือไม่นั้น ธปท.เป็นห่วงกลุ่มที่เปราะบาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อย ซึ่งจะมีปัญหาเหลือรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย อีกทั้งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังมีการก่อหนี้สูง ไม่ใช่เฉพาะแค่การสร้างหนี้ที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่หนี้ประเภทอื่นเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยที่ต่างจากที่บ้านที่เป็นดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะมีเกณฑ์การดูแลลูกหนี้และการปล่อยหนี้ที่เหมาะสม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15439</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดารณี แซ่จู, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., ผลดำเนินงานธนาคารพาณิชย์, รายได้ค่าธรรมเนียม, ไตรมาส 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180815/image_big_5b739d1b74df9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
