<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118721</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2021 13:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2021 13:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ลลิล&#039;ชี้ไตรมาส4 ปีนี้เป็นโอกาสทองในการซื้อบ้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค. 2564 &amp;nbsp;นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ &amp;lsquo;บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี&amp;rsquo; เปิดเผยว่า การผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ของภาครัฐที่ประกาศปรับลดระยะเวลาเคอร์ฟิว พร้อมผ่อนคลาย 10 กิจการให้กลับมาเริ่มดำเนินงานได้อีกครั้ง ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มข้นและจะส่งผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้อย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้มีความพยายามในการผลักดันให้นักท่องเที่ยวกลับมาเดินหน้าได้เต็มที่มากขึ้น โดยการกำหนดแผนพื้นที่นำร่อง ลดเวลากักตัวในการเดินทางเข้าไทย สำหรับผู้ที่มีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์มาแล้วอย่างน้อย 14 วัน ให้กักตัวอย่างน้อย 7 วัน รวมทั้งขยายระยะเวลารับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourist Visa (STV) เพิ่มอีก 1 ปี ล้วนเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การเปิดประเทศเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เดินหน้า ภายหลังจากเกิดการระบาดระลอก 4 ของโควิด-19 ในประเทศไทย ส่งผลให้ภาพรวมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทั้งภาคเศรษฐกิจและประชาชนเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากภาครัฐเดินหน้าอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่ม 1 ล้านล้านบาท เพื่อพยุงและผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจเกิดการฟื้นตัว ซึ่งจะช่วยให้กลไกธุรกิจกลับมาทำงานได้อย่างมีศักยภาพดังเช่นประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปและเอเชียที่ได้ดำเนินการมาแล้ว และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภาพรวมเศรษฐกิจดูเหมือนจะเริ่มขยับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น โดยทาง ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ก็ยังคงเดินหน้าแผนในการดำเนินธุรกิจอย่างรัดกุม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ &amp;ldquo;บริษัทฯ มีการประเมินสถานการณ์เพื่อนำมาปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ทั้งจากการ Lean องค์กร รวมทั้งปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มขึ้น โดยนำระบบ IT มาใช้ทั่วทั้งองค์กร ส่งผลให้การทำงานเกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้นให้สอดรับกับยุคปัจจุบันอย่างเหมาะสม รวมถึงการขยายธุรกิจในการเปิดตัวโครงการใหม่ที่ต้องทำอย่างถูกเวลาตอบโจทย์กำลังซื้อที่มีอยู่จริงในตลาด ด้านการบริหารสภาพคล่องทางการเงินก็เป็นเรื่องที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญเช่นกัน ซึ่งได้เตรียมแผนสำรองไว้โดยมีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารรวม &amp;nbsp;2,600 &amp;nbsp;ล้านบาท มีวงเงินหุ้นกู้คงเหลืออีก 2,000 ล้านบาท รวมทั้งมีเงินสดสำรองภายในบริษัทฯ ที่ยังเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ทั้งยังมุ่งเน้นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้สามารถเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และได้นำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในทุกส่วนขององค์กร รวมทั้งการใช้ดิจิทัลมาร์เกตติ้งที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง เนื่องจากในปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการทราบข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2564 นั้น นายชูรัชฏ์ ประเมินสถานการณ์ดังกล่าวว่า &amp;ldquo;จากตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19ที่ลดลง ประกอบกับแผนเร่งรัดในการกระจายวัคซีนของภาครัฐสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจทำให้ยอดผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นตลอดช่วงที่ผ่านมา ล้วนส่งสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นภาพรวมเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาฯ ไทยอย่างชัดเจน ทั้งนี้หากไทยยังคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อให้ลดลงอย่างต่อเนื่องก็จะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วยิ่งขึ้น เมื่อกลไกหลักของประเทศกลับมาทำงาน กำลังซื้อก็จะเริ่มกลับมาเช่นกัน ซึ่งเชื่อว่าไตรมาสสุดท้ายของปีจะเป็นช่วงที่คุ้มค่าอย่างมากสำหรับผู้บริโภค เพราะนอกจากผู้ประกอบการน่าจะจัดโปรโมชันพิเศษให้ลูกค้า รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวในระดับต่ำ ทั้งยังมีมาตรการรัฐเข้ามาเสริมทั้งด้านการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองสำหรับผู้ที่ซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทที่จะสิ้นสุดปลายปีนี้ก็จะเป็นอีกปัจจัยในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรก 2564 ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มียอดรับรู้รายได้แล้ว 3,200 ล้านบาท หรือคิดเป็น 53% ของเป้ารับรู้รายได้ทั้งปีที่ 6,000 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะสามารถทำผลงานได้ตามเป้าหมาย และยังยืนเป้าขายที่ 7,000 &amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการตลาดที่เน้นลูกค้า Real Demand เป็นหลัก มีการใช้ Data ในส่วนของ Customer Insight ในการวางกลยุทธ์การตลาด โดยในไตรมาส 4 &amp;nbsp;บริษัทฯวางแผนเปิดตัว 2 โครงการใหม่ในโซนนนทบุรี และโซนสุวรรณภูมิ นายชูรัชฏ์ กล่าวสรุป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118721</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูรัชฏ์ ชาครกุล, ลลิล พร็อพเพอร์ตี้, โอกาสทองซื้อบ้าน, ไตรมาส 4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211004/image_big_615aa19cdea19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คาดไตรมาส4ศก.ฟื้น กู้7แสนล.หนี้แตะ60%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; คาดเศรษฐกิจฟื้นตัวในไตรมาส 4 ร้อยละ 2.3-2.5 และขยายตัวต่อเนื่องในปีหน้า ขณะที่ &amp;ldquo;กสิกร&amp;rdquo; ห่วงรัฐตะลุยกู้สู้โควิด-19 เพิ่มอีก 7 แสนล้านบาท ดันยอดหนี้สาธารณะแตะเพดาน 60% ของจีดีพี ทำรัฐต้องเร่งขยายเพดานหนี้เพิ่ม คาดสิ้นปีงบประมาณหนี้ประเทศอยู่ที่ 59.6% ของจีดีพี พร้อมคงจีดีพีปีนี้โต 1.8&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์นิกเกอิ เนื่องในการประชุม International Conference on the Future of Asia (Nikkei Forum) ครั้งที่ 26 ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์นิกเกอิ ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ว่าแม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ยังคงมีสัญญาณบวกในบางสาขา อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ การอุปโภคบริโภค ภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัว การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัว ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก และ SMEs ได้แก่ 1.มาตรการเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และคงการไหลเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ 2.มาตรการทางการเงินและทางภาษี 3.มาตรการส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน ซึ่งจากมาตรการเศรษฐกิจและแผนการด้านวัคซีนของรัฐบาลตามเป้าหมาย เชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยคาดว่าจะฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 ที่ร้อยละ 2.3-2.5 ส่งออกขยายตัวที่ร้อยละ 4.5 การท่องเที่ยวฟื้นตัว เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องที่ 4.7 ในปีหน้า ทั้งนี้ ไทยยินดีที่รัฐบาลและและเอกชนญี่ปุ่นเชื่อมั่นในศักยภาพเศรษฐกิจของไทย ซึ่งสถานการณ์โควิด-19 เป็นโอกาสให้ไทยและญี่ปุ่นร่วมมือเพื่อเสริมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ไทยคำนึงถึงข้อแนะนำของเอกชนญี่ปุ่นและพร้อมร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่ การสร้างเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม การเสริมสร้างอุตสาหกรรมที่ทันสมัย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งสามารถร่วมมือกันในลักษณะ win-win
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านแผนและมาตรการเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งไทยได้เปรียบเรื่องที่ตั้งที่เป็น &amp;ldquo;connecting point&amp;rdquo; ของภูมิภาค จึงมีศักยภาพสำหรับการขับเคลื่อนการลงทุน โดยได้ผลักดันเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียนและของภูมิภาค โดยมุ่งเน้นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการจัดการปัญหาโลกร้อน รัฐบาลไทยพร้อมดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อน ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งค่าเป้าหมายขั้นต่ำในการลดก๊าซเรือนกระจกไว้ที่ร้อยละ 20 และขั้นสูงไว้ที่ร้อยละ 25 จากกรณีปกติภายในปี ค.ศ.2030 โดยไทยยึดมั่นที่จะร่วมมือกับประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหานี้ตามพันธกรณีภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความตกลงปารีส รวมทั้งได้บูรณาการประเด็นดังกล่าวในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งสอดรับกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 7 แสนล้านบาท โดยระบุว่า การกู้เงินเพิ่มเติมนี้จะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะของไทยเข้าใกล้เพดานหนี้ที่ 60% ของจีดีพีเร็วขึ้น และภาครัฐจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยการขยายเพดานหนี้สาธารณะนั้นยังอยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 จะอยู่ที่ราว 58.7-59.6% ของจีดีพี จากระดับหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน มี.ค.2564 อยู่ที่ 54.3% ของจีดีพี ภายใต้สมมติฐานที่รวมกรอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาทแล้ว และคาดว่าจะมีการกู้เงินจริงประมาณครึ่งหนึ่งของวงเงินทั้งหมด ภายในสิ้นปี 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงตัวเลขประมาณการอัตราการขยายตัวของจีดีพีในปี 2564 ไว้ที่ระดับ 1.8% แม้ปกติการกู้เงินและใช้จ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาลน่าจะมีส่วนกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่ดำเนินอยู่ ทำให้รายได้และการใช้จ่ายของผู้บริโภคแตกต่างไปจากในช่วงปกติ โดยสุดท้ายแล้วผลกระตุ้นต่อเศรษฐกิจของการกู้และใช้จ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาล จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรงของการแพร่ระบาด ทำให้ยังคงต้องติดตามสถานการณ์โควิด-19 ต่อไปอีกระยะหนึ่ง จึงจะสามารถสรุปผลของ พ.ร.ก.เงินกู้ 7 แสนล้านบาท ต่อตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ ซึ่งจากนี้จะติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดและเครื่องชี้เศรษฐกิจต่างๆ เพื่อใช้ในการประมาณการในช่วงถัดๆ ไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การกู้เงินเพิ่มเติมดังกล่าวจะช่วยสร้างความยืดหยุ่นแก่รัฐบาลในการดูแลเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยการใช้วงเงินกู้จริงคงจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดและภาวะเศรษฐกิจในช่วงข้างหน้า ในทางตรงข้าม หากไม่มี พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาทนี้ แต่การแพร่ระบาดยังไม่ทุเลาลง รัฐบาลก็จะขาดเครื่องมือทางการคลังในการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ถูกกระทบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ประเด็นติดตามอยู่ที่ปฏิกิริยาตอบสนองของนักลงทุนต่อการกู้เพิ่มของภาครัฐ ซึ่งการสื่อสารจากทางภาครัฐและแผนการรักษาวินัยทางการคลังต่อจากนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยหากนักลงทุนมีมุมมองว่าการกู้เพิ่มในครั้งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำในสถานการณ์ปัจจุบัน และไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวกับวินัยทางการคลัง การกู้เพิ่มอีก 7 แสนล้านอาจจะไม่ได้เป็นประเด็นต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่หากนักลงทุนมีคำถามเกี่ยวกับประเด็นการรักษาวินัยทางการคลังที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงและความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว การกู้เงินเพิ่มเติมอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งจะมีผลต่อการขยับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมนั้นเพิ่มสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การกู้เงินเพิ่มอีกถึง 7 แสนล้านบาทจะยิ่งทำให้หนี้สาธารณะพุ่งทะลุเกิน 9 ล้านล้านบาท และหนี้จะทะลุเกิน 60% ของจีดีพี เพราะการเก็บรายได้ในปีนี้จะขาดมากกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้สถานะทางการคลังของไทยย่ำแย่ลงไปอีก อีกทั้งในอนาคตรัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ พิสูจน์แล้วว่าใช้เงินมาก แต่หาเงินไม่เป็น&amp;nbsp; การจัดเก็บรายได้พลาดเป้ามาทุกปี ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นตลอด และปัจจุบันการเก็บรายได้คิดเป็นแค่ 15% ของจีดีพีเท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลจะไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายหนี้ได้ หนี้ของประเทศจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ แต่ประเทศไม่ได้พัฒนาเลย จริงอยู่แม้การช่วยเหลือประชาชนในยามลำบากเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ก็ควรจะตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป และไม่อยากให้เป็นช่องทางของการทุจริตคอร์รัปชัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103636</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 แสนล้าน, กู้สู้โควิด, คาดเศรษฐกิจฟื้นตัว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไตรมาส 4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a6776f79745.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84050</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟุ้งจีดีพีไตรมาส4โตสุดปัง คลังกู้เงินอีก4.5หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;อาคม&amp;quot; ฟุ้งจีดีพีไตรมาส 4 โตแบบสุดปัง อานิสงส์คลายล็อกดาวน์-กระตุ้นใช้จ่ายดันทั้งปีโตติดลบน้อยกว่า 7.7% ส่วนปี 2564 พลิกโตบวกที่ 4% ขณะที่สภาพัฒน์เผยจีดีพีไตรมาส 3/63 ติดลบ 6.4% พร้อมปรับประมาณการทั้งปีติดลบน้อยลงเหลือ -6% &amp;quot;คลัง&amp;quot; เดินเครื่องกู้เงินโควิด-19 อีก 4.5&amp;nbsp; หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า&amp;nbsp; จากเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เชื่อมั่นว่าภาพรวมเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาส 4/2563 จะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 3/2563 หลังจากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประกาศจีดีพีในไตรมาส 3 ติดลบ 6.4% ซึ่งดีขึ้นจากไตรมาสที่ 2/2563 แสดงว่าภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากรัฐบาลเดินหน้าคลายมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเดินได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเติบโตของจีดีพีในปี 2563 นั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะมีการประเมินใหม่ โดยยอมรับว่าปีนี้จีดีพีติดลบแน่นอน แต่เบื้องต้นหากมองจากปัจจัยบวกและเครื่องชี้เศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ดีขึ้น เป็นไปได้ว่าปีนี้จีดีพีจะเติบโตติดลบน้อยกว่า 7.7% ส่วนปี 2564 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเป็นบวกได้ที่ระดับ 4% โดยยังต้องจับตาภาคการท่องเที่ยว หากสามารถเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่เป็นข้อสังเกตคือ การใช้จ่ายของประชาชนในไตรมาส 3/2563 เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าพลิกกลับมาเป็นบวกที่ 6.3% แต่ยังติดลบ 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การลงทุนภาครัฐเป็นบวกที่ 18% เป็นเครื่องยืนยันว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยดี และช่วงที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ก็เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นการป้องกันไว้ก่อน&amp;nbsp; เมื่อถึงจุดที่มั่นใจแล้วว่าไม่มีการแพร่ระบาดภายในประเทศ รัฐบาลก็ทยอยคลายมาตรการล็อกดาวน์และใช้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งกระทรวงการคลังใช้ความพยายาม ใช้ความสามารถอย่างที่สุดในการดำเนินการ เพราะการใช้เงินกระตุ้นการใช้จ่ายตรงนี้จะทำให้เกิดผลทวีคูณกลับมา&amp;quot; นายอาคม กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช.เปิดเผยถึงรายงานภาวะเศรษฐกิจและรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 3/2563 ว่า ไตรมาสที่ 3/63 จีดีพีของไทยหดตัว -6.4% ถือว่าปรับตัวลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์มาก และปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ซึ่งจีดีพีติดลบ 12.1% ด้านจีดีพีช่วง 9 เดือนเศรษฐกิจไทยติดลบ 6.7%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัจจัยหนุนการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาส 3 เนื่องจากมาตรการคลายล็อกดาวน์ที่ส่งผลให้กิจกรรมกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกไตรมาส 3 ฟื้นตัวขึ้นหลังจากติดลบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไตรมาส 2/63
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สศช.ได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2563 ดีขึ้นเป็นติดลบ 6% จากเดิมที่คาดไว้ในช่วงเดือนสิงหาคมว่าจะติดลบ 7.5% และเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเป็นบวกได้ในปี 64 ที่ 3.5-4.5%&amp;nbsp; จากปัจจัยการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในประเทศ เศรษฐกิจไทยได้รับแรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐ การเปิดสเปเชียลทัวริสต์วีซ่า และการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย ขณะที่การเบิกจ่ายเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 70% ของเงินกู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงคือ อัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง สศช.ยังติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดเพื่อหามาตรการรองรับ, สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2564 ที่ปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับต่ำ, การระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 ในต่างประเทศที่ส่งผลให้มีการปิดเมือง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทย รวมทั้งความเสี่ยงในเรื่องประสิทธิภาพและการขนส่งวัคซีน ซึ่งคาดว่าจะมีวัคซีนใช้ทั่วโลกในช่วงไตรมาส 3/64 ขณะที่ภาวะสังคมไทยไตรมาส 3/63 พบว่ามีผู้ว่างงาน 740,000&amp;nbsp; คน คิดเป็นอัตราการว่างงานเท่ากับ 1.90% ใกล้เคียงกับ 1.95% จากไตรมาส 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัว โดยสถานการณ์หนี้สินครัวเรือนไตรมาส 2/63&amp;nbsp; มีมูลค่า 13.59 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% ซึ่งชะลอลงจาก 4.1% ในไตรมาส 1/63 โดยมีสาเหตุจากการหดตัวรุนแรงของเศรษฐกิจ ความเปราะบางทางการเงินครัวเรือนเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมคุณภาพสินเชื่อยังมีความเสี่ยงและต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สศช.ได้แนะนำแนวทางการบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2563-2564 เช่น การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ การเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ การส่งเสริมการลงทุนในประเทศโดยใช้จุดแข็งของประเทศไทย รักษาบรรยากาศการลงทุนในประเทศเพื่อรักษาความเชื่อมั่นให้นักลงทุน การเตรียมความพร้อมรองรับเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้าหากการแพร่ระบาดยาวนานออกไป&amp;nbsp; รวมถึงเริ่มปรับโครงสร้างผลิตในประเทศ และดูแลเรื่องภัยแล้งที่อาจกระทบกับผลผลิตและกำลังซื้อในภาคเกษตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังลงนามสัญญาความร่วมมือทางด้านการเงินระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ในโครงการ COVID-19&amp;nbsp; Active Response and Expenditure Support Program วงเงิน 1,500 ล้านดอลลาร์ หรือ 45,000 ล้านบาท ว่าการกู้เงินดังกล่าวเป็นการดำเนินการภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 (พ.ร.ก.โควิด-19) วงเงิน 1 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ เอดีบีได้จัดเตรียมมาตรการทางการเงิน วงเงินรวม 20,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้การสนับสนุนแก่ประเทศสมาชิกในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีเงื่อนไขเงินกู้แบบผ่อนปรน ซึ่งสามารถนำไปสนับสนุนด้านงบประมาณให้แก่รัฐบาลของกลุ่มประเทศสมาชิกเพื่อดำเนินนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการกู้เงินจากเอดีบีดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.โควิด-19 ใน 3 เรื่อง ได้แก่&amp;nbsp; 1.แผนงานหรือโครงการทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-19 และ 2.เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ 3.เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งการเบิกจ่ายเงินจะทยอยเบิกจ่ายตามความต้องการใช้เงิน โดยดูเวลาและจังหวะที่เหมาะสมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ภาพรวมการกู้เงินตาม พ.ร.ก.โควิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ขณะนี้มีการกู้เงินไปแล้ว 3.38 แสนล้านบาท โดยการใช้เงินจะทยอยเบิกจ่ายตามความต้องการและโครงการต่างๆ ที่ได้รับการอนุมัติ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84050</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นใช้จ่าย, กู้เงินโควิด-19, คลายล็อกดาวน์, จีดีพี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไตรมาส 4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201116/image_big_5fb28a1dc1b48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
