<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 12:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 12:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ซีไอเอ็มบีไทยประเมินเศรษฐกิจไตรมาส2ฟื้นลุ้นเป็นบวก 7.8% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 มี.ค. 2564 นายอมรเทพ จาวะลา &amp;nbsp; ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ &amp;nbsp;สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ออกบทความเรื่อง &amp;nbsp;ฟ้าหลังฝน แม้ยังครึ้ม แต่สดใส รอสายรุ้ง Q3 &amp;nbsp;โดยมีเนื้อหาว่า &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ไม่ค่อยสดใส จากการระบาดโควิดรอบใหม่เมื่อปลายปี 2563 มีผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจเดือนม.ค.-ก.พ. 64 &amp;nbsp;ยังไม่เปิดเต็มที่ คนระมัดระวังใช้จ่าย ทั้งในห้าง ท้องถนน ออฟฟิศ กระแสการทำงานที่บ้าน (WFH) กลับมา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปลายไตรมาส 1 เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก คนเริ่มจับจ่าย รถเริ่มติด กิจกรรมเศรษฐกิจเริ่มขยับ เห็นสัญญาณโมเมนตัมที่กำลังจะดีขึ้น เศรษฐกิจไทยกำลังจะผ่านพ้นช่วงฟื้นตัวตะกุกตะกัก ในไตรมาส 1 GDP ที่คาดว่าจะหดตัว -4.1% YoY น่าจะติดลบเป็นไตรมาสสุดท้าย และเริ่มเป็นบวกในไตรมาส 2 นี้ โดยสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่า GDP ไตรมาส 2 จะกลับมาเป็นบวก 7.8% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไตรมาส 2 ได้แก่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การส่งออกสินค้าจะเร่งตัวมากขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ จีน และโลก โดยสหรัฐกำลังใช้เม็ดเงินอัดฉีดเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ น่าจะมีผลให้เศรษฐกิจสหรัฐโตเกิน 6% เมื่อคนอเมริกันมีงานทำ มีเงินใช้ ก็จะนำเข้าสินค้าจากไทย อาเซียน จีน และตลาดอื่นๆ เพราะฉะนั้นการส่งออกของไทยไปสหรัฐ จีน อาเซียน และประเทศอื่นๆน่าจะเติบโตตามไปด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. คนใช้จ่ายมากขึ้น จากการอัดอั้นช่วงไตรมาส 1 มาในไตรมาส 2 เริ่มจับจ่ายมากขึ้น กลุ่มที่ฟื้นตัวเร็วกว่าเพื่อน คือ กลุ่มอาหารเครื่องดื่ม สินค้าเล็กๆน้อยๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มาตรการภาครัฐ ออกมาเร่งการจับจ่าย เร่งการลงทุน เป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 2 &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี มีปัจจัยเชิงลบ ที่รั้งเศรษฐกิจไตรมาส 2 ยังไม่สดใสถึงขั้นสุด &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น สืบเนื่องจากวัคซีนในประเทศที่เพิ่งเริ่มฉีด ทำให้นักท่องเที่ยวยังไม่กลับเข้ามามากนัก สิ่งที่ต้องติดตามคือ มาตรการผ่อนผันเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่น่าจะช่วยในช่วงครึ่งหลังของปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;2. การลงทุนภาคเอกชนยังชะลอตัวอยู่ แม้การส่งออกสินค้าดีขึ้น การใช้จ่ายของคนในประเทศดีขึ้น แต่ยังไม่กระจายตัวออกไปในวงกว้าง ขณะเดียวกัน สต๊อกสินค้าที่ค่อนข้างสูงปลายปีที่แล้วต่อเนื่องถึงปีนี้ยังคงเป็นปัจจัยให้เอกชนชะลอการลงทุน ชะลอซื้อเครื่องจักรใหม่ ชะลอนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการขาดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่เราหวังเรื่องการย้ายฐานเข้ามาลงทุนมากขึ้น หากการฉีดวัคซีนเริ่มแพร่หลายและเปิดรับต่างชาติเข้ามาแล้ว จะเป็นปัจจัยเชิงบวกสำหรับการลงทุนมากขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. การบริโภคสินค้าคงทน โดยเฉพาะสินค้าที่คนต้องคิดไตร่ตรองก่อนตัดสินใจซื้อ คนยังระมัดระวังอยู่ ดังนั้น การบริโภคที่กำลังฟื้นตัวแต่ยังไม่ถึงขั้นกระจายตัว โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม ร้านอาหารที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ส่วนสินค้าคงทน สินค้าขนาดใหญ่ สินค้าเกี่ยวกับการลงทุน เช่น บ้าน รถใหม่ จะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่มากในไตรมาส 2 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านค่าเงินบาทน่าจะดีกว่าที่คาด คาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่า เพราะหลังจากสหรัฐจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อหลังจากอัดฉีดเงินเข้ามาเต็มที่ นำไปสู่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ที่สูงขึ้น มีผลให้การคาดการณ์เงินเฟ้อที่จะตามมา คนเลยกังวล เงินไหลกลับไปสหรัฐมากขึ้น ทำให้ดอลลาร์แข็งค่า บาทอ่อนค่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ไตรมาสที่ 2 นี้ เราไม่ได้คิดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าแรง เหมือนที่เราเห็นในช่วงเดือนก.พ.-มี.ค. ไตรมาส 2 แม้บาทจะอ่อนค่าได้บ้างแต่น่าจะชะลอลง และน่าจะเป็นปัจจัยที่ดี สำหรับการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออก &amp;nbsp;
นโยบายการเงิน แบงก์ชาติจะคงดอกเบี้ยที่ 0.50% ตลอดทั้งปี อย่างไรก็ดี แบงก์ชาติน่าจะเลือกใช้นโยบายการเงินอื่น นอกจากดอกเบี้ย อัดฉีด เงินช่วยเหลือกลุ่ม SME มาตรการอื่นๆเร่งปรับโครงสร้างหนี้ต่างๆของครัวเรือน ขณะที่นโยบายการเงินเป็นกองหลังรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เราคงต้องหวังให้นโยบายการคลังขับเคลื่อนมากกว่านี้ นอกจากมาตรการโอนเงินกระตุ้นการบริโภคแล้ว เราอาจเห็นมาตรการจ้างงานหรือสนับสนุนการสร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่ต่างๆ มากขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมเด่น ที่น่าจะฟื้นตัวไตรมาส 2 &amp;nbsp;รถมือสอง น่าจะฟื้นเร็วกว่ารถป้ายแดง คนประหยัด เลือกซื้อรถมือสองคุณภาพดี &amp;nbsp; มอเตอร์ไซค์ เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าภาคเกษตร รายได้ภาคเกษตร ปีนี้แม้ยังเผชิญปัญหาภัยแล้งอยู่ แต่ปัญหาภัยแรงไม่รุนเรงเท่าปีที่แล้ว กำลังซื้อภาคเกษตรที่ดีขึ้น คนจะหันไปซื้อมอเตอร์ไซค์มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับค้าปลีกค้าส่ง น่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นตามกำลังซื้อที่ดีขึ้น มาตรการภาครัฐยังคงสนับสนุน ในการกระตุ้นการบริโภค เป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มค้าปลีกค้าส่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. อุตสาหกรรมยางรถยนต์ กลุ่มนี้พึ่งพากำลังซื้อจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้สหรัฐเองจะมีมาตรการตอบโต้ หรือขึ้นภาษี แต่เราคงไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรง เรายังคงมีความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ดี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกทั้งหลาย ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกทั้งหลาย เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ คอมพิวเตอร์ส่วนประกอบ บรรจุภัณฑ์ หรือพลาสติก กลุ่มพวกนี้ฟื้นตัวได้ดี เป็นสัญญาณต่อเนื่องได้ช่วงไตรมาสที่ 2 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ถัดมาเกี่ยวข้องกับในประเทศ เรื่องของ โรงพยาบาล เป็นโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับ คนไข้ในประเทศเพราะคนไข้ต่างประเทศยังเข้ามาไม่เต็มที่ คาดว่าจะมาไตรมาส 3 &amp;nbsp;
ภาพรวม วัคซีนจะเริ่มฉีดมากขึ้นไตรมาส 2 สร้างความเชื่อมั่นได้ดีขึ้น กิจกรรมเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง เป็นปัจจัยเชิงบวกเศรษฐกิจไทย เราน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ภาพรวมคาดการณ์ที่ 2.6% ในปี 2564 ที่ยังไม่เด่นมากนัก เพราะยังขาดการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่เมื่อเราฉีดวัคซีนได้เต็มที่ ต่างชาติกลับมามากขึ้น ก็น่าจะเป็นปัจจัยเชิงบวกให้เศรษฐกิจไทยสดใสมากขึ้น เหมือนสายรุ้งที่กำลังมาเยือนในช่วงไตรมาสที่สาม ขอให้เราอดทนรอในสภาวะฟ้าคลื้มในไตรมาสสอง แต่เชื่อว่าดีกว่าช่วงพายุฝนที่ผ่านมาแน่นอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97243</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อมรเทพ จาวะลา, สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย, เศรษฐกิจไตรมาส 2, ไตรมาส2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c19583bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2019 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2019 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศช.เผยGDPไตรมาส2/62โต2.3% ต่ำสุดรอบ 19 ไตรมาส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค.62-นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/62 อยู่ที่ 2.3% จากตลาดคาด 2.1-2.5% ส่งผลให้ครึ่งแรกของปีเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.6%เติบโตต่ำสุดในรอบ 19 ไตรมาส นับจากไตรมาสที่1/58

อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ดังกล่าวสศช.จึงได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยทั้งปีลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.3 -3.8% เหลือเพียง 2.7 -3.2% โดยต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงทั้งสงครามการค้าเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภัยแล้งแต่เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตามสำหรับความเสี่ยงหลายประการทั้งในปีนี้และปีหน้า โดยเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 62 เริ่มเห็นแนวโน้มถูกผลกระทบจากหลายปัจจัยทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัว ทั้งจากเศรษฐกิจโลก มาตรการกีดกันทางการค้า ความผันผวนทางการเงิน รวมถึงปัจจัยในประเทศเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว

สำหรับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายของรัฐบาล ในขณะที่การส่งออกสินค้าปรับตัวลดลง การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์สูง 4.4%ต่อเนื่องจากการขยายตัว4.9%ในไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการอยู่ในเกณฑ์ดี และการดำเนินมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ สอดคล้องกับการขยายตัวเร่งขึ้นของเครื่องชี้ด้านการใช้จ่ายสำคัญ ๆ โดยเฉพาะดัชนีปริมาณการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน ดัชนีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซล และดัชนีปริมาณค้าปลีกสินค้ากึ่งคงทน ซึ่งขยายตัว 17.2% 4.7%และ 3.5% ตามลำดับ

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43741</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ทศพร ศิริสัมพันธ์, เศรษฐกิจไทย, ไตรมาส2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190521/image_big_5ce40b76c7986.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13815</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2018 08:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2018 08:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รายได้ค่าธรรมเนียมแบงก์Q2วูบเกือบ5พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง มีกำไรไตรมาส 2 จำนวน 55,312 ล้านบาท ครึ่งปีแรกกำไรรวม 109,725 ล้านบาท ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยไตรมาส 2 ลดลง 4,837 ล้านบาท หลังยกเลิกค่าธรรมเนียมทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลท.ทั้ง 11 แห่ง ได้แจ้งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 61 และงวด 6 เดือนแรกของปี โดยไตรมาส 2 มีกำไรรวมสุทธิอยู่ที่ 55,312 ล้านบาท เพิ่มขึ้น6,171 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนงวด 6 เดือนแรก มีกำไรสุทธิรวม 109,725 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,704 ล้านบาท ขณะที่ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในไตรมาส 2 อยู่ที่ 53,642 ล้านบาท ลดลง 4,837 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ปี 61

สำหรับไตรมาส 2 ปี 61 ธนาคารที่มีผลกำไรสุทธิมากที่สุด คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) มีกำไรสุทธิ 11,111 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) กำไรสุทธิ 10,917 ล้านบาท และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) กำไรสุทธิ 9,194 ล้านบาท ส่วนงวดครึ่งปีแรก ธนาคารที่มีผลกำไรสุทธิมากที่สุด คือSCB มีกำไรสุทธิ 22,476 ล้านบาทKBANK กำไรสุทธิ 21,682 ล้านบาท และ BBL กำไรสุทธิ 18,199 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่ ธนาคารที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากที่สุดในไตรมาส 2 คือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) เพิ่มขึ้น4,489 ล้านบาท BBL เพิ่มขึ้น 1,147 ล้านบาท และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) (TBANK) เพิ่มขึ้น 490 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนงวดครึ่งปีแรกธนาคารที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ KTB เพิ่มขึ้น 2,738 ล้านบาท KBANK เพิ่มขึ้น 2,525 ล้านบาท และ TBANK เพิ่มขึ้น 997 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้านธนาคารที่มีผลกำไรลดลงมากที่สุดในไตรมาส 2 คือ SCB ลดลง 744 ล้านบาท ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (TMB) ลดลง 304 ล้านบาท และ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) (CIMBT) ลดลง 165.4 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนงวดครึ่งปีแรกธนาคารที่มีผลกำไรลดลงมากที่สุด คือ SCB ลดลง 1,281ล้านบาท TMB ลดลง 120 ล้านบาท และCIMBT ลดลง 117.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ จากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล ส่งผลกระทบต่อรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในไตรมาส 2 โดยธนาคารที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงมากที่สุดในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก คือ SCB ลดลง 1,552 ล้านบาท KBANK ลดลง 1,339 ล้านบาท และ BBL ลดลง 737 ล้านบาท ขณะที่ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในไตรมาส 2 มีธนาคารเพียง 1 แห่ง ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นคือ CIMBT เพิ่มขึ้น 44.58 ล้านบาท

นายพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ KBANK เปิดเผยว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิในงวดครึ่งปีแรกจำนวน 21,682 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 2,525 ล้านบาท หรือ 13.18% ส่วนใหญ่มาจากธนาคารมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13815</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าธรรมเนียม, ธนาคารพาณิชย์, ไตรมาส2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180319/image_big_5aaf63032ae00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 08:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 08:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังลุ้นจีดีพีไตรมาส 2 โตสูงกว่า 4%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังลุ้นเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2561 โตสูงกว่า 4% อานิสงส์เครื่องชี้เศรษฐกิจยังคึกคัก ยอดจองห้องพักล่วงหน้า 3 เดือนทะยานแตะ 40.1% ยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์โตสูงสุดรอบ 63 เดือน การขอใบอนุญาต รง.4 สูงสุดรอบ 5 เดือน ปลื้ม &amp;ldquo;มูดี้ส์&amp;rdquo; ชมเปาะภาคการคลังไทยแข็งแกร่ง เมินปัญหาการเมืองในประเทศ แม้เป็นรัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เหตุมองภาพรวมนโยบายยังช่วยสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรพล ตุลยะเสถียร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2/2561 จะขยายตัวได้ค่อนข้างดี โดยสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 4% หลังจากที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/ 2561 ขยายตัวได้ 4.8% สูงสุดในรอบ 5 ปี เนื่องจากฐานตัวเลขเศรษฐกิจของไตรมาส 2 /2560 เริ่มขยายตัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปี 2561 ยังขยายตัวได้ดี เพราะเครื่องชี้เศรษฐกิจหลายตัวมีสัญญาณเป็นบวกจำนวนมาก ทั้งการยอดการจองห้องพักของนักท่องเที่ยว 3 เดือนล่วงหน้าจนถึงเดือน มิ.ย. 2561 สูง 40.1% มากที่สุดตั้งแต่กระทรวงการคลังเก็บตัวเลขมาตั้งปี 2558 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย. 2561 สูงสุดในรอบ 37 เดือน ยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขยายตัวมากสุดในรอบ 63 เดือน การขอใบอนุญาตเปิดโรงงานใหม่ (รง.4) สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และการส่งออกของไทยไปกลุ่มประเทศ CLMV ขยายตัวมากสุดในรอบ 13 เดือน และการส่งออกไปประเทศจีนขยายตัวมากสุดในรอบ 7 เดือน&amp;rdquo; นายศรพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าจะปรับประมาณการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจปี 2561 เพิ่มเป็น 4.5% จากเดิม 4.2% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวดี การลงทุนภาคเอกชนเริ่มขยายตัว และรัฐบาลเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สศค. เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังยังมีเวลาอีก 2 เดือน ในการทบทวนการปรับประมาณการเศรษฐกิจ ปี 2561 ใหม่ คาดว่าจะมีการปรับตัวเลขการส่งออกให้สูงขึ้นกว่าเดิม เพราะขณะนี้มีสำนักวิจัยเศรษฐกิจบางแห่งคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ถึง 10% และกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้กว่า 9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลก มูดี้ส์ อินเวสเตอส์ เซอร์วิส ได้เข้าพบ สศค. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเงินการคลัง โดย มูดี้ส์ มองว่าภาคการคลังของประเทศไทยเข้มแข็งเป็นกำลังสนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้มูดี้ส์ก็ไม่กังวลเรื่องการเมืองภายในประเทศ จากการที่รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะดูจากการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจที่ทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และมีการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านต่างๆ มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มูดี้ส์ยังให้ความสำคัญการลงทุนในโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยเป็นครั้งแรกที่มูดี้ส์ได้มีการเดินทางไปพบผู้บริหารที่สำนักงานอีอีซี&amp;rdquo; นายวโรทัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเดือน เม.ย.2561เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องจากไตรมาส 1/2561 โดยเครื่องยนต์สำคัญมาจากการส่งออกสินค้า การบริโภคภายในประเทศ และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี ในขณะที่ด้านการผลิตส่งสัญญาณการเติบโตในทุกหมวดทั้งการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เกษตรกรรม อีกทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศยังเติบโตต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10370</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, มูดี้ส์ อินเวสเตอส์ เซอร์วิส, ศรพล ตุลยะเสถียร, สศค., สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, เศรษฐกิจไทย, ไตรมาส2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0f4e29d4d19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
