<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101922</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 08:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอปลื้มยอดขอส่งเสริมการลงทุนเข้าเป้าโต80% เกาหลีใต้มาแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค. 2564 นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า การลงทุนในช่วงไตรมาสแรก (ม.ค.- มี.ค.) ปี 2564 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 401 โครงการ เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าลงทุนรวม 123,360 ล้านบาท เติบโต 80% เมื่อเทียบกีบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีมูลค่าลงทุนทั้งสิ้น 74,830 ล้านบาท ซึ่ง 2 อันดับแรกที่มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมสูงสุด ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมการแพทย์ มูลค่า 18,430 ล้านบาท เติบโตขึ้นมากกว่า 100 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และ 2.อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 17,410 ล้านบาท เติบโตขึ้น 64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมการแพทย์เติบโตอย่างต่อเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด ซึ่งทำให้ความต้องการสินค้าในหมวดการแพทย์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีการขยายการลงทุนในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นอุตสาหกรรมในกลุ่ม S-Curve ขยายตัวต่อเนื่องจากผลของเวิร์ค ฟอร์ม โฮม ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ในการทำงานในยุคเชื้อโควิดระบาด และการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมนี้ยังมีอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;นางสาวดวงใจ กล่าว
ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 191 โครงการ มูลค่าลงทุน 61,979 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น 143% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยอันดับประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่มีมูลค่ามากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เกาหลีใต้ จีน และสิงคโปร์ ซึ่งมีขนาดการลงทุนใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ การลงทุนของเกาหลีใต้ปรับสูงขึ้นในไตรมาสนี้เนื่องจากมีการร่วมทุนในโครงการขนาดใหญ่ด้านอุตสาหกรรมการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่เป้าหมายที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมมูลค่า 64,410 ล้านบาท เติบโตขึ้น 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แบ่งเป็น จังหวัดระยอง มูลค่าลงทุน 29,430 ล้านบาท จังหวัดชลบุรี 24,970 ล้านบาท และจังหวัดฉะเชิงเทรา 10,010 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมาก โดยมีจำนวน 39 โครงการ เงินลงทุน 8,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่า เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันปีก่อน โดยแบ่งเป็นมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านประหยัดพลังงาน พลังงานทดแทน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จำนวน 21 โครงการ เงินลงทุน 5,630 ล้านบาท มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร จำนวน 16 โครงการ เงินลงทุน 2,470 ล้านบาท และมาตรการวิจัยและพัฒนาหรือออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ จำนวน 2 โครงการ เงินลงทุน 300 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101922</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, ยอดขอส่งเสริมการลงทุน, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ), ไตรมาสแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_609349043624a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101718</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ทุเรียนไทย&#039;ฮิตติดลมบนในตลาดจีนส่งออกไตรมาสแรกพุ่ง 14%  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามสถิติการส่งออกทุเรียนไทยในไตรมาสแรกของปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) พบว่า ทุเรียนของไทยยังคงเนื้อหอม และได้รับความนิยมสูงที่สุด ยังคงครองแชมป์ผู้ส่งออกทุเรียนเป็นอันดับที่ 1 ของโลก โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังประเทศที่ไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วย มีจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง มีมูลค่า 186 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14% คิดเป็นสัดส่วน 88% ของการส่งออกทุเรียนสดทั้งหมดของไทย รองลงมา คือ ฮ่องกง มูลค่า 14 ล้านเหรียญสหรัฐ และเวียดนาม มูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการขยายตัวของการส่งออกทุเรียนสดไปตลาดจีน เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ FTA ที่ช่วยขจัดอุปสรรคทางภาษีนำเข้าในประเทศคู่ค้า และสร้างความได้เปรียบให้สินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ โดยปัจจุบันทุเรียนสดของไทยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าใน 17 ประเทศคู่ค้าที่ไทยมี FTA ด้วย คือ อาเซียน 9 ประเทศ จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น อินเดีย ชิลี และเปรู เหลือเพียงเกาหลีใต้ที่ยังเก็บภาษีนำเข้าทุเรียนจากไทย 36% แต่ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่มีการลงนามเมื่อเดือนพ.ย.2563 ไทยสามารถผลักดันให้เกาหลีใต้ลดภาษีทุเรียนสดเพิ่มเติม โดยจะทยอยลดภาษีจนเหลือ 0% ในปีที่ 10 หลังความตกลง RCEP มีผลใช้บังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมน กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคนิยมอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น นอกจากจะทำให้ความต้องการผลไม้สดเพิ่มขึ้นแล้ว คาดว่า ตลาดผลไม้แปรรูปที่มีลักษณะเป็นขนมขบเคี้ยว เช่น ผลไม้ทอด และผลไม้อบแห้ง จะเพิ่มขึ้นด้วย จึงเป็นโอกาสของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยจะเพิ่มรูปแบบสินค้าในการส่งออก นอกจากทุเรียนสดแล้ว อาจจะเพิ่มผลิตภัณฑ์ทุเรียนแปรรูปอื่นๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานสินค้าและพัฒนาคุณภาพการผลิตสม่ำเสมอ โดยพิถีพิถันตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อ มีใบรับรองสุขอนามัยพืช และระมัดระวังเรื่องการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง เนื่องจากตลาดในหลายประเทศเข้มงวดและผู้บริโภคก็นิยมผลไม้ปลอดสารพิษหรือเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการส่งออกทุเรียนสดของไทยไปจีน ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งเป็นปีที่จีนเริ่มต้นยกเว้นภาษีนำเข้าทุเรียนสดให้ไทยภายใต้ FTA อาเซียน-จีน ทำให้ทุเรียนไทยมีศักยภาพทางการแข่งขัน จนปัจจุบันสามารถครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอับดับหนึ่งในจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบการส่งออกในปี 2563 กับปี 2546 ซึ่งเป็นปีที่จีนเริ่มต้นยกเว้นภาษีนำเข้าทุเรียนสดให้ไทย การส่งออกมีอัตราการขยายตัวสูงแบบก้าวกระโดดถึง 79,300% โดยในปี 2563 ไทยส่งออกทุเรียนสดไปจีน มูลค่า 1,509 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 78% คิดเป็นสัดส่วน 73% ของการส่งออกทุเรียนสดทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับสถิติการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ที่ทุเรียนเป็นสินค้าซึ่งผู้ประกอบการยื่นขอใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกด้วย FTA สูงมากที่สุดในบรรดาสินค้าทั้งหมดที่ส่งออกไปจีน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101718</URL_LINK>
                <HASHTAG>สถิติการส่งออกทุเรียนไทย, อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, ไตรมาสแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_605858aae7c1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 18:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2021 18:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนชะลอซื้อบ้าน ธอส.เผยปล่อยสินเชื่อ3เดือนแรก46,847 ล้านบาทลดลง10.79% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2 มี.ค.2564 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 ว่า จากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอกใหม่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2564 ส่งผลให้ประชาชนส่วนหนึ่งชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงต้นปี สะท้อนได้จากจำนวนการปล่อยสินเชื่อใหม่ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2564 (วันที่ 1 มกราคม&amp;ndash;31 มีนาคม 2564) เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สามารถปล่อยได้จำนวน 46,847 ล้านบาท 29,945 บัญชี ลดลง 10.79% แบ่งเป็นสินเชื่อปล่อยใหม่สำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางวงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านบาท จำนวน 20,686 ล้านบาท และสำหรับผู้ที่ขอสินเชื่อวงเงินเกิน 2 ล้านบาท จำนวน 26,161 ล้านบาท ส่งผลให้ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,346,920 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 54,857 ล้านบาท คิดเป็น 4.07% ของยอดสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2563 ซึ่งมี NPL อยู่ที่ 47,572 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.60% ของสินเชื่อรวม โดยจำนวน NPL ที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นจากลูกค้าปัจจุบันของธนาคารที่ครบมาตรการช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบจาก COVID-19 ระยะที่ 1 และไม่ต่อมาตรการช่วยเหลือของธนาคารระยะที่ 2 ประกอบกับมีลูกค้าบางส่วนที่ยังประสบปัญหาด้านรายได้ จำนวน 3,098 ล้านบาท และอีกประมาณ 122 ล้านบาท เป็นลูกค้าที่มาจากการรับโอน Port ลูกหนี้หลังการควบรวมกับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ บตท. ที่มีสถานะ NPL ที่ยุบเลิกกิจการเพื่อโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน ทุน และภาระผูกพันของ บตท. ให้แก่ ธอส. ขณะที่การให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ระยะที่ 2 ผ่าน &amp;ldquo;โครงการ ธอส. รวมไทย สร้างชาติ &amp;nbsp;ปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo; ด้วยมาตรการลดเงินงวดผ่อนชำระ และการขยายระยะเวลาความช่วยเหลือให้แก่ลูกค้าเดิมที่เคยอยู่ในมาตรการปี 2563 โดยภายหลังจากปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เพื่อขยายความช่วยเหลือเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 มีลูกค้าเข้าร่วมมาตรการทั้งสิ้น 117,765 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือ 112,694 ล้านบาท โดยมีลูกค้าถึง 103,587 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือ 98,128 ล้านบาท หรือคิดเป็น 87% ที่มีสถานะการผ่อนชำระเงินงวดได้ตามเงื่อนไขของมาตรการ ส่วนการขยายระยะเวลาความช่วยเหลือลูกค้าที่ยังคงได้รับผลกระทบจาก COVID-19 &amp;nbsp; ในมาตรการที่ 2 พักชำระเงินต้นและชำระเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน เป็นระยะเวลา 1 ปี ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2564 &amp;nbsp;ที่เปิดให้ลงทะเบียนในระหว่างวันที่ 1-29 มีนาคม 2564 พบว่ามีลูกค้าเข้าร่วมมาตรการทั้งสิ้น 5,285 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือ 5,364 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะเดียวกันธนาคารยังได้ทยอยตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสูงถึง 100,502 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบจาก COVID-19 ในอนาคต หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อ NPL สูงถึง 183% สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงและความพร้อมในการรองรับผลกระทบจาก COVID-19 ในอนาคต และถือเป็นสถาบันการเงินของรัฐแห่งแรกที่มีการตั้งสำรองในระดับสูงเกิน 100,000 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 15.60% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 3,300 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายฉัตรชัย ยังกล่าวถึงความสำเร็จในการยกระดับการพัฒนาบริการด้านดิจิทัลทั้งบริการทางการเงินและสินเชื่อผ่าน Application : GHB ALL ภายใต้ โครงการ G H Bank New Normal Services ที่เริ่มให้บริการตามแผนของโครงการดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2563 และปัจจุบันมีบริการรวมทั้งสิ้น 15 บริการ ประกอบด้วย 1.ซื้อ-ตรวจ สลากออมทรัพย์ ธอส. ดิจิทัล 2.ใบเสร็จรับชำระเงินกู้ 3.ขอ Statement เงินฝาก 4.จองคิวทำธุรกรรมที่สาขาได้ล่วงหน้า &amp;nbsp; 5.เปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัว 6.ผ่อนดาวน์ทรัพย์ NPA 7.เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ 8.กู้เพิ่มเพื่อชำระหนี้ที่อยู่อาศัยและ NCB Request (e-Consent) 9.หนังสือรับรองเพื่อเบิกค่าเช่าบ้าน 10.หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ 11.หนังสือรับรองภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก 12.ขอสำเนาเอกสารสัญญากู้/จำนอง/โฉนด 13.นัดรับโฉนด 14.สมัคร Application : GHB ALL ด้วยตัวเอง 15.การโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติหลังทำนิติกรรม และจะเพิ่มบริการใหม่อีก อาทิ การแจ้งข้อมูลระยะเวลาคุ้มครองประกันอัคคีภัย การชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย และปลดล็อก Application : GHB ALL โดยไม่ต้องไปสาขา (กรณีเปลี่ยนเครื่อง/เปลี่ยนซิม) เพื่อยกระดับสู่การเป็น Digital Service Bank ในปี 2564 และก้าวเป็น Digital Bank เต็มรูปแบบในปี 2566 และล่าสุดธนาคารยังเตรียมเปิดช่องทางการให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่บน Application LINE โดยใช้ชื่อว่า GHB Buddy ซึ่งจะทำหน้าที่แจ้งเตือนความเคลื่อนไหวบัญชีของลูกค้าเป็นรายบุคคลในธุรกรรมฝาก-ถอน-โอน-ชำระเงินกู้-เตือนชำระเงินกู้-ถูกรางวัลสลากออมทรัพย์ และจะเริ่มเปิดให้บริการภายในเดือนเมษายน 2564 &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;ขณะเดียวกันธนาคารยังได้จัดทำโครงการ G H Bank Smart NPL เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าที่ต้องการประนอมหนี้ สำหรับลูกหนี้กลุ่มที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ(SM) และกลุ่มหนี้เสีย (NPL) โดยไม่ต้องเดินทางมายื่นเรื่องขอประนอมหนี้ที่ธนาคาร โดยสามารถดำเนินการได้ง่าย ๆ ผ่าน Application : GHB ALL ด้วยการเลือกรายการ G H Bank Smart NPL และอัพโหลดเอกสารที่แสดงผลกระทบทางรายได้ อาทิ สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ภาพถ่ายกิจการ หรือ Statement เพื่อได้รับการพิจารณาปรับลดเงินงวดผ่อนชำระเป็นระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ธนาคารยังเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองในราคาที่คุ้มค่า และทำเลที่เหมาะสม ด้วยการเพิ่มช่องทางในการซื้อ-ขายบ้านมือสองให้กับประชาชน กับโครงการ G H Bank Marketplace รับเป็นตัวกลางรับฝากขายบ้านมือสอง ผ่านทาง &amp;nbsp;www.ghbhomecenter.com และ Application : G H Bank Smart NPA รวมถึงนำออกประมูลออนไลน์ที่มีเป็นประจำทุกเดือน โดยล่าสุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2564 ธนาคารสามารถจำหน่ายทรัพย์ NPA ได้แล้วเป็นจำนวนถึงกว่า 1,000 ล้านบาท จากเป้าหมายการจำหน่ายทรัพย์ทั้งปีที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4,000 ล้านบาท &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดของ โครงการบ้านล้านหลัง เฟส 2 กรอบวงเงินรวมประมาณ 40,000 ล้านบาท ให้กู้สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำ 1-4 ปีแรก เท่ากับ 1.99% ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี สามารถเลือกการผ่อนชำระได้ 2 ทางเลือก &amp;nbsp;อาทิ กรณีกู้ 1.2 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ผ่อนชำระเงินงวดคงที่ 1-4 ปีแรก อยู่ที่ 3,900 บาทต่อเดือน หรือทางเลือกที่ 2 ผ่อนชำระคงที่ 7 ปีแรก อยู่ที่ 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งธนาคารเตรียมจะเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณา หากเห็นชอบธนาคารจะเร่งนำส่งให้กระทรวงการคลังเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและกำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินโครงการระยะที่ 2 ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98133</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉัตรชัย ศิริไล, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), สินเชื่อใหม่, ไตรมาสแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_60652b63cfec0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2019 00:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2019 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงไทยฟื้นทำกำไรQ1กว่า 7,301  ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เมษายน 2562 &amp;nbsp;- นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผย ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2562 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ &amp;nbsp;ส่วนที่เป็นของธนาคาร จำนวน 7,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.6 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมจากการดำเนินงาน จำนวน &amp;nbsp;33,593 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 13.8 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.0 เนื่องจากธนาคารได้รับเงินบางส่วนจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันจำนอง และผลจากรายได้จากการดำเนินการอื่นๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.6 จากกำไรในการขายทรัพย์สินรอการขายและกำไรจากเงินลงทุน ในส่วนของค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.9 จาก &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสำรองการด้อยค่าทรัพย์สินรอการขายตามเกณฑ์ระยะเวลาการถือครองของธนาคารแห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมิได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรองในเรื่องอัตราค่าชดเชยเพิ่มเติมกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ฯ ในงบการเงินเฉพาะสำหรับไตรมาส 1/2562 เนื่องจากธนาคารอยู่ภายใต้ พรบ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ซึ่งหากพรบ. ดังกล่าวมีการปรับปรุงใดๆ ธนาคารจะดำเนินการตามที่กำหนดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินเชื่อของธนาคาร ณ 31 มีนาคม 2562 อยู่ที่ 2,032,879 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.4 จากสิ้นปีที่ผ่านมา โดยสินเชื่อรายย่อยขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย รวมทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น เงินฝากอยู่ที่ 2,077,071 ล้านบาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 &amp;nbsp;ขณะที่อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) ที่ไม่รวมรายได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันจำนอง อยู่ที่ร้อยละ 3.13 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.07 ในไตรมาส 1/2561 จากการมุ่งเน้นการบริหารพอร์ตสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพที่สอดคล้องกับการบริหารความเสี่ยง และการรักษาระดับต้นทุนทางการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนโยบายการตั้งค่าเผื่อหนี้สูญ และหนี้สงสัยจะสูญอย่างสม่ำเสมอ &amp;nbsp;ตามหลักความระมัดระวัง ธนาคารได้ทยอยเพิ่มระดับของอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 126.86 ณ 31 มีนาคม 2562 &amp;nbsp;ขณะที่ธนาคารมี NPLs Gross Ratio ลดลงเล็กน้อย อยู่ที่ 4.50 % และมี NPLs Net Ratio คงที่อยู่ที่ 1.94 % &amp;nbsp;สำหรับเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงและมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 (งบการเงินเฉพาะธนาคาร) &amp;nbsp;อยู่ที 18.12 % และ 14.29 % ตามลำดับ ซึ่งธนาคารได้ประเมินความเพียงพอของอัตราส่วนดังกล่าวในอนาคตอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;เพื่อเป็นไปตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และครอบคลุมถึงความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34235</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไร, ธนาคารกรุงไทย, ผยง ศรีวณิช, ผลดำเนินงาน, ไตรมาสแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180914/image_big_5b9b199d12a5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26208</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2019 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2019 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สรรพากร” อวดไตรมาสแรกรีดภาษีกระฉูดที่ 3.7 แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรรพากร&amp;rdquo; อวดผลงานรีดภาษีไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2562 กระฉูดที่ 3.7แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเฉียด 3 หมื่นล้านบาท อานิสงส์เศรษฐกิจไทยยังขยับดีต่อเนื่อง พ่วงดึงดิจิทัลเสริมแกร่งการทำงาน มั่นใจทั้งปีงบประมาณผลงานฉลุยตามเป้าหมาย 2 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การเก็บภาษีของกรมสรรพากรในไตรมาสแรกของงบประมาณ 2562 (ต.ค.-ธ.ค. 2561) เก็บภาษีได้ 3.7 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณที่ 2.8 หมื่นล้านบาท หรือ 7.3% และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 4.17 แสนล้านบาท หรือ 11.3% ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะขยายตัวได้ลดลง รวมถึงจากการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมการเก็บภาษีไตรมาสแรก เกินเป้าหมายทุกตัว ทั้งภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ภาษีปิโตรเลียม ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ ยกเว้นภาษีมรดกที่ไม่ได้มีการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งสามารถเก็บได้ 186 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่เก็บได้ 21 ล้านบาท ก็ถือว่าการเก็บภาษีมรดกได้เพิ่มมากขึ้น&amp;rdquo; นายเอกนิติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า การเก็บภาษีของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2562 คาดว่ายังได้ตามเป้าหมาย ที่ 2 ล้านล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจปี 2562 ยังขยายตัวได้สูง กระทรวงการคลังและภาคเอกชนยังเชื่อมั่นว่าจะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 4% ซึ่งจะส่งผลให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรใน 9 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณนี้ ยังมีโอกาสทำได้เกินเป้าหมายเหมือนไตรมาสแรกที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญสำหรับการเก็บภาษีคือการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี ซึ่งกรมสรรพากรได้ดำเนินการต่อเนื่อง การทำให้เป็นกรมภาษีดิจิทัลเต็มรูปแบบ อำนวยความสะดวกผู้เสียภาษี ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และทำให้การเก็บภาษีเป็นธรรม ผู้เสียภาษีที่ดีต้องได้รางวัล ส่วนผู้เสียภาษีที่ไม่ถูกต้องหรือเลี่ยงภาษีจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการออกกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ. เก็บภาษีแวตอีบิสิเนส สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนต่างประเทศ แต่มีการให้บริการผ่านออนไลน์และเกิดรายได้ขึ้นในประเทศไทย อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฏีกา ซึ่งกรมสรรพากรเร่งดำเนินการการให้เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในรัฐบาลชุดนี้ จะทำให้การเก็บภาษีของกรรมสรรพากรได้เพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันมีการรั้วไหลจำนวนมาก เพราะกฎหมายเดิมไม่ให้อำนาจกรมสรรพากรเข้าไปเก็บภาษีดังกล่าวได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26208</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเก็บภาษี, ทะลุเป้า, สรรพากร, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ไตรมาสแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8e39da3d18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 15:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2018 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บจ. ไทยไตรมาสแรกกำไรแตะ2.86 แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บจ.ไทยไตรมาสแรก ปี 61 โกยกำไร 2.86 แสนล้านบาท โต 15.55% หลังหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคมีกำไรเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค. 61 - นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) งวดไตรมาสแรก ปี 61 มีกำไรสุทธิรวม 286,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.30% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ปี 60 จากบจ. ใน SET ที่นำส่งงบการเงินจำนวน 544 บริษัท หรือ 93.79% จากทั้งหมด 580 บริษัท โดยมีบจ.ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 449 บริษัท คิดเป็น 82.45% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด มาจากราคาน้ำมันยังเพิ่มสูงขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 23.72% ลดลงเล็กน้อยจาก 24.33% ในช่วงเดียวกันในปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บจ. มียอดขายรวม 2.83 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มียอดขายปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ด้านฐานะการเงินของกิจการ ณ สิ้นไตรมาสแรก โครงสร้างเงินทุนยังคงแข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 1.15 เท่า เทียบกับสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 1.17 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภาพรวมปรับดีขึ้น โดยในไตรมาสแรกมีกำไรสุทธิ 1,810 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 69.56% จากไตรมาส 4 ปี 60&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9723</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลท., ตลาดหลักทรัพย์, บริษัทจดทะเบียน, ไตรมาสแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b03d8f94583e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
