<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119228</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2021 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2021 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039; ลงพื้นที่น้ำท่วม อ่างทอง- อยุธยา มอบถุงยังชีพชาวบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค. 64 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่องในพื้นที่หลายจังหวัด พร้อมมอบนโยบายให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกันนั้น วันที่ 9ต.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข พร้อมคณะได้เดินทางลงพื้นที่ จ.อ่างทอง และจ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อพบปะให้กำลังใจพร้อมมอบถุงยังชีพแก่ประชาชน
ทั้งนี้ &amp;nbsp;จ.อ่างทองและจ.พระนครศรีอยุธยาได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนโกนเซิน ต่อเนื่องด้วยพายุโซนร้อนเตี้ยนหมู่ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนก.ย. เป็นต้นมา ทำให้ฝนตกมากจนเกิดผลให้น้ำหลากในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาและไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและคลองธรรมชาติ ได้รับผลกระทบจากน้ำได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าสู่บริเวณบ้านเรือนและที่อยู่อาศัยของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ส่วนของจ.อ่างทองนั้น บ้านพักอาศัยของประชาชนได้รับผลกระทบใน 5 อำเภอ ได้แก่ อ.ป่าโมก อ.วิเศษชัยชาญ อ.ไชโย อ.เมืองอ่างทอง และ อ.สามโก้ รวม 38 ตำบล 171 หมู่บ้าน 5,296 ครัวเรือน &amp;nbsp;ขณะที่จ.พระนครศรีอยุธยานั้นพบว่าบ้านพักอาศัยของประชาชนได้รับผลกระทบใน 10 อำเภอ ได้แก่ อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางบาล อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางไทร อ.บางปะอิน อ.ท่าเรือ อ.นครหลวง อ.บางปะหัน และอ.มหาราช รวม 133 ตำบล 758 หมู่บ้าน 45,414 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า &amp;nbsp;สำหรับกำหนดการลงพื้นที่ของรองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข พร้อมคณะ จะเริ่มจากการตรวจเยี่ยม พบปะประชาชนและลงเรือมอบถุงยังชีพที่ลานกิจกรรมต.จระเข้ร้อง อ.ไชโย จ.อ่างทอง &amp;nbsp;จากนั้นเดินทางไปรับฟังรายงานภาพรวมสถานการณ์น้ำ การดำเนินการแก้ไขปัญหาและการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จ.อ่างทอง โดยนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เป็นผู้รายงาน ณ วัดพิจารณ์โสภณ ต.โผงเผง อ.ป่าโมก พร้อมพบปะและมอบถุงยังชีพแก่ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า &amp;nbsp;จากนั้นเดินทางไปยังวัดกษัตราธิราชวรวิหาร อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อรับฟังรายงานภาพรวมสถานการณ์น้ำ การดำเนินการแก้ไขปัญหาและการให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยนายวีระชัย นาคมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้รายงาน จากนั้นรองนายกรัฐมนตรีกราบนมัสการพระราชธานินทราจารย์เจ้าอาวาสวัดกษัตราธิราช พบปะประชาชนพร้อมมอบถุงยังชีพ หลังจากนั้นเดินทางไปกราบนมัสการพระพิพัฒนศาสนกิจวิธาน เจ้าอาวาสวัดท่าการ้อง และเดินทางไปมัสยิดฟารุกอุมาร็อบนุลคอบต๊อต อัลกอดีรียะ ซึ่งอยู่บริเวณใกล้กับวัดกษัตราธิราชวรวิหาร ลงเรือเพื่อออกเยี่ยมและมอบถุงยังชีพแก่ประชาชน และเดินทางไปมอบถุงยังชีพจุดสุดท้าย ณ วัดไชยวัฒนาราม ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119228</URL_LINK>
                <HASHTAG>ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211009/image_big_616125c4047cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 12:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2021 12:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯสั่งเร่งจัดการปัญหาขยะติดเชื้อโควิดตกค้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้รับรายงานว่าขณะนี้ได้เกิดปัญหาขยะติดเชื้อตกค้างจำนวนมากในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ได้ทำให้ให้มีขยะติดเชื้อเพิ่มขึ้นทั้งที่มาจากโรคพยาบาล โรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย และการรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) ซึ่งจำนวนขยะติดเชื้อดังกล่าวเกินศักยภาพของเตาเผาขยะทั้งประเทศที่มีอยู่ นอกจากนี้ ยังพบว่าเกณฑ์ภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะติดเชื้อที่มีอยู่ยังไม่เอื้ออำนวยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการกำจัดขยะติดเชื้อได้อย่างเหมาะสมเท่าทันสถานการณ์ จึงทำให้มีขยะติดเชื้อตกค้างอยู่ในพื้นที่ต่างๆ จำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน นายกรัฐมนตรีจึงมีข้อสั่งการให้หน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งดำเนินการแก้ไขปรับปรุงประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2548 ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้โดยด่วนเพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมและโรงงานผลิตไฟฟ้าสามารถขออนุญาตใช้ขยะติดเชื้อเป็นเชื้อเพลิงได้ ซึ่งทำให้ขยะติดเชื้อที่ตกค้างหน้าเตาเผาถูนำไปเฝาทำลายให้หมดไป รวมถึงให้กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการออกกฎกระทรวง ประกาศ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเช่นพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 เพื่อให้สามารถหาแหล่งรับกำจัดขยะติดเชื้อและจัดทำยานพาหนะขนส่งขยะติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ท่านนายกรัฐมนตรีมีข้อกังวลว่า หากไม่เร่งแก้ไขปัญหาขยะติดเชื้อตกค้าง จะส่งผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว เพราะแม้เวลานี้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่จะคลี่คลายลงบ้างแล้ว แต่ก็ทั่วประเทศยังจำเป็นต้องดำเนินมาตรการป้องกันโรคต่อไปซึ่งจะยังทำให้มีขยะติดเชื้อจำนวนมาก จึงมีข้อสั่งการให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งปรับปรุงหลักเกณฑ์ ข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อเอื้อต่อการแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117798</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยะติดเชื้อ, โควิด19, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffdb0ce3422a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117447</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 20:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบโครงการเสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากครั้งที่ 6 ในพื้นที่ 6 จว. วงเงิน 1.9 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 21 ก.ย.2564 ได้เห็นชอบโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข็มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากครั้งที่ 6&amp;nbsp;รวม 6 จังหวัด รวม 838 โครงการ กรอบวงเงิน 1,942 ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายจากเงินกู้ภายใต้แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน ตามบัญชีท้ายพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 พร้อมทั้งให้หน่วยงานรับผิดชอบโครงการเร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใต้กรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยต้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มี.ค. 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ 6 จังหวัดที่ได้รับอนุมัติงบประมาณครั้งนี้ ประกอบด้วย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน สกลนคร ชัยนาท ราชบุรี และสุพรรณบุรี&amp;nbsp; ซึ่งโครงการที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด 834 โครงการนี้ แยกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1)กลุ่มโครงการพัฒนาสินค้าท่องเที่ยว บริการและการค้า 21 โครงการ 2)กลุ่มโครงการยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการเกษตร 21 โครงการ 3)โครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน 13 โครงการ และ 4)โครงการที่เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชุมชน 779 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลที่คาดว่าจะได้รับนั้น คาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงาน 16,836 คน มีผู้ได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 1,356,370 คน ไม่น้อยกว่า 102,723 ครัวเรือน รวมถึงช่วยยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของสินค้า ทักษะและความรู้ในการประกอบอาชีพ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการฟื้นตัวและการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจในหมู่บ้านและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อรวมผลการพิจารณากลั่นกรองโครงการตั้งแต่ครั้งที่ 1-6&amp;nbsp; ทำให้มีจังหวัดที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว 76 จังหวัด รวม 9,350 โครงการ มีเงินเข้าหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 21,847.23 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117447</URL_LINK>
                <HASHTAG>มติครม., เศรษฐกิจฐานราก, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149e37cc82b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 19:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียว &#039;กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล&#039; นั่ง ผอ.ขสมก. คนใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21 ก.ย. 2564 นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) คนใหม่ เพื่อทำหน้าที่แทน นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผอ.ขสมก. คนปัจจุบัน ที่จะหมดวาระในวันที่ 1 ต.ค.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจาก ขสมก.แจ้งว่าหลังจากนี้ ขสมก. จะเชิญ นายกิตติกานต์ มาลงนามสัญญาว่าจ้างในตำแหน่ง ผอ.ขสมก. ต่อไป เพื่อให้มีผลเริ่มงานในวันที่ 2 ต.ค.2564 เป็นต้นไป โดย ผอ.ขสมก.คนใหม่มีวาระการดำรงตำแหน่งตามสัญญาจ้างคราวละไม่เกิน 4 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงนามสัญญาว่าจ้างนี้จะมีอายุ 4 ปี คือ เริ่มต้นสัญญาวันที่ 2 ต.ค.2564 จนสิ้นสุดสัญญา 1 ต.ค.2568 เป็นไปตามระเบียบการสรรหา ผอ.ขสมก. ซึ่งนายกิตติกานต์ ถือเป็น ผอ.ขสมก. คนที่ 25 นับตั้งแต่ ขสมก. ดำเนินการจัดตั้งองค์การขึ้นมาเมื่อวันที่ 1 ต.ค.2519-ปัจจุบัน (21 ก.ย.64) ระยะเวลาเกือบ 45 ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117437</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล, ขสมก, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149d0ed95d29.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 20:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 20:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาล ยันไม่ได้บังคับฉีดวัคซีนให้นร. พร้อมย้ำเข็ม 3 ยังติดโควิดได้แต่ป้องกันป่วยรุนแรง-เสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย.64 - เวลา 18.20 น. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ &amp;quot;แจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาล&amp;quot; ถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีน ว่า ขณะนี้ประเทศไทย ฉีดวัคซีนไปแล้วทั้งสิ้น44.7 ล้านโดส เข็มแรก 29 ล้านโดส เข็มสอง 15 ล้านโดส เข็มสาม 6 แสนโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อกังวลว่าฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แล้วทำไมยังติดเชื้อนั้น ขอชี้แจงว่าไม่ว่าจะฉีดวัคซีนเข็มที่หนึ่งสอง หรือสาม การติดเชื้อโควิค-19 ก็ยังมีอยู่เพราะการฉีดวัคซีนไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะช่วยป้องกันอัตราการเจ็บป่วยที่รุนแรง หรืออัตราการเสียชีวิตได้ ฉะนั้นฉีดวัคซีนไปแล้วต้องคงมาตรการควบคุมป้องกันโรคส่วนบุคคล สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง การล้างมือบ่อยๆและต้องหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในสถานที่ ที่มีคนรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับการฉีดไฟเซอร์ ให้ให้แก่เด็กนักเรียน อายุ 12 - 17 ปี ประมาณ4.5 ล้านคน รัฐบาลไม่ได้บังคับแต่ให้เป็นไปด้วยความสมัครใจ โดยผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมตัดสินใจ โดยจะให้ข้อมูลและมีการชี้แจงถึงข้อดีข้อเสีย ก่อนที่จะกรอกข้อมูลยินยอมว่าจะให้ฉีดวัคซีนหรือไม่ให้ฉีดวัคซีน และให้ส่งกลับมายังสถานศึกษา เมื่อฉีดวัคซีนไปแล้วจะมีการจัดเก็บระบบอยู่ในฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขและติดตามอาการจากการฉีดอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยระยะแรกนี้รัฐบาลจะฉีดให้เป็นวัคซีนของmRNA ของไฟเซอร์ก่อน ส่วนในระยะถัดไปก็อาจจะมีวัคซีนที่เป็นเชื้อตายเพิ่มมากขึ้น หากผู้ปกครองท่านใดไม่อยากจะให้เด็กฉีดวัคซีนที่เป็น mRNA ก็สามารถที่จะรอวัคซีนเชื้อตายได้ ต้องขอย้ำตรงนี้ว่าการเปิดเรียนไม่ได้เป็นเงื่อนไขสำคัญของการฉีดวัคซีนเพราะหลายแห่งก็ตั้งใจที่จะเปิดการเรียนการสอนอยู่แล้ว เพียงแต่การฉีดวัคซีนจะสร้างความปลอดภัยมากขึ้น ดังนั้นเด็กนักเรียนอายุต่ำกว่า 12 ปีที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนก็สามารถไปเรียนได้ตามปกติ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117317</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีน, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c98bfd85bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 19:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 19:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาล เผยยังไม่ปลดล็อกชาวต่างชาติซื้อที่ดินได้อิสระ หลังจ่อให้วีซ่ายาวดึงดูดทำงานในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย.64 - เมื่อเวลา 18.20 น. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการแจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาล ถึงข้อกังวลของประชาชนเรื่องการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ ว่า หลังที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่รัฐบาลมีมาตรการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้ามาทำงาน เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยอาจให้สิทธิประโยชน์ในลักษณะวีซ่าระยะยาว แต่เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ขอยืนยันชัดเจนว่าการถือครองทรัพย์สินและที่ดิน รัฐบาลยังไม่เปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดินได้อย่างอิสระ สำหรับการการเช่าซื้อ การซื้อขายอสังหาริมทัพย์ในประเทศไทยยังคงใช้หลักการเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหลักการเดิมปัจจุบันการถือครองอาคารชุดของชาวต่างชาติ คือชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ไม่เกิน 49% ของพื้นที่ทั้งหมดของคอนโด และอีก 51%เป็นสิทธิ์ของคนไทยในการถือครองกรรมสิทธิ์ตามพ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2551 และยังไม่สามารถถือครองกรรมสิทธิ์กลุ่มอสังหาแนวราบได้ สำหรับแนวราบที่ชาวต่างชาติจะมาถือครองทำได้ในลักษณะเช่าระยะยาว แต่ต้องมีกฎหมายพิเศษรองรับ เช่น เข้าลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) อันนี้ชาวต่างชาติเช่าในระยะยาวได้ แต่ก็ไม่สามารถซื้อขายที่ดินได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117313</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถือครองที่ดิน, แจงให้เคลียร์, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210914/image_big_61407470a5b46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2021 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2021 14:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลแจ้งตือนระวังมิจฉาชีพ หลอกกู้เงินด่วนผ่านแอปพลิเคชัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.64 -&amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากที่รัฐบาลโดยศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคให้กิจการ กิจกรรมบางส่วนทยอยกลับมาดำเนินการได้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยังห่วงใยเกี่ยวกับสถานการณ์รายได้และปัญหาหนี้สินของประชาชน เพราะแม้จะเริ่มกลับมาประกอบอาชีพหารายได้ได้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ จึงได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งผลักดันมาตรช่วยแก้ไขหนี้ครัวเรือน รวมถึงดูแลปราบปรามมิจฉาชีพรูปแบบต่างๆ ที่ฉวยโอกาสหลอกลวงในช่วงที่ประชาชนเดือนร้อนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตลอดช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เศรษฐกิจกิจไม่คล่องตัวและประชาชนมีความจำเป็นในการกู้เงินมาหมุนเวียนในครัวเรือน ได้ปรากฏกรณีมิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่างๆ จำนวนมาก ล่าสุดพบการปล่อยสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชั่น โดยมีการส่งข้อความโฆษณาตรงไปยังโทรศัพท์มือถือ หรือผ่านโชเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ผู้ต้องการกู้เงินโหลดแอปพลิเคชั่นพร้อมยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เพื่อใช้ติดตามหนี้ และเอาเปรียบผู้กู้ในรูปแบบสารพัด ทั้งการหักเงินค่าดำเนินการสูง ให้เงินกู้ไม่เต็มตามสัญญากู้ คิดดอกเบี้ยสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่า ทวงถามด้วยวิธีทั้งข่มขู่ ทำให้อับอาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า หากจำเป็นต้องใช้บริการเงินกู้ เงินด่วนต่างๆ ขอให้ประชาชนตรวจสอบผู้ให้กู้อย่างรอบคอบรู้ตัวตน รู้ที่ทำการ ทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ควรเลือกผู้ให้กู้ที่เป็นสถาบันการเงินทั้งธนาคารพาณิชย์หรือนอนแบงก์ที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หรือกระทรวงการคลัง และมีกฎหมายกำกับที่ชัดเจน เพื่อกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้นสามารถร้องเรียน หาผู้กระทำผิดเข้าสู่ขั้นตอนทางกฎหมายได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนผู้ให้กู้หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบการกระทำผิดก็ต้องรับโทษหนัก เพราะปัจจุบันในการให้กู้ยืมเงินมีกฎหมายกำกับหลายฉบับและมีโทษทางอาญา เช่น พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ที่ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี &amp;nbsp;หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ &amp;nbsp;พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปมาก มิจฉาชีพได้ก็เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น โดยส่งข้อมูลผ่านทั้งโทรศัพท์ โซเชียลมีเดีย ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นห่วงในเรื่องนี้ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้กวดขันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบประชาชนในช่วงที่ยากลำบาก โดยหากพบการทำผิดขอให้มีการลงโทษอย่างเด็ดขาด&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117098</URL_LINK>
                <HASHTAG>ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bc834a0d93b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
