<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111781</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 22:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 22:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สถานทูตจีน&#039; มอบรถตรวจโควิด 2 คันให้ไทย ย้ำค้นหาต้นตอไวรัสยึดหลักวิทยาศาสตร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค.64 -&amp;nbsp; เพจเฟซบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความว่า สถานทูตจีนประจำประเทศไทยมอบรถตรวจโควิด-19 ให้กระทรวงสาธารณสุขไทย เมื่อวันที่ 30 กรกฎคม สถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้มอบรถตรวจโควิด-19 (Biosafety Mobile Unit) จำนวน 2 คันให้กับกระทรวงสาธารณสุประเทศไทย เพื่อเป็นกำลัง ช่วยให้รัฐบาลไทยเดินหน้าตรวจค้นหาเชื้อในวงกว้าง และต่อสู้กับโควิด-19 ผู้แทนกระทรวง สาธารณสุขไทยได้กล่าวขอบคุณที่สถานทูตจีนมอบรถตรวจโควิด-19 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพอันแท้จริงในลักษณะที่เป็นครอบครัวเดียวกันและคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างจีน-ไทย วัคซีนจีนได้ช่วยปกป้องสุขภาพเเละความปลอดภัยของประชาชนไทยเป็นอย่างดี ฝ่ายไทยยินดี ที่จะกระชับความร่วมมือกับฝ่ายจีนในการร่วมกันต่อสู้กับโควิด-19 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งแต่เกิดการเเพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปีค.ศ.2020 รัฐบาลจีนได้นำหน้ากากอนามัย ทางการแพทย์ (surgical mask) จำนวน 1.4 ล้านชิ้น ชุดตรวจ (Test Kit ) จำนวน 1.7 แสนชุด หน้ากาก N95 จำนวน 8 หมื่นชิ้น และชุด PPE จำนวน 7.2 หมื่นชุดมอบให้แก่รัฐบาล ไทย ส่วนหน้ากากอนามัยที่วงการต่างๆในสังคมมอบผ่านสถานทูตจีนฯอย่างเดียวก็มีจำนวนมาก กว่า 5 ล้านชิ้น สำหรับปีนี้ ในปัจจุบันจีนได้ส่งวัคซีนมาที่ประเทศไทยทั้งหมด 19 ล็อต จำนวน 19.5 ล้านโดส และจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อไปในด้านวัคซีน ชุดตรวจ (Test Kit ) และเครื่องเวชภัณฑ์ต่างๆ โดยตามความต้องการของรัฐบาลไทย เพื่ออยู่เคียงข้างกับประชาชน ไทยในการสู้กับโควิด-19 และพยายามเอาชนะให้ได้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ประเทศจีนให้ความสำคัญอย่างสูงในการค้นหาต้นตอของไวรัสโควิด-19 โดยยึดหลักวิทยาศาสตร์และท่าทีเปิดกว้างในการเข้าร่วมการค้นหาต้นตอของไวรัสในทั่วโลก ได้เชิญคณะ ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัย โลกเดินทางมาประเทศจีนเพื่อร่วมดำเนินการวิจัยค้นหาฯ ถึง 2 ครั้ง จนได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการที่มีความน่าเชื่อถือ สำหรับการนำข้อสันนิษฐานว่าตัวไวรัสหลุดจากห้องปฏิบัติการมาเป็นแนวทางในการค้นหาฯใหม่อีกครั้งหนึ่ง หรือเน้นการค้นหาฯในประเทศจีนเป็นหลักในระยะที่ 2 หรือสละทิ้งทีม กลไกและวิธีที่ร่วมกันวิจัยในระยะแรกไปตั้งใหม่นั้น ฝ่ายจีนขอคัดค้านอย่างเด็ดขาด สำหรับการวิจัยที่ได้ดำเนินไปแล้ว โดยเฉพาะได้ข้อสรุปอย่างชัดเจนในระยะแรกแล้วนั้น ไม่ควรดำเนินการซ้ำในระยะที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝ่ายจีนมีความเห็นตลอดว่า การสืบค้นหาต้นตอของไวรัสฯนั้น ควรยึดถือหลักการที่เป็นวิทยาศาสตร์ตามดวามเป็นจริงและอย่างเที่ยงธรรม โดยใช้วิธีวิทยาศาสตร์และเน้นความร่วมมือ ไม่ควรให้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองขึ้นมา การสืบค้นหาไวรัสในระยะที่ 2 ควรต่อยอดจากระยะแรก โดยยืนหยัดในหลักการตามข้อมติ WHA 73.1 และมีการปรึกษาหารือกันอย่างเต็มที่ก่อนที่จะดำเนินการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111781</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถตรวจโควิด, สถานทูตจีนประจำประเทศไทย, ไทย-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210731/image_big_61055f69cc1f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2021 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2021 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทย-จีนจับมือแก้ปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มี.ค.2564 นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า วันที่ 1 มี.ค.2564 กรมฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ผ่านระบบ VDO Conference กับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (CNIPA) โดยมีการตั้งผู้ประสานงาน 2 ประเทศ เพื่อร่วมแก้ปัญหาหากเกิดกรณีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการไทยที่ถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในจีนได้เร็วขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่มอบหมายให้กรมฯ ดำเนินการเชิงรุกในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยในต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันพัฒนาการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งการพัฒนาบุคลากรและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการตรวจสอบและจดทะเบียน การคุ้มครองภูมิปัญญาดั้งเดิม ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ ซึ่งเป็นเรื่องที่จีนมีความเชี่ยวชาญ และเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมฯ จะเดินหน้าผลักดันกิจกรรมความร่วมมือระหว่างไทยและจีนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผลักดันจีนเร่งรัดจดทะเบียนคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไทย 3 รายการ ที่ยื่นไปแล้วก่อนหน้านี้ คือ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และมะขามหวานเพชรบูรณ์ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI ไทยในจีน และนำรายได้กลับมาสู่ชุมชนท้องถิ่นและผู้ประกอบการ GI ของไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเร่งรัดการขึ้นทะเบียน GI เพราะสินค้าเหล่านี้ เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งจีนที่เดินทางเข้ามาในไทย และได้ทดลองบริโภคสินค้า ทำให้มีความต้องการบริโภคเพิ่มสูงขึ้น จึงต้องขึ้นทะเบียน GI เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าไทยได้รับผลกระทบ จากการที่จะเข้าไปทำตลาดในอนาคต รวมถึงป้องกันการละเมิดที่อาจจะเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน มีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียนในต่างประเทศแล้ว 7 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ที่สหภาพยุโรป (อียู) ผ้าไหมยกดอกลำพูน ที่อินเดียและอินโดนีเซีย เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ที่เวียดนาม กาแฟดอยตุง ที่กัมพูชา และมีสินค้าที่รอการขึ้นทะเบียน GI ได้แก่ กาแฟดอยช้าง สับปะรดห้วยมุ่น ที่ญี่ปุ่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ที่จีน มะขามหวานเพชรบูรณ์ และลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง ที่เวียดนาม ส่วนสินค้าที่กำลังอยู่ระหว่างการผลักดันให้ขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศ ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี และทุเรียนปราจีนบุรี ที่จีน ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ที่มาเลเซีย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94637</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์, ละเมิดลิขสิทธิ์, อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา, ไทย-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190513/image_big_5cd92fe7d47f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82076</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2020 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2020 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ เชื่อมั่นรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกทม.ถึงโคราช ช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานส่งเสริมเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค.63 - เมื่อเวลา&amp;nbsp;15.00&amp;nbsp;น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม&amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญาจ้างงานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและจัดฝึกอบรมบุคลากร (สัญญา&amp;nbsp;2.3)&amp;nbsp;ของโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา) ภายหลังเสร็จสิ้น นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรียืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการความร่วมมือฯ นี้ เนื่องจากเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศ และภูมิภาค โดยเฉพาะหัวเมืองหลักตามแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะสามารถต่อยอดและพัฒนาเป็นเมืองศูนย์กลางของภูมิภาค เส้นทางนี้เปรียบเสมือนสายใยเชื่อมโยงไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นระหว่างกันในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมโยงทางคมนาคม ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนกับประชาชนให้มากยิ่งขึ้น การลงนามนี้เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาเทคโนโลยีระหว่างกัน เชื่อมั่นว่าไทยจะนำองค์ความรู้มาสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ประเทศ และภูมิภาคต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีขอบคุณกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ และบริษัทคู่สัญญาของโครงการ ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ที่ล้วนเป็น &amp;ldquo;กำลังสำคัญ&amp;rdquo; ในการผลักดันโครงการให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูง โดยสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เปรียบดังคำกล่าวที่ว่า &amp;ldquo;ถง ซิน เสีย ลี่,&amp;nbsp;ซื่อ ซื่อ ซุ่น ลี่&amp;rdquo; หมายความว่า &amp;ldquo;น้ำหนึ่งใจเดียว ทุกเรื่องราบรื่น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82076</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, รถไฟความเร็วสูง, ไทย-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f993bffe0b4f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78327</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 10:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทล.เล็งส่งมอบงานรถไฟไทย-จีน ช่วงแรกระยะทาง3.5 กม.ให้รฟท.ภายในเดือนนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 ก.ย.63-นายอภิรัฐ &amp;nbsp;ไชยวงศ์น้อย รองอธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) เปิดเผยว่า ตามที่กรมทางหลวงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟช่วงกรุงเทพมหานคร &amp;ndash; หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร &amp;ndash; นครราชสีมา) ช่วงที่ 1 กลางดง &amp;ndash; ปางอโศก กม.150+500 &amp;ndash; 154+000 ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นไปตามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทางหลวง กับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยให้กรมทางหลวงดำเนินการก่อสร้างให้ ประกอบด้วยงานหลักๆ 5 งาน&amp;nbsp; ทั้งนี้ ได้แก่ งานย้ายรางรถไฟเดิม งานดินตัดและงานถมวัสดุในหน้าตัดคันทางรถไฟความเร็วสูง งานชั้นวัสดุ Top Layer หรือ งานบดอัดวัสดุก่อนงานวางรางและหินโรยทาง งานคอนกรีตประกอบคันทางรถไฟความเร็วสูง และงานถนนบริการขนานกับคันทางรถไฟความเร็วสูง ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัจจุบันกรมทางหลวงได้ดำเนินโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ 100% และคาดว่าจะส่งมอบงานให้การรถไฟแห่งประเทศไทยภายในเดือนกันยายน 2563 โดยโครงการนี้จะถือเป็นต้นแบบในการดำเนินงานในช่วงต่อไปของโครงการรถไฟความเร็วสูง เพื่อให้ทราบถึงกระบวนการทำงาน คุณภาพของวัสดุ ทำให้สามารถใช้วัสดุภายในประเทศให้มากที่สุด ซึ่งกรมทางหลวงได้ปรับปรุงคุณภาพวัสดุ เช่น คอนกรีต เหล็กเส้น และงานชั้นวัสดุ Top Layer ให้มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานรถไฟความเร็วสูง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงไทย &amp;ndash; จีน ช่วงที่ 1 กลางดง &amp;ndash; ปางอโศกใช้เวลาดำเนินการทั้งสิ้น 2 ปี 6 เดือน ซึ่งใช้เวลาในการก่อสร้างค่อนข้างมาก เนื่องจากต้องใช้กระบวนการทำงานของกรมทางหลวงเองมาประยุกต์ให้เข้ากับกระบวนการทำงานของรถไฟความเร็วสูงโดยผู้ควบคุมงานจากประเทศจีน ซึ่งทางกรมทางหลวงได้ทำงานควบคู่กับการศึกษาและเรียนรู้ เพื่อให้สามารถใช้วัสดุภายในประเทศให้ได้มากที่สุดและที่ผ่านมาได้นำเข้าวัสดุจากประเทศจีน 2 รายการ ได้แก่ ผ้าใบกันความชื้น และสายดิน คิดเป็น 2% ของมูลค่าก่อสร้างรวมทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังได้จัดทำคู่มือการก่อสร้างคันทางรถไฟความเร็วสูงตามประสบการณ์การทำงานกับผู้ควบคุมจากประเทศจีน เพื่อให้ความรู้กับผู้ที่สนใจหรือผู้รับจ้างอื่นๆต่อไป สำหรับ โครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง จะช่วยเสริมสร้างโครงข่ายการคมนาคมของประเทศรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการคมนาคมขนส่งถึงประเทศจีน อีกทั้ง ยังเป็นการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78327</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง(ทล.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), รถไฟความเร็วสูง, รถไฟช่วงกรุงเทพมหานคร – หนองคาย, อภิรัฐ  ไชยวงศ์น้อย, ไทย-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200923/image_big_5f6abc34d9344.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49615</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2ผู้นำไทย-จีนเจรจาชื่นมื่น มดน้อยก็ช่วยพญาราชสีห์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ ขอบคุณคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดีทำให้การประชุมอาเซียนสำเร็จตามเป้าหมาย แต่ &amp;quot;หมวดเจี๊ยบ&amp;quot; ย้ำให้สอบตกติดเอฟลบลบ ซัดเป็นเพียงวาทกรรมสวยหรู ความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐตกต่ำที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี เรื่อง &amp;quot;จีเอสพี&amp;quot; ยังเจรจาไม่ได้เลย &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับ &amp;quot;หลี่ เค่อเฉียง&amp;quot; ชื่นมื่น ฝากสุภาษิตไทย &amp;ldquo;มดน้อยบางครั้งก็ช่วยพญาราชสีห์และพญาคชสารได้&amp;rdquo; ด้านนายกฯ จีนเปรียบร่วมพายเรือลำเดียวกันถือเป็นพี่น้องกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha&amp;quot; ระบุว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ได้เสร็จสิ้นไปแล้วอย่างเรียบร้อยเมื่อวานนี้ ไทยได้ส่งมอบตำแหน่งต่อให้กับประเทศเวียดนาม ขอขอบคุณพี่น้องชาวไทยทุกคนที่ได้ร่วมติดตามข่าวสาร ข้อมูล และร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนจากทุกภาคส่วน ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร แพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร ที่เสียสละ ทำงานอย่างเต็มที่ตั้งแต่ช่วงเตรียมการ ช่วงการประชุม และในช่วงต่อไป ขอบคุณพนักงานและพี่น้องประชาชนตามสถานที่ต่างๆ ที่มีโอกาสได้ต้อนรับ สร้างความประทับใจให้กับแขกของเรา ขอบคุณพิธีกร นักร้อง นักแสดง ทุกท่านที่ทำให้พิธีและงานต่างๆ ผ่านไปด้วยดี สมเกียรติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมรู้สึกดีใจและชื่นชมที่ได้เห็นความสามารถ ความเสียสละ และความสามัคคีของคนไทยที่ช่วยกันทำให้การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จ บรรลุตามเป้าหมาย ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-อาเซียน และประเทศต่างๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาขีดความสามารถ เพิ่มศักยภาพ และสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทยและภูมิภาคของเรา&amp;quot; นายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์อย่าคิดไปเองว่าประสบความสำเร็จ เพราะเบื้องหลังของการประชุมเต็มไปด้วยความโกลาหลและทิ้งร่องรอยความบาดหมางระหว่างหลายประเทศไว้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ดูต่างหน้า โดยเฉพาะสหรัฐซึ่งไม่พอใจอย่างมาก ที่ถูกผู้นำ 7 ประเทศอาเซียนประท้วง โดยการส่งแค่รัฐมนตรีต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ ครั้งที่ 7 ซึ่งสหรัฐระบุว่า คือการไม่ให้เกียรติต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สะท้อนให้เห็นว่าชาติต่างๆ ในอาเซียนไม่ได้เห็นหัว พล.อ.ประยุทธ์เลย สื่อต่างประเทศตีข่าวไปทั่วโลก ย่อมส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ถูกมองว่าไร้น้ำยา จึงไม่สามารถควบคุมการประชุมให้ราบรื่นได้ ประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหรัฐตกต่ำมากที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์นั่งเก้าอี้ประธานอาเซียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ก็ยังล้มเหลวในการผลักดันให้ 16 ชาติ คือ 10 ชาติอาเซียน และ 6 ประเทศคู่เจรจา บรรลุความตกลงในการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP การที่อินเดียไม่ยอมลงนามในแถลงการณ์ร่วมเพียง 1 ชาติ จะทำให้การก่อตั้งเขตการค้าเสรี RCEP ต้องล่าช้าออกไปอีก ดังนั้น รัฐบาลประยุทธ์ไม่ควรตีกินว่าปิดการเจรจาได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่ อินเดียยังไม่ยอมรับข้อตกลงหลายประเด็น ซึ่งสะท้อนความล้มเหลวของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานอาเซียน สมควรต้องให้สอบตก ติด F ลบลบ
ต่อรอง&amp;quot;จีเอสพี&amp;quot;ไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวสุนทรพจน์อวยสหรัฐเกินจริง โดยยกยอปอปั้นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอาเซียนมีความก้าวหน้าและแนบแน่นยิ่งขึ้น ทั้งๆ ที่หลายฝ่ายมองว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ลดความสำคัญของนโยบายสหรัฐต่ออาเซียนลง ในขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่สามารถแสดงบทบาทนำในการสร้างอำนาจต่อรองให้กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนได้ สิ่งที่ทิ้งไว้ให้อาเซียนเป็นเพียงการประดิษฐ์วาทกรรมที่สวยหรูเรื่องการพัฒนาและความมั่งคั่งเท่านั้น แม้แต่ผลประโยชน์ของไทยในเรื่องที่โดนสหรัฐตัดจีเอสพีก็ยังไม่สามารถเจรจาต่อรองกับสหรัฐได้เลย ทำให้คนไทยไม่ได้รับประโยชน์&amp;quot; ร.ท.หญิงสุณิสากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยจัดพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนหารือข้อราชการเต็มคณะที่ตึกภักดีบดินทร์ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีทั้ง 2 ฝ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือข้อราชการเต็มคณะ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ 1.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิชาการและนวัตกรรม 2.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนข่าวและข้อมูลข่าวสารระหว่างกรมประชาสัมพันธ์ กับสำนักข่าวซินหัว และ 3.บันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท เอสซีจี จำกัด มหาชน กับศูนย์ความร่วมมือทางนวัตกรรมแห่งสถาบันบัณฑิตฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 11.45 น. เป็นการแถลงข่าวร่วมกันของสองนายกฯ โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในสภาวะความผันแปรของสภาวะเศรษฐกิจโลก ตนและนายกรัฐมนตรีหลี่ได้หารือกันอย่างกว้างขวาง ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนสถานการณ์ในภูมิภาคและในโลก ตนและท่านนายกฯ หลี่เห็นความสำคัญของการส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะระหว่างยุทธศาสตร์และกรอบความร่วมมือด้านความเชื่อมโยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน ค.ศ.2025 (MPAC 2025) และ ACMECS เป็นต้น กับข้อริเริ่ม &amp;ldquo;หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง&amp;rdquo; ของจีน ซึ่งก็คล้องกับยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;Connecting the Connectivities&amp;rdquo; ที่ไทยเสนอ เรายังเห็นพ้องที่จะเชื่อมระหว่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทยกับกรอบความร่วมมือเขตอ่าวกวางตุ้ง-มาเก๊า-ฮ่องกง หรือ GBA ของจีนผ่านโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดตั้งกลไกหารือระดับสูงระหว่างกันเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ ตนได้เชิญชวนให้จีนขยายการลงทุนในไทย ขณะเดียวกัน ก็ได้ฝากให้นายกฯ หลี่ช่วยดูแลภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในจีน และดูแลเรื่องสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวและยางพารา นอกจากนี้ได้ย้ำความตั้งใจของรัฐบาลไทยที่จะปรับปรุงมาตรฐานการให้ความคุ้มครองและดูแลนักท่องเที่ยว ซึ่งจีนได้แสดงความพร้อมที่จะถ่ายทอดแนวปฏิบัติที่ดีของจีนในเรื่องการขจัดความยากจนให้ไทย พร้อมเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเมืองอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาหมอกควัน/PM 2.5
มดน้อยช่วยราชสีห์ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายหลี่ เค่อเฉียง กล่าวว่า พวกเราได้บรรลุการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจด้านการเมือง โดยจีนพร้อมผลักดันไทยทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการอีอีซี รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าข้าว อีคอมเมิร์ซ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ซึ่งจีนมีศักยภาพในการส่งเสริมการพัฒนาของไทยเป็นอย่างมาก โดยช่วงที่มาเยือนประเทศไทย ได้เห็นเรือพาณิชย์วิ่งอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวนมาก ทำให้คิดว่าหากทางการไทย-จีนร่วมมือกัน จะเปรียบเสมือนเป็นเรือใหญ่ วิ่งเร็ว วิ่งไกลอย่างมั่นคง ซึ่งในอนาคตจะต้องวิ่งให้เร็วเหมือนเรือหางยาวอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายหลี่ เค่อเฉียง กล่าวด้วยว่า ขอแสดงความยินดีกับไทยอีกครั้งที่ประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 เรามั่นใจว่าปีหน้า RCEP จะประกาศข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการ และคิดว่าบอลที่เตะเข้าประตูไปแล้วจะเปิดกว้างไปสู่ทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายหลี่กล่าวอีกว่า &amp;quot;จีนยังคงแสวงหาความร่วมมือกับไทยต่อไป สร้างมิตรภาพระหว่างกันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น เราจะเคารพบทบาทการเป็นศูนย์กลางอาเซียนของไทย ซึ่งได้พูดไปตั้งแต่แรกแล้วว่าจีนกับไทยได้ร่วมพายเรือลำเดียวกัน ถือเป็นพี่น้องกัน มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นต่อกัน ต่อไปเราจะมุ่งไปข้างหน้าที่มีอนาคตกว้างไกลรออยู่ โดยอาศัยหลักการที่มีความเสมอภาคต่อกัน เป็นหุ้นส่วนที่ดีต่อกัน&amp;quot; จังหวะนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอบรับทันทีว่า &amp;ldquo;โอเค เราเป็นเรือใหญ่ที่ต้องวิ่งให้เร็วเหมือนเรือหางยาวต่อไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ได้ฝากสุภาษิตให้กับนายหลี่ เค่อเฉียง ว่ามดน้อยบางครั้งก็สามารถช่วยพญาราชสีห์และพญาคชสารได้ ซึ่งนี่คือสุภาษิตไทยที่ขอฝากไว้ และอยากฟังสุภาษิตจีนบ้าง ซึ่งนายหลี่กล่าวว่า ตนได้พูดตั้งแต่ต้นแล้วว่าจีนกับไทยได้นั่งเรือลำเดียวกัน ซึ่งทั้งจีนและไทยมีความเหมือนกัน ถ้าดูจากประชากรและสภาพทางการเมือง การต่างประเทศก็ตรงกัน ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ เราจึงต้องมุ่งไปข้างหน้าเพื่อให้มีอนาคตที่กว้างไกลมากยิ่งขึ้น เราต้องอาศัยหลักการความเสมอภาคต่อกันเอื้อประโยชน์ต่อกัน เป็นหุ้นส่วนที่ดี และมีความเจริญก้าวหน้าด้วยกัน แม่น้ำเจ้าพระยาก็สามารถเชื่อมต่อไปถึงประเทศจีนได้ ซึ่งทั้งสองประเทศก็จะเจริญก้าวหน้าไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวตอบ &amp;ldquo;จะเป็นเรือเหล็กหรือเรือหางยาวเราก็จะไปด้วยกัน&amp;rdquo; ทั้งนี้ บรรยากาศในการแถลงข่าวเป็นไปด้วยความชื่นมื่นเป็นกันเอง มีรอยยิ้มของสองนายกฯ ต่อจากนั้นเป็นงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายหลี่ เค่อเฉียง ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ก่อนที่จะเดินทางกลับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านั้น ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้เเทนราษฎร พร้อมตัวเเทนจากฝ่ายค้าน รัฐบาล ส.ส.และ ส.ว. ให้การต้อนรับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย โดยนายชวนนำนายกฯ ทำความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกันนี้ได้ใช้เวลาพูดคุยประมาณ 30 นาที.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49615</URL_LINK>
                <HASHTAG>Prayut Chan-o-cha, ขอบคุณคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดี, ผู้นำไทย-จีน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไทย-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191105/image_big_5dc184746f14c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34603</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ประยุทธ์’พอใจ ‘จีน-ไทย’ชื่นมื่น 5ปีสัมพันธ์ดีสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เผยไทย-จีนพึงพอใจความสัมพันธ์ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด ยืนยันจะดูแลนักลงทุนและนักท่องเที่ยวจีนอย่างดีที่สุด ยึดมั่นหลักการ 3M ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 08.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าร่วมการประชุมข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (BRF) ว่า ระหว่างการประชุม ตนได้มีโอกาสกล่าวสุนทรพจน์ใน 2 โอกาส คือ การประชุมระดับสูง (High-Level Meeting) และการประชุมผู้นำโต๊ะกลม (Leaders&amp;rsquo; Roundtable) โดยได้เน้นย้ำบทบาทไทยในฐานะประธานอาเซียนในการส่งเสริมความเชื่อมโยงในทุกมิติ และแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับจีนเพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคและภูมิภาค ผ่าน MPAC 2025 และ ACMECS Master Plan ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกันกับกรอบยุทธศาสตร์ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (BRI) บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจกัน โปร่งใส การเปิดกว้าง ครอบคลุมทุกภาคส่วน และการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ผลสำเร็จที่สำคัญของการประชุมคือ การรับรองแถลงการณ์ร่วมของการประชุมผู้นำโต๊ะกลม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นของประเทศที่อยู่ในเส้นทางสายไหม ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความเชื่อมโยงทุกมิติ รวมทั้งการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาร่วมกัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ระหว่างประเทศที่อยู่ในเส้นทางสายไหมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ แถลงการณ์ร่วมฯ ได้กำหนดทิศทางความร่วมมือภายใต้กรอบ BRI ใน 5 มิติ ได้แก่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ความเชื่อมโยงทางนโยบาย อาทิ กรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาค ภูมิภาคและโลก การอำนวยความสะดวกในด้านการค้า การลงทุน ศุลกากร ภาษี ดิจิทัลและความร่วมมือทางทะเล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐานทุกมิติ โดยมุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการรักษาสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานสะอาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.การเสริมสร้างความเข้มแข็งของความร่วมมือให้ปฏิบัติได้จริงและมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การบริหารจัดการน้ำ&amp;nbsp;
พอใจความสัมพันธ์ช่วง 5 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 5.การพัฒนาการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน ได้แก่ การศึกษา วัฒนธรรม และเยาวชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนยังได้มีโอกาสพบปะ และหารือทวิภาคีกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และนายหาน เจิ้ง รองนายกรัฐมนตรีจีน โดยยืนยันที่จะรักษาพลวัตที่ดีของความสัมพันธ์ระหว่างกันในทุกระดับ เพิ่มพูนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงความร่วมมือจีน- ญี่ปุ่นในเขต EEC ผลักดันความสัมพันธ์ไทย-จีน และความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่รอบด้านให้เป็นรูปธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงที่จะสอดคล้องกับ Thailand 4.0 และ BRI และทั้งสองฝ่ายพึงพอใจในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด มีความร่วมมือหลายด้าน โดยตนยืนยันจะดูแลนักลงทุนและนักท่องเที่ยวจีนอย่างดีที่สุด พร้อมย้ำว่ารัฐบาลยึดมั่นหลักการของ 3M คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมโต๊ะกลมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (BRF Leader&amp;rsquo;s Roundtable) ภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;ส่งเสริมความเชื่อมโยงเพื่อแสวงหาช่องทางใหม่สำหรับการเติบโต&amp;rdquo; ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติทะเลสาบเยี่ยนซี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ แสดงความยินดีต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประชาชนชาวจีนในโอกาสครบรอบ 70 ปี แห่งการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีนี้ พร้อมชื่นชมวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ริเริ่มยุทธศาสตร์สายแถบและเส้นทาง (BRI) ที่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว มีผู้เข้าร่วมสนับสนุนจำนวนมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการขยายความเชื่อมโยง ซึ่งไทยอยู่ระหว่างเร่งรัดการดำเนินการ เพื่อยกระดับความเชื่อมโยงทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินหลัก (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โครงการพัฒนารถไฟทางคู่เชื่อมโยงจีน-ลาว-ไทย-กัมพูชา และโครงการระบบขนส่งสินค้าแบบไร้รอยต่อไปยังท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังและท่าเรือมาบตาพุด ในการประชุมครั้งนี้มีการลงนามโครงการความเชื่อมโยงระหว่างไทย-ลาว-จีน เพื่อเชื่อมต่อระหว่างหนองคาย-เวียงจันทน์ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงต่างๆ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลักของ BRI ของประเทศที่มีส่วนร่วม นายกฯ ให้ข้อคิดเห็น ประการแรก ควรส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันและขยายตลาดให้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็ก สามารถใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงระหว่างกรอบต่างๆ ในอนุภูมิภาคและภูมิภาค พร้อมสนับสนุนจีนและวิสัยทัศน์ BRI ผลักดันความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนแบบ Public-Private Partnership (PPP) โดยเชื่อว่าภาคเอกชนจะเป็นกลไกสำคัญในการทำให้ความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อเกิดความสมบูรณ์
หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.วีรชนกล่าวอีกว่า ประการที่สอง การอำนวยความสะดวกการค้า การลงทุน และการประกอบธุรกิจระหว่างกัน โดยสร้างความเชื่อมโยงทางสถาบันและกฎระเบียบ ประการที่สาม การจัดตั้งแหล่งเงินทุนที่ยั่งยืน จะช่วยสนับสนุนโครงการที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์ สำหรับความร่วมมือใน ACMECS นั้น กำลังอยู่ระหว่างการจัดตั้ง ACMECS Fund จึงขอเชิญจีนและมิตรประเทศที่สนใจ เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วน และประการสุดท้าย ผลประโยชน์ของการเชื่อมโยงจะต้องตกอยู่กับพลเมืองมากที่สุด จึงควรเน้นการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 และเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการประชุมสุดยอดว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ &amp;ldquo;หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง&amp;rdquo; ครั้งที่สอง ได้เริ่มต้นขึ้นที่กรุงปักกิ่ง โดยแนวคิด &amp;ldquo;หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง&amp;rdquo; เป็นข้อริเริ่มด้านความร่วมมือระหว่างประเทศที่เสนอโดยนายสี จิ้นผิง ซึ่งในงานประชุมครั้งนี้ได้มีผู้นำสูงสุดจาก 37 ประเทศ รวมไปถึงเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และผู้แทนต่างชาติกว่า 5,000 คน เข้าร่วมประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุม อันมีเนื้อหาเกี่ยวกับการร่วมแรงร่วมใจกัน บุกเบิก พัฒนาอนาคตของ &amp;ldquo;หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง&amp;rdquo; ว่าเมื่อสองปีก่อน เราได้จัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศครั้งแรกที่นี่ วางแผนพิมพ์เขียวความร่วมมือที่เกี่ยวกับการติดต่อทางนโยบาย การเชื่อมโยง สิ่งอำนวยความสะดวก การคล่องตัวทางการค้า การผสมผสานของเงินทุน และการเชื่อมใจถึงกันของประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้าพเจ้าหวังว่าจะร่วมมือกับทุกท่าน ปีนสู่ที่สูงมองไปให้ไกล จับมือก้าวหน้ากันไป ร่วมกันบุกเบิกพัฒนาอนาคตดีงามของ &amp;ldquo;หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง&amp;rdquo; ข้อริเริ่มเกี่ยวกับการร่วมกันพัฒนา &amp;ldquo;หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง&amp;rdquo; มีวัตถุประสงค์รวมตัวกันเพื่อเชื่อมโยงและติดต่อกัน กระชับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จับมือกันรับมือกับความท้าทายและความเสี่ยงประเภทต่างๆ ที่มนุษยชาติกำลังเผชิญหน้าอยู่ เพื่อให้บรรลุซึ่งประโยชน์แก่กันและร่วมกันได้รับชัยชนะ ร่วมพัฒนาไปด้วยกัน ภายใต้ความพยายามร่วมกันของฝ่ายต่างๆ ความเชื่อมโยงกันได้เกิดขึ้นในหลายประเทศ และหลายท่าเรือของ 6 ระเบียง 6 เส้นทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสีกล่าวว่า โครงการความร่วมมือจำนวนมากได้เริ่มลงมือปฏิบัติ ผลประชุมประการต่างๆ ของการประชุมสุดยอดครั้งแรกได้ดำเนินการไปอย่างราบรื่นดี จีนกับกว่า 150 ประเทศ และองค์การระหว่างประเทศได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ &amp;ldquo;หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง&amp;rdquo; ข้อริเริ่มเกี่ยวกับการร่วมกันพัฒนา &amp;ldquo;หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง&amp;rdquo; ได้เชื่อมกับแผนการความร่วมมือและการพัฒนาและขององค์การระหว่างประเทศและองค์การภูมิภาคต่างๆ เช่น สหประชาชาติ อาเซียน สหภาพแอฟริกา สหภาพยุโรป และสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย เป็นต้น และได้เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศต่างๆ นับจากแผ่นดินใหญ่เอเชีย-ยุโรปไปถึงแอฟริกา อเมริกา โอเชียเนีย
สรรพสิ่งล้วนมีที่มา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จีนมีสำนวนโบราณว่า สรรพสิ่งล้วนมีที่มาจึงจะกำเนิดได้ ทุกเรื่องล้วนต้องอาศัยสัจธรรมจึงจะประสบความสำเร็จ การร่วมกันพัฒนา &amp;#39;หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง&amp;#39; เป็นการคล้อยตามกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ คล้อยตามข้อเรียกร้องแห่งยุคสมัยในการปฏิรูประบบบริหารจัดการทั่วโลก คล้อยตามข้อเรียกร้องอย่างแรงกล้าของประชาชนประเทศต่างๆ ที่อยากดำรงชีวิตที่ดียิ่งขึ้น&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสีกล่าวว่า จุดสำคัญของการร่วมสร้างหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางคือ การเชื่อมโยงกัน เราควรสร้างความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนที่มีการเชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก บรรลุการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองด้วยกัน ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ขอแต่ให้พวกเราทุกคนสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ใช้ความพยายามร่วมกัน คอยอำนวยความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถึงแม้ห่างกันไกลหมื่นลี้ ก็สามารถเดินหน้าไปพร้อมกันบนหนทางแห่งการได้รับผลประโยชน์ร่วมกันได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานเป็นรากฐานแห่งการเชื่อมโยงกัน และหากขาดโครงสร้างพื้นฐาน ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่หลายประเทศเผชิญอยู่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพสูง ใช้ได้ยั่งยืน โดยต้องต้านทานความเสี่ยงได้ มีราคาสมเหตุสมผล มีความกลมกลืน และเข้าถึงได้ อำนวยให้ทุกประเทศใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ตนมี ปรับตัวให้เข้ากับห่วงโซ่อุปทาน ห่วงโซ่การผลิต ห่วงโซ่มูลค่า และบรรลุการพัฒนาแบบประสานกัน จีนจะใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องกับทุกฝ่าย นำร่องด้วยการสร้างระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ช่องทางทางบกข้ามทวีปเอเชีย-ยุโรป อาศัยขบวนรถไฟขนส่งสินค้าเส้นทางระหว่างจีน-ยุโรป ด้วยช่องทางคมนาคมขนาดใหญ่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนจะปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการร่วมสร้างนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี &amp;ldquo;หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง&amp;rdquo; จะร่วมกับทุกฝ่ายขับเคลื่อนสี่โครงการ ได้แก่ การแลกเปลี่ยนทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และบุคลากร ร่วมสร้างห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผสม ดำเนินความร่วมมือในการดำเนินศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการโอนเทคโนโลยี เราจะปฏิบัติตามโครงการแลกเปลี่ยนบุคลากร ช่วงห้าปีข้างหน้า จะสนับสนุนให้บุคลากรด้านนวัตกรรมทั้งจีนและต่างชาติรวม 5,000คน ดำเนินการแลกเปลี่ยน การฝึกอบรม และความร่วมมือด้านการวิจัย&amp;nbsp;
ครบ70ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีจีนกล่าวว่า ปีนี้เป็นปีครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ 70 ปีก่อน ประชาชนจีนหลายชั่วอายุคนพยายามแสวงหา และได้ก่อตั้งจีนใหม่ ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในที่สุด จากนั้นมา ประชาชนจีนได้ยืนขึ้นแล้ว และนับแต่นั้นชะตากรรมของประชาชนก็อยู่ในมือของตนเอง ด้วยการต่อสู้อย่างทรหดอดทนเป็นเวลา 70 ปี ประชาชนจีนยืนหยัดตามสภาพที่เป็นจริงของประเทศตน แสวงหาทิศทางก้าวหน้าท่ามกลางภาคการปฏิบัติ บุกเบิกหนทางสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์ของจีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จีนในทุกวันนี้ ได้ยืนอยู่บนจุดเริ่มต้นใหม่ทางประวัติศาสตร์ เรารู้ซึ้งว่า ถึงแม้มีผลงานรุ่งโรจน์ แต่ยังมีภูเขาหลายต่อหลายลูกที่ต้องก้าวข้ามในทางข้างหน้า และยังมีชายหาดอันตรายหลายต่อหลายแห่งที่ต้องลุย เราจะย่างก้าวใหญ่บนหนทางสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์ของจีนต่อไป ยืนหยัดลงลึกการปฏิรูปทุกด้าน ยืนหยัดการพัฒนาด้วยคุณภาพสูง ยืนหยัดเปิดเสรีมากขึ้น ยืนหยัดเดินทางพัฒนาที่สันติ เดินหน้าสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสีกล่าว จีนเลือกขยายการเปิดสู่ภายนอกอย่างเป็นอิสระ โดยเป็นไปตามความต้องการแห่งการปฏิรูปและการพัฒนาของจีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพสูง เป็นประโยชน์ต่อการสนองความต้องการของประชาชนที่อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาของโลก ขณะเดียวกัน เราก็หวังว่าประเทศต่างๆ จะสร้างสภาวะแวดล้อมการลงทุนที่ดีให้แก่ผู้ประกอบการจีน จะปฏิบัติต่อภาคธุรกิจ ภาคการศึกษาของจีนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน จะสร้างสภาวะแวดล้อมที่เที่ยงธรรมและเป็นมิตรให้แก่พวกเขา ในการดำเนินการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเชื่อมั่นว่า จีนที่เปิดสู่ภายนอกมากขึ้น จะร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ดียิ่งขึ้น และจะทำให้จีนและประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีความก้าวหน้าและความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น ขอให้เราร่วมมือกัน ร่วมกันหว่านเมล็ดพันธุ์ ร่วมกันรับความสำเร็จแห่งการพัฒนา เพื่อให้ประชาชนประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีความสุขมากขึ้น และโลกมีความดีงามมากขึ้น&amp;rdquo; ผู้นำจีนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.20 น. วันที่ 27 เม.ย. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 (กองบิน 6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์เดินทางกลับจากร่วมเวทีการประชุมข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนายกฯ กล่าวเพียงสั้นๆถึงผลการประชุมว่า &amp;quot;เรียบร้อยดี ตามที่สื่อได้นำเสนอไปแล้ว&amp;quot; ก่อนเดินทางกลับ โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34603</URL_LINK>
                <HASHTAG>3M, กรุงปักกิ่ง, นักลงทุนและนักท่องเที่ยวจีน, ประธานอาเซียน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์, ไทย-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190427/image_big_5cc4551fc2826.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2019 23:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2019 23:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ช้างศึก’ ต้านไม่ไหวพ่ายจีนร่วงรอบ 16 ทีมสุดท้าย เอเชียนคัพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช้างศึก&amp;rdquo; ทีมชาติไทย ต้านไม่ไหวพ่าย จีน 2-1 ร่วงรอบ 16 ทีมสุดท้าย การแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2019 ที่สนาม ฮัสซา บิน ซายิด สเตเดียม, อัล ไอน์&amp;nbsp; สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ หรือ ยูเออี เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกมนี้ ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย หมดสิทธิ์ใช้บริการของ อดิศร พรหมรักษ์ และ สุพรรณ ทองสงค์ ที่ติดโทษแบน รวมถึง สรรวัชญ์ เดชมิตร ที่มีอาการบาดเจ็บ โดยระบบการเล่นยังคงเดิม นำโดย ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ ธีรศิลป์ แดงดา รวมถึง ศุภชัย ใจเด็ด ที่ได้ออกสตาร์ทในเกมนี้ก่อน อดิศักดิ์ ไกรษร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมชาติไทยออกนำไปก่อนในนาทีที่ 30 จากการหมุนตัวยิงของ ศุภชัย ใจเด็ด ทว่าในช่วงครึ่งหลังจีนมาได้สองประตูในช่วง 5 นาที จาก เซี่ยว ซี่ ในนาทีที่ 67 และลูกโทษที่จุดโทษในนาทีที่ 71 ของ เกา ลิน ทำให้ จีน พลิกแซงชนะไป 2-1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัยชนะนัดนี้ทำให้ จีน ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยจะพบกับ ผู้ชนะ ระหว่าง อิหร่าน หรือ โอมาน โดยจะแข่งขันกันที่สนาม โมฮัมเหม็ด บิน ซายิด ในกรุงอาบูดาบี วันที่ 24 มกราคม 2562 เวลา 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27090</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีฬา, กีฬาฟุตบอล, ช้างศึก, ช้างศึก เอเชียนคัพ, ฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2019, ยูเออี, ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย, เชียร์ทีมชาติไทย, เชียร์ไทย, โค้ชโต่ย, ไทย จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190120/image_big_5c449720a7ab4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
