<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102625</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สงขลา!เข้มตรวจพรมแดนล่อแหลม24ชม.ผวาแก๊งลักลอบเข้าไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.2564 - ตั้งแต่ช่วงค่ำที่ผ่านมากำลังเจ้าหน้าที่ ตชด.437 และทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่5และทหารร้อย ร.5021 ซึ่งรับผิดชอบตามแนวชายแดนไทย มาเลเซีย จ.สงขลา ได้ออกลาดตระเวนตามพื้นที่จุดล่อแหลมตลอดแนวพรมแดนไทยมาเลเซียโดยเฉพาะใน ต.สำนักขาม และ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนของแรงงานต่างด้าวผิดกฏหมายที่ใช้ช่องทางธรรมชาติและรั้วชายแดนเล็ดรอดเข้ามา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ในช่วง 2 วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จับกุมแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาที่ลักลอบข้ามแดนเข้ามาจำนวน 17 คนรวมทั้งนายหน้าชาวเมียนมาที่เป็นผู้นำพา ซึ่งคนกลุ่มนี้เสี่ยงที่จะนำพาเชื้อโควิด19 สายพันธุ์อินเดียและแอฟริกาใต้ที่รุนแรงซึ่งระบาดอยู่ในประเทศมาเลเซียเข้ามาในไทย โดยจะมีการลาดตระเวนคุมเข้มชายแดนตลอด 24 ชั่วโมงทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะอาจจะมีการลักลอบเข้ามาอีกในช่วงนี้เพราะทางการมาเลเซียล็อกดาวน์ประเทศ รวมถึงแรงงานไทยที่อาจจะลักลอบเข้ามาในช่วงเทศกาลฮารีรายอที่จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สถานการณ์ภาพรวมของโควิด19 ที่ จ.สงขลา ตั้งแต่เดือนเมษายนต่อเนื่องถึงพฤษภาคมมีผู้ป่วยสะสมเพิ่มขึ้นทุกวันล่าสุดอยู่ที่ 866 คนแล้วในจำนวนนี้ติดเชื้อจากต่างประเทศ 4 คน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 คน รักษากลับบ้านได้แล้ว 571 คนและยังรักษาตัวที่โรงพยาบาล 292 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102625</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชายแดน, ทหารร้อย ร.5021, ทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 5, ลักลอบ, สงขลา, ไทย- มาเลเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609b4bf3283c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41995</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2019 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2019 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมปิ้งไอเดียชูตั๋วร่วมเชื่อมประเทศไทย-มาเลเซีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค 2562 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าภายหลังจากการหารือร่วมกับเอกอัครราชฑูตไทยประจำประเทศมาเลเซียเรื่องเทคโนโลยีการขนส่งและระบบรางร่วมกันนั้น ขณะนี้รัฐบาลของทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างหาแนวทางเชื่อมโยงระบบบัตรโดยสารร่วมในรูปแบบ E-Ticket เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและการเดินทางของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ดังนั้นในอนาคตระบบขนส่งมวลชนของทั้งสองประเทศจะสามารถใช้บัตรใบเดียวในการเดินทาง โดยจะเริ่มจากเส้นทางเชื่อมปาดังเบซาร์-หาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโดยบัตรดังกล่าวจะสามารถชำระค่ารถไฟจากฝั่งมาเลเซียและสามารถชำระค่ารถโดยสารจากปาดังเบซาร์เข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ส่งเสริมการเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless Transport) หลังจากนี้จะส่งผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ไปประชุมหารือเรื่องนี้ในเดือน ส.ค. ที่ประเทศมาเลเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังจะมีการหารือเพื่อเปิดเดินรถไฟระหว่างประเทศให้สามารถวิ่งถึงกันได้อย่างไร้รอยต่อ ช่วงปาดังเบซาร์-บัตเตอร์เวิร์ธ-รัฐปีนัง โดยปัจจุบันยืนยันว่าระบบรวบรวมรายได้นั้นพัฒนาไปมากแล้ว สามารถตัดยอดได้ภายในวันเดียวโดยไม่ติดขัดเรื่องของอัตราค่าเงินแลกเปลี่ยนแบบเมื่อก่อน ดังนั้นจึงต้องการนำแผนเชื่อมรถไฟระหว่างกันทำให้เกิดขึ้นได้จริงอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์กล่าวต่อว่าสำหรับเรื่องการขนส่งทางอากาศนั้น สนามบินเบตง จะเปิดให้บริการในช่วงกลางปี 2563 ได้หารือกับฝ่ายมาเลเซียเรื่องการขอใช้น่านฟ้าในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลไทยมีแผนขยายสนามบินเบตงหลังการเปิดใช้เพื่อให้เครื่องบินขนาดใหญ่สามารถลงจอดได้ ดังนั้นจึงต้องทำเรื่องขอใช้น่านฟ้าสำหรับเครื่องบินขนาดใหญ่ แต่ในช่วงเปิดสนามบินเบื้องต้นนั้นเครื่องบินขนาดเล็กสามารถบินได้ในน่านฟ้าไทยตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามยังได้หารือกันถึงข้อตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดน เป็นการเปิดเสรีเดินรถขนส่งสินค้าและขนส่งผู้โดยสารระหว่างกันเพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนโลจิสติกส์ โดยอนุญาตให้แลกเปลี่ยนสิทธิจราจรในประเภทรถบรรทุกก่อนเพื่อขนส่งสินค้าข้ามแดนจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งได้ หรือข้ามไปประเทศที่ 3 โดยใช้เอกสาร เอกสารนำเข้าชั่วคราวสำหรับตู้คอนเทนเนอร์และรถบรรทุก เบื้องต้นเตรียมลงนาม MOU ร่วมกันโดยมอบโควตาให้ประเทศละ 100-200 คัน ขณะนี้ฝ่ายไทยได้เห็นชอบหลักการร่าง MOU แล้ว รอแต่เพียงฝั่งมาเลเซียศึกษารายละเอียดคากว่าจะมีความชัดเจนในเร็ววันนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41995</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรุตม์ วิศาลจิตร, รถไฟ, เชื่อมตั๋วร่วม, ไทย-มาเลเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180314/image_big_5aa8b58b69bf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2019 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2019 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นัจมุดดีน&#039;เผยเหตุลาออกจากโฆษกพรรคประชาชาติพร้อมชิงนายกฯอบจ.นราธิวาส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19ก.ค.62-นายนัจมุดดีน อูมา อดีตโฆษกพรรคประชาชาติ เปิดเผยว่าเนื่องจากตนไม่มีเวลาที่จะทำงานในส่วนกลางเท่าที่ควร ซึ่งขณะนี้ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อประชาชนมีภารกิจการทำงานที่ดีมาก ซึ่งตนได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากพรรคให้เป็นคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ซึ่งต้องศึกษากฎหมายเชิงลึกเกือบทุกฉบับที่ร่างขึ้นในสมัยที่ คสช.มีอำนาจ จึงต้องศึกษารัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประกาศหรือคำสั่ง คสช. ซึ่งมีจำนวนมาก จึงไม่มีเวลาในการทำหน้าที่โฆษกพรรคที่จะต้องทำงานร่วมกับ 7 พรรคฝ่ายค้าน จึงได้หารือนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค ว่าขอถอนตัวจากการเป็นโฆษกพรรค และยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาภายในทางการเมืองแต่อย่างใด ยังคงทำงานร่วมกันกับพรรคประชาชาติ เป็นสมาชิกพรรคประชาชาติเช่นเดิม โดยหัวหน้าพรรคได้มอบหมายให้คุณสุพจน์ อาวาส รองโฆษกพรรคทำหน้าที่เป็นโฆษกพรรคแทนก่อน และให้คุณมูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารูณ กรรมการบริหารพรรคฝ่ายประชาสัมพันธ์ เป็นรองโฆษกพรรคก่อน เมื่อมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคจะมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเด็นที่ปรากฎเป็นข่าวว่าจะลงสนามการเมืองท้องถิ่น ชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นราธิวาสนั้น นายนัจมุดดีน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ตัดสินใจจะลงสมัครหรือไม่ แต่มองว่านายก อบจ.นราธิวาสคนปัจจุบันนั้นดำรงตำแหน่งมาแล้ว 3 วาระ ระยะเวลา 12 ปี รวมกับรักษาการอีก 4 ปี รวม 16 ปีแล้ว ประชาชนหลายกลุ่มมีความเห็นตรงกันว่าควรจะมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้คนอื่นได้มีโอกาสมาบริหารท้องถิ่นบ้าง ให้เกิดการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ซึ่งตนยอมรับว่าถูกทาบทามจากคนหลายฝ่ายว่าอยากให้มาทำหน้าที่บริหาร อบจ. แต่ยังไม่ตัดสินใจ จะขอเวลาฟังเสียงประชาชนว่ามีเสียงอย่างไร จะมีคนอื่นที่ดีกว่าหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากมีคนอื่นที่เหมาะสมกว่าก็พร้อมจะสนับสนุนคนนั้น แต่หากไม่มีแล้ว ผมก็พร้อมที่จะลงสนามนี้ เพราะมีประสบการณ์เป็นสมาชิกสภาจังหวัดนราธิวาส (สจ.) ตั้งแต่ปี 2532 ได้เป็น สจ.ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ มีอาชีพเป็นทนายความที่เคยร่วมงานกับทนายสมชาย นีละไพจิตร ทำให้ได้รับความรู้ในการช่วยเหลือประชาชนค่อนข้างมาก และเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ส.ส.) แล้ว 3 สมัย ทำการเมืองระดับชาติมานานกว่า 20 ปี จึงมีความพร้อมที่จะลงสนามนี้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่มีคนอื่นที่มีความพร้อมมากกว่า&amp;quot;นายนัจมุดดีน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนัจมุดดีน ยังเปิดเผยว่า สมาชิกหลายพรรคการเมืองในจังหวัดนราธิวาสเห็นตรงกันว่าควรจะมีการเปลี่ยนแปลงนายก อบจ. เพราะท่านดำรงตำแหน่งมา 3 สมัยแล้ว จึงมองว่าคะแนนเสียงของพรรคประชาชาติในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา เป็นตัวชี้ประการหนึ่งว่ามีคะแนนนิยมสูงที่สุด ขณะที่พรรคฝ่ายรัฐบาลเช่นพลังประชารัฐก็น่าจะมีแคนดิเดตอยู่แล้ว ส่วนพรรคอื่นๆยังไม่ชัดเจนว่าจะส่งใครลงสมัครบ้าง แต่จากที่ได้พูดคุยกับแกนนำพรรคการเมืองอื่นๆในท้องถิ่นนั้น เห็นตรงกันว่าเรื่องการลงสมัครนายก อบจ.นราธิวาสนั้นขอให้เป็นวาระนราธิวาส อย่าให้เป็นเรื่องของพรรค เพราะปัญหาความเดือดร้อนของชาวนราธิวาสมีมากกว่าปัญหาของพรรคการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวได้ถามต่อว่า หากเสียงประชาชนเรียกร้องให้ลงสมัครนายก อบจ.นราธิวาสจริง จะมีนโยบายทำอะไรบ้าง นายนัจมุดดีน กล่าวว่าสิ่งที่ตนภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต คือการผลักดันพร้อมกับท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา และคุณอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ให้มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์เกิดขึ้นมาได้ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับนราธิวาส มีคณะแพทยศาสตร์ มีคณะพยาบาล คณะวิศวกรรมศาสตร์ นั่นคือความภูมิใจที่เคยทำสำเร็จ และสิ่งที่จะทำต่อไปหากมีโอกาส ประการแรกคือ การปรับปรุงเรือเฟอร์รี่ข้ามชายแดนไทย-มาเลเซียที่อำเภอตากใบ ให้มีความทันสมัยและพร้อมใช้งานตลอดเวลาล สองคือการพัฒนาตลิ่งแม่น้ำสุไหงโกลก ตามแนวชายแดนตั้งแต่บ้านบูเก๊ะตา อ.แว้ง ไปจนถึงปากแม่น้ำที่บ้านตาบา อ.ตากใบ รวมระยะทาง 60 กม. จะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาตามแนวพรมแดนได้ โดยจะผลักดันให้กรมโยธาธิการและผังเมือง และหน่วยอื่นๆที่เกี่ยวข้องพัฒนาส่วนนี้ให้ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
สามคือ นราธิวาสมีพรมแดนติดต่อกับประเทศมาเลเซีย 5 อำเภอ ปัจจุบันมี 3 อำเภอที่มีด่านพรมแดนที่ อ.ตากใบ อ.สุไหงโกลก และ อ.แว้ง ขณะที่ อ.จะแนะ และ อ.สุคิริน ติดพรมแดนมาเลเซียเช่นกันแต่ยังไม่มีด่านพรมแดน ทั้งที่มีเส้นทางทั้งสองฝั่งเชื่อมต่อกันได้ไม่ห่างไกลมากนัก และเป็นเส้นทางที่สามารถสัญจรตรงไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ได้ในระยะทางเพียง 6 ชม. เท่านั้น ส่วนชาวมาเลเซียในรัฐเปรัคสามารถเดินทางมาขึ้นเครื่องบินไปกรุงเทพฯได้ที่สนามบินนราธิวาส และต้องผลักดันสนามบินนราธิวาสให้เป็นสนามบินนานาชาติให้ได้
สี่ต้องผลักดันให้มีสะพานมิตรภาพไทย-มาเลเซียคู่ขนานที่ อ.สุไหงโกลก เพื่อรองรับการเดินทางสัญจรของนักท่องเที่ยวที่หนาแน่นและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประการที่ห้า ผลักดันด่านชายแดนบูเก๊ะตา ที่ อ.แว้ง ให้ก่อสร้างอย่างเต็มรูปแบบเช่นฝั่งมาเลเซียได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วจากการที่ไทยขอให้มาเลเซียเปิดด่าน แต่ด่านฝั่งไทยกลับมีปัญหามาก &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการที่หก คือสร้างตลาดกลางผลไม้ เพื่อรองรับผลผลิตการเกษตร เช่น ทุเรียน เงาะ ลองกอง ให้สามารถขยายตลาดให้เกษตรกรออกไปได้กว้างขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41357</URL_LINK>
                <HASHTAG>นัจมุดดีน อูมา, นายกฯอบจ.นราธิวาส, นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง, โฆษกพรรคประชาชาติ, ไทย-มาเลเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190719/image_big_5d3129691b575.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20635</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2018 21:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2018 19:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่-มหาธีร์&#039;แถลงร่วมพร้อมผลักดันกระบวนการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ต.ค.61 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. พร้อม นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา จัดพิธีต้อนรับ&amp;nbsp;ตุน มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและภริยา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล พร้อมลงนามสมุดเยี่ยมและชมของที่ระลึก ก่อนหารือข้อราชการเต็มคณะ&amp;nbsp;จากนั้นเวลา 18.25 น. ที่ตึกสันติไมตรี พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แถลงข่าวร่วมกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนและนายกฯมาเลเซียได้หารือร่วมกันใน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ประเด็น 1.การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และความร่วมมือด้านความมั่นคง ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งไทยและมาเลเซีย และภูมิภาค ที่ปัญหาจังหวัดใช้แดนภาคใต้จะต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งตนได้เล่าให้นายกฯมาเลเซียฟังถึงแนวทางและนโยบายของรัฐบาลไทย รวมถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ฝ่ายไทยถือว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาภายใน แต่ขณะเดียวกันความร่วมมือจากต่างประเทศก็จะทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนได้พูดคุยกับนายกฯมาเลเซียเกี่ยวกับกระบวนการการพูดคุย ที่มีฝ่ายมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ ทำให้เกิดความเข้าใจในข้อห่วงกังวล และข้อจำกัดของกันและกันเป็นอย่างดี ทั้งนี้ การพูดคุยจะดำเนินการต่อไปโดยมีมาเลเซียเป็นผู้ประสานงาน อยู่บนพื้นฐานและกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขณะเดียวกันจะขยายความร่วมมือในการเสริมสร้างความมั่นคงชายแดน การพัฒนาเศรษฐกิจ และประเด็นความมั่นคงในภาพใหญ่ โดยเฉพาะการต่อต้านการก่อการร้าย และแนวคิดสุดโต่ง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวว่า 2.การพัฒนาเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงกับแนวชายแดน ซึ่งในการเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซีย ตนได้เสนอให้สองประเทศยกระดับความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่เข้มข้น ทั้งนี้สองประเทศจะร่วมมือกันผลักดันโครงการความร่วมมือที่คั่งค้างมา ซึ่งมีหลายโครงการ แล้วจะเข้มข้นเป็นพิเศษในเรื่องของความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ชายแดน การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกัน และการส่งเสริมการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว โดยจะมอบให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีภายในต้นปีหน้า เพื่อดูงานที่คั่งค้างและผลักดันเรื่องต่างๆให้คืบหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวด้วยว่า และ 3.ความร่วมมือในกรอบอาเซียน ซึ่งทั้งตนและนายกฯมาเลเซีย ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในปีหน้าที่ไทยจะทำหน้าที่ประธานอาเซียน มีเป้าหมายคือการก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนที่มีความเข้มแข็ง มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประเทศสมาชิกอาเซียนจะก้าวไปพร้อมกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยมุ่งสร้างความเชื่อมโยง และความยั่งยืนในทุกมิติ เป็นกลุ่มพลังที่สามารถร่วมมือกับความท้าทายต่างๆในโลกได้อย่างแท้จริง ซึ่งนายกฯมาเลเซียเห็นพ้องกันว่าจะต้องร่วมมือกันบริหารจัดการความท้าทายต่างๆด้วยความสุขุมรอบคอบ และเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นและสร้างความเป็นแกนกลางของอาเซียน ในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับนานาประเทศ ให้มีสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมขอย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยที่จะทำงานร่วมกับนายมหาธีร์ และรัฐบาลมาเลเซียอย่างใกล้ชิดในทุกระดับ เพื่อให้สองประเทศและประชาชนมีความสงบสุข มีความเป็นอยู่ที่ดี มีฐานะที่มั่นคงและยังยืน มีการพัฒนาเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการมีเสถียรภาพความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของไทยและมาเลเซีย รวมทั้งในภูมิภาคร่วมกัน&amp;rdquo;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวว่า ในการเยือนไทยนี้ อยากสร้างความคุ้นเคยกับอาเซียน หลังได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องขอขอบคุณนายกฯและรัฐบาลไทย สำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น และการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา เราไม่มีปัญหาระหว่างกัน และเรามีประวัติศาสตร์ความร่วมมือในอดีต ซึ่งมาเลเซียเคยมีปัญหาและไทยได้ให้การสนับสนุนเพื่อยุติปัญหาดังกล่าว ก็ขอขอบคุณไทยในด้านนี้ ทั้งนี้ปัจจุบันไทยมีปัญหาชายแดนใต้ เราก็ยินดีที่จะช่วยไทยในทุกด้านเพื่อแก้ไขความรุนแรง และตนก็มั่นใจว่าด้วยว่าความร่วมมือของสองประเทศ จะทำให้สามารถแก้ไขและลดปัญหานี้ได้ และเห็นว่าการแสดงมิตรภาพไม่ใช่แค่การพูดคุย แต่ต้องเป็นการปฏิบัติอย่างแท้จริงในฐานะมิตรที่ใกล้ชิด นอกจากนี้ในส่วนของการค้าระหว่างไทย-มาเลเซียใน ปี 2018 มีมูลค่าสูงขึ้น 17 เปอร์เซ็นต์ มูลค่าการค้า 14,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเราสามารถเพิ่มมูลค้าการค้าได้ เมื่อแก้ด่านศุลกากร ที่ปัจจุบัน มีจุดผ่านแดน 4 ด่าน ที่รัฐกลันตัน 2 ด่าน และรัฐเคดาห์ และรัฐเปอร์ลิส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯมาเลเซีย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างลังกาวีและสตูล มีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยว ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะสร้างความเจริญรุ่งเรืองของสองประเทศ เราควรพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกการไปมาหาสู่ของประชาชนทั้งสองฝ่าย เพื่อที่จะบรรลุตามเป้าหมายนี้ โดยเราจะเปิดด่านศุลกากร 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งสินค้า และเราจะมีการสร้างสะพาน 2 สะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก ที่เชื่อมกับรัฐกลันตัน และเราพร้อมที่จะสนับสนุนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้ที่มีอุปสรรค ในทุกทางที่เป็นไปได้ อย่างกรณีประชาชนถือสองสัญชาติ ต้องมีความพยายามแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดการค้ามนุษย์และการขนส่งสินค้าที่ผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯมาเลเซีย กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้เราเห็นว่าประชาคมอาเซียนมีความแข็งแกร่ง มีประชากรกว่า 600 ล้านคน และด้วยความต้องการทางทรัพยากรต่างๆ อาเซียนควรเป็นตลาดภายในของทุกประเทศ โดยเราจะหารือประเด็นดังกล่าวในการพูดคุยอาเซียนครั้งต่อไป เชื่อว่าในความพยายามจะบรรลุเป้าหมาย ด้วยการที่ผู้นำควรร่วมกันหารือบ่อยครั้ง และในระดับผู้แทนควรจะหารือเพื่อแก้ปัญหาเล็กๆน้อยๆระหว่างกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;เชื่อว่าเราจะสามารถยกระดับกระบวนการต่างๆในการข้ามพรมแดน ทั้งนี้ตนยินดีอย่างยิ่งที่จะสร้างมิตรภาพกับพล.อ.ประยุทธ์ เชื่อว่าผู้นำที่มีความใกล้ชิดระหว่างกันจะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างสำเร็จ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20635</URL_LINK>
                <HASHTAG>3จังหวัดชายแดนใต้, กลุ่มก่อความไม่สงบ3จังหวัดชายแดนภาคใต้, บิ๊กตู่, มหาเธร์, ไทย-มาเลเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd0696915cbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
