<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82113</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2020 20:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2020 20:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดอน&#039; เผยทูตสหรัฐฯเน้นคุยเรื่องเศรษฐกิจ รับเป็นมิติใหม่ไม่พูดถึงม็อบการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค.63 - เวลา 17.15 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ ซึ่งใช้เวลาการหารือนาน 1 ชั่วโมงครึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น&amp;nbsp;นายดอน ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าพบ ว่า &amp;nbsp;การพบกันครั้งนี้เป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งที่ 3 แต่เป็นการพบกันครั้งแรกหลังตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทูตสหรัฐฯ ได้ขอนัดหารือหลังจากพบกันในพิธีถวายพระราชสาส์นตราตั้งในโอกาสเข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา ประเด็นส่วนใหญ่ที่มีการหารือกันเป็นประเด็นเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ หลังจากที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯเข้ารับตำแหน่งในไทยตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และได้ไปพูดคุยกับภาคธุรกิจ รวมถึงไปดูโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้ง 2 ฝ่าย&amp;nbsp;และมองว่าหลังสถานการณ์โรคโควิด-19 จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นทั้ง 2 ทางได้อย่างไร&amp;nbsp;การหารือในวันนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่านักธุรกิจที่เข้ามาเป็นทูตเขามีมุมมองอย่างไร ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯได้ส่งข่าวกลับไปที่สหรัฐฯเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจที่มีอยู่ในไทยนี่คือภาพใหญ่ที่ได้คุยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการพูดคุยกับสถานการณ์ชุมนุมในไทยหรือไม่ นายดอน กล่าวว่า ไม่มีเลย มีการพูดกันแค่ 20 วินาทีเท่านั้นในประเด็นนี้ ไม่ได้มีการลงลึก ณ วันนี้เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นของท่าน ภูมิหลังของท่านทูตเป็นนักธุรกิจมาก่อน และเข้ามาในภารกิจที่จะสานสัมพันธ์ทำให้ 2 ประเทศใกล้ชิดกัน ซึ่งผลประโยชน์จะตกแก่ประชาชน เพราะฉะนั้นเราจะไม่สนใจเรื่องการเมือง เพราะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องปกติของแต่ละประเทศ จะเดินไปต่อหรืออย่างไรก็ตามที่ทำให้นานาประเทศต้องมาเอาใจใส่หรือห่วงกังวลเป็นพิเศษ ณ วันนี้มันไม่ใช่เป็นประเด็นสำหรับสหรัฐฯ จึงไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องมาสนใจหรือแสดงความคิดเห็นเรื่องการเมือง ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่ตนได้พูดในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่าต่างประเทศมีความเข้าใจเกือบทั้งหมด และไม่ได้มีท่าทีใดๆ ออกมา แต่ได้แสดงความห่วงใยและหวังว่าเหตุการณ์ดังกล่าวว่าจะไม่ส่งผลบานปลายออกไป และกระทบจนทำให้นานาประเทศต้องมาให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าถือเป็นมิติใหม่หรือไม่ เพราะในอดีต เอกอัครราชทูตสหรัฐฯจะให้ความสนใจเกี่ยวกับการเมืองของไทย แต่ดูเหมือนเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ คนปัจจุบันจะให้ความสนใจแต่เรื่องธุรกิจ&amp;nbsp;นายดอน กล่าวว่า เป็นเรื่องดี เพราะเรื่องนี้ถือเป็นประโยชน์กับประชาชนและทำให้เกิดโอกาสทางด้านการค้าการลงทุน จะเรียกเป็นมิติใหม่ก็ได้ เพราะท่านมาในความสนใจของนักธุรกิจ และเห็นโอกาสที่มีอยู่มากมายในไทย เรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูดถึงเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความเป็นห่วงว่าการชุมนุมจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของชาวต่างประเทศในไทยหรือไม่ นายดอน กล่าวว่า ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน เป้าหมายของท่านคือทำให้เกิดการการพัฒนาด้านเศรษฐกิจซึ่งก็เป็นเรื่องดีสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการเมกะโปรเจคของรัฐบาลคืออีอีซีว่าในอนาคตโครงการที่เกิดขึ้นจะทำให้บ้านเมืองเป็นไปด้วยดี เพราะเป็นการต่อยอดมาจากโครงการอิสเทิร์นซีบอร์ดที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว เรื่องนี้ถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน รัฐบาลก็อยากเห็นการลงทุนของไทยในต่างประเทศและอยากเห็นการลงทุนของสหรัฐในไทยเช่นกัน นอกจากนี้ยังพูดถึงการประชุมสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 25 พ.ย.นี้ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีด้านเศรฐกิจ จะได้พูดคุยกับนักธุรกิจชั้นนำของสหรัฐฯที่อยู่ในไทยซึ่งจะมาร่วมประชุมด้วยตัวเอง และผู้ที่อยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งจะเข้าร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าได้มีการพูดคุยกันถึงกรณีของกลุ่มคนที่ไปชุมนุมหน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ด้วยหรือไม่ นายดอน กล่าวว่า ไม่มี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82113</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศ, ดอน ปรมัตถ์วินัย, เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย, ไทย-สหรัฐ, ไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f9973239f9d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2020 10:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2020 10:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทูตสหรัฐ&#039; ชมไทยน่าลงทุน &#039;สมคิด&#039; ปัดตอบปมการเมืองบอกนักข่าว &#039;ไม่ต้องถามเลยนะ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.63 - นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสเข้ารับหน้าที่ ที่ห้องรับรองรองนายกรัฐมนตรี ชั้น 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยใช้เวลาหารือประมาณ 45 นาที &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ กล่าวภายหลังการเข้าพบว่า ได้พูดคุยกันถึงแนวการทำงานร่วมกันระหว่างสหรัฐฯกับไทยในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของไทยให้มีความเข้มแข็ง และส่งเสริมให้นักลงทุนของสหรัฐฯเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ทั้งนี้ตนเชื่อว่าประเทศไทยยังมีความน่าลงทุน มีศักยภาพ และเหมาะสมอย่างมากสำหรับการที่บริษัทของสหรัฐฯเข้ามาประกอบกิจการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นซัพพลายเชน (Supply Chain) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า&amp;nbsp;เอกอัครราชทูตสหรัฐฯเป็นคนที่มีความกระตือรือร้นสูงมากที่จะสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯกับไทย โดยนำแนวความคิดบางอย่างมาเสนอตนว่าอุตสาหกรรมใดบ้างที่ต้องการให้ต่อยอด ความร่วมมือระหว่างเราทั้งสองฝ่าย ตนได้เสนอไปบางสิ่งและท่านสนใจมาก และรับปากว่าจะไปพัฒนาขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเรียนท่านไปว่า ผมอยากให้อเมริกาโฟกัสประเทศไทยเป็นการพิเศษเพราะเราเชื่อว่าในขณะนี้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ ซีแอลเอ็มวีที ซึ่งเป็นเมนแลนด์ของอาเซียน และในปีหน้าทาง โครงการอีอีซีทั้งหลายจะเริ่มสมบูรณ์ &amp;nbsp;เราสามารถที่จะเชื่อมโยงกับประเทศอีกหลายประเทศในบริเวณใกล้เคียง ในขณะเดียวกันตลาดเงินตลาดทุนของเราก็มีความแข็งแรงอย่างยิ่ง ฉะนั้นผมอยากให้เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษ เป็นข้อที่หนึ่ง ส่วนข้อที่สองก็ได้บอกเขาว่าอุตสากรรมที่เขาสนใจ ไม่ว่าจะเป็นอิเล็คทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งเหล่านี้เราให้ความสำคัญอยู่แล้ว และที่ผมได้ให้นโยบายบีโอไอไปคือ ต้องการอุตสากรรมใหม่ๆทางด้าน บริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการศึกษา ผมต้องการสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยชั้นนำของเขาให้เริ่มมาประเทศไทย เพราะเราเชื่อว่าจะเป็นศูนย์กลางของวิทยาการในภูมิภาคนี้ เรื่องของตลาดเงินตลาดทุนเราก็เชื่อว่าเราไม่แพ้สิงคโปร์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกฯ​ กล่าวว่า​ เราสามารถที่จะเป็นฐานของการผลิต และภาคบริการรวมถึงตลาดหุ้นด้วย ก็ได้บอกให้เขาทราบถึงความเชื่อมโยงระหว่างตลาดหุ้นไทย ฮ่องกงและเสิ่นเจิ้น เรื่องของการบริการทางการแพทย์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง &amp;nbsp;ฉะนั้นได้ใช้โอกาสนี้เราให้เขาได้ฟังว่าขณะนี้หน่วยงานราชการของเรา มหาวิทยาลัย ได้ไปสู่จุดที่เพราะมากถ้าเราได้พาสเนอร์ที่ดีเข้ามาก็จะเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ผมได้เสนอเขาให้ไปพัฒนาแพ็กเกจนั้นขึ้นมา ให้เป็นแพ็กเกจ ของการสร้างซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley)ระหว่างอเมริกากับไทยในพื้นที่อีอีซี เอา ทั้งสถาบันศึกษา บริษัท และสถาบันวิจัยมาเสนอที่นี่ เมื่อเสนอแล้วเราก็พร้อมที่จะดูว่าเราจะมีแพ็กเก็จ อะไรให้เขาได้บ้าง เพราะบีโอไอก็มีมาตรการอยู่แล้ว ในเรื่องของงบความสามารถการแข่งขันที่สามารถจะใช้เป็นเครื่องมือ ดึงดูดแพ็กเกจที่ดีได้ เราไม่ต้องการแค่บริษัทแต่เราต้องการแพ็กเกจที่สามารถสร้าง อะไรบางอย่างขึ้นมาในเส้นทางแถบนั้น อเมริกาเจริญได้เพราะมี ซิลิคอน วัลเลย์เมื่อ ประมาณ20-30 ปีที่แล้ว ขณะนี้เราพร้อมมากและต้องการพาสเนอร์ที่ดี และแข็งแรงซึ่งเขาก็รับปากว่าจะรีบเสนอ โดยให้ประสานกับนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ผมก็อยากให้เขาเร่ง เพราะอาร์เซป (RCEP)คงจะจบภายในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อาร์เซปจบ เราสามารถจะเดินแพ็กเกจได้ระหว่างเขากับเรา อันนี้จะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย นักลงทุนอเมริกันก็สามารถเข้ามาในแถบนี้ได้ทันเวลา ไม่ใช่ว่าไปที่อื่นกระจัดกระจายกันก็ไม่มีประโยชน์ ไทยก็จะได้กู๊ดพาสเนอร์ ทูตคนนี้ดีมากกระตือรือร้นมากและขยันด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าเขา ได้ให้กำลังใจในเรื่องทางการเมืองหรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า &amp;quot;เราคุยในเรื่องสำคัญเท่านั้นนะ ไม่ต้องถามเลยนะน้องจ๋า&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าโครงการที่จะช่วยในประเทศ อย่างเอสเอ็มอียังเดินต่อไปใช่หรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า อันนั้นแน่นอนเราทำสองขาอยู่แล้ว ขาหนึ่งคือ โลคอลอีโคโนมี อีกขาหนึ่งคือเรื่องของต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า แต่ขณะนี้มีกระแสการเมืองเข้ามารุมเร้า รู้สึกเป็นห่วงหรือไม่ นายสมคิดหัวเราะและกล่าวว่า &amp;quot;ไม่หรอก เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว&amp;quot; เมื่อถามย้ำว่าแล้วนายกรัฐมนตรีเข้าใจนายสมคิดดี ในเรื่องของการทำงานใช่หรือไม่ นายสมคิด ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าวแต่อย่างใดก่อนที่จะรีบเดินขึ้นรถ และกล่าวเพียงว่า &amp;quot;โอเคนะ บ๊ายบาย&amp;quot; ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70304</URL_LINK>
                <HASHTAG>รองนายกรัฐมนตรี, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย, ไทย-สหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200702/image_big_5efd57dddc543.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2019 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2019 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อุปทูตสหรัฐเข้าพบ&#039;สมคิด&#039;ปากหวานความสัมพันธ์ขาขึ้น ยันตัดGSPไม่เกี่ยวแบน3สารพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ต.ค.62-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายไมเคิล ฮีธ &amp;nbsp;อุปทูตรักษาราชการสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าพบ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล คาดว่า เป็นการหารือกันถึงกรณีที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งระงับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) กับสินค้าจากประเทศไทย โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายไมเคิล ฮีธ &amp;nbsp;เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายสมคิด ว่า ความสัมพันธ์ของไทยและสหรัฐฯ ช่วงนี้ถือว่าเป็นขาขึ้น จากการที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งกระบวนการจีเอสพี เป็นเรื่องที่มีการตัดสินใจมานานแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงนี้ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแบน 3 สารพิษของไทย นี่คือหัวใจที่สหรัฐได้คุยกับนายสมคิด ในวันนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไมเคิล กล่าวว่า ยืนยันว่าการตัดจีเอสพีประเทศไทยนั้น มีการพูดคุยกันมานานแล้ว &amp;nbsp;และจีเอสพีเป็นสิทธิพิเศษที่ไทยได้รับมานานกว่า 30 ปี แม้จะถูกตัดสิทธิไปแล้ว แต่ประเทศไทยก็ยังคงได้รับสิทธิพิเศษสูงที่สุดมากกว่าประเทศใดในโลกในปัจจุบัน ดังนั้น จะมีการหารือกับทางรัฐบาลไทยในข้อกฎหมายต่าง ๆ ในเรื่องของแรงงานว่าจะมีการดำเนินการร่วมกันอย่างไร ทั้งนี้การตัดสิทธิจีเอสพี มีผลกระทบไม่มาก ตัวเลขไม่เยอะ และกระบวนการนี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด ซึ่งต้องขอบคุณประเทศไทยในการจัดประชุมอาเซียนซึ่งคิดว่าจะเป็นไปด้วยดี โดยทางสหรัฐฯ จะส่งตัวแทนมาประชุมที่ประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมคิด ให้สัมภาษณ์ว่า คณะของสหรัฐฯจะมาร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ในระหว่างวันที่ 31 ต.ค. &amp;ndash; 4 พ.ย. จึงพยายามเตรียมการทุกอย่างให้สมบูรณ์ เพราะต้องการจะมาลงทุนในประเทศไทย และจะลงพื้นที่ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงเรื่องจีเอสพี ซึ่งนายไมเคิล ฮีธ ระบุว่า การตัดสิทธิจีเอสพียังไม่ถึงที่สุด ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีมูลค่าไม่มากนักหรอก แต่ว่า สิ่งเหล่านี้น่าจะพูดคุยกันและสื่อสารกัน เราสองประเทศเป็นมิตรกันมานาน เราสามารถที่จะพูดคุยกันได้อย่างไร จึงอยากให้ใช้ช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่ของสหรัฐฯมาประเทศไทยหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ว่าจะร่วมมือกันอย่างไรต่อไป โดยนายไมเคิล ฮีธ ระบุอีกว่า เรื่องจีเอสพีเกิดขึ้นในช่วงที่คณะของสหรัฐฯกำลังเดินทางมาประเทศไทย เป็นช่วงเวลาบังเอิญ และเมื่อยังไม่ถึงที่สุด อยู่ที่การพูดจากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด กล่าวว่า คณะที่จะมาไทยเป็นคณะใหญ่ และมีนักลงทุนสหรัฐฯมาจำนวนมาก เขาอยากให้บรรยากาศดี เขาบอกว่ามีอะไรขอให้พูดคุยกัน เรื่องต่างๆ ที่เขาขอร้อง เราพยายามเต็มที่แล้ว ในเรื่องแรงงานก็พยายามมาสมควรแล้ว เรื่องเกษตรพยายามดูแลอยู่ แต่ทุกอย่างต้องค่อยๆ เป็นค่อยไป เขาก็เข้าใจ อย่างไรก็ตาม เราคงไม่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อขอสิทธิคืน แต่อยากให้ใช้เวลาส่วนใหญ่พูดคุยกันถึงยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯกับไทย ไม่ใช่ไปดูเรื่องเป็นชิ้นๆ อยากให้ดูยุทธศาสตร์เลย เพราะขณะนี้ประเทศไทยเป็นจุดที่ทุกคนต้องการเข้ามา อยากให้มองเรื่องใหม่ๆ มองไปไกลๆ บนพื้นฐานของมิตรภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายไมเคิล ฮีธ ได้ถามผมว่า ศูนย์กลางความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (CLMVT) นั้น จีนกับญี่ปุ่นสนใจมากใช่มั้ย ผมตอบว่า ก็ใช่น่ะสิ แล้วสหรัฐฯไม่เข้ามาล่ะ เพราะเขากำลังให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้มากทีเดียว เพียงแต่ช่วงเวลาที่เขามา บังเอิญกับตอนที่ประกาศเรื่องจีเอสพีพอดี ไม่ได้คาดคิดว่ามันจะมาในจังหวะแบบนี้ ผมเลยถามเขาว่า ถ้ายังไม่ไฟนอลก็พูดกันใหม่ได้&amp;rdquo;นายสมคิด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า ในเรื่องแรงงาน ทางสหรัฐฯได้ขอความร่วมมืออย่างไรบ้าง นายสมคิด กล่าวว่า เขาไม่ได้ขอ ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ตนบอกว่า ใน 7 ข้อ เราให้ไปตั้ง 4 ข้อแล้ว อีก 3 ข้อค่อยคุยกัน เขาก็เข้าใจ ซึ่งเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย พูดแต่ว่า อนาคตจะร่วมมือกันอย่างไร ส่วนเรื่องจีเอสพี กระทรวงพาณิชย์ต้องหารือกับตัวแทนผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ซึ่งอยู่ที่การสื่อความให้เขาทราบ และบอกว่าเราเป็นมิตรที่ดี มีกลุ่มต่างๆ จำนวนมากตั้งใจไปลงทุนประเทศเขาด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาโดยรวม อย่าพิจารณาเป็นชิ้นๆ อย่างไรก็ตาม นายไมเคิล ฮีธ มีบรรยากาศที่เป็นมิตรภาพสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จริงๆ แล้วไทยเลยเวลาที่จะเป็นจีเอสพีมานานแล้ว จีเอสพีมีไว้สำหรับประเทศที่ด้อยพัฒนา เป็นความช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม ส่วนไทยนั้นพัฒนาแล้ว เพียงแต่เราเป็นเพื่อนกัน ก็เก็บไว้ก่อนสิ จะรีบร้อนไปทำไม&amp;rdquo;นายสมคิด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ระบุว่าต้องการให้เจรจาแบบคู่ค้าที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ลูกไล่ นายสมคิด กล่าวว่า เรื่องมิตรภาพระหว่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญ จะต้องไม่เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นประเด็นการเมือง อย่าลืมว่า ทั้งสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น เป็นประเทศใหญ่ การที่เราสร้างสัมพันธ์ได้เป็นสิ่งที่ดี ส่วนอะไรที่ไม่เป็นธรรม เราต้องเจรจากับเขาว่าเราทำเต็มที่แล้ว ต้องเกื้อกูลกัน ต้องเป็นเหตุเป็นผล และการที่นายไมเคิล ฮีธมาเข้าพบตน เขาก็ให้เกียรติทุกอย่าง รวมถึงหวังอย่างยิ่งว่าคณะที่มาจากสหรัฐฯจะได้เข้าพบนายกฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า มีการระบุหรือไม่ว่าเกี่ยวกับการที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติยกเลิกสารพิษ 3 ชนิด นายสมคิด กล่าวว่า เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องความบังเอิญของเวลา ไม่ได้พูดถึงสารพิษเลย และไม่เกี่ยวกับการเมืองของประเทศ ตนว่า เรามีมิตรภาพต่อกัน ต้องดูแลซึ่งกันและกัน ถึงจะอยู่กันได้ สหรัฐฯกับไทยเป็นมิตรเก่าแก่ การจะทำอะไรก็แล้วแต่เขาจะนึกถึงมิตรภาพ อย่าไปหยิบเอาชิ้นซึ่งมันสร้างปัญหามาพูดคุยกันมากเกินไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49112</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, รองนายกฯ, สหรัฐตัดGSPไทย, ไทย-สหรัฐ, ไมเคิล ฮีธ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191029/image_big_5db80656d8dfc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2019 07:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2019 07:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้อมูลคุ้นๆ!บทบรรณาธิการวอชิงตันโพสต์แนะ&#039;ทรัมป์&#039;อย่าเพิ่งคบ&#039;บิ๊กตู่&#039;เพราะมีการเสนอให้สินบนงูเห่าสีส้ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย.62-บีบีซีไทยเผยแพร่บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ เผยแพร่เมื่อ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา แนะนำรัฐบาลสหรัฐฯว่า ยังไม่ควรฟื้นฟูความสัมพันธ์กับไทยอย่างเต็มรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สื่อทรงอิทธิพลของสหรัฐฯแห่งนี้ชี้ว่า แม้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร ได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลที่ได้ชื่อว่ามาจากการเลือกตั้ง แต่ประชาธิปไตยจอมปลอมของไทยไม่คู่ควรกับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทบรรณาธิการเริ่มต้นด้วยการให้ภาพว่าไทยเป็นชาติพันธมิตรนอกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ของสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2013 และการวางแผนปฏิบัติการต่าง ๆ ในเอเชียของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมืออย่างมากจากไทย แต่เป็นเวลา 5 ปีมาแล้วที่สหรัฐฯ ระงับการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่กองทัพไทย เพราะการก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าขณะนี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำรัฐบาลทหาร สามารถจัดการให้ตัวเองได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ได้ชื่อว่ามาจากการเลือกตั้งได้แล้ว และรัฐบาลของเขากับบุคคลในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ บางส่วน กำลังหวังว่า จะมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์กันอย่างเต็มรูปแบบ แต่ไทยไม่ควรได้รับสิ่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตัดความช่วยเหลือเป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐบัญญัติการให้ความช่วยเหลือต่างประเทศ (Foreign Assistance Act) ของสหรัฐฯ ที่ห้ามไม่ให้มีความร่วมมือทางการทหารกับประเทศที่ขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยการใช้กำลัง การห้ามนี้อาจถูกยกเลิกได้ หากกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ให้การรับรองว่า ประเทศนั้นได้กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว แต่การรับรองให้ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (5 มิ.ย.) ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าประชาธิปไตยของปลอม หลังจากจัดการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมอย่างน่ารังเกียจ โดยฝ่ายที่เห็นตรงข้ามรัฐบาลทหารบางส่วนถูกห้ามไม่ให้ลงเลือกตั้ง และมีอีกหลายคนที่ถูกตั้งข้อหาอาญาหลายข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วอชิงตันโพสต์ยังชี้ด้วยว่ารัฐธรรมนูญใหม่สร้างความได้เปรียบอย่างใหญ่หลวงให้กองทัพ วุฒิสภาซึ่งมีสมาชิก 250 คนที่มาจากการแต่งตั้ง แต่กลับมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรที่มีสมาชิก 500 คน แม้ว่าประชาชนไม่ชื่นชอบ พล.อ. ประยุทธ์ แต่เขาก็เอาชนะมาได้ แม้การเลือกตั้งในเดือน มี.ค. แนวร่วมฝ่ายค้านจะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรคที่สนับสนุนกองทัพได้ที่นั่งไม่ถึง 126 ที่นั่ง ซึ่งเป็นจำนวนเสียงที่ต้องมีในการสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนั่นได้นำไปสู่การร่วมกันหาทางจัดการเพื่อสร้างความได้เปรียบอีกครั้งหนึ่ง เริ่มจากคณะกรรมการการเลือกตั้งได้แก้ไขกฎในการจัดสรรปันส่วนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลังการเลือกตั้ง ส่งผลให้แนวร่วมฝ่ายค้านสูญเสียเสียงข้างมาก และพรรคขนาดเล็ก 11 พรรค ได้ที่นั่งพรรคละ 1 ที่นั่ง ทุกพรรคสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ ทำให้เขาได้คะแนนเสียงตามที่ต้องการ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลสร้างความได้เปรียบให้ตัวเองด้วยการให้ศาลตัดสิทธิสมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน รวมถึงแกนนำแนวร่วมฝ่ายค้านที่ได้รับความนิยมสูงสุดด้วย มีรายงานว่า ได้มีการเสนอสินบนมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ย้ายข้างด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลที่ได้ก็คือ แนวร่วม 19 พรรคที่อ่อนแอ ร่วมกันสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเสียงข้างมากเกินมา 5 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร ความอ่อนแอของรัฐบาลนี้ จะทำให้กองทัพไทย...มีอำนาจมากขึ้นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทบรรณาธิการของวอชิงตันโพสต์สรุปด้วยว่า รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ไม่ลังเลที่จะร่วมมือทางการทหารกับรัฐบาลที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างโจ่งแจ้งในหลายประเทศ เช่น อียิปต์ และซาอุดีอาระเบีย การรับรองของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ว่ารัฐบาลของไทยเป็นรัฐบาลพลเรือนและเป็นประชาธิปไตยแล้ว ถือเป็นการเหยียบย่ำกฎหมายที่รัฐสภาสหรัฐฯ บัญญัติขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งที่กองทัพไทยได้กระทำลงไป ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการฟื้นฟูความร่วมมือบางส่วน สามารถทำได้ด้วยการยกเว้นให้ตามที่กฎหมายอนุญาตให้กระทำได้ แต่ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อแลกกับการได้มาซึ่งสิทธิมนุษยชนที่จับต้องได้ และรัฐบาลสหรัฐฯ ควรจะยอมรับว่าไทยยังไม่ได้กลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีบีซีไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38216</URL_LINK>
                <HASHTAG>บทบรรณาธิการ, บีบีซีไทย, วอชิงตันโพสต์, สินบนส.ส.ย้ายข้าง, ไทย-สหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190426/image_big_5cc2606a9f372.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2026 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2018 19:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทูตสหรัฐเปิดหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มิตรภาพ200ปีไทย-สหรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค. 61 - ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง สถานฑูตสหรัฐอเมริกา โดย นายกลิน ที เดวีส เอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นำคณะสื่อมวลชนชมนิทรรศการ &amp;ldquo;Great and Good Friends Exhibition (เกรท แอนด์ กู๊ด เฟรนด์ส เอ็กซิบิชั่น) เนื่องในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ 200 ปี ระหว่างราชอาณาจักรไทยและสหรัฐอเมริกา โดยนิทรรศการดังกล่าว เป็นการนำหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ตั้งแต่ ทศวรรษที่ 1818 เป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า &amp;nbsp;แนวคิดการจัดงานดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จากการค้นพบจดหมายฉบับแรก ที่เขียนโดย พระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ถึง ประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร ซึ่งเป็นการติดต่อกันทางจดหมายครั้งแรกระหว่างสองประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการเขียนในภาษาโปรตุเกส เนื่องจากขณะนั้น ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการของประเทศสยาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ ที่มีการลงนามร่วมกันในปี 1818 &amp;nbsp;ซึ่งสนธิสัญญาดังกล่าว&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้ ถือเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่สหรัฐอเมริกาลงนามร่วมกับประเทศในทวีปเอเชีย เช่นเดียวกับวัตถุหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆที่สหรัฐอเมริกา เก็บรวบรวมไว้ใน หอสมุดในรัฐสภาสหรัฐอเมริกา สถาบันสมิธโซเนียน สถาบันการศึกษา และสถาบันแห่งชาติอื่นๆ ทั่วประเทศ รวม 79 ชิ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดนิทรรศการในครั้งนี้นั้น ได้รับความร่วมมือจากบริษัทเอกชนของสหรัฐอเมริกาที่อยู่ในประเทศไทย บริษัทเอกชนของไทย และหน่วยงานภาครัฐต่างๆรวมแล้วกว่า 100 หน่วยงาน โดยเป็นการบอกเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยและประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นความสัมพันธ์พิเศษที่มีความโดดเด่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับของขวัญที่ทำให้ตนเกิดความสนใจมากที่สุด คือ&amp;nbsp;


สล็อต789 ฉลองพระองค์ครุยสีทอง ที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ซึ่งเป็นสมบัติส่วนตัวของท่าน แก่สถาบันสมิธโซเนียน เมื่อปี 1947 เนื่องจาก ฉลองพระองค์ครุยนั้นทำจากทองทั้งชุด อันแสดงให้เห็นถึงความงดงาม อันเกิดจากช่วงศิลปะของไทยในสมัยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีความสนพระราชหฤทัย ในพระราชสาส์นในสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ตอบกลับมาโดยประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอร์น รวมทั้งของขวัญพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งของขวัญพระราชทานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แก่สหรัฐอเมริกา ซึ่งผมรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้มีโอกาสถวายรายงานแก่พระองค์ท่านเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา&amp;rdquo;นาย กลิน ที เดวีส์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู็สื่อข่าวรายงานว่าภายในงานนิทรรศการมีการจัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น 79 ชิ้น อาทิ&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย จดหมายฉบับแรกระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวถึงกัปตันเรือชาวอเมริกันที่เดินทางมายังประเทศไทย และสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ฉบับแรกในปี 1818 โดยได้มีการให้สัตยาบรรณอย่างสมบูรณ์ในปี 1836 ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่เก่าแก่ที่สุดของอาณาจักรสยาม ขันถมเงินที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ ประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ เมื่อปี 1931&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งกล่องบุหรี่ทอง ประดับอักษรพระปรมาภิไธยของ ร.8 อยู่ด้านหน้า โดยนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ได้ส่งถึงนายแฟรงกลิน ดี รูสเวลท์ ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างลับๆ อันแสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความเห็นอกเห็นใจ และแสดงว่าประเทศไทยต้องการสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลก ซึ่งของวัญชิ้นดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงอานุภาพของของขวัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และทำให้ประธานาธิบดี รูสเวลท์ ต้องการจะช่วยเหลือประเทศไทย และของขวัญพระราชทานในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อาทิ&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง&amp;nbsp; พานถมทอง พระศรัณย์ถมทอง โถมทองประดับอักษรพระปรมาภิไธย รวมทั้งเครื่องดนตรีไทยทั้ง 10 ชนิด อาทิ ฉิ่ง โทน รำมะนา ขลุ่ยอู้ จะเข้ &amp;nbsp;ตามที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช พระราชทานแก่หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5529</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลิน ที เดวีส, ประวัติศาสตร์, สัมพันธ์200ปี, เอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย, ไทย-สหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180321/image_big_5ab24fe59a660.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3008</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2018 13:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2018 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดฉากคอบร้าโกลด์ 2018 &#039;เมียนมา&#039;แค่ชะเง้อมองเหตุสหรัฐแบนปมโรฮิงญา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;13 ก.พ.61-ที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ได้จัดพิธีเปิด การฝึกคอบร้าโกลด์ 2018 ที่เป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพไทยและกองกำลังสหรัฐอเมริกาภาคพื้นแปซิฟิก ที่จัดขึ้นทุกๆปี สำหรับปีนี้นับเป็นครั้งที่ 37 ซึ่งมีความสำคัญในทางการทหารระหว่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากเป็นการฝึกร่วมผสมทางทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงในการแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้ง มุ่งไปสู่การเป็นกองกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติ รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ &amp;nbsp;โดยมี พลเอก ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ นาย กลิน ที เดวีส์ (H.E. Mr. Glyn T. Davies) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;nbsp;ปีนี้การฝึกคอบร้าโกลด์ มีประเทศเข้าร่วมการฝึกหลัก จำนวน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สหรัฐ &amp;nbsp;ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยมีประเทศจีน และอินเดีย เข้าร่วมในส่วนโครงการช่วยเหลือประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีประเทศในโครงการฝ่ายเสนาธิการผสมส่วนเพิ่มนานาชาติ จำนวน 10 ประเทศ สำหรับประเทศที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การฝึก จำนวน 10 ประเทศ &amp;nbsp; รวมทั้งสิ้น 29 ประเทศ จำนวนผู้เข้ารับการฝึกรวม 11,075 นาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการฝึกคอบร้าโกลด์ ในปีนี้ ไฮไลท์อยู่ที่ &amp;nbsp;การฝึกภาคสนาม ประกอบด้วยฝ่ายไทย สหรัฐฯ และสาธารณรัฐเกาหลี ในวันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 รวมถึงการฝึกโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก &amp;nbsp;ระหว่าง วันที่ 14 ถึง 22 &amp;nbsp;กุมภาพันธ์ 2561 ที่ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์กองทัพไทย แหลมแท่น จังหวัดชลบุรี รวมไปจนถึงปีนี้จะเป็นปีแรกสำหรับการฝึกบรรเทาสาธารณภัย ที่จ.ฉะเชิงเทรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลโทลอเร้นท์ ดี.นิโคลสัน ผู้บัญชาการกองกำลังภาคโพ้นทะเล นาวิกโยธินที่ 3 เปิดเผยว่าการฝึกครั้งนี้เป็นไปเพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์ 200 ปี ไทย สหรัฐ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านพลเอกธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทย ก็ยืนยันว่าความสัมพันธ์ทางทหาร ทุกประเทศแน่นแฟ้น ไม่มีปัญหา หรือลดบทบาท ส่วนกรณีที่เชิญประเทศเมียนมา มาเป็นผู้สังเกตการณ์พิเศษในพิธีเปิดนั้น ยืนยันว่าไม่ถือเป็นการลดบทบาทของเมียนมา แต่เป็นการเชิญมาในกรอบความสัมพันธ์ระหว่างไทยเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีรายงานว่า &amp;nbsp;สำหรับประเทศเมียนมา ไม่ได้เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์การฝึก &amp;nbsp;คอบร้าโกลด์ 2018 เนื่องจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ ไม่ผ่านให้ความเห็นชอบ อันเนื่องมาจากปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีของ โรฮิงญา &amp;nbsp;ซึ่งก่อนหน้านั้นเมียนมาได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารระดับพลตรีเดินทางมาในฐานะแขกพิเศษของกองบัญชาการกองทัพไทย จะเข้าร่วมชมการฝึกในบางรายการตามกรอบความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยและ &amp;nbsp; เมียนมา เท่านั้น ส่วนพิธีเปิดฝึกมีผู้ช่วยทูตทหารพม่าประจำประเทศไทยเข้าร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3008</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอบร้าโกลด์ 2018, ปมโรฮงญา, สัมพันธ์200ปี, แบนเมียนมา, ไทย-สหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180213/image_big_5a8285ba07077.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
