<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>6200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2018 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2018 09:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลสอบตก!ประชาชนไม่รู้จักโครงการไทยนิยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย. 61 -ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน &amp;nbsp; เรื่อง &amp;ldquo;ไทยนิยม ยั่งยืน VS ประชานิยม&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 28 &amp;ndash; 29 มีนาคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน และ ประชานิยม การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified &amp;nbsp;Random &amp;nbsp;Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) &amp;nbsp; เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงการรับรู้หรือได้ยินข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 41.04 ระบุว่า ไม่เคยได้ยิน/ไม่รู้จัก รองลงมาร้อยละ 32.24 ระบุว่า รู้จัก โครงการไทยนิยม ยั่งยืน และร้อยละ 26.72 ระบุว่า เคยได้ยินชื่อโครงการ แต่ไม่รู้ว่าทำเกี่ยวกับอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความคาดหวังของประชาชนต่อสิ่งที่จะได้รับจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.08 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นการแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงอย่างยั่งยืน รองลงมา ร้อยละ 33.44 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่คาดหวังอะไรกับโครงการนี้ ร้อยละ 11.44 ระบุว่า การจัดสรรงบประมาณลงไปในแต่ละพื้นที่อย่างเท่าเทียมตามความต้องการของประชาชน ร้อยละ 9.20 ระบุว่า ประชาชนตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ร้อยละ 6.40 ระบุว่า ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศ และร้อยละ 1.44 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จะสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ลดความเหลื่อมล้ำ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้พ้นจากปัญหาความยากจนได้หรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.16 ระบุว่า สามารถแก้ไขได้ เพราะ เชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาลว่าจะพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น และจะนำงบประมาณไปแก้ไขปัญหาของแต่ละชุมชนให้พ้นจากความยากจนได้ รองลงมา ร้อยละ 42.16 ระบุว่า ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ตรงจุด แก้ได้เฉพาะคนกลุ่มน้อย ไม่สามารถแก้ไขในระยะยาวได้ อีกทั้งงบประมาณที่ได้ไม่ถึงประชาชน มีการทุจริตคอร์รัปชัน โดยที่ผ่านมายังไม่สามารถทำได้จริง ไม่เห็นเป็นรูปธรรม และร้อยละ 3.68 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่าง &amp;ldquo;โครงการไทยนิยม ยั่งยืน&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;นโยบายประชานิยม&amp;rdquo; พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.96 &amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบุว่า ไม่แตกต่าง เพราะ เป็นโครงการที่มีลักษณะและวิธีการแก้ไขปัญหาคล้ายคลึงกัน คือทำเพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยเปลี่ยนจากนโยบายเป็นโครงการเท่านั้น ทั้งยังเป็นการช่วยเหลือประชาชนแบบเฉพาะหน้าทั้ง 2 โครงการ และไม่สามารถช่วยเหลือในระยะยาวได้จริง รองลงมา ร้อยละ 43.44 ระบุว่า แตกต่าง เพราะ การบริหารงานและรายละเอียดของโครงการแตกต่างกัน โดยนโยบายประชานิยมเป็นการให้ความหวังกับประชาชน ดูฉาบฉวยและเกิดประโยชน์ส่วนบุคคลเท่านั้น แต่โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ส่งผลให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ เป็นโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนชนได้จริง เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม และร้อยละ 7.60 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการลงพื้นที่พบปะประชาชนของนายก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนมีการเลือกตั้ง ปี 2562 หรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.48 ระบุว่า เป็นการหาเสียง &amp;nbsp;เพราะ โครงการนี้เป็นนโยบายการหาเสียงอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับนักการเมืองที่มีการลงพื้นที่บ่อย เป็นการพบปะประชาชนช่วงใกล้เลือกตั้งเพื่อหวังคะแนนนิยมจากประชาชน และลงพื้นที่บ่อยเกินไป รองลงมา ร้อยละ 42.32 ระบุว่า ไม่เป็นการหาเสียง เพราะ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว โดยมองว่ารัฐบาลทำเพื่อประชาชนจริงๆ อยากพบปะใกล้ชิดกับประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า นายกรัฐมนตรีจะไม่ลงเล่นการเมืองอย่างแน่นอน และร้อยละ 7.20 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6200</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, นโยบาย, ประชาชนไม่รู้จัก, ประชานิยม-ประชารัฐ, รัฐบาลสอบตก, ไทยนิยม-ประชานิยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180401/image_big_5ac03ffe0d306.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
