<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>21421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 08:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 06:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล้มเหลว?นักวิชาการชี้ไทยนิยมยั่งยืนของ&#039;บิ๊กตู่&#039;สู้&#039;ทักษิณ&#039;แจกประชานิยมไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ย.61-นายนพพร ขุนค้า อาจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวถึง โครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า โครงการนี้มันค่อนข้างใกล้เคียงกับโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน และชุมชน หรือSML ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ส่วนการซื้อขายสินค้านั้นมีบริษัทหรือกลุ่มคนเดิมๆที่ได้รับประมูลจึงคิดได้ว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุน แต่ที่สำคัญคือโครงการดังกล่าวมันไม่ประสบความสำเร็จที่ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นมันไม่มีเท่าโครงการSML แต่มีการชี้นำเกิดขึ้นมากกว่าจนไม่มีความเป็นอิสระในโครงการนี้ จึงมองได้ว่าโครงการไทยนิยมฯมีความด้อยลงไม่ได้ตอบโจทย์ให้กับประชาชนเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นการเอาเงินไปแจกให้ประชาชน ซึ่งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ดีมันคือการกระตุ้นให้เกิดการลงทุน มีการจ้างงาน และพืชผลทางการเกษตรมีราคาที่สูง แต่การนำเงินมาให้ประชาชนโดยตรงนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดการกระตุ้นให้มีลุงทุนในระยะยาวได้ ซึ่งบัตรฯที่ซื้อสินค้าได้ก็จะมีเฉพาะบางร้านบางสินค้าเท่านั้นมันก็ส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้บางกลุ่มได้ ตรงนี้เราเสียดายเงินที่เอามาแจกมันไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลชุดนี้คงมองว่านายทักษิณ &amp;nbsp;ประสบความสำเร็จเพราะใช้นโยบายนำประชาชน จึงค่อนข้างจำนายทักษิณ ดังนั้นจึงพยายามใช้นโยบายที่ใกล้เคียง แต่วิธีการดำเนินการมันไม่เหมือนกัน จึงไม่ประสบความสำเร็จ และเห็นได้ว่าทุกโครงการที่แต่ละรัฐบาลทำมานั้น มันมีผลสำเร็จที่แตกต่างกัน ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเอง อย่างไรก็ตามในความคืบหน้าหรือผลสำเร็จของโครงการในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;นั้นมันมีน้อยมาก&amp;rdquo; อาจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ฯ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21421</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพพร ขุนค้า, ประชานิยม, ม.ราชภัฏราชนครินทร์, ไทยนิยมยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be0d571d478c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2018 08:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2018 08:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วัชระ&#039; ซัด &#039;ไทยนิยม&#039; ใช้เงินหว่านหาเสียงไม่ต่างยุค &#039;ทักษิณ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ย.61 -&amp;nbsp;นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า โครงการไทยนิยม หมู่บ้านละ 2 แสน คืองบหาเสียงของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่พยายามเอาใจหมู่บ้านต่างๆจำนวน 8 หมื่นกว่าหมู่บ้านโดยทุ่มงบประมาณลงไปผ่านอำเภอ หมู่บ้านละ 2 แสนบาท ให้คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้เสนอว่าจะเอาไปทำอะไร เช่น ซื้อเก้าอี้ เครื่องเสียง จิปาถะ จนถึงนำไปทำดอกไม้จันทน์ก็มี&amp;nbsp;จึงไม่มีทิศทางที่ชัดเจน เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ&amp;nbsp;เป็นงบประมาณให้เปล่าที่เอาใจหมู่บ้านทั่วประเทศมากกว่า เพียงเพื่อหวังคะแนนนิยมให้กับตัวพล.อ.ประยุทธ์เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากว่า พล.อ.ประยุทธ์เคยโจมตีนโยบายประชานิยมของนายทักษิณ แต่กลับทำตามนายทักษิณ และทำยิ่งกว่าอีกโดยพล.อ.ประยุทธ์เอาเงินภาษีของประชาชนไปละเลงหาเสียงกว่า 15,000 ล้านบาทโดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เร่งอนุมัติโครงการทิ้งทวนในพื้นที่อีอีซีนับแสนล้านบาท แล้วอ้างว่าล้มเลิกโครงการไม่ได้ ทุกรัฐบาลต้องดำเนินการตามนั้น แต่เมื่อมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในปีหน้าทุกโครงการต้องตรวจสอบใหม่และโครงการไหนไม่ยุติธรรม ประเทศชาติเสียเปรียบ เป็นภาระของประชาชน ก็ต้องยกเลิกได้เหมือนกับมหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ยกเลิกโครงการเหล่านั้น อย่าเอาอำนาจเผด็จการมาสร้างภาระให้ประชาชนผ่านโครงการทาสต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเชื่อว่าสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชนจะตรวจสอบในเรื่องเหล่านี้ตามรัฐธรรมนูญอย่างถึงที่สุด อำนาจเผด็จการผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่มีวันยั่งยืน ความยุติธรรมของประชาชนต้องได้รับกลับคืนมา&amp;quot; อดีตส.ส.ปชป.กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21134</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจสอบรัฐบาล, นายวัชระ เพชรทอง, อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์, โจมตีนโยบายไทยนิยม, ไทยนิยมยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181101/image_big_5bda581556e3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20084</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2018 08:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2018 08:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป.แนะเลิกบัตรคนจน ส่อเอื้อเจ้าสัว เปลี่ยนจ่ายตรงกระตุ้น &#039;จีดีพี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค.61 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตส.ส. กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงโครงการไทยนิยมยั่นยืน ในโครงการผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จำนวน 11.4 ล้านเสียง ตนเห็นว่าควรมีการปรับปรุงระบบด้วยการยกเลิกบัตรคนจน แต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนโดยตรง เนื่องจากที่ผ่านมาการใช้บัตรดังกล่าวประชาชนต้องซื้อสินค้าผูกขาดกับร้านธงฟ้า ประชารัฐ ที่มีสินค้าเฉพาะของเจ้าสัวต่างๆของประเทศ&amp;nbsp;ขณะที่การใช้บัตรคนจนก็ไม่สามารถขึ้นรถประจำทางได้ จนสุดท้าย รัฐบาลต้องใช้งบประมาณพัฒนาแอปพลิเคชัน &amp;quot;ถุงเงินประชารัฐ&amp;quot; เพื่อแก้เกี้ยวหวังแก้ปัญหา แต่ก็เสียเงินในการพัฒนาระบบไปจำนวนมหาศาล ซึ่งตนไม่แน่ใจว่ามีการตั้งบริษัทเพื่อหวังผลประโยชน์ตรงนี้ไว้ล่วงหน้าหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า&amp;nbsp;ตนยังเห็นว่าควรเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลประชาชนจำนวน 11.4 ล้านคนที่เป็นข้อมูลตาย และเปลี่ยนมาใช้ข้อมูลเป็น หรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; Negative Income Tax หรือ NIT&amp;nbsp;เพราะเป็นการช่วยเหลือคนจนของรัฐบาลในรูปแบบของการโอนเงินหรือจ่ายเช็คให้แก่บุคคลที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์&amp;nbsp;โดยให้คนมาลงทะเบียนภาษีรับเงินทุกปี เพราะจะทำให้ทราบว่าแต่ละปีจะมีคนจนจำนวนเท่าใด เพื่อเตรียมงบประมาณให้เหมาะสมตรงกับความเป็นจริง เพราะโครงการดีจริงคนจะต้องลดลง มิใช่สอบถามกี่ครั้งก็มีจำนวนเท่าเดิมคือ 11.4 ล้านคนเท่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเห็นด้วยกับใช้งบประมาณไปลงสู่รากหญ้า มิใช่ผูกขาดให้กับเจ้าสัว หรือ เอาเงินไปพัฒนาระบบผ่านบัตรคนจนผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ แทนที่จะโอนเข้าบัญชีให้แก่ชาวบ้านโดยตรงเพื่อให้เพิ่มวงรอบการหมุนเงินในระบบให้เพิ่มขึ้น และจีดีพีจะโตกว่าที่เป็นอยู่นี้เพราะที่ผ่านมารัฐบาลก็ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี และ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจําปีมาหลายพันล้านบาทแล้ว&amp;quot; อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20084</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถุงเงินประชารัฐ, บัตรคนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ผูกขาดเจ้าสัว, พรรคประชาธิปัตย์, พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก, ร้านธงฟ้าประชารัฐ, อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี, ไทยนิยมยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181017/image_big_5bc68bf42ce66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19539</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2018 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2018 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;กุลิศ&quot;  ถกคลังขอเกลี่ยงบฯปี61 วงเงิน 5,200 ล้านมาใช้ในงานกองทุนอนุรักษ์พลังงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กุลิศ&amp;quot; สั่งคณะทำงานกลั่นกรองกองทุนอนุรักษ์พลังงาน หารือกรมบัญชีกลาง เกลี่ยงบโครงการปี 61 (เพิ่มเติม) วงเงิน 5,200ล้านบาท ที่เข้าข่ายไม่ใช่งบผูกพันมารวมกับงบปี 62 พร้อมเร่งรัดเบิกจ่ายงบปี 61 ที่ต่ำกว่า 10% &amp;nbsp;คาดชงข้อสรุปเข้าอนุกรรมการกองทุนฯสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะทำงานกลั่นกรองกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน(กองทุนอนุรักษ์ฯ) ที่มีนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เปิดเผยว่า การประชุมคณะทำงานกลั่นกรองฯ เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2561 นายกุลิศได้มอบนโยบายให้คณะทำงานฯ ไปสอบถามรายละเอียดกับกรมบัญชีกลาง ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกลี่ยงบประมาณในส่วนของโครงการปี 2561 (เพิ่มเติม) ภายใต้กลุ่มโครงการ &amp;ldquo;ไทยนิยมยั่งยืน&amp;rdquo; วงเงิน 5,200 ล้านบาท ไปรวมกับโครงการปีงบประมาณปี 2562 ที่มีการอนุมัติกรอบวงเงินแล้ว 10,448 ล้านบาท เนื่องจากการพิจารณาระเบียบของกระทรวงการคลังหากไม่ใช่งบประมาณผูกพันข้ามปีงบปี 2561(เพิ่มเติม) ถือว่าจบไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตามระเบียบของกระทรวงการคลังแล้วถ้าไม่ใช่งบประมาณผูกพันข้ามปีก็ต้องถือว่าจบไปแล้ว ซึ่งงบปี 61 เพิ่มเติมยังไม่ได้อนุมัติแต่อย่างใด ดังนั้น ให้ไปพิจารณาว่าจะเกลี่ยงบประมาณก้อนนี้ ไปร่วมกับโครงการในปี 2562 ได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้คณะทำงานฯจะต้องไปสอบถามรายละเอียดกับกรมบัญชีกลาง เพื่อให้เกิดความถูกต้องในขั้นตอนดำเนินการต่าง ๆ ด้วย&amp;rdquo;แหล่งข่าว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้โครงการที่ได้ยื่นข้อเสนอเพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์ฯ ขอให้พิจารณาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดโดยในส่วนของโครงการปี 2561 ที่ได้รับการอนุมัติโครงการไปแล้ว จะต้องติดตามความคืบหน้าการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณที่มีความล่าช้า โดยเฉพาะโครงการที่เบิกจ่ายต่ำกว่า 10% ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันการขอรับงบประมาณสนับสนุนก้อนใหม่ จะต้องพิจารณาถึงงบประมาณสำหรับการซ่อมบำรุงรักษาด้วย เพราะหากโครงการที่ยื่นคำขอเข้ามาไม่มีการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ ก็อาจส่งผลให้เกิดการทิ้งร้างไม่เกิดประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังได้ข้อสรุปสัปดาห์หน้าคาดว่าคณะทำงานกลั่นกรองฯจะมีการนำข้อสรุปเกี่ยวกับการพิจารณาโครงการที่ยื่นขอสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานเข้าสู่การประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พิจารณาเห็นชอบแนวทาง ก่อนเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน(บอร์ด กองทุนรักษ์ฯ) ที่มีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาในปลายเดือนต.ค.นี้&amp;quot;แหล่งข่าว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าผลการตรวจสอบกรณีข้อร้องเรียนความไม่โปร่งใสในการใช้งบกองทุนฯ นั้น ล่าสุด คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มี นางเปรมฤทัย วินัยแพทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้ขอขยายเวลาพิจารณาข้อมูลออกไปอีก 30 วัน จากเดิมกำหนดให้รายงานผลสอบในวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการฯต้องการพิจารณาข้อมูลให้รอบด้าน และได้เรียกข้อมูลเพิ่มเติมจากสนพ.และพพ. โดยจะพยายามเร่งรัดพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ เพื่อรายงานผลสอบเข้าสู่การประชุมบอร์ดกองทุนอนุรักษ์ฯให้ทันปลายเดือนต.ค.นี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19539</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, กุลิศ สมบัติศิริ, ปลัดกระทรวงพลังงาน, มาใช้งานกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน, เกลี่ยงบประมาณปี61, ไทยนิยมยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9fa3d046b4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18388</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มท.1โวไทยนิยมยั่งยืนคืบ90%เตรียมเรียกผู้ว่าฯป้ายแดงคุยขับเคลื่อนงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.61- พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการไทยนิยมยั่งยืน ว่า ตนจะรายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความคืบหน้าโครงการให้รับทราบ ซึ่งบางโครงการดำเนินไปแล้วร้อยละ 90 สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน ส่วนการขอขยายเวลาในบางโครงการในพื้นที่กรุงเทพมหานครออกไปนั้น เป็นเรื่องของการบริหารโครงการบางพื้นที่ ที่บางพื้นที่ไม่อยากทำต่อ เนื่องจากมองว่าเป็นภาระ เช่น หมู่บ้านจัดสรร อย่างไรก็ตาม กทม.ได้เข้าไปพูดคุยและเปิดช่องให้ผู้อำนวยการเขต กรรมการหมู่บ้าน เข้าดำเนินการ โดยไม่พบปัญหาติดขัดใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว. มหาดไทย กล่าวถึงการวางแนวทางการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัด หลังมีการแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมา ว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้นัดประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับตำแหน่งใหม่เพื่อวางแนวนโยบาย โดยมีหลายเรื่องที่จะต้องเร่งดำเนินการ เพราะจำเป็นต้องขอความร่วมมือทุกคนในการขับเคลื่อนงานสำคัญ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18388</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กป๊อก-อนุพงษ์, ผู้ว่าราชการจังหวัด, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, มท.1, รมว.มหาดไทย, ไทยนิยมยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180816/image_big_5b75856a30935.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16589</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2018 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2018 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟรีหมด!มท.1เชิญ&#039;คน-หมา-แมว&#039;ใช้บริการไทยนิยมยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย.61- &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ได้ลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืนต่าง ๆครบคลุมทุกพื้นที่ 8 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศ รวมทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ล่าสุด กระทวงมหาดไทย ในฐานะผู้กำกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้สั่งการให้ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวกรุงเทพฯให้ครอบครัวทุกพื้นที่ โดยในวันที่ 15 ก.ย. นี้ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เขตทวีวัฒนา จะจัดกิจกรรมการออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ &amp;ldquo;กทม. เติมความสุข สู่ชุมชน&amp;rdquo;ครั้งที่ 14 ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน โดยบูรณาการความร่วมมือโดยจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ของหน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานภายนอกไปให้บริการแก่ชาวชุมชนทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิดและทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วยการบริการด้านทะเบียนราษฎร์ บริการด้านสุขภาพโดยหน่วยแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่ อาทิ ตรวจคัดกรองโรค ตรวจรักษาฟัน ตรวจสายตา ตรวจการได้ยินเพื่อรับเครื่องช่วยฟังสำหรับผู้สูงอายุ ตรวจมะเร็งสตรี ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ พบจิตแพทย์คลายเครียด บูธ 1555 รับเรื่องราวร้องทุกข์ บริการฝึกอาชีพระยะสั้น บริการตัดผมฟรี การจำหน่ายของดีชุมชนและสินค้าราคาถูกจากผู้ผลิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ทุกบริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่สัตว์เลี้ยง ทำหมันสุนัขและแมว จดทะเบียนสุนัขและฝังไมโครชิป การให้ความรู้เกี่ยวกับงูและวิธีเอาตัวรอดจากงู รวมทั้งมีกิจกรรมการแสดงบนเวทีตลอดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวต่อว่า การดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ถือเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ที่ผ่านมาชาวบ้านส่วนใหญ่ชื่นชอบ เพราะได้มีคณะกรรมการลงมารับฟังปัญหาความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และนำข้อเสนอไปสู่การกำหนดแผนงาน และโครงการ และดำเนินการตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ตามหลักการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบยั่งยืน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16589</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.อนุพงษ์ เผ่สจินดา, รมว.มหาดไทย, ไทยนิยมยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180816/image_big_5b75856a30935.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2018 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2018 12:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มท.1โวลั่นไทยนิยมยั่งยืนปลดล็อกความเหลื่อมล้ำได้แน่!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.61 - พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย&amp;nbsp; ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน&amp;nbsp; กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการไทยนิยมยั่งยืนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ต้องการขับเคลื่อนการบริหารจัดการเชิงบูรณาการระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง โดยมีความคืบหน้าไปมากเพราะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แล้วกว่า กว่า&amp;nbsp; 8,781 แห่งในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ รัฐบาลต้องการแก้ไขความยากจนให้ประชาชนแบบยั่งยืนให้สำเร็จจึงเร่งทำงานเต็มที่ทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.มหาดไทย กล่าวต่อว่า &amp;nbsp; โครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่กำลังดำเนินการและคาดว่าจะประสบควาสำเร็จ คือโครงการ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี&amp;rdquo;&amp;nbsp; ที่ต้องการให้ประชาชนทั่วประเทศ ลงไปท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ผ่านแห่ลงท่องเที่ยว ภูมิปัญญาต่างๆ&amp;nbsp; และรับบริการนวด พักอาศัย กิจกรรม D.I.Y&amp;nbsp; &amp;nbsp; ชิมอาหารถิ่น&amp;nbsp; และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ตั้งเป้าทำรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุเป้าหมายแบบก้าวกระโดดปีละ 2 &amp;ndash; 3&amp;nbsp; แสนล้านบาท และได้ทุ่มงบกลางปี 61 กว่า 8,344 ล้านบาท เป็นการนำร่องแผนการท่องเที่ยวเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนในชุมชน ในพื้นที่ 3,273 หมู่บ้าน/ชุมชนและพัฒนาสินค้าอยู่ดีกินดีอีก 64,570 ผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและสามารถจำหน่ายได้ และ มั่นใจว่าจะช่วยปลดล็อกความเหลื่อมล้ำทั่วไปไทยได้&amp;rdquo; พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15591</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเหลื่อมล้ำ, บิ๊กป็อก, มท.1, ไทยนิยมยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adea249b2dda.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
