<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>28797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2019 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2019 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อุตฯดึงญี่ปุ่นรีไซเคิลซากรถยนต์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.พ. 2562 นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยภายหลังร่วมลงนามความร่วมมือ(เอ็มโอยู) ในการดำเนินโครงการสาธิตการรีไซเคิลซากรถยนต์(อีแอลวี) เพื่อสาธิตเทคโนโลยีกระบวนการรีไซเคิลซากรถยนต์ที่หมดอายุใช้งานในประเทศไทยโดยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระหว่างมีกระทรวงอุตสาหกรรม กนอ. และองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (เนโดะ) ว่าจะใช้เทคโนโลยีโดยโตโยต้า ทูโช คอร์ปอเรชั่น(บริษัทลูกค่ายรถยนต์โตโยต้า) ติดตั้งในโรงงานสาธิต บริษัท กรีน เมทัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยความร่วมมือนี้วางเป้าหมายสร้างโมเดลต้นแบบการรีไซเคิลซากรถยนต์ในไทยและภูมิภาคเอเชียในอนาคต ดำเนินระยะเวลา 3 ปี(2562-2564) คาดว่าจะมีการีไซเคิลประมาณ 50 คันต่อวัน หรือประมาณ 45,000 คนในช่วง 3 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อบริหารจัดการด้านทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นผู้นำการผลิตด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ในอาเซียน มีกำลังผลิตรถยนต์ประมาณ 2,000,000 คันต่อปี ขายในประเทศประมาณ 1,000,000 คันต่อปี แต่ยังไม่มีระบบการจัดการซากรถยนต์อย่างเป็นระบบแบบประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันรถยนต์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี ในไทยบางส่วนถูกรื้อถอนซากชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ด้วยแรงงานคน ซึ่งการรื้อถอนซากรถยนต์เหล่านี้ได้ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม อาทิ การปนเปื้อนในดินจากน้ำมันและสารเคมีเหลว ปัญหาคุณภาพน้ำ หรือการปล่อยสารฟรีออนจากระบบแอร์รถยนต์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และเสี่ยงเกิดอันตรายกับผู้ถอดชิ้นส่วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมจิณณ์ กล่าวว่า ภายในกรอบความร่วมมือ ก.อุต และ กนอ.พร้อมให้คำแนะนำและจะสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ให้กับเนโดะและบริษัทฝ่ายญี่ปุ่นรวมถึงนิติบุคคลท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ การอำนวยความสะดวกในการเข้าสำรวจสถานที่ การบริหารจัดการโครงการ พร้อมทั้งจะร่วมมือกันในการวางมาตรการออกแบบกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในการจัดการวัสดุเหลือทิ้งที่ไม่สามารถกำจัดได้ภายในประเทศไทย อาทิ สารเร่งปฏิกิริยา แผงวงจรไฟฟ้า ซึ่งวัสดุเหล่านี้จะถูกนำไปรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง โดยการวางมาตรการดังกล่าวจะอ้างอิงจากกฎหมายรีไซเคิลรถยนต์ของประเทศญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิจิณ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีรถยนต์เก่าอยู่ประมาณ 5 ล้านคันและคาดว่าในระยะ 20 ปีข้างหน้าจะมีรถยนต์เก่าเพิ่มเป็น 16 ล้านคัน ดังนั้นการรีไซเคิลจึงมีความจำเป็น มีเพียงส่วนน้อยที่มีการกำจัดและพบว่าการถอดชิ้นส่วนเองเสี่ยงอันตราย อาทิ ถุงลมนิรภัย(แอร์แบ็ก) หากถอดไม่ถูกวิธีเสี่ยงเป็นระเบิดได้ ซึ่งที่ผ่านมาเกิดระเบิดบ้างแล้ว ขณะที่รถยนต์ส่วนใหญ่ไม่มีการจำกัดเสี่ยงเป็นภาระสำคัญของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28797</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.), สมจิณณ์ พิลึก, โครงการสาธิตการรีไซเคิลซากรถยนต์(อีแอลวี), โตโยต้า ทูโช คอร์ปอเรชั่น, ไทยมีรถยนต์เก่าอยู่ประมาณ 5 ล้านคัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181007/image_big_5bb96369d650b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
