<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 12:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หัวใจอาสา ร่วมพัฒนาสังคมจากองค์กรสู่สังคมระดับประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จุดเริ่มต้นการมีหัวใจอาสามักจะเกิดจากสังคมบ้าน สู่โรงเรียน มาสู่องค์กร สูงสุดไปสู่ระดับประเทศ มีผู้คนมากมายที่ใช้เวลาว่างในวันเสาร์-อาทิตย์ ร่วมทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ด้วยใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วย &amp;ldquo;ความเสียสละ&amp;rdquo; ต่อผู้อื่น หลายคนพร้อมที่จะทุ่มเททำสิ่งที่เป็นประโยชน์ในทุกๆวัน สร้างความสุขให้สังคมน่าอยู่ส่งผลให้เกิดความภาคภูมิใจที่มีพวกเขาอยู่ร่วมในสังคม และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำเป็นแบบอย่างที่ดี การอยู่ร่วมกันในสังคมจะอยู่อย่างมีความสุขพึ่งพาซึ่งกันและกัน เห็นอกเห็นใจช่วยเหลือกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลายองค์กรต่างร่วมรณรงค์ส่งเสริมให้พนักงานมีหัวใจอาสาร่วมทำประโยชน์ให้สังคมน่าอยู่ เพราะแต่ละคนจะมีรูปแบบของหัวใจอาสาที่ต่างกัน แรงผลักดันที่จะทำให้พนักงานในองค์กรร่วมกันสร้างประโยชน์ให้สังคมต้องเกิดจากกิจกรรมที่จัดขึ้น เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ร่วมมือร่วมใจกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คุณวิโรจน์ มีนะพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกำกับองค์กรและกิจการสัมพันธ์ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า บริษัทให้ความสำคัญและส่งเสริมให้พนักงานเป็นทั้ง &amp;ldquo;คนเก่ง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;คนดี&amp;rdquo; ของสังคม จึงได้จัด โครงการจิตอาสา 60 ปี ไทยออยล์ &amp;ldquo;คุณริเริ่ม...เราเติมเต็ม เป็นโครงการหนึ่งในกิจกรรมสร้างวัฒนธรรมจิตอาสาเชิญชวนให้พนักงานสร้างสรรค์กิจกรรมด้วยตนเองเพื่อร่วมบำเพ็ญประโยชน์หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ชุมชนและสังคมโดยใช้แรงกาย แรงใจ และทรัพยากรของตนเองภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;คุณ ...ริเริ่ม&amp;rdquo; จากนั้นบริษัทฯ จะร่วมสนับสนุนเป็นเงินบริจาค &amp;ldquo;&amp;hellip;เราเติมเต็ม&amp;rdquo; เพื่อมอบให้มูลนิธิกุศล ต่างๆ 5 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิธรรมรักษ์&amp;nbsp; (วัดพระบาทน้ำพุ) อ.เมือง จ.ลพบุรี มูลนิธิวัยวัฒนานิวาส สถานสงเคราะห์คนชรา ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ มูลนิธิสงเคราะห์เด็ก พัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ การุณยเวศม์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;หัวใจอาสาของเหล่าพนักงาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คุณปฏิภาณ มีสุขสบาย หรือ โจ &amp;nbsp;เป็นสมาชิกน้องใหม่ไทยออยล์ได้เพียง 3 ปี เข้าร่วมเป็นจิตอาสามาแล้ว 2 ครั้งในโครงการใหญ่ๆระดับประเทศในเรื่องของการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาให้กับโรงพยาบาลธัญญารักษ์ จ.แม่ฮ่องสอน และโรงพยาบาลแหลมฉบัง จ.ชลบุรี เพื่อสร้างผลประหยัดจากการใช้ไฟฟ้า กลับมาใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆของโรงพยาบาล ปีที่แล้วใช้วันหยุดในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ ไปเป็นจิตอาสาโดยได้รับหน้าที่ดูแลในเรื่องเทคนิคการออกแบบและติดตั้ง รวมทั้งตรวจสอบความถูกต้องจนสามารถส่งมอบให้กับโรงพยาบาลธัญญารักษ์ สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสร้างประโยชน์ให้กับผู้ป่วยและบุคลากรของโรงพยาบาล ส่วนปีนี้เข้าไปช่วยดูเรื่องของระบบการตรวจสอบ การติดตั้งของผู้รับเหมาให้กับโรงพยาบาลแหลมฉบัง โดยดูแลตั้งแต่เรื่องของเอกสารสัญญา การสำรวจพื้นที่ ติดตั้ง และตวรจรับงานจนสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย ทั้ง 2 โครงการที่เข้าร่วมเป็นจิตอาสานั้น เป็นความรู้ที่ได้มาจากการทำงานที่ไทยออยล์ทั้งสิ้น &amp;nbsp;ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้นำความรู้มาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมจิตอาสาสร้างประโยชน์คืนให้กับสังคม ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัย ได้เข้าไปเป็นจิตอาสาทำเรื่องระบบไฟฟ้าให้กับโรงเรียนในต่างจังหวัดหลายโรงเรียนด้วยเช่น โครงการต่อไปในช่วงปลายปีจะเข้าไปดูแลโครงการติดตั้งระบบพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคเหนือคาดว่าจะเป็นที่อำเภออมก๋อย จ.แม่ฮ่องสอน เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การนำความรู้ที่ได้เรียน มาต่อยอดในการสร้างประสบการณ์กับบริษัทฯ ทำให้ผมมีโอกาสในการแสดงความสามารถในการทำงานและเจริญเติบโตในองค์กร ผมจึงคิดอยากนำประสบการณ์เชิงวิศวกรรมที่ผมได้มานี้ ไปใช้พัฒนาโครงการเพื่อสังคม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสิ่งดีๆให้ชุมชนรอบข้างต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คุณดำรงศักดิ์ ยืนยาว หรือ ยาว ใช้เวลาว่างช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ไปเป็นนักจิตวิทยาจิตอาสาช่วยเหลือสังคม จุดเริ่มต้นของงานอาสาครั้งนี้มาจากตอนที่เข้าไปเรียนต่อปริญญาโท คณะจิตวิทยาการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา ได้ฟังเรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่แม่ให้พ่อข่มขืนลูกตัวเองนาน 3 ปี ถึงแม้จะมีนักสังคมสงเคราะห์เข้าไปช่วยเหลือแล้ว แต่ไม่มีนักจิตวิทยาเข้าไปดูแลในเรื่องของจิตใจที่บอบช้ำ เนื่องจากขาดแคลนบุคคลากรมีไม่เพียงพอ จึงเกิดความสงสารกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้มาเป็นจิตอาสาด้านจิตวิทยา ปัจจุบันได้เป็นนักจิตวิทยาอาสาของผู้ป่วยในแผนกผู้ติดเชื้อโรคเอดส์&amp;nbsp; โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี &amp;nbsp;ณ ศรีราชา งานจิตอาสาแบบนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการรักษามีปัญหาด้านความคิด และอารมณ์ &amp;nbsp;ส่วนใหญ่เขาจะรู้สึกผิด มีปมที่จิตใจ ต้องเจาะลึกและเข้าใจเรื่องที่เป็นปมของเขา เราไม่ได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ ทุกคนจะแก้ปัญหาของตัวเอง เลือกเอง เราไม่มีส่วนในตัดสินใจแทนเขา แค่ไปสร้างสัมพันธภาพความเข้าใจและรับฟังปัญหา แต่ความยากของงานจิตอาสาแบบนี้คือ ผู้ป่วยอาจไม่เล่าความจริง จึงไม่สามารถแก้ปัญหาที่ตรงจุดได้ นอกจากนี้เข้าไปเป็นนักจิตวิทยาอาสาที่ศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติด โรงพยาบาลแหลมฉบัง ช่วยเหลือเรื่องเด็กติดยา 70% ของผู้ติดยาที่ถูกบำบัดแล้วมักกลับมารักษาอีกครั้ง จึงต้องทำให้เด็กเหล่านี้ไม่กลับมาบำบัดอีก สิ่งที่ได้จากการเป็นจิตอาสาในครั้งนี้ทำให้เรารับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นมากขึ้น สามารถช่วยพัฒนาการทำงานที่บริษัทได้อีกต่อหนึ่ง การที่ได้เข้าร่วมโครงการคุณริเริ่มเราเติมเต็ม เพื่อต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นมาเข้าร่วมเป็นจิตอาสาเพิ่มมากขึ้น โครงการนี้ไม่ได้จบที่ทำความดี แต่เป็นการปลูกฝังการทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นได้ในทุกๆเรื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การสร้างแรงบัลดาลใจให้กับคนที่เคยผิดพลาดและอยากได้โอกาสถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะทำให้คนเหล่านั้นเห็นค่าในตนเอง เมื่อพวกเขาเห็นคุณค่าในตนเอง จะทำให้พวกเขาสร้างโอกาสในการพึ่งพาตนเองได้ และเมื่อพวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ ก็จะทำให้สังคมและประเทศชาติเข้มแข็งได้ด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;คุณวศินี ชูแสง หรือ ทราย เป็นจิตอาสากู้ภัย สังกัดมูลนิธิสว่างประทีปของศรีราชา ทำมาเกือบ 10 ปี ใช้เวลาว่างจากการทำงานประจำที่ไทยออยล์ ในช่วงเวลาเลิกงานไปจนถึงเที่ยงคืน จึงกลับมาพักผ่อนเพื่อเริ่มงานประจำของเช้าวันใหม่ และวันเสาร์-อาทิตย์ ทำเป็นประจำอย่างนี้ทุกวัน แรงบัลดาลใจเกิดจากครั้งแรกตามรุ่นพี่ไปช่วยงานกู้ภัย ไปเจอเหตุการณ์ที่ผู้ประสบอุบัติเหตุสลบปลุกไม่ฟื้น ญาติผู้ประสบภัยเข้ามาอ้อนวอนให้ช่วยชีวิตอย่างน่าสงสาร จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ตั้งใจว่าต้องเป็นจิตอาสากู้ภัยอย่างจริงจัง และศึกษาเรื่องของการช่วยเหลือจริงๆต้องทำอย่างไร การช่วยชีวิตคนต้องเร่งรีบ เพื่อลดการสูญเสีย จึงไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตั้งแต่หลักสูตร EMT (Emergency Medical Technician) เป็นหลักสูตรสำหรับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและอาสาสมัคร (อาสากู้ชีพ) และหลักสูตรปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐานและช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นสูง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนพร้อมบัตรอนุญาตจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ทุกหลักสูตรที่เรียนต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดทั้งค่าเรียนและค่าเดินทาง เพราะต้องเดินทางช่วงเสาร์อาทิตย์จากชลบุรี ไปเรียนที่ จ.จันทบุรี การเป็นอาสากู้ภัยถือเป็นบ้านหลังที่ 2 ที่ทำงานแล้วมีความสุข ประกอบกับที่ศรีราชามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกวัน การช่วยเหลืออย่างถูกวิธีและรวดเร็วจึงทำให้ผู้ประสบอุบัติเหตุปลอดภัย ลดการสูญเสียที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ที่เข้าไปช่วยเหลือจะเป็นอุบัติเหตุบนท้องถนน คลอดลูกฉุกเฉิน อาสากู้ภัยจะช่วยเหลือเบื้องต้นก่อนส่งต่อแพทย์ คิดว่าจะเป็นจิตอาสากู้ภัยต่อไปเรื่อยๆ ถ้ามีลูกก็จะพาเขาไปไปช่วยเหลือสังคมด้วยเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การเป็นอาสากู้ภัยเป็นงานหนักที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ ใช้เวลาในการเรียนรู้ เพื่อสร้างองค์ความรู้และประสบการณ์ในการช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดการสูญเนื่องมาจากอุบัติเหตุ หากเราสามารถเสียสละเวลาและนำประสบการณ์นี้มาช่วยสังคมได้ เราจะสามารถช่วยการลดอัตราการทุพลภาพลงได้ เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดภาระให้กับชุมชนและสังคมรอบข้างที่สร้างคุณค่าได้ไม่รู้จบ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116650</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจกรรมสร้างวัฒนธรรมจิตอาสา, คนดี, คนเก่ง, ความเสียสละ, คุณดำรงศักดิ์ ยืนยาว, คุณปฏิภาณ มีสุขสบาย, คุณวศินี ชูแสง, คุณวิโรจน์ มีนะพันธ์, จิตอาสากู้ภัย, ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์, นักจิตวิทยาจิตอาสาช่วยเหลือสังคม, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน), พนักงานมีหัวใจอาสา, พัฒนาสังคมจากองค์กรสู่สังคมระดับประเทศ, หัวใจอาสา, หัวใจอาสาของเหล่าพนักงาน, โครงการจิตอาสา 60 ปี ไทยออยล์ “คุณริเริ่ม...เราเติมเต็ม, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210914/image_big_61402dadba75f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยออยล์ กางแผนโครงการ ‘ส่งพลังงาน สร้างพลังใจ’ช่วยคนไทยฝ่าวิกฤติโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย. 2564 ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้น จนส่งผลกระทบต่อทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม ประชาชนคนทั่วไป ผู้ประกอบกิจการ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ ที่เป็นหน้าด่านสำคัญในการช่วยบรรเทาวิกฤตินี้มาโดยตลอด วัคซีนโควิด-19 จึงเป็นความหวังที่จะช่วยลดความรุนแรงและลดโอกาสการเสียชีวิตได้ และเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยสามารถกลับมาใช้ชีวิตและฟื้นคืนเศรษฐกิจให้กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยออยล์ ในฐานะองค์กรที่อยู่คู่คนไทยและร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยการสร้างความมั่นคงทางพลังงานมาตลอด 60 ปี ได้เล็งเห็นถึงภาระอันยิ่งใหญ่ของหน่วยงานทางการแพทย์และโรงพยาบาล ที่นอกจากจะต้องทุ่มเทในการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 มาโดยตลอดแล้ว ยังต้องระดมสรรพกำลังเพื่อให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนโดยเร็วที่สุด รวมถึงการตรวจคัดกรองเชิงรุก และงานสาธารณสุขอื่นๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นในวิกฤตการณ์ระลอกใหม่นี้ ซึ่งล้วนแต่ต้องมีการเดินทางของบุคลากร การขนส่งหรือเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภาระค่าใช้จ่ายที่หลายหน่วยงานต้องแบกรับ ไทยออยล์จึงเร่งดำเนินการเข้าช่วยเหลือเพื่อแบ่งเบาภาระเหล่านี้ ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;ส่งพลังงาน สร้างพลังใจ&amp;rdquo; ช่วยคนไทยฝ่าวิกฤตโควิด-19 ด้วยการสนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิงรวมถึงเคมีภัณฑ์เพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค ที่เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพและได้มาตรฐานจากโรงกลั่นไทยออยล์ เพื่อสนับสนุนภารกิจในการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ โครงการ &amp;ldquo;ส่งพลังงาน สร้างพลังใจ&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยไทยออยล์ยังเข้าร่วมสนับสนุนระบบบริหารและจัดการศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนในพื้นที่เทศบาลนครแหลมฉบังและศรีราชา ณ ศาลาประชาคมอ่าวอุดม จังหวัดชลบุรี เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ทั้งนี้ มูลค่าการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือ ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;ส่งพลังงาน สร้างพลังใจ&amp;rdquo; รวมทั้งสิ้นกว่า 8,500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า &amp;ldquo;สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมากในประเทศไทย ส่งผลให้หน่วยงานต่างๆ ต้องเร่งทำงานเชิงรุก ทั้งการรักษาพยาบาล และเร่งสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีนให้รวดเร็วและทั่วถึง ไทยออยล์ตระหนักถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนให้เกิดการกระจายและเข้าถึงวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นที่มาของโครงการ &amp;ldquo;ส่งพลังงาน สร้างพลังใจ&amp;rdquo; เรามีความตั้งใจที่ช่วยเหลือสังคมในภาวะวิกฤตนี้ ด้วยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของไทยออยล์ ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง และเคมีภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อโรค และเจลแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงความห่วงใยและความปลอดภัยสู่บุคลากรทางการแพทย์ ประชาชน และชุมชนรอบโรงกลั่นของไทยออยล์ โดยเราเชื่อมั่นว่าในไม่ช้าคนไทยทุกคนจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ได้อย่างราบรื่นและสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่าหนึ่งปี ตั้งแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแรก จนถึงปัจจุบัน ไทยออยล์มีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมผ่านโครงการต่างๆ มาโดยตลอด อาทิ ส่งมอบเครื่องออกซิเจน ไฮโฟลว์ ส่งมอบหน้ากากป้องกันใบหน้า (Face Shield) ชุด PPE เจลแอลกอฮอล์ ถุงกำลังใจให้กับโรงพยาบาลและรอบชุมชนโรงกลั่น, และอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ ที่จำเป็น โดยยังคงเดินหน้าสานต่อการสนับสนุนด้วยทรัพยากรและศักยภาพที่มีอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งรวมมูลค่าการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด มีมูลค่าเกือบ 30,000,000 บาท และเรายังคงมุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนต่อไป โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าไทยออยล์จะเป็นหนึ่งพลังใจที่จะส่งต่อไปให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105817</URL_LINK>
                <HASHTAG>ส่งพลังงาน สร้างพลังใจ, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c0908de9e1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2020 20:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2020 20:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยออยล์ปลื้มขายหุ้นกู้1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯหมดภายใน 10 นาที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย. 2563 นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า &amp;ldquo;บริษัทฯ ประสบความสำเร็จ ในการออกและเสนอขายหุ้นกู้สกุลเหรียญสหรัฐอเมริกา ชนิดไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ เมื่อเร็วๆ นี้ จำนวนรวม 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำเงินมาสนับสนุนการลงทุนของบริษัทฯ โดยเฉพาะโครงการพลังงานสะอาด หรือ โครงการ CFP (Clean Fuel Project) และเป็นการเสริมความแข็งแกร่งด้านการเงินของบริษัทฯ ในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว อันเนื่องมาจากผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;rdquo;

&amp;ldquo;หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก Standard and Poor&amp;rsquo;s และ Moody&amp;rsquo;s ที่ระดับ BBB+ และ Baa2 ตามลำดับ โดยประกอบด้วยหุ้นกู้จำนวน 2 ชุด หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 10 ปี จำนวน 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.50 ต่อปี โดยหุ้นกู้ชุดนี้ถือเป็นหุ้นกู้สกุลเหรียญสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปี ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่สามารถออกและเสนอขายได้โดยบริษัทไทย และหุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 30 ปี จำนวน 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.75 ต่อปี หลังจากประกาศเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าวของไทยออยล์ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันในต่างประเทศ ผลปรากฎว่าได้รับความนิยมสูงมาก โดยมียอดจองซื้อเต็มจำนวนภายใน 10 นาทีที่ออกเสนอขาย และมียอดจองสูงสุดกว่า 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 7.5 เท่าของวงเงินที่ตั้งไว้ การออกและเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าวจัดจำหน่ายโดยธนาคาร BofA Securities, Citigroup (B&amp;amp;D), Standard Chartered Bank, ANZ, BNP PARIBAS, and Deutsche Bank โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ย (Pricing Date) เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2663 และจะดำเนินการ settlement แล้วเสร็จวันที่ 18 มิถุนายน 2563&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และมีแนวโน้มชะลอตัวจากผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้บริษัทต่างๆ ทั่วโลกอยู่ในสภาวะที่มีความเสี่ยงสภาพคล่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อม และทางเลือกการจัดหาเงินโดยการเข้าถึงตลาดเงินระหว่างประเทศ ผ่านโปรแกรม Global Medium Term Note (โปรแกรม GMTN) ซึ่งเป็นโปรแกรมเตรียมความพร้อมในการจัดหาเงินทุนของบริษัทฯ ทำให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงนักลงทุนได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์ตลาดการเงินที่ผันผวน บริษัทฯ จึงสามารถจัดหาเงินทุนผ่านการออกพันธบัตรสกุลเหรียญสหรัฐอเมริกา ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง&amp;nbsp;แม้จะอยู่ท่ามกลางภาวะความกดดันของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68890</URL_LINK>
                <HASHTAG>หุ้นกู้, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200616/image_big_5ee8cc2fd260a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58958</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 16:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 16:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกรัฐมนตรีมอบ รมว พลังงานเป็นประธาน ในพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารควบคุมกระบวนการผลิตหลัก  โครงการพลังงานสะอาด ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลา 8.20 นาที นาย สนธิรัตน์ สนธิจิรวงษ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธี วางศิลาฤกษ์ อาคารควบคุมกระบวนการผลิตหลัก โครงการพลังงานสะอาด ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน,ผู้บริหารบริษัท ปตท&amp;nbsp; จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; หัวหน้าส่วนราชการหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ และแขกผู้มี้กียติร่วมในพิธี โดย&amp;nbsp; &amp;nbsp;นาย สนธิรัตน์ สนธิจิรวงษ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้เปิดเผยว่า ไทยออยล์&amp;nbsp; ถือเป็นบริษัทเอกชนรายแรกที่บุกเบิกการดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยด้วยกำลังการผลิตเริ่มต้นเพียง 35.000 บาร์เรลต่อวันในปีพุทธศักราช 2504 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า&amp;nbsp;58 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยออยล์ได้ขยายกำลังการกลั่นและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตมาเป็นระยะๆ รวมทั้งยังได้ขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ อาทิ ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน ธุรกิจสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจผลิตเอทานอล เป็นตัน จนทำให้ปัจุบันไทยออยล์เป็นโรกลั่นน้ำมันปีโตรเลียมที่ครบวงจรแห่งหนึ่งในภูมิภาค และมีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบสูงที่สุดในประเทศไทยที่ 275,000 บาร์เรลต่อวันไทยออยล์ไดริเริ่มโครงการพลังงานสะอาด หรือ Clean Fuel Project ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันเชิงธุรกิจ เพิ่มคุณค่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและตรงกับความต้องการของตลาด รวมไปถึงยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้อยู่ในระดับชั้นนำของโลก และสร้างโอกาสในการต่อยอดสู่ธุรกิจปีโตรเคมีในอนาคต โดยโครงการฯ มีกำหนดการแล้วเสร็จในปี 2566 ซึ่งจะทำให้ไทยออยล์มีกำลังการผลิต&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการพลังงานสะอาด ถือเป็นหนึ่งในโครงกาลงทุนที่สำคัญของภาคเอกชนในพื้นที่เศรษฐกิจ พิเศษภาคตะวันออก หรือ EECด้วยเม็ดงินลงทุนกว่า 160,000 ล้านบาท โครงการพลังงานสะอาดจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อม ช่วยเสริมสร้างความมั่นคง&amp;nbsp; ทางด้านพลังงาน และสร้างโอกาสให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานของประชาคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เศรษฐกิจอาเซียน ในระยะยาวอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58958</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพลังงาน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงษ์, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200305/image_big_5e60c812757bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2020 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2020 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยออยล์ ปลื้ม ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านความยั่งยืนระดับโลกเป็นปีที่หก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ไทยออยล์ปลื้มได้รับการประเมินด้านความยั่งยืนในระดับ Gold Class ด้านความยั่งยืนเป็นปีที่หกในอุตสาหกรรมการกลั่นและการตลาดน้ำมันและก๊าซและมีการพัฒนาการด้านการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสูงสุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า &amp;ldquo;ในครั้งนี้ บริษัทขนาดใหญ่ของโลก4,710แห่ง ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในการประเมินความยั่งยืนโดย SAM โดยแบ่งการประเมินออกเป็น 61อุตสาหกรรมกลุ่มบริษัทที่ได้รับ Gold Class ถือเป็นระดับสูงสุดในแต่ละอุตสาหกรรม &amp;nbsp;กล่าวคือเป็นองค์กรชั้นนำที่ให้ความสำคัญต่อการจัดการความยั่งยืน อันเป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว โดยการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งการสร้างโอกาสต่อธุรกิจภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมโดยไทยออยล์ยึดหลักการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (ESG) มาโดยตลอด ซึ่งทำให้ไทยออยล์ได้รับการจัดอันดับในระดับ Gold Class เป็นปีที่หกด้วยผลประเมินด้าน ESG ในระดับสูงสุดของอุตสาหกรรมการกลั่นและการตลาดน้ำมันและก๊าซอีกทั้ง ได้รับการประเมินให้เป็น SAM Industry Mover เนื่องจากไทยออยล์มีพัฒนาการในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสูงสุด เมื่อเทียบกับบริษัทฯอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันในปีที่ผ่านมาและเป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานด้านความยั่งยืนชั้นนำของโลกใน The Sustainability Yearbook ติดต่อกันเป็นปีที่ 7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; จากผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่าไทยออยล์มีผลงานโดดเด่นทั้งด้านมิติเศรษฐกิจ ซึ่งมีการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุกต่อความเสี่ยงใหม่ (Emerging risks) ที่จะมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต และมีความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ ในมิติสิ่งแวดล้อม ไทยออยล์มีการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมผ่านนโยบายและแนวปฏิบัติซึ่งครอบคลุมทุกกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่าของการดำเนินธุรกิจตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบและผู้รับเหมา การดำเนินการผลิตและการจัดการกากของเสีย การส่งมอบผลิตภัณฑ์ และความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย สำหรับมิติด้านสังคม นอกจากกิจกรรมและโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนต่างๆ ตลอดจนมุ่งเน้นการเคารพในสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาองค์กรสู่ความสำเร็จในระยะยาวแล้ว ไทยออยล์ยังได้รับการยอมรับในการบริหารจัดการด้านทรัพยากรบุคคลซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในทุกความสำเร็จของบริษัทอีกด้วย นอกจากนี้ ไทยออยล์ยังได้ขยายการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี(ESG) สู่บริษัทในกลุ่มและคู่ค้าของไทยออยล์เพื่อสร้างความพร้อมในการเติบโตร่วมกันในระยะยาวอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นายวิรัตน์กล่าวเสริม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56876</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิรัตน์ เอื้อนฤมิต, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200211/image_big_5e4256dae36a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2019 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2019 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ไทยออยล์&quot; เร่งเครื่องลงทุนโครงการพลังงานสะอาดวางงบลงทุนเฉียดแสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค.2562 นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี 2562 และแนวโน้มราคาพลังงานว่าบริษัทได้เร่งลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด (ซีเอฟพี) ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะใช้เงินลงประมาณ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2563 จะใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมอีก 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมเป็นเงินกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากยอดทั้งหมด 4,800 ล้านเหรีญสหรัฐ ซึ่งถือว่าจะเป็นการกระตุ้นการลงทุนตามนโยบายของภาครัฐ และสามารถทำให้เกิดการจ้างงานได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้เมื่อโครงการดังกล่าวสำเร็จ จะสร้างความเข้มแข็งให้กับบริษัทเพิ่มขึ้นสามารถแข่งขันกันในระดับโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการซีเอฟพี เป็นโครงการที่จะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศระยะยาว จากการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงกลั่นสร้างโอกาสการเป็นศูนย์กลางพลังงานของประชาคมอาเซียนได้ในอนาคต ทั้งนี้ยังเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับบริษัท เป็นเครื่องมือที่จะเพิ่มยอดขายได้ในอนาคต และยังเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)อีกด้วย&amp;quot;นายวิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับน้ำมันดิบจากหลายแหล่งผลิตแล้ว ยังเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอากาศยาน ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว โดยเป็นการเปลี่ยนน้ำมันเตา และยางมะตอยมูลค่าต่ำที่จะมีความต้องการลดลง ไปเป็นน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่มีมูลค่าสูงและมีความต้องการที่เติบโตมากขึ้นตามสภาวะอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนโครงการปิโตรเคมีระยะที่ 4 ของภาครัฐ จากการผลิตเนฟทาเบาและเนฟทาหนักเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการเพิ่มโอกาสต่อยอดไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีของไทยออกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ของปี 2562 ตลอดจนช่วงต้นปี 2563 บริษัทฯคาดว่าค่าการกลั่นจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในภูมิภาคที่ยังขยายตัว รวมถึงการเข้าสู่ฤดูหนาว และฤดูการท่องเที่ยว ประกอบกับการบังคับใช้กฎระเบียบควบคุมการปล่อยกำมะถันของเรือเดินทะเล ในวันที่ 1 ม.ค. 63 นี้ จะส่งผลให้เรือต้องเปลี่ยนการใช้น้ำมันเตากำมะถันสูงในปัจจุบันไปเป็นน้ำมันเตากำมะถันต่ำหรือน้ำมันดีเซลแทน ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซลและค่าการกลั่นในภาพรวมปรับตัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์ ตลาดน้ำมันดิบ โดยมีทิศทางราคาในไตรมาสที่ 4/62 ว่า มีแนวโน้มอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากสภาพเศรษฐกิจที่ยังซบเซา ประกอบกับการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ(เชลออยล์) ปรับตัวสูงขึ้นจากการเปิดดำเนินการของท่อขนส่งน้ำมันในสหรัฐช่วงปลายปี โดยตัวเลขภาคเศรษฐกิจของสหรัฐเดือนก.ย. 62 อยู่ที่ระดับ 47.8 ต่ำสุดในรอบ 10 ปีนับเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากปัญหาสงครามการค้า ขณะที่อุปทานจากซาอุดิอาระเบียปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากสามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ไทยออยล์ยังมีแผนที่จะเจรจากับกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เพื่อปรับโครงสร้างบริษัท ไทยออยล์มารีน จำกัด (TM) ที่เป็นบริษัทขนส่งทางเรือ ให้เข้ามาอยู่ในกลุ่ม ปตท. ด้วย เนื่องจากจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางด้านธุรกิจโลจิสติกส์แล้ว ยังตอบสนองความต้องการของบริษัทในเครือ ปตท. ที่มีความต้องการใช้บริการขนส่งทางเรือเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งเห็นได้จากที่ ปตท. เข้าร่วมประมูลโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะ 3 ในพื้นที่อีอีซี ซึ่งทั้งนี้หากมีการใช้บริการด้านโลจิสติกส์ของบริษัทในเครือก็จะทำให้มีต้นทุนที่ดีกว่าอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48307</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลังงานสะอาด, วิรัตน์ เอื้อนฤมิต, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190914/image_big_5d7c7eb8699f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2019 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2019 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยออยล์ได้รับการรับรองให้เป็นสมาชิก Dow Jones Sustainability Indices 2562 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และเป็นอันดับ 1 ของอุตสาหกรรมการตลาดและการกลั่นน้ำมันและก๊าซ (Industry Leader) จากการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระดับสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เช้าวันนี้&amp;nbsp; Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI ซึ่งเป็นดัชนีประเมินความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ได้ประกาศให้บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เป็นสมาชิกของ DJSI 2562 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมการตลาดและการกลั่นน้ำมันและก๊าซ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า &amp;ldquo;ไทยออยล์มุ่งเน้นการบริหารจัดการธุรกิจด้วยสมดุล 3 ด้านคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างคุณค่าสู่สังคม และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นเลิศ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล และการตอบสนองผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มด้วยความเป็นธรรมมาโดยตลอด ทำให้บริษัทฯ ได้รับการประเมินให้เป็นสมาชิกของ DJSI ในปี 2562&amp;nbsp; ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และยังได้รับการประเมินให้เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมการตลาดและการกลั่นน้ำมันและก๊าซอีกด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการประเมินของ DJSI ในปีนี้ เป็นสิ่งยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานของบริษัท เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจของพนักงานทุกคน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ กล่าวเสริม &amp;ldquo;ในช่วงปีที่ผ่านมาเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของไทยออยล์ ทั้งการดำเนินการขยายโรงกลั่นภายใต้ &amp;lsquo;โครงการพลังงานสะอาด&amp;rsquo; ซึ่งถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศและภูมิภาค ตลอดจนการปรับวิสัยทัศน์สู่ปี 2030 ที่ว่า &amp;lsquo;Empower Human Life through Sustainable Energy and Chemicals&amp;rsquo; ที่สะท้อนให้เห็นการมุ่งมั่นสู่ความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และแนวทางการบริหารจัดการความยั่งยืนด้วยหลักการสร้างคุณค่า 3 ด้าน ได้แก่ การรักษาคุณค่าทางธุรกิจ (Value Protection) การพัฒนาคุณค่าทางธุรกิจ (Value Enhancement) และการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน (Sustainable Value Creation) ส่งผลให้เกิดรากฐานที่เข้มแข็งของพนักงานไทยออยล์และระบบการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ ผ่านการจัดการความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่รอบด้าน การจัดการพอร์ตการลงทุนเพื่ออนาคต การกำกับดูแลกิจการองค์กรอย่างโปร่งใส เป็นธรรม อย่างมืออาชีพ และสามารถตรวจสอบได้ มีการยกระดับวัฒนธรรมด้านบรรษัทภิบาลอย่างเป็นรูปธรรมโดยผู้บริหาร พนักงานทุกคน และขยายไปสู่คู่ค้าคู่ธุรกิจของไทยออยล์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานร่วมกันในระยะยาว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ไทยออยล์ให้ความสำคัญกับระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยตลอดสายโซ่อุปทาน ส่งผลให้ปีที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ผ่านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานกว่า 25 โครงการ ซึ่งสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงกว่า 4 หมื่นตันต่อปี การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการจัดการนวัตกรรมสู่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำเพื่อทดแทนสาร CFC และ HCFC&amp;nbsp; ผลิตภัณฑ์สำหรับซักล้างที่ย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ ของบริษัท ท็อป โซเวนท์ จำกัด&amp;nbsp; เป็นต้น และในปีที่ผ่านมา ไทยออยล์ได้ร่วมสนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ (Low carbon society) ด้วยการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 7 แสนตัน&amp;nbsp; ผ่านการใช้ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ได้แก่ แก๊สโซฮอลล์และไบโอดีเซล โดยผู้ใช้ขั้นปลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง การส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยร่วมกับผู้รับเหมาที่มาปฏิบัติงานในไทยออยล์จนทำให้มีสถิติความปลอดภัยอยู่ในระดับ first quartile หรือกลุ่มผู้นำในอุตสาหกรรมเดียวกัน ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยให้แก่ชุมชนโดยรอบ โดยมีกระบวนการสื่อสาร รับฟังความเห็น และจัดการเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ ส่งผลให้ดัชนีความผูกพัน (Community Engagement) ของชุมชนรอบโรงกลั่นต่อการดำเนินงานของกลุ่มไทยออยล์อยู่ในระดับสูง มุ่งเน้นการเคารพในสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาองค์กรสู่ความสำเร็จในระยะยาว&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายวิรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการได้รับการรับรองให้เป็นสมาชิก Dow Jones Sustainability Indices 2562 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และได้รับการจัดเป็นอันดับ 1 ของอุตสาหกรรมนี้ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มของไทยออยล์ต่อประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มผ่านกรอบธรรมาภิบาลและการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนที่ได้กล่าวมาทั้งหมด&amp;rdquo; นายวิรัตน์ กล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45736</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิรัตน์ เอื้อนฤมิต, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190914/image_big_5d7c7eb8699f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
