<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116491</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 21:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประยุทธ์สั่งเร่งใช้งบ! คลังแฉหนี้พุ่ง9ล้านล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ลั่นเดินหน้าไทยเข้มแข็ง สั่งทุกหน่วยงานราชการ-รัฐวิสาหกิจเร่งถลุงงบประมาณ ชี้ยามนี้ภาครัฐเป็นกำลังหลักกระตุ้นเศรษฐกิจ &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; เปิดตัวเลขหนี้ใกล้แตะ 9 ล้านล้านบาท จ่อเต็มเพดาน 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ในระหว่างลงพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ถึงการโครงการไทยเข้มแข็ง ว่าโครงการดังกล่าวเป็นระดับนโยบาย ถ้านโยบายยังมีอยู่ก็ดำเนินต่อ โดยต้องรู้ว่ามีข้อติดขัดตรงไหน และจะเดินหน้าต่ออย่างไร ส่วนงบประมาณดำเนินงานมีอยู่แล้ว
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เดือน ก.ย. เป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ 2564 พล.อ.ประยุทธ์จึงมีข้อสั่งการทั้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และในที่ประชุมคณะกรรมการชุดต่างๆ ให้ทุกหน่วยรับงบประมาณเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด เพราะช่วงที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 งบประมาณภาครัฐจึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ และขณะนี้เป็นช่วงท้ายปีงบประมาณ นายกฯ จึงให้ทุกหน่วยงานเร่งการเบิกจ่าย ทั้งส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง งบจากพระราชกำหนดเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่ได้รับอนุมัติและทำสัญญาผูกพันไปแล้ว เพื่อให้งบประมาณเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจมากที่สุด
น.ส.ไตรศุลีกล่าวต่อว่า งบประมาณภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ณ สิ้นเดือน ส.ค.2564 มีการอนุมัติแล้ว 269 โครงการ วงเงินรวม 996,008 ล้านบาท หรือ 99.60% คงเหลือ 3,991.06 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 841,307 ล้านบาท หรือ 84.47% ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ แบ่งเป็นการเบิกจ่ายใน 1.แผนงาน/โครงการที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และสาธารณสุข วงเงิน 63,898 ล้านบาท จำนวน 51 โครงการ 38,069 ล้านบาท หรือ&amp;nbsp; 59.58% 2.แผนงาน/โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเยียวยาชดเชยให้กับภาคประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการ&amp;nbsp; 708,197 ล้านบาท จำนวน 20 โครงการ 684,411 ล้านบาท&amp;nbsp; หรือ 96.64% และ 3.แผนงาน/โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 227,905 ล้านบาท จำนวน 225 โครงการ 118,827 ล้านบาท หรือ 53.07%
&amp;ldquo;ครม.เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2564 ยังได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำกับติดตามหน่วยงานรับผิดชอบโครงการที่ได้รับอนุมัติจาก ครม.ให้ใช้จ่ายจากเงินกู้ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ หากไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จได้ภายในเวลาที่กำหนดให้เร่งจัดทำรายงาน ปัญหาและอุปสรรคเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ทราบต่อไป&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว
ขณะที่เว็บไซต์สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้เผยแพร่รายงานสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค.2564 พบว่ามียอดหนี้ 8,909,063.78ล้านบาท หรือคิดเป็น 55.59% ของจีดีพี ใกล้ระดับเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% โดยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 8.3 หมื่นล้านบาท โดยยอดหนี้สาธารณะเดือน มิ.ย.2564 อยู่ที่ 8,825,097.81 ล้านบาท หรือ 55.20% ของจีดีพี
สำหรับหนี้สาธารณะเดือน ก.ค.2564 ที่เพิ่มสูงขึ้นมาจากการกู้โดยตรงของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ โดยหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 7,836,723.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.2564 ที่ 7,760,488.76 ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 7,071,423.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และเป็นการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก.โควิด-19 จำนวน 817,726.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ 732,726.05 ล้านบาท และเป็นการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีกด้วย ส่วนหนี้รัฐวิสาหกิจ อยู่ที่ 781,052.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.2564 ซึ่งอยู่ที่ 772,090.49 ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน อยู่ที่ 399,141.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp; 398,843.56 ล้านบาท และหนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน อยู่ที่ 381,911.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 373,246.93 ล้านบาท ส่วนหนี้ของรัฐวิสาหกกิจที่ทำธุรกิจในภาคการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) อยู่ที่ 284,141.61 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 285,356.96 ล้านบาท ขณะที่หนี้ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ลดลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย อยู่ที่ 7,146.04 ล้านบาท
วันเดียวกัน รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต กล่าวถึงการจัดสรรเงินจากกองทุน SDRs จำนวน 6.5 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 21.7 ล้านล้านบาทของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ให้ประเทศสมาชิก ว่าจะส่งผลบวกต่อตลาดการเงินโลก ซึ่งการจัดสรรเงินจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของไอเอ็มเอฟสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งไทยที่ได้รับเงินจัดสรร 1.4 แสนล้านบาท หรือ 4.4 พันล้านดอลลาร์นั้น รัฐบาลควรหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อนำเงิน SDRs ที่ได้รับการจัดสรรมาใหม่จำนวนนี้มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการคลัง โดยมุ่งไปที่การเยียวยาผู้ว่างงานและลงทุนทางการศึกษา การจัดซื้อวัคซีนและการลงทุนทางด้านสาธารณสุข
รศ.ดร.อนุสรณ์ยังกล่าวอีกว่า หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำกว่า 2% เป็นระยะเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน มีความเสี่ยงจะเกิดวิกฤตหนี้สินทั้งภาครัฐและเอกชน และหากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุ 60% ในปีหน้า การก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเติมจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง การขยับเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% หรือ 80% ต้องศึกษาวิจัยถึงผลดี-ผลเสียอย่างรอบคอบ และต้องมั่นใจว่าเงินกู้ที่เป็นภาระของประชาชนผู้เสียภาษีในอนาคตและปัจจุบันต้องไม่รั่วไหลหรือใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116491</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, รัฐวิสาหกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้พุ่ง, หน่วยงานราชการ, เพดาน 60%, ไทยเข้มแข็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210912/image_big_613dfa588cdad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67339</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2020 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2020 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นั่นไง!ประธานส.ส.พปชร.โวลั่น พรก.ไม่ทิ้งกันยุคบิ๊กตู่ มาตรฐานสูงกว่าไทยเข้มแข็งยุคมาร์ค-จัดการน้ำยุคปู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค. 63 - นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี และ ประธาน ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีพรรคฝ่ายค้าน และ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้สภาตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมาตรวจสอบการใช้เงินกู้1.9 ล้านล้านบาทว่า&amp;nbsp; ส่วนตัวตนไม่เห็นด้วยกับการตั้งกมธ.วิสามัญฯดังกล่าว เพราะมีหน่วยงานราชการที่น่าเชื่อถือพิจารณาและกลั่นกรองอยู่แล้ว อาทิ สภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่วมทั้งในระดับพื้นที่จะต้องเสนอผ่านคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัด และ กลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.)กลั่นกรอง&amp;nbsp; ก่อนเสนอให้ครม.เป็นผู้อนุมัติโครงการตามที่เสนอมาเท่านั้น โดยนักการเมืองไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่สภาฯ ก็มีกมธ.สามัญฯ จำนวน 35 คณะ ซึ่งสามารถทำหน้าที่และสามารถตรวจสอบพรก.กู้เงิน1.9 ล้านล้านบาท ทั้ ง3 ฉบับ&amp;nbsp; พวกเราที่เป็น สส ทุกคน ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ในฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องมั่นใจในระบบราชการที่เข้ามาดูแลงบประมาณตัวนี้ จึงไม่จำเป็นต้องตั้งกมธ.วิสามัญฯ ให้ขึ้นมาทำงานซ้ำซ้อน เสียเวลาการทำงานกับทุกฝ่าย และรวมทั้งเสียงบประมาณของแผ่นดิน เกี่ยวกับเบี้ยประชุมอีกด้วย

ประธานส.ส.พปชร. กล่าวว่า&amp;nbsp; ในส่วนที่ฝ่ายค้านคิดและเป็นข้อกังวลในการใช้งบประมาณเกรงว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น หรือใช้งบประมาณไปไม่ตรงวัตถุประสงค์นั้น ท่านต้องอย่าลืมว่าประเทศไทยนั้นก็มีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน( สตง.) และ คณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ร่วมตรวจสอบ&amp;nbsp; ยิ่งโดยเฉพาะพรก.เงินกู้ 1 ล้านบาทถือว่า มีกรอบดำเนินการที่รัดกุมโดยใช้กฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะมาบังคับใช้ กำกับติดตาม การเบิกจ่ายเงินกู้ และ ต้องมีการประเมินโครการต่างๆ&amp;nbsp; นำเสนอต่อ ครม.ทุก 3 เดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการกำกับติดตามเงินกู้และผลสัมฤทธิ์ของโครงการ มาตราการต่างๆเหล่านี้ ผมเชื่อและมั่นใจว่า ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นั้นได้คิดและวางแผนมาตราการต่างๆในการบริหารจัดการไว้แล้ว ซึ่งมีการรายงานต่อรัฐสภาภายใน 60 วันนับแต่สิ้นปีงบประมาณ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งถือว่ามีมาตรฐานตรวจสอบ หรือ มีการประเมิน KPI สูงกว่าเมื่อเทียบกับพรก.เงินกู้ในอดีตคือ พรก.ไทยเข้มแข็งในปี 52&amp;nbsp; และพรก.กู้เงินเพื่อวางระบบบริหารน้ำ&amp;nbsp; ปี 2555&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67339</URL_LINK>
                <HASHTAG>พปชร., พรก.กู้เงิน, พรรคพลังประชารัฐ, ยิ่งลักษณ์, สุชาติ ชมกลิ่น, อภิสิทธิ์, ไทยเข้มแข็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200428/image_big_5ea82017e25ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67320</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2020 06:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2020 06:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เลขาฯกรณ์&#039; โต้ยิบ &#039;ส.ส.สาวก้าวไกล&#039; อภิปรายพาดพิงพรก.ไทยเข้มแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค.63 - จากกรณี นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.พรรคก้าวไกล กล่าวพาดพิง พรก.ไทยเข้มแข็งโดยระบุว่า ในปี 2552 รัฐบาลได้ดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง แม้สภาพเศรษฐกิจจะไม่หนักเท่าครั้งนี้ แต่รัฐบาลดังกล่าวก็ได้ตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดและสุดท้ายก็ไม่ได้เป็นไปตามเป้า จนทำให้โครงการต้องยุติลง ครั้งนั้นประเทศเราตั้งเป้าไว้ชัดเจน สุดท้ายก็ยังพลาดเป้า แต่รัฐบาลนี้ไม่มีแม้กระทั่งเป้าหมาย แล้วสุดท้ายเราจะประเมินกันอย่างไรว่าโครงการประสบความสำเร็จหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพัสณช เหาตะวานิช ผู้ช่วยประจำตัวนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในช่วงที่ประเทศไทยประสบวิกฤตการเงินแฮมเบอร์เกอร์ และมีการออกพรก.กู้เงินไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาท โพสต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวโดยระบุว่า ไทยเข้มแข็ง ทำให้ประเทศไทยฟื้นจากวิกฤตการเงินโลกแฮมเบอร์เกอร์ เร็วอันดับ 2 รองจากไต้หวัน ศก.กลับมาโต 7.8% ส่งออก +28%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คุณกรณ์ ได้ รมว.คลังโลก คนแรกของไทย คงไม่เรียกว่า &amp;#39;พลาด&amp;#39; หรอกนะครับ เป้าหมายคือ พรก.1 ล้านล้าน อภิปรายแค่จุดนี้ให้ดี เท่านี้ ทำให้ได้ก่อนครับ&amp;rdquo; นายพัสณช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ทางเพจทีมกรณ์ ยังได้ระบุในเรื่องเดียวกันว่า เกิดปัญหาวิกฤติซับไพรม์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์&amp;rdquo; ในช่วงปี 2551 ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ทำให้รัฐบาลจึงทำงบประมาณรายจ่ายกลางปี 2552 เพิ่มเติมอีก 97,560 ล้านบาท มากระตุ้นเศรษฐกิจ และเมื่อนำมารวมกับยอดการขาดดุลของงบฯ ปกติ 249,500 ล้านบาทแล้ว ทำให้ยอดการขาดดุลงบประมาณโดยรวมอยู่ที่ 347,060 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2552 กระทรวงการคลังจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายเป็นจำนวนมาก 280,000 ล้านบาท รัฐบาลมีภาระที่ต้องก็เงินมาชดเชยรายได้ส่วนที่ขาดหายไป และเมื่อนำไปรวมกับยอดการขาดดุลงบประมาณปี 2552 วงเงิน 347,000 ล้านบาทแล้ว ในปีนั้นรัฐบาลต้องออกพันธบัตรกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลทั้งสิ้น 627,000 ล้านบาท ขณะที่ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ 2502 และ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ 2548 ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินได้ไม่เกิน 441,000 ล้านบาท ยังขาดเงินที่รัฐบาลนำมาปิดงบประมาณอยู่ประมาณ 186,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนี่ก็คือที่มาของ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 2552 วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ได้กำหนดกรอบวัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินเอาไว้ชัดเจน แบ่งการใช้จ่ายเงินออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก วงเงินไม่เกิน 200,000 ล้านบาท เตรียมไว้ใช้สมทบเงินคงคลัง รองรับการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2552 และส่วนที่ 2 วงเงินไม่น้อยกว่า 200,000 ล้านบาท เตรียมไว้ใช้ในโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 มีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี (2553-2555)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงนั้นก็มีคำถามจากฝ่ายค้านว่า การกู้เงินในลักษณะนี้ เป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนถึงขั้นที่ต้องตราขึ้นเป็นพระราชกำหนดจริงหรือไม่ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์จึงส่งร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ตราขึ้นเพื่อประโยชน์และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรค 1 และเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน ตามมาตรา 184 วรรค 2 ต่อมาก็ได้ส่งร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรผ่านความเห็นชอบเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2552 กำหนดกรอบวัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินเอาไว้ 8 ด้าน ขณะนั้นมีวงเงินรวมทั้งสิ้น 227,939 ล้านบาท รายละเอียดมีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน อนุรักษ์ระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม วงเงิน 4,550 ล้านบาท
2. การปรับปรุงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัย และจำเป็นต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน วงเงิน 34,109 ล้านบาท
3. การเร่งรัดและสร้างศักยภาพในการหารายได้จากการท่องเที่ยว วงเงิน 5,457 ล้านบาท
4. การสร้างฐานรายได้ใหม่ของประเทศจากเศรษฐกิจความคิดสร้างสรรค์ หรือเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ 3,425 ล้านบาท
5. การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งระบบให้ทันสมัย 13,008 ล้านบาท
6. การปฏิรูปคุณภาพระบบสาธารณสุขที่มีมาตรฐานสูงสำหรับคนไทย
7. การสร้างอาชีพและรายได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับชุมชน 81,183 ล้านบาท
8. การประกันรายได้ให้แก่เกษตรกร และชดเชยภาระดอกเบี้ยเงินกู้ 41,932 ล้านบาท
ข้อสังเกต กรอบการใช้จ่ายเงินกู้ที่นำมาใช้ในโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ให้น้ำหนักกับการกระจายเม็ดเงินลงไปสู่เศรษฐกิจฐานรากเป็นสำคัญ เช่น ในกลุ่มของการสร้างอาชีพและรายได้ในระดับชุมชน 81,183 ล้านบาท ถัดมาโครงการประกันรายได้เกษตรกร 41,932 ล้านบาท และกลุ่มงานปรับปรุงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน 34,109 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยกระทรวงการคลังได้ดำเนินการกู้เงินเพื่อนำมาสมทบเงินคงคลังไปแค่ 50,000 ล้านบาท ปรากฏว่าฐานะเงินคงคลังของรัฐบาลดีขึ้นเป็นลำดับ ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 ฐานะเงินคงคลังมียอดคงค้างอยู่ที่ 293,835 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสม เพียงพอต่อการเบิกจ่ายงบประมาณได้ ไม่จำเป็นต้องกู้เงินส่วนที่เหลือ 150,000 ล้านบาทอีกต่อไป รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงมีโอนวงเงินกู้ส่วนที่เหลือ 150,000 ล้านบาทมาใช้ในโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ทำให้มียอดรวมอยู่ที่ 350,000 ล้านบาท มีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการไทยเข้มเข้มแข็งกว่า 40,000 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฉพาะโครงการที่สำคัญๆ เช่น โครงการจ่ายเงินอุดหนุนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วงเงิน 23,000 ล้านบาท, โครงการเพิ่มทุนให้แบงก์รัฐ 6 แห่ง วงเงิน 17,412 ล้านบาท, โครงการบริหารจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน วงเงิน 18,761 ล้านบาท, โครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทาน วงเงิน 16,594 ล้านบาท, โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย วงเงิน 8,011 ล้านบาท, โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ 5,412 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านกระทรวงคมนาคม ก็มีโครงการถนนไร้ฝุ่นของกรมทางหลวงชนบท วงเงิน 14,657 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างถนนลาดยางในท้องถิ่น 75 จังหวัดทั่วประเทศ, โครงการบำรุงรักษาทางหลวง วงเงิน 13,910 ล้านบาท และโครงการส่งเสริมเพิ่มศักยภาพการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานฯ วงเงิน 10,607 ล้านบาท ด้านการศึกษา ก็จะมีโครงการยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาสู่ความทันสมัย วงเงิน 6,539 ล้านบาท ผลิตนักศึกษาที่มีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน, โครงการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนสู่มาตรฐาน 7,152 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างแฟลตตำรวจ 163 หลัง และเรือนแถวตำรวจชั้นประทวน 227 หลัง วงเงิน 3,781 ล้านบาท เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลจากการดำเนินนโยบายการคลังมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 มาจนถึงปี 2553 โดยผ่านกลไกงบประมาณขาดดุลวงเงิน 350,000 ล้านบาท เมื่อนำมาเข้าไปรวมกับการเบิกจ่ายเงินกู้ไทยเข้มแข็งอีก 219,000 ล้านบาท ประกอบกับเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ถือว่า &amp;ldquo;จุดติด&amp;rdquo; เช่นกัน โดยในปี 2553 เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวเป็นบวกที่ 7.8% ต่อปี เทียบกับปี 2552 ติดลบ 2.3%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67320</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ก้าวไกล, พรก.กู้เงิน, พัสณช เหาตะวานิช, ศิริกัญญา ตันสกุล, อภิปราย, ไทยเข้มแข็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200530/image_big_5ed19731504fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
