<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ส้มอมพิษ&quot;ผลไม้ใกล้ตัว การบริโภคที่ต้องระวัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเรียกร้องให้&amp;quot;ส้ม&amp;quot;ที่ขายมีการติดคิวอาร์โค้ด&amp;nbsp; เพื่อสืบย้อนไปถึงที่มาของแหล่งผลิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส้ม&amp;rdquo; เป็นผลไม้ยอดฮิต เพราะนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการทำให้ต้องมีติดบ้านไว้อยู่เสมอแล้ว &amp;nbsp;&amp;quot;ส้ม&amp;quot;ยังเป็นผลไม้มงคล ถูกนำมาใช้ในแทบทุกเทศกาล และธรรมชาติของส้มจะให้ผลผลิตเพียงปีละ 1 ครั้ง ออกมากสุดในช่วงเดือนธันวาคม &amp;ndash; มีนาคม หรือที่เรียกว่าเป็นช่วง&amp;quot;หน้าส้ม&amp;quot;มีผลผลิตมากที่สุดของปี ราคาไม่แพงเชิญชวนให้บริโภค ยิ่งมาใกล้ช่วงเทศกาลตรุษจีน ก็เหมือนมารองรับพอดี เพราะส้มถือว่าเป็นผลไม้มงคลของเทศกาลเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่จะขาดไม่ได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เป็นที่รับรู้กันมาระยะหนึ่งแล้วว่า &amp;quot;ส้ม&amp;quot;เป็นผลไม้อุดมไปด้วยสารเคมี เคยมีคำเตือนจากฝ่ายวิชาการของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าผู้ปลูกนำยายาปฏิชีวนะอะม็อกซีซิลลินมาฉีดในต้นส้มเพื่อรักษาอาการกรีนนิ่งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งยาชนิดนี้ จะตกค้างในส้ม เมื่อคนบริโภคเข้าไปก็เหมือนได้รับยาตัวนี้ไปด้วย ซึ่งจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการดื้อยาปฎิชีวนะ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว มีข้อมูลยืนยันจากการสำรวจโดยเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ ไทยแพน (Thai-PAN) มาช่วยตอกย้ำให้ระมัดระวังการบริโภคส้มอีกว่า โดยพบว่า ส้ม 1 ผล มีสารเคมีตกค้างมากถึง 55 ชนิด โดยเฉลี่ยถึง *0.364 มิลลิกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย (MRL) โดยเป็นสารเคมีตกค้างชนิดดูดซึมที่ไม่สามารถล้างออกได้ถึง 28 ชนิด ซึ่งจากการสุ่มตรวจในหลายๆ ครั้ง ก็ยังพบว่าเกินมาตรฐาน แต่กลับยังคงวางขายกันปกติ เป็นเพราะยังไม่เคยเกิดการบังคับใช้มาตรฐานอาหารปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปี 2563 ที่ผ่านมา เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และอ็อกแฟมประเทศไทย (Oxfam) ภายใต้แคมเปญ &amp;ldquo;ผู้บริโภคที่รัก (Dear Consumers)&amp;rdquo; จึงได้จัดกิจกรรม &amp;ldquo;Orange Spike เราไม่เอาส้มอมพิษ&amp;rdquo; ร่วมกันรณรงค์ให้ผู้บริโภคตระหนักว่าส้มมีกระบวนการผลิตที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการตกค้างของสารเคมีซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเชิญชวนให้ภาคประชาชนร่วมขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลง ให้กลไกลตลาดผลักดันให้กระบวนการผลิตส้มปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยร่วมกันลงนามเรียกร้องให้ผู้จำหน่ายส้ม โดยเฉพาะซูเปอร์มาร์เก็ตหรือโมเดิร์นเทรดรายใหญ่ มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ โดยติด QR Code เพื่อพิสูจน์ว่าส้มที่ขายไม่มีสารพิษ ได้ที่ www.dearconsumers.com/th/petition&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรม &amp;ldquo;Orange Spike เราไม่เอาส้มอมพิษ&amp;rdquo; การรณรงค์ให้ผู้บริโภคตระหนักว่าส้มมีกระบวนการผลิตที่เป็นอันตรายต่องส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมที่จัดขึ้นเมือปลายปีที่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แคมเปญนี้ เรียกร้องให้ซูเปอร์มาร์เก็ต เริ่มจากเจ้าใหญ่ๆ &amp;nbsp;มีป้ายแสดงรายละเอียด ณ จุดขาย และติด QR Code ที่ผู้ซื้อสามารถสแกนตรวจสอบแหล่งที่มาของส้มที่นำมาขาย โดยบอกรายละเอียดเกี่ยวกับสวนส้ม วิธีปลูกส้ม รายการสารเคมีที่ใช้ และกระบวนการคัดกรอง&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกับ รณรงค์ให้ผู้บริโภค ร่วม #หยุดส้มอมพิษ ผ่านทาง www.dearconsumers.com/th/petition&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในเวทีรณรงค์&amp;ldquo;Orange Spike เราไม่เอาส้มอมพิษ&amp;rdquo; &amp;nbsp;นางสาวกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา ตัวแทนจากเครือข่ายกินเปลี่ยนโลก มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ให้ข้อมูลว่า ส้มเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและมีห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ อยู่คู่กับชีวิตคนไทยในทุกรูปแบบ แต่จากการตรวจสอบของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ ไทยแพน (Thai-PAN) พบว่า ส้ม 1 ผล มีสารเคมีตกค้างมากถึง 55 ชนิด โดยเฉลี่ยถึง *0.364 มิลลิกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย (MRL) โดยสารเคมีตกค้างเป็นชนิดดูดซึมที่ไม่สามารถล้างออกได้ถึง 28 ชนิด อาทิ คาร์เบนดาซิม (Carbendazim) ส่งผลให้พิการแต่กำเนิดและภาวะเจริญพันธุ์เสื่อม, สารคาร์โบฟูราน (Carbofuran) เป็นพิษต่อเซลล์สมองและฮอร์โมนเพศ, สารอะเซตามิพริด (Acetamiprid) มีผลกระทบต่อสมองและระบบประสาท เป็นต้น แม้ที่ผ่านมาจะมีการพูดถึงเรื่องสารพิษตกค้างมากมาย แต่จากการสุ่มตรวจส้มจากซูเปอร์มาร์เก็ต พบว่า 100% ของส้มที่นำมาตรวจมีการตกค้างของสารเคมีที่เกินกว่าปริมาณสูงสุดที่กฎหมายกำหนด แม้แต่ในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำที่อ้างว่ามีระบบตรวจสอบแล้วก็ตาม ทั้งที่เป็นสถานที่ค้าปลีกที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไว้วางใจในเรื่องของความสะอาดและปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ธรรมชาติของส้มจะให้ผลผลิตเพียงปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคม &amp;ndash; มีนาคม ซึ่งถือเป็นช่วงที่ปลอดภัยที่สุดเพราะเป็นส้มในฤดูกาล แต่ด้วยอุปสงค์ของตลาดที่มีความต้องการส้มตลอดทั้งปี ทำให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีมากกว่าปกติเพื่อให้สามารถผลิตส้มได้ตามความต้องการของตลาด ตั้งแต่ระยะติดดอก ระยะติดผลตุ่มเท่าหัวไม้ขีด ช่วงลูกปิงปอง ช่วงเลี้ยงผิวสวยไปถึงช่วงเก็บผลผลิต โดยสารเคมีที่ใช้ตลอดช่วงอายุมักเป็นชนิดดูดซึม (Systemic) ซึ่งจะกระจายในลำต้นไปจนถึงเนื้อในของผลส้ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพตัวอย่างการรณรรงค์ สแกนคิวอารโค้ด ส้มที่มีการจำหน่ายตามที่ต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝั่งซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่อย่าง นางจุฑารัตน์ พัฒนาทร &amp;nbsp;ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด ให้ข้อมูลว่า แม็คโคร (Makro) มีการจำหน่ายส้ม 8 ตันต่อปี มีการใส่ใจในเรื่องของคุณภาพของส้มเป็นพิเศษ โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชนจัดทำโครงการ ส้มปลอดภัยคนไทยยิ้มได้ (Safe orange make Thai people smile) ตั้งแต่ปี 2557 และยังส่งเสริมให้เกษตรกรมีความยั่งยืน มีการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อให้เกษตรกรใช้ได้ฟรี เรียกว่า Makro iTrace ซึ่งลูกค้าสามารถตรวจสอบที่มาของสินค้าย้อนกลับได้จนถึงฟาร์มด้วย QR Code โดยตรวจสอบตั้งแต่ระดับแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทางด้าน บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้จำหน่ายรายใหญ่อีกราย นางอารยา เผ่าเหลืองทอง ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายประกันคุณภาพ &amp;nbsp;เล่าว่า ท็อปส์ (Tops) วางนโนบายเรื่องของคุณภาพไว้อย่างชัดเจน ว่าผู้บริโภคจะต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลและแหล่งที่มาของอาหารได้ &amp;nbsp;และทางห้างฯยังดูแลตั้งแต่ฟาร์มผลิต เพื่อรับรู้เรื่องการใช้สารเคมี และก่อนสินค้าที่จะเข้ามาจำหน่าย ก็ต้องผ่านการรับรองตั้งแต่ในฟาร์มอย่างน้อยต้องมีการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices : GAP) ปัจจุบันมีการออกกฎหมายให้ส้มเป็นผลไม้ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ &amp;nbsp;ซึ่งทางซูเปอร์มาร์เก็ต ได้ร่วมมือกับทางสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติในเรื่องของการจัดทำ QR Code บนผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมการตรวจสอบย้อนกลับกว่า 100 ราย และสำหรับผู้ผลิตที่ไม่ได้ร่วมทำการตรวจสอบย้อนกลับนี้ก็จะไม่สามารถจำหน่ายสินค้าที่ท็อปส์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับได้ว่า&amp;quot;ส้ม&amp;quot;ซึ่งเป็นผลไม้ใกล้ตัว ด้วยรสชาติหวานอมเปรี้ยว กินแล้วชื่นใจ ทำให้คนชื่นชอบในการบริโภค &amp;nbsp;แต่ปลูกโดยใช้สารเคมีจำนวนมาก ทำให้&amp;quot;ส้ม&amp;quot;กลายเป็นอาหารที่กัดกร่อนสุขภาพของผู้บริโภคอย่างแท้จริง &amp;nbsp; และแม้ว่าจะมีการรณรงค์ เปิดเผยช้อมูลเรื่องสารพิษ ที่ใช้กับส้มไปแล้ว หรือแม้กระทั่งทางฝั่งผู้จำหน่ายเอง ก็มีความพยายามที่กลั่นกรอง เลือกส้มที่ปลอดภัยมาจำหน่าย แต่ก็ไม่ได้แก้ปัญหาเบ็ดเสร็จ เพราะทั้งหมดทั้งปวงอยู่ที่แหล่งผลิตส้ม จะต้องลดละการใช้สารเคมี &amp;nbsp;หรือใช้น้อยที่สุดให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งปัญหานี้ ยังไม่นับรวมไปถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีตกค้าง จากฟาร์มสวนส้มที่มีพื้นที่จำนวนมากในประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากเกษตรเคมี&amp;quot;สู่&amp;quot;สวนส้มอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคยังคงเกาะติดเรื่อง&amp;quot;ส้มเป็นพิษ&amp;quot; มาโดยตลอด &amp;nbsp;เมื่อวันที่ &amp;nbsp;18 ธ.ค.2563 กลุ่มรณรงค์ เรื่องส้มเป็นพิษ มีการจัดงาน&amp;quot;มหาส้มสมุทร&amp;quot; ในหัวข้อ &amp;quot;ส้ม(ไม่)อมพิษ&amp;quot; ณ สวนครูองุ่น เอกมัยมา ซึ่งทางเพจ&amp;quot;ผู้บริโภคที่รัก&amp;quot;หรือ www.dearconsumers.com ได้เผยแพร่ข้อมูลประสบการณ์ เกษตรกรผู้เคยปลูกส้มโดยใช้สารเคมีจำนวนมาก และกลับใจหันมาทำส้่มอินทรีย์
&amp;nbsp;
กัลย์ทิพา วสุรัฐเดชาพงศ์ &amp;nbsp;หรือ &amp;quot;แป้น&amp;quot; เกษตรผู้ปลูกส้มอินทรีย์ &amp;nbsp; ที่หนองสามวัง อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เล่าว่า เป็นผู้ปลูกส้มเขียวหวานสืบทอดาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ &amp;nbsp;ซึ่งที่ปทุมธานีปลูกส้มกันมา 50ปีแล้ว พันธุ์ที่ปลูกเป็นพันธุ์เขียวดำเนิน &amp;nbsp; สมัยก่อนไม่ได้ใช้ยาเยอะขนาดนี้ ตั้งแต่รุ่นปู่และรุ่นพ่อ ไม่ได้ใช้ยามาก รุ่นพ่อทำก็ไม่ได้มีการกระตุ้นด้วยเคมี พ่อจะบำรุง แต่เรื่องการใช้ยาฆ่าหนอนต่าง ๆ จะไม่เท่าตอนนี้ แต่สมัยนี้ ใช้สารเคมีเยอะมาก พอกลับไปมองก็คิดว่าคงเพราะดินมันเริ่มเสื่อม ต้นส้มก็เริ่มอ่อนแอ โรคแมลงก็เข้าเยอะก็ต้องใช้ยาเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลย์ทิพา เล่าที่มาของการเลิกใช้สารเคมี และยืนยันว่า ใช้สารเคมีก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะว่าเคมีเป็นกรด ยิ่งใช้ก็เหมือนเอากรดเข้าไปเพิ่ม มันก็ยิ่งทำให้ส้มร่วงไปอีก &amp;nbsp;จึงหยุดใช้เคมีทั้งหมด หยุดแบบหักดิบไม่ใช้เลย จากที่ทำส้ม 300 ไร่ หมดที่ดินไปกับค่าสารเคมี เหลือที่ 30 ไร่ ผืนสุดท้ายก็เลยต้องยอมหยุดใช้เคมีเพื่อรักษาที่ดินเอาไว้ ไม่กล้าขายเพราะว่าพ่อกับแม่ทำมาด้วยหยาดเหงื่อ &amp;nbsp;ก็เลยต้องคิดว่ายังไงก็ต้องรักษาที่ดินเอาไว้ สุดท้ายต้องลดเหลือส้มแค่ 8 ไร่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลย์ทิพา วสุรัฐเดชาพงศ์ เกษตรกรปลูกส้มโดยใฃ้สารเคมี และสูญเสียที่ดิน 300 ไร่ แต่กลับใจมาปลูกส้มแบบเกษตรอินทรีย์ ในพื้นที่เพียง 8ไร่ (ภาพจากเพจ&amp;quot;www.dearconsumers.com )&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;สมัยทำสารเคมีเราทำเอง คนที่โดนสารเคมีคนแรกคือตัวเรา ก็เริ่มเป็นโรคต่างๆ ที่หาสาเหตุ ไม่ได้ คนในบ้านที่กินเหมือนกัน และแฟน เป็นคนทำสวนเป็นหลัก ก็เป็นสารพัดโรคเลย อย่างเวลาเป็นแผลแล้วเข้าสวนนี่จะติดเชื้อง่าย เพราะมันมีสารเคมีที่อยู่ในดิน แล้วตัวเราก็อ่อนแอเพราะเราโดนสารเคมี&amp;quot;กัลย์ทิพาเล่า
กัลย์ทิพา เริ่มเรียนรู้เรื่องอินทรีย์ จากไม่เคยรู้มา อาจารย์สอนว่าต้องกล้าเปลี่ยน ทั้งๆ ที่เราไม่เชื่อถือไม่ศรัทธาเลยด้วยซ้ำไป แต่ต้องลอง ต้องกล้าเผื่อมันจะดีขึ้น &amp;nbsp;เพราะถ้าเราเดินหน้าด้วยเคมีต่อไปนี่ตายแน่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผลผลิตที่ได้หลังเปลี่ยนมาเป็นเกษตรอินทรีย์ กัลย์ทิพา ยืนยันว่า ดีขึ้นมากเลย &amp;nbsp;จากวันนั้นเราเริ่มต้นเปลี่ยนมาใช้น้ำหมักต่างๆ กากน้ำตาล สะสมตาดอก เปิดตาดอกด้วยฮอร์โมนไข่ แล้วส้มเราเกิดการแตกยอดอ่อนมาทีเดียว 14 ใบ เราตกใจมากเลยค่ะ ตกใจกับการเปลี่ยนแปลง ต้นส้มแข็งแรงขึ้น ภายใน 1 ปี วันนั้นเราทิ้งเคมีหมดเลย จัดการศัตรูพืชโดยใช้น้ำปลาหมัก &amp;nbsp;ใส่เรือรดน้ำราดจากยอดลงมาเลย น้ำปลาหมักสามารถที่จะควบคุมไข่แมลงได้ ตอนที่เราใช้เคมีเราใช้ยาฆ่าหนอน ซื้อยาฆ่าหนอนซื้อผลิตภัณฑ์เนี่ยไปเที่ยวต่างประเทศปีๆ หนึง หลายหน เป็นลูกค้าระดับเพชรเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กัลย์ทิพา แนะวิธีเลือกส้มอินทรีย์ว่า ถ้าให้เลือกส้ม คำว่าอินทรีย์ก็ต้องดูความเป็นธรรมชาติ ถ้าลูกมันใหญ่ผิดปกติ ถ้าลูกดูสวยผิดปกติ เนี่ยไม่ใช่แล้ว สังเกตง่ายๆ ความดำ มันจะบ่งบอกความเป็นอินทรีย์ความเป็นธรรมชาติ กับความไม่เป็นธรรมชาติ ส้มอินทรีย์จริงๆ แค่ล้างน้ำเปล่าพัดลมให้แห้งก็เป็นมันเหมือนแวกซ์ ส่วนความหวานของส้มมันแต่งได้ ใช้อินทรีย์ก็ทำได้ ของเราก็จะใช้น้ำหมักผลไม้ที่มีรสหวานกว่าส้มฉีด ก่อนเก็บหยุดน้ำสัก 7 วัน ความหวานก็จะเพิ่มขึ้น เราจะเริ่มเก็บส้มที่อยู่ที่ 13 บริกซ์ หวานมาก &amp;nbsp;จริง ๆ ส้มมันต้องมีรสอมเปรี้ยว แต่คนยังติดหวานอยู่ เราก็ต้องทำให้มันหวาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91549</URL_LINK>
                <HASHTAG>Orange Spike เราไม่เอาส้มอมพิษ, กัลย์ทิพา วสุรัฐเดชาพงศ์, กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา, น.ส.สารี อ๋องสมหวัง, ผลส้ม, ผู้บริโภคที่รัก (Dear Consumers)”, ไทยแพน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_60167188f25a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2018 23:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>   ขู่ชุมนุมใหญ่หน้าทำเนียบฯถ้า&quot;พาราควอต&quot;ได้ไปต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษอันตรายร้ายแรง ประกาศชุมนุมครั้งใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาล หากคณะกก.วัตถุอันตายให้สารพาราควอต คลอร์ไพริฟอสและจำกัดการใช้ไกลโฟเซต ได้ไปต่อ ย้ำคณะกก.พิจารณาไม่มีความน่าเชื่อถือ &amp;nbsp;และต้องเปิดเผยคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่22 พ.ค. ณ โรงแรมตรัง เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษอันตรายร้ายแรง มีการจัดเวทีอภิปราย &amp;ldquo;ยุติผลประโยชน์ทับซ้อน เรียกความโปร่งใสของคณะกรรมการวัตถุอันตราย&amp;rdquo; เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบของรัฐบาลในการยกเลิกการสารพาราควอต คลอร์ไพริฟอสและจำกัดการใช้ไกลโฟเซต ตามมติของ 5 กระทรวงหลัก ที่นำโดยกระทรวงสาธารณสุข พร้อมกับมีแถลงการณ์โดยระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายฯ โดยแต่งตั้งตัวแทน จากกระทรวงเกษตรฯและอดีตข้าราชการในกระทรวงมี 4 &amp;nbsp;คน และอีก 4 คนเลือกจากผู้ที่ แสดงจุดยืนสนับสนุนกระทรวงเกษตรฯ จากคณะกรรมการที่มีจำนวน 12 คน 2.. อนุกรรมการเฉพาะกิจฯดังกล่าวเสนอใช้ข้อมูลเก่าล้าสมัยเพื่อโน้มน้าวให้มีการใช้สารพิษ ร้ายแรงดังกล่าวต่อไป โดยเพิกเฉยต่อข้อมูลเชิงประจักษ์และรายงานใหม่ๆเป็นจำนวนมาก ดังที่เครือข่ายนักวิชาการจากหลายสถาบัน เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตรายอย่างน้อย 3 คนเกี่ยวข้องกับบริษัทค้าสารพิษอันตรายทั้ง3 ชนิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ระบุอีกว่า เครือข่ายฯจึงเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายต้องดำเนินการให้ มีการพิจารณาการยกเลิกและจำกัดการใช้สารพิษดังกล่าวโดยต้องด าเนินการอย่างโปร่งใส ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน และต้องเปิดเผยผลการศึกษาทั้งหมด เช่น ข้อวินิจฉัยส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผล การประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย รวมทั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจต่อประชาชนและสื่อมวลชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากผลการพิจารณาตัดสินใจของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นไปอย่างล่าช้า หรือมีการ ตัดสินใจที่ไม่เป็นไปตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข และประชาคมของนักวิชาการจากหลายสถาบัน ซึ่งได้แถลงอย่างเป็นทางการถึงพิษภัยร้ายแรงของสารพิษดังกล่าวเพื่อสนับสนุนข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่16 พฤษภาคม 2561เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษอันตรายร้ายแรงจะใช้ สิทธิพื้นฐานในการปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโดยจะจัดให้มีการชุมนุมครั้งใหญ่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายโดยมี ดร.มานะ นิมิตรมงคล องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ มูลนิธิชีววิถี(BioThai) นางบุญยืน ศิริธรรม สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค นาย สุรชัย ตรงนาม ทนายความมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และ น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN)ร่วมกันอภิปราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.มานะ กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการทั้ง 5 กระทรวง นำโดยกระทรวงสาธารณสุข มีมติให้แบน พาราควอต คลอร์ไพริฟอสและจำกัดการใช้ไกลโฟเซต ภายใน 2 ปี แต่กลับมีการต่อทะเบียนการใช้พาราควอต โดยกรมวิชาการเกษตรโดยอ้างว่าไม่มีข้อมูลที่เพียงพอและไม่มีความรู้ทางด้านสุขภาพ ทำให้นายกฯมีการสั่งการให้คณะกรรมการจาก 3 กระทรวง ไปหาข้อมูลทางวิชาการถึงผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้สารทดแทน &amp;nbsp;ซึ่งหลังจากนั้น 3 กระทรวงก็มีมติตามเดิมว่าให้มีการแบนพาราควอต &amp;nbsp;เรื่องควรจะจบ แต่กลับมีการแต่งตั้งอนุกรรมการพิจารณาใหม่ โดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งอนุกรรมการส่วนใหญ่มาจากกรมวิชาการเกษตร ที่เคยอ้างว่าไม่มีความรู้ในเรื่องสุขภาพมาพิจารณาว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่ &amp;nbsp; และลับยังมีการอนุญาตให้ใช้ต่อ ซึ่งในยุโรป หรือญี่ปุ่น หากมีข้อมูลผลิตภัณฑ์อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนจะมีคำสั่งระงับการใช้ทันที จนกว่าจะมีข้อพิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นอันตราย ดังนั้น หากรัฐบาลควรเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชน ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ในวันที่ 23พ.ค.นี้ที่จะมีการตัดสินแบนหรือไม่แบนสารพาราควอต เราหวังว่าจะได้รับข่าวดี อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลใน 4 เรื่องดังนี้ คือ &amp;nbsp;1. บทบาทซ้อนทับ คือในต่างประเทศจะมีการแยกบทบาทของหน่วยงานที่ควบคุมและหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสุขภาพอย่างชัดเจน โดยจะมอบอำนาจให้กับหน่วยงานทางด้านสาธารณสุข อย่างชัดเจน แต่ประเทศไทยกลับกรมวิชาการเกษตรที่อ้างว่าไม่มีความรู้ทางด้านสุขภาพ และมีการโยนให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งมี 3 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยมีตำแหน่งในบริษัทสารเคมีของภาคเอกชน หลังจากนั้นก็มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเป็นผู้ตัดสิน โดยเป็นการโยนกลับเพราะส่วนใหญ่ก็มาจากกรมวิชาการเกษตร ทั้งนี้หากมีการอนุญาตให้ใช้ต่อก็จะมีการเปิดเผยรายชื่อของคณะกรรมการ 3 คนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้ประชาชนได้ทราบถูกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2. การมีประโยชน์ทับซ้อน หลังจากมีการต่อทะเบียนสารเคมีอันตราย ภาคประชาชนก็จะขอเอกสารทั้งหมดในการต่อทะเบียน ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่ได้ข้อมูล อีกทั้งข้อสรุปผลการศึกษาทางวิชาการของคณะอนุฯ เพื่อส่งมอบให้กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายตัดสิน ก็ยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน สะท้อนให้เห็นว่าผลสรุปอาจไม่ดีจนไม่กล้าเปิดเผย กลัวจะถูกวิจารณ์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3.กรรมการวัตถุอันตรายหลายคนและอนุกรรมการบางคน อยู่ในกลุ่มที่เคยเสนอให้พืชสมุนไพรที่ใช้ต้มยำทำแกง 13 ชนิด เป็นวัตถุอันตราย แต่ตอนนี้กำลังจะให้ใช้ต่อพาราควอต ซึ่ง 50 ประเทศแบนไปแล้ว อีกทั้งในรอบ 10 ปี ยังไม่เคยแบนสารพิษตัวไหนเลย &amp;nbsp;และ 4 . ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร รัฐบาล คสช. ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ &amp;nbsp;เพราะคณะกรรมการวัตถุอันตราย 19 จาก 29 คน เป็นข้าราชการที่อยู่ภายใต้การดูแลขอรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;มีการส่งข้อมูลจากนักวิชาการ ทั้งนักวิจัยจากจุฬา ที่น้อยครั้งจะออกมาพูดเกี่ยวกับนโยบาย จนทนไม่ไหวแล้ว อีกทั้ง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ที่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลมาตลอด ถึงกับบอกว่าคงหมดหวังกับรัฐบาล หากเชื่อแพทย์บางคนที่ใช้ข้อมูลเก่าเมื่อ 20 ปี แต่ไม่เชื่อข้อมูลปัจจุบัน ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร รัฐบาล คสช .ต้องรับผิดชอบ หากไม่แบน สะท้อนให้เห็น 3 ข้อ ว่า1.รัฐบาล คสช. เห็นแก่บรรษัทข้ามชาติมากกว่าประโยชน์ของประชาชน &amp;nbsp;2.หวังคะแนนเสียงจากประชาชนและการสนับสนุนจากบริษัทผู้ค้าสารพิษ 3.โยนความเสี่ยงมาที่ประชาชนที่มีข้อมูลไม่เพียงพอ ให้ตายแบบเฉียบพลันหรือตายแบบผ่อนส่ง&amp;rdquo;นายวิฑูรย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางบุญยืน กล่าวว่า ไม่เคยไว้ใจข้าราชการเลย เคยไปยื่นหนังสือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวกับเรื่องการใช้พาราควอต แต่กลับไม่มีผู้มารับหนังสือและให้ไปยื่นที่ชั้น 4 จึงได้ขู่ว่าจะนอนหน้าบันได จึงมีผู้มารับแต่ห้ามถ่ายรูป ทำให้คิดว่าหน่วยงานนี้ไม่มีที่สำหรับประชาชนคนจน &amp;nbsp;ซึ่งเคยได้ทำการทดสอบที่ จ.นครปฐม เกี่ยวกับสารเคมีในร่างกายในคน 3 กลุ่ม คือ คนทั่วไป เกษตรกร และข้าราชการ พบว่าข้าราชการพบมากที่สุด จากการเป็นเกษตรกรทำสวนทุเรียนมา 7 ปี ก็ไม่เคยมีคนจากกระทรวงเกษตรฯ ลงมาตรวจสอบให้คำแนะนำเลย และเป็นเช่นนี้ประชาชนจะพึ่งใคร อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีนโยบาย Thailand 4.0 แต่หากพาราควอตได้ไปต่อ คงได้แค่ 0.4 หากจะไปจุดนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีสารทดแทน ต้องเชื่อมั่นว่าต้องมีนวัตกรรมและเทคดนโลยีที่ใช้ทดแทนแน่นอน นอกจากนี้ในการรัฐบาลยังบอกว่าในสิทธิ์บัตรทองมีงบประมาณไม่เพียงพอรักษาผู้ป่วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญแต่กลับไม่แก้ปัญหาจากสาเหตุที่ทำให้ประชาชนเจ็บป่วย ดังนั้นพรุ่งนี้ให้ประชาชนเตรียมพาราควอตไปด้วย หากบอกไม่อันตรายก็ฉีดหลังจากมีคำตัดสิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) กล่าวว่า หลังจาก สธ.ยืนมติเดิม ก็ยังไม่เห็นการตัดสินใจของรัฐบาล ซึ่งในวันพุธที่ 23พ.ค.นี้ก็จะมีการพิจารณาสรุปโดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย เราก็ได้เรียกร้องหาความโปร่งใส โดยอยากให้พิจารณาบนพื้นฐานทางวิชาการ และขอให้กรรมการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนที่รู้ตัวอยู่แล้วว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทไม่เข้าร่วมในการพิจารณา และขอให้เปิดเผยข้อมูลการพิจารณา และคำวินิจฉัยส่วนบุคคลแต่ละคน ไม่ว่าจะตัดสินแบนหรือไม่แบน และหากยังไม่สามารถพิจารณาได้ในวันดังกล่าว หรือเลื่อนการพิจารณาออกไป ภายใน 7 วัน จะมีการชุมนุมของเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อเรียกร้องต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9741</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการวัตถุอันตราย, ปรกชล อู๋ทรัพย์, พาราควอต, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, ไทยแพน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b04056ae74e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8706</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 20:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 20:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล่า5หมื่นชื่อถอด&quot;พาราควอต&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;NGO เดินหน้าล่า 5 หมื่นรายชื่อสนับสนุนการแบนพาราควอตอีกครั้ง หลังจากอนุกรรมการเฉพาะกิจมีท่าทีจะจำกัดการใช้สารพาราควอต ชี้ เพื่อให้รู้ว่าภาครัฐมีสิทธิ์มีเสียงเช่นเดียวกัน เนื่องจากผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 7 พ.ค. น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai PAN) กล่าวถึงกรณีเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ได้มีการล่ารายชื่อ 50,000 รายชื่อ &amp;nbsp;สนับสนุนสนับสนุนให้ไทยยกเลิกการใช้สารฆ่าหญ้าพาราควอต สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้สารฆ่าหญ้าไกลโฟเซต เพื่อ ร้องเรียนกับพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่า การล่ารายชื่อดังกล่าว เป็นแคมเปญเดิม ของเครือข่ายฯ ที่ประกอบด้วย &amp;nbsp;369 องค์กร &amp;nbsp;จาก 50 จังหวัด เพื่อไม่ให้มีการต่อทะเบียนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ตามมติของคณะกรรมการจาก 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยหลังจากนั้นกรมวิชาการเกษตรได้ตัดสินใจต่ออายุทะเบียนพาราควอต ซึ่งก็ได้มีการร้องเรียนจากภาคประชาชน &amp;nbsp;ทำให้ท่าน นายกฯ ได้มีการสั่งการให้ 3 กระทรวงหลักหาข้อสรุปการใช้พาราควอตในภาคเกษตร เพื่อส่งต่อให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายแต่งตั้งขึ้นเป็นผู้ตัดสินแบนหรือไม่แบน ซึ่งหลังจากที่คณะทำงาน 3 กระทรวงได้ยืนยันมติเดิมว่าให้มีการยกเลิกการใช้ ทางเครือข่ายฯก็ได้รอข้อสรุปของคณุอนุกรรมการเฉพาะกิจว่าจะออกมาเช่นไร หากออกมาว่าจำกัดก็ต้องบอกเหตุผลว่าเพราะอะไร ซึ่งหลังจากมีการประชุมพิจารณาหาข้อสรุปของคณะกรรมการเฉพาะกิจไปเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ปรากฏว่ายังไม่มีการเปิดเผยข้อสรุปสู่สาธารณชน &amp;nbsp;โดยอยู่ระหว่างการส่งเรื่องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายสรุปผลอีกครั้ง ดังนั้นก็น่าจะเป็นไปตามที่เครือข่ายฯ ได้คาดการณ์ไว้ คือ คณะอนุฯ มีความคิดเห็นเป็น 2 เสียง คือ ให้มีการจำกัดการใช้ และ ให้มีการระงับการใช้ ซึ่งก็เข้าใจว่าเสียงส่วนใหญ่น่าจะออกไปทางจำกัดการใช้ ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องออกมาล่ารายชื่อเป็นแคมเปญต่อเนื่อง เพื่อให้รู้ว่าผู้บริโภคมีสิทธิ์มีเสียงเหมือนกัน เพราะก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในขณะนี้ล่ารายชื่อไปแล้วประมาณ 7 พันรายชื่อ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8706</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการวัตถุอันตราย, ปรกชล อู๋ทรัพย์, พาราควอต, อนุกรรมการเฉพาะกิจ, เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช, ไทยแพน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5af0528e46fa3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
